ข่าววันนี้

เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู! เรื่องจริงที่ต้องรู้

เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู: เรื่องที่ต้องพิจารณา

จากกรณีสะเทือนใจที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกี่ยวกับ เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู เนื่องจากไม่พอใจเรื่องคะแนนสอบ ได้สร้างความตกใจและความกังวลให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทะเลาะวิวาทธรรมดา แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น

เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู: เกิดอะไรขึ้น?

เรื่องราวเริ่มต้นจากนักเรียนชายชั้น ม.5 ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี ไม่พอใจที่ตนเองไม่ได้รับคะแนนเต็มในการสอบ จึงบันดาลโทสะทำร้ายครูผู้สอนอย่างรุนแรงในห้องเรียน ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมห้อง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ครูได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงอักเสบ และกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก

หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สภ.หนองฉาง ได้เรียกตัวผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติมหลังจากออกจากโรงพยาบาล เนื่องจากสภาพจิตใจยังไม่พร้อมให้การในทันที ส่วนนักเรียนที่ก่อเหตุนั้น ยังไม่ได้มีการสอบสวน เนื่องจากต้องรอการนัดหมายและสอบสวนต่อหน้าทีมสหวิชาชีพตามกระบวนการทางกฎหมาย

เบื้องลึกเบื้องหลัง: พฤติกรรมที่น่ากังวล

นอกเหนือจากเหตุการณ์ทำร้ายครูแล้ว ยังมีรายงานว่า เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู คนดังกล่าวมีพฤติกรรมรุนแรงในอดีตอีกด้วย มีข้อมูลว่าเมื่อเทอมที่แล้วเขาเคยตบหน้านักเรียนหญิงจนหน้าบวม และในสมัยเรียนชั้น ม.4 ก็เคยทำร้ายร่างกายพ่อของตนเอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าตกใจและบ่งชี้ถึงปัญหาที่อาจฝังรากลึกกว่าที่คิด

คุณครูผู้เสียหาย ซึ่งสอนที่โรงเรียนแห่งนี้มานานถึง 11 ปี ตอนนี้มีความประสงค์ที่จะลาออก เนื่องจากยังคงรู้สึกหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และในวันที่ถูกทำร้าย ยังต้องโกหกลูกของตนเองว่าที่หน้าบวมเพราะโดนผึ้งต่อย เนื่องจากไม่อยากให้ลูกยังเล็กต้องรับรู้เรื่องราวรุนแรงเช่นนี้

ผลกระทบและความรับผิดชอบ

เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวครูผู้เสียหายและนักเรียนที่ก่อเหตุเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบการศึกษาและความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของครูและบุคลากรทางการศึกษา

  • ผลกระทบต่อครู: ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการทำงาน ความสูญเสียขวัญและกำลังใจ และความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเอง
  • ผลกระทบต่อนักเรียน: การสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบ การเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี และความหวาดกลัวต่อความรุนแรง
  • ผลกระทบต่อสังคม: ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสังคม ความเสื่อมถอยของคุณธรรมจริยธรรม และความจำเป็นในการทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง

ดังนั้น การแก้ไขปัญหา เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ต้องเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา โดยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม การปลูกฝังความเคารพซึ่งกันและกัน การส่งเสริมการใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการให้การปรึกษาทางจิตวิทยา การสนับสนุนด้านการเงิน และการให้กำลังใจ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมายืนหยัดและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง

แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ควรมีการดำเนินการดังต่อไปนี้:

  • เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม: ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและความเคารพซึ่งกันและกันตั้งแต่ในวัยเด็ก ผ่านการอบรมสั่งสอนทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน
  • ส่งเสริมการใช้เหตุผล: สอนให้เด็กและเยาวชนรู้จักใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา แทนการใช้ความรุนแรง
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย: สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ในโรงเรียน โดยการป้องกันการกลั่นแกล้ง การใช้ความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติ
  • ให้ความช่วยเหลือและเยียวยา: ให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
  • บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง: บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงอย่างจริงจัง เพื่อป้องปรามและลงโทษผู้กระทำผิด

เหตุการณ์ เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและไม่ควรเกิดขึ้น แต่เราสามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้และร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้น โดยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม การส่งเสริมการใช้เหตุผล และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ปัญหาสังคมมีความซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข การเพิกเฉยหรือไม่ใส่ใจ จะยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้ฝังรากลึกและยากที่จะแก้ไขในอนาคต

ที่มา – อ้างเด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู เคยทำร้ายเพื่อนผู้หญิง-พ่อตัวเอง

อัปเดต! พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” มุ่งหน้าไต้หวัน

“กรมอุตุนิยมวิทยา” ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” ที่กำลังเคลื่อนตัวไปทางเกาะไต้หวัน โดยยืนยันว่าพายุจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากพายุลูกนี้โดยตรง แต่ถึงกระนั้นก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อัปเดตสถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล”

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ทางเฟซบุ๊กกรมอุตุนิยมวิทยา ได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์พายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก โดยระบุว่า พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” (PODUL) กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่เกาะไต้หวัน

“โพดุล” ซึ่งมีความหมายว่าต้นหลิว เป็นชื่อที่ตั้งโดยประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) และเป็นพายุลูกที่ 11 ตามการนับจำนวนพายุของ RSMC โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าพายุนี้จะไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้เตือนผู้ที่จะเดินทางไปยังเกาะไต้หวัน หรือประเทศจีนทางด้านตะวันออก ในช่วงวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2568 ให้ตรวจสอบสภาพอากาศและข่าวสารอย่างละเอียดก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัย

ทำความเข้าใจผลกระทบของ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล”

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ฝนที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากอิทธิพลของมรสุมและร่องมรสุมเป็นหลัก ไม่ได้มีสาเหตุโดยตรงมาจากอิทธิพลของพายุ “โพดุล” อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุ ควรเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง การเตรียมอุปกรณ์จำเป็น และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพายุ “โพดุล” แต่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การมีความรู้ความเข้าใจ การติดตามข่าวสาร และการวางแผนรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง
  • ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมอุปกรณ์จำเป็นในกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • วางแผนการเดินทางสำรองในกรณีที่เส้นทางหลักถูกปิด

การติดตามสถานการณ์พายุและการเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าพายุลูกนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เสมอ

ที่มา – อัปเดตสถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” กำลังเคลื่อนตัวไปทางเกาะไต้หวัน

กองทัพภาคที่ 2 เตือน! ข่าวลวง อันตรายร้ายแรง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าอย่างรวดเร็ว การรับรู้และพิจารณาข่าวสารอย่างถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวลวง ที่อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนในสังคม กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเตือนถึงอันตรายของ ข่าวลวง ที่ร้ายแรงไม่แพ้กระสุนจริง และขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อ

กองทัพภาคที่ 2 เตือน “ข่าวลวง” อันตรายเท่ากระสุนจริง

สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความละเอียดอ่อน ทำให้การเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง หรือ ข่าวลวง สามารถส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน การแชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด ความตื่นตระหนก และความขัดแย้งในสังคมได้

ทำไมข่าวลวงถึงอันตราย?

  • สร้างความเข้าใจผิด: ข่าวลวงมักถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ข้อมูลที่บิดเบือน หรือเกินจริง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
  • สร้างความตื่นตระหนก: เนื้อหาที่สร้างความตื่นตระหนก มักถูกแชร์อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความวุ่นวายและสับสนในสังคม
  • บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือ: การเผยแพร่ข่าวลวงซ้ำ ๆ อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และสร้างความสับสนในการรับข้อมูล
  • ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง: ข่าวลวงสามารถถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง หรือสร้างความแตกแยกในสังคม

กองทัพภาคที่ 2 จึงขอความร่วมมือประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะแชร์ หรือส่งต่อข้อมูลใด ๆ โดยให้พิจารณาจากแหล่งที่มาของข้อมูล ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และเนื้อหาของข่าวว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่

หลักการ “คิด 3 ครั้งก่อนแชร์”

เพื่อป้องกันการเผยแพร่ ข่าวลวง กองทัพภาคที่ 2 ขอเสนอหลักการง่าย ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง คือ “คิด 3 ครั้งก่อนแชร์” โดยให้ถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้:

  1. แหล่งข่าวมาจากไหน? ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือหรือไม่?
  2. มีการยืนยันข้อมูลจากหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้องหรือไม่?
  3. เนื้อหามีผลกระทบต่อความมั่นคง หรือความปลอดภัยของประเทศหรือไม่? การแชร์ข้อมูลนี้จะสร้างผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่?

การใช้หลักการ “คิด 3 ครั้งก่อนแชร์” จะช่วยให้เราสามารถกลั่นกรองข้อมูล และป้องกันการเผยแพร่ข่าวลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคม และประเทศชาติ

นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และรอบด้านมากยิ่งขึ้น การมีสติในการรับข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

การตระหนักถึงอันตรายของ ข่าวลวง และการร่วมมือกันในการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ เป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแกร่ง และปลอดภัยจากภัยคุกคามทางข้อมูลข่าวสาร

ดังนั้น ขอให้ทุกท่านร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ตระหนักถึงภัยของข่าวลวง และร่วมกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยไปด้วยกัน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เตือน “ข่าวลวง” อันตรายเท่ากระสุนจริง วอนเช็กข้อมูลก่อนแชร์

Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัวหล่อจัดในจีน!

ประเทศจีนนับว่าเป็นตลาดยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และแน่นอนว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota ก็ไม่พลาดที่จะร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง GAC ในการนำเสนอรถเอสยูวีที่มีความคล้ายคลึงกับ Toyota RAV4 รถอเนกประสงค์รุ่นขายดีในอเมริกา การร่วมมือกับแบรนด์จีนทำให้ Toyota RAV4 ไม่ได้มีแค่หนึ่งเดียวอีกต่อไป แต่มีถึงสองรุ่น ทั้งในอเมริกาที่เป็นต้นตำรับ และในจีนกับน้องใหม่หน้าตาทันสมัย นี่คือ Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว ซึ่งผลิตขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ GAC แบรนด์รถยนต์ของจีน, เทียบกับ RAV4 รุ่นยอดนิยมที่ผลิตโดย FAW ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Toyota ในจีน

ในปีนี้ Toyota เปิดตัว RAV4 รุ่นที่หกในอเมริกา และกำลังออกจากไลน์ผลิตเพื่อเข้าสู่ตลาดยานยนต์อเนกประสงค์ของกลุ่มประเทศตะวันตก ในส่วนของ Toyota ในจีนก็พร้อมที่จะดัน SUV ขนาดกะทัดรัดรุ่นนี้ออกมาเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในจีน

Toyota New Wildlander

Toyota New Wildlander

Toyota New Wildlander

ภาพ GAC-Toyota Wildlander รุ่นใหม่ ได้รับการเผยแพร่ทางออนไลน์ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ของจีน ซึ่งมีความแตกต่างจากงานออกแบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง Wildlander ใช้การออกแบบโดยรวมคล้ายกับ RAV4 รุ่นล่าสุด แต่มีความแตกต่างด้านระบบขับเคลื่อนที่ต้องทำให้โดนใจลูกค้าชาวจีน เหมือนกับ RAV4 ที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา

ภายใน Toyota New Wildlander

มาดูในส่วนของความแตกต่างของการออกแบบ เริ่มจากตราสัญลักษณ์ Wildlander บนฝาท้าย SUV ที่ขายในจีนคันนี้ ยังดูคล้ายกับ RAV4 รุ่น Core ที่ใช้กระจังหน้ารังผึ้งสีเดียวกับตัวถัง และวัสดุกันกระแทกแบบ low-profile บนกันชนทั้งสองข้าง จากการออกแบบ ทำให้ Wildlander มีความเชื่อมโยงกับ RAV4 รุ่น Woodland และ Adventure ที่เน้นความแข็งแกร่ง รวมถึง RAV4 GR Sport ซึ่งจะไม่มีขายในจีน ภายใต้ตราสัญลักษณ์ Wildlander

Toyota New Wildlander ด้านข้าง

Toyota Wildlander มีความยาว 4,600 มิลลิเมตร กว้าง 1,855 มิลลิเมตร และสูง 1,680 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,690 มิลลิเมตร ชัดเจนว่าตัวเลขมิติตัวถังของ Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว สอดคล้องกับ RAV4 ที่จำหน่ายในยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่อาจมีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สามารถระบุได้จากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว

Toyota New Wildlander ภายใน

Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว

สิ่งที่ทำให้ Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว แตกต่างจาก Toyota RAV4 คือใต้ฝากระโปรง RAV4 รุ่นใหม่เปลี่ยนมาใช้ระบบส่งกำลังไฟฟ้า แต่ Wildlander ในตลาดจีนยังมีตัวเลือกเครื่องยนต์สันดาปภายในให้เลือกใช้ โดยเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร ให้กำลัง 169 แรงม้า มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อ

Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว รุ่นไฮบริด

นอกจากนี้ยังมี Wildlander รุ่นไฮบริด HEV สองรุ่น แต่ยังไม่มีข่าวของรุ่น PHEV ปลั๊กอินไฮบริด สำหรับ Wildlander รุ่นไฮบริด HEV มีให้เลือกสองความจุคือ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร กำลัง 150 แรงม้า และเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร กำลัง 182 แรงม้า ทั้งสองรุ่นทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ E-Four

GAC Toyota Wildlander รุ่นปรับปรุงใหม่ 2026 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จับตาดูกันให้ดี!

โดยรวมแล้ว Toyota New Wildlander เตรียมเปิดตัว ในจีนเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถ SUV ที่มีดีไซน์ทันสมัย เทคโนโลยีที่หลากหลาย และเครื่องยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

ที่มา – เตรียมเปิดตัวเร็วๆนี้ Toyota New Wildlander หล่อจัดเฉพาะในจีน

ผลสำรวจชี้! คนยังให้ความสำคัญกับ “วันแม่” นิยมแสดงรักในโซเชียล


นอร์ทกรุงเทพโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อ “วันแม่” ในยุคปัจจุบัน พบว่าวันแม่ยังคงมีความสำคัญในใจคนไทยเสมอมา แต่รูปแบบการแสดงความรักนั้นเปลี่ยนแปลงไป โดยเทรนด์ที่เห็นได้ชัดคือการนิยมแสดงความรักผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น

ผลโพลชี้ คนยังคงให้ความสำคัญกับ “วันแม่” และนิยมแสดงวามรักในโซเชียลมากขึ้น

ผศ. ดร. สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทกรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 1,002 ตัวอย่าง จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 ในประเด็นเรื่องมุมมองที่มีต่อ “วันแม่” ในยุคปัจจุบัน โดยมีข้อคำถามที่น่าสนใจดังนี้

คนไทยมองความสำคัญของวันแม่ในปัจจุบันอย่างไร?

เมื่อสอบถามถึงความสำคัญของวันแม่ พบว่า:

  • 64% เห็นว่าวันแม่มีความสำคัญมาก
  • 20% เห็นว่าค่อนข้างสำคัญ
  • 11% เห็นว่าค่อนข้างไม่สำคัญ
  • 5% เห็นว่าไม่สำคัญเลย

จากผลสำรวจนี้ แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญกับ “วันแม่” เป็นอย่างมาก

คำถามต่อมาคือ ผู้คนคิดว่า “แม่” ในสังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตหรือไม่ ผลสำรวจพบว่า:

  • 62% เห็นว่าเปลี่ยนไปบ้าง แต่สาระสำคัญส่วนใหญ่ยังคงเหมือนเดิม
  • 20% เห็นว่าเปลี่ยนไปมาก
  • 10% เห็นว่าไม่เปลี่ยน
  • 8% ไม่แน่ใจ

เมื่อถามถึงวิธีการแสดงความรักต่อแม่ใน “วันแม่” พบว่า:

  • 85% ส่งข้อความหรือโทรหา
  • 66.70% พาแม่ไปทานข้าวหรือท่องเที่ยว
  • 55% พูดบอกรักแม่ต่อหน้า
  • 50% โพสต์รูปหรือข้อความบนโซเชียลมีเดีย
  • 33% ช่วยงานบ้านดูแลแม่เป็นพิเศษในวันแม่
  • 24% ซื้อของขวัญให้แม่
  • 20% ไม่ทำกิจกรรมใด ๆ เป็นพิเศษ

สำหรับความหมายของคำว่าแม่ในความหมายของแต่ละท่าน:

  • 52% นิยามคำว่าแม่หมายถึงเฉพาะแม่โดยกำเนิดเท่านั้น
  • 32% มองว่าความหมายของแม่กว้างกว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือด
  • 16% มองว่าขึ้นอยู่กับบริบท

และในยุคโซเชียลมีเดีย ผู้คนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการโพสต์ความรักแม่ในโซเชียลมีเดียว่า:

  • 65% เห็นว่าเหมาะสมเป็นการแสดงความรักสมัยใหม่
  • 20% เห็นว่าเหมาะสมแต่ไม่ควรเน้นเฉพาะโพสต์ออนไลน์
  • 15% เห็นว่าไม่เหมาะสม ควรแสดงความรักแบบส่วนตัวมากกว่า

จากผลสำรวจทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่าแม้เทคโนโลยีและสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ความรักและความกตัญญูที่มีต่อแม่ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญในสังคมไทย การแสดงความรักใน “วันแม่” ก็มีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความชอบของแต่ละบุคคล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการแสดงความรักและความห่วงใยที่มีต่อแม่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการบอกรัก การกอด การดูแล หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้างความสุขและเติมเต็มความรักในครอบครัวได้แล้ว

ที่มา – ผลโพลชี้ คนยังคงให้ความสำคัญกับ “วันแม่” และนิยมแสดงวามรักในโซเชียลมากขึ้น

ทายาทแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน วัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีที่ดินและเงินจำนวน 2.7 ล้านบาทของวัดพระบาทน้ำพุที่ตกเป็นประเด็นร้อนแรง ล่าสุดทายาทของอดีตไวยาวัจกรได้ออกมาแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่านทางแพรรี่ ไพรวัลย์ เพื่อไขข้อสงสัยและแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ทายาทอดีตไวยาวัจกร แจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่าน “แพรรี่”

แพรรี่ ไพรวัลย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่าทายาทของอดีตไวยาวัจกรได้ติดต่อมาชี้แจงเรื่องที่ดิน 740 ไร่ และเงินสด 2.7 ล้านบาท ที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าทางวัดพระบาทน้ำพุยังไม่ได้รับคืน โดยทายาทอ้างว่ายินดีคืนทุกอย่างให้กับวัด และไม่เคยมีการพูดจาในลักษณะที่ว่า “อยากได้ให้ไปฟ้องเอา” อย่างแน่นอน

ข้อความจากทายาทอดีตไวยาวัจกรที่ส่งถึงแพรรี่มีรายละเอียดดังนี้:

“ผมคือ 1 ในทายาทคุณธนชัย เรื่องที่ดินมีเพียง 740 ไร่ ทางเรายินดีคืนหมด แม้กระทั่งเงิน 2,700,000 ที่หลวงพ่ออ้างว่าฝากอาไว้ เราก็นำไปคืน โดยหลวงพ่อก็ไม่มีหลักฐานในการฝากหรือสมุดบัญชี หลวงพ่ออ้างว่าหลวงพ่อฝากอาไว้”

“เรื่องที่ทางคุณทนายเกิดผลพูดว่า อยากได้ก็ไปฟ้องเอา ทางเราไม่เคยพูด วันที่นำเงินไปคืน เราโอนมอบกรรมสิทธิ์คืนรถให้ เดิมคุณ…บอกมี 6 วันไปโอนมอบมี 11 โดยทางวัดอ้างว่าเป็นของวัด เราก็คืน พร้อมโฉนดที่ดินตัวจริงอีก 340 ไร่ ที่เราค้นเจอจากห้องพักที่คุณธนชัยเสีย”

“ทางเรามีแค่นี้ เราเซ็นมอบอำนาจให้วัด เพราะทางวัดบอกว่าเซ็นมอบอำนาจแล้ววัดจัดการได้ ทางเราวิ่งตั้งผู้จัดการ วันนั้นทางวัดไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย ค่าทนาย ตั้งผู้จัดการมรดก และทุกอย่าง เราทำกันเอง วัดมีหน้าที่เซ็นรับอย่างเดียว เสียแค่น้ำดื่ม 3 ขวด”

“แล้วสุดท้ายวัดโอนไม่ได้ เลยติดต่อเรามาอีกครั้ง เรื่องที่ดินที่คาราคาซัง วัดจะให้เราเดินทางไปคุยกับด็อกเตอร์ แต่ทางผู้จัดการมรดกปฏิเสธไป 1 ครั้งว่าไม่สะดวก เพราะทางผู้จัดการมรดกทำเกี่ยวกับราชการ แล้วติดธุระทางราชการ เลยปฏิเสธไปว่าไม่สะดวก”

“ทางเราไม่ได้มีการพูดแบบที่ทนายเกิดผลอ้างเบื้องต้นว่าถ้าอยากได้ก็ไปฟ้องเอา แล้วไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่มา แล้วไม่มีหนังสือทวงถามตามที่กล่าวอ้าง เรื่องเรารับรู้หลังจากปู่ตาย แต่วัดไม่เคยช่วยเราดำเนินการอะไร ทั้งที่สร้างปัญหาให้พวกเรา คำว่าคุณอาของวรสุดา เป็นคำย่อมาจากอาจารย์วรสุดา ไม่ใช่ญาติครับ”

“ผมไม่กล้าเมนต์หรืออธิบาย กลัวคนที่ถล่ม เราไม่เคยโอนที่มาเป็นของเรา โฉนดก็คืนไป 340 โดยประมาณ โฉนดที่เหลือที่ญาติผมตอนนี้ไม่มีเลย มีแต่ที่เราก๊อปปี้ไว้เป็นหลักฐานวันส่งมอบ ผมพยายามติดต่อตามเพจครับ แต่ยังไม่มีใครตอบ”

นอกจากนี้ แพรรี่ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเงินสดจำนวน 2.7 ล้านบาทที่ทายาทนำมาคืน โดยโพสต์ภาพเงินจำนวนดังกล่าวที่วางอยู่ในพาน พร้อมข้อความว่า “อยากรู้ค่ะว่าเงิน 2,700,000 ที่ทายาทอดีตไวยาวัจกรเอามาคืนหลวงพ่อ คือเงินอะไรคะ และทำไมหลวงพ่อถึงต้องเอาเงินสดเยอะขนาดนี้ไปฝากอดีตไวยาวัจกรของวัดไว้ เพื่อความเป็นธรรมของพ่อนะคะ ช่วยชี้แจงด้วย”

ประเด็นสำคัญ: ทายาทอดีตไวยาวัจกรชี้แจงเรื่องที่ดินและเงิน 2.7 ล้าน

จากคำชี้แจงของทายาทอดีตไวยาวัจกร ประเด็นหลักๆ ที่ต้องการสื่อสารคือ:

  • ยินดีคืนที่ดินทั้งหมด 740 ไร่ให้กับวัดพระบาทน้ำพุ
  • ได้นำเงินสดจำนวน 2.7 ล้านบาทคืนให้กับวัดแล้ว
  • ไม่เคยพูดจาในลักษณะท้าทายให้ไปฟ้องร้อง
  • พร้อมให้ความร่วมมือกับวัดในการดำเนินการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องที่มาของเงิน 2.7 ล้านบาท ยังคงเป็นข้อสงสัยที่แพรรี่และหลายคนต้องการคำตอบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เรื่องราวนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และทางวัดพระบาทน้ำพุจะมีการชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นใดบ้าง เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับปมแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน นี้

การออกมาแจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน บาทในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังคงเป็นที่สงสัยและต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้

ที่มา – ทายาทอดีตไวยาวัจกร แจงปมที่ดิน-เงิน 2.7 ล้าน ผ่าน “แพรรี่” ยันไม่เคยไล่ไปฟ้อง

ช็อก! นักเรียน ม.5 ชกครู เหตุไม่พอใจคะแนนสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อนักเรียนชายชั้น ม.5 ก่อเหตุทำร้ายร่างกายครูสาวในโรงเรียน เหตุเพราะไม่พอใจคะแนนสอบกลางภาค เรื่องราวนี้สร้างความตกตะลึงและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความไม่เหมาะสมของการกระทำดังกล่าว

นักเรียน ม.5 ไม่พอใจคะแนนสอบ รัวชกครูสาว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เมื่อครูสาวรายหนึ่งเข้าร้องเรียนกับเพจดังเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เธอถูกนักเรียนชายชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกายภายในห้องเรียน สาเหตุมาจากความไม่พอใจในผลคะแนนสอบกลางภาคที่นักเรียนได้รับ นักเรียนคนดังกล่าวได้ 18 เต็ม 20 คะแนน แต่เนื่องจากไม่ได้แสดงวิธีทำตามที่โจทย์กำหนด ครูจึงไม่ได้ให้คะแนนเต็ม ทำให้นักเรียนไม่พอใจ

ถึงแม้ครูจะพยายามอธิบายเหตุผล แต่ดูเหมือนนักเรียนจะไม่รับฟัง และโต้เถียงกับครูอย่างรุนแรง ครูจึงแนะนำให้นักเรียนไปสอบถามครูท่านอื่นเพื่อยืนยันว่าเกณฑ์การให้คะแนนเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เมื่อนักเรียนกลับมาก็ยังคงยืนกรานให้ครูเพิ่มคะแนนให้ แต่ครูปฏิเสธเนื่องจากเป็นไปตามดุลพินิจของครูผู้สอน

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งนักเรียนชายคนดังกล่าวเข้าไปทำร้ายร่างกายครูสาวด้วยการชกต่อยหลายครั้ง เตะและตีเข่าใส่ ทำให้ครูได้รับบาดเจ็บ เพื่อนร่วมห้องต่างตกใจและพยายามเข้าห้ามปราม หลังเกิดเหตุ ครูได้ไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล พบว่ามีอาการฟกช้ำที่ดวงตา หัวบวม และซี่โครงอักเสบ เธอได้แจ้งความไว้ที่ สภ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ผู้ปกครองของนักเรียนได้ติดต่อมาขอโทษครู ส่วนนักเรียนชายได้ถูกลงโทษพักการเรียนและลาออกจากโรงเรียนในเวลาต่อมา

#Saveครู ประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล

เรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่และแชร์ต่อกันอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครูอาร์ตี้ ติวเตอร์ชื่อดัง ได้โพสต์ให้กำลังใจครูที่ถูกทำร้าย พร้อมติดแฮชแท็ก #Saveครู ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนักเรียนชายอย่างกว้างขวาง หลายคนแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจครูผู้สอน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการลงโทษนักเรียนที่ก่อเหตุอย่างเหมาะสม

มีการเปิดเผยคลิปจากกล้องวงจรปิดในห้องเรียน ซึ่งแสดงให้เห็นภาพเหตุการณ์ขณะที่นักเรียนชายรูปร่างกำยำเข้าทำร้ายครูสาวที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าชั้นเรียน ท่ามกลางสายตาของนักเรียนหญิงเกือบ 20 คน คลิปวิดีโอดังกล่าวยิ่งสร้างความสะเทือนใจและโกรธแค้นให้กับผู้ที่ได้รับชม

แหล่งข่าวระบุว่า ครูหญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายยืนยันที่จะดำเนินคดีกับนักเรียนชายให้ถึงที่สุด แต่ยังไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ จนกว่าจะปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียก่อน ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์นักเรียนและผู้ปกครอง แต่ไม่สามารถติดต่อได้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีกระเเสข่าวว่านักเรียน ม.5 ไม่พอใจคะแนนสอบจึงได้ก่อเหตุในครั้งนี้

เหตุการณ์นักเรียน ม.5 ไม่พอใจคะแนนสอบและทำร้ายครูครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนปัญหาการควบคุมอารมณ์และการเคารพผู้อื่นของเยาวชนในปัจจุบัน การอบรมสั่งสอนทั้งจากครอบครัวและสถานศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – วิจารณ์สนั่น นักเรียน ม.5 ไม่พอใจคะแนนสอบ รัวชกครูสาวกลางห้อง จนซี่โครงอักเสบ

อย่าหาทำ! รุก“ดอยผาฮุ้ง” อุทยานฯ เตือนอันตราย

กรมอุทยานฯ เตือนอย่าหาทำ หลังพบผู้บุกรุกพื้นที่หวงห้าม “ดอยผาฮุ้ง” อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ย้ำอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ รวมถึงเป็นอันตรายต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่น

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 68 เพจเฟซบุ๊ก “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 68 เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยมุ่งเน้นเส้นทางดอยผาฮุ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่มีระบบนิเวศเปราะบางและถูกกำหนดให้เป็นเขตธรรมชาติหวงห้าม (Strict Nature Reserve zone) ตามหลักการของ IUCN ประเภท Ia

ระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต และได้กระทำการบางอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ รวมถึงอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่น เจ้าหน้าที่จึงเข้าเจรจาพูดคุยเพื่อว่ากล่าวตักเตือน พร้อมทั้งชี้แจงถึงข้อกฎหมายและโทษของการกระทำดังกล่าว ก่อนจะขอให้กลุ่มบุคคลนั้นออกจากพื้นที่หวงห้ามโดยทันที

ภาพจากเพจ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ภาพจากเพจ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

สำหรับ “ดอยผาฮุ้ง” เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดอยนางนอน มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีพรรณไม้และสัตว์ป่าหายาก และมีระบบนิเวศที่เปราะบาง จึงเป็นพื้นที่คุ้มครองที่มีการจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวด ห้ามกิจกรรมทุกประเภทที่อาจส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้คงอยู่ต่อไป

อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงฯ ขอเตือนนักท่องเที่ยวและประชาชนทุกคน ดอยผาฮุ้งเป็นเขตธรรมชาติหวงห้ามเด็ดขาด และเป็นพื้นที่สำคัญที่มีระบบนิเวศเปราะบาง การเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตนอกจากจะถือเป็นความผิดทางกฎหมายแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายต่อชีวิต จึงขอความร่วมมือจากทุกท่านเคารพกฎระเบียบของอุทยานฯ เพื่อความปลอดภัยของท่านเองและเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของชาติให้คงอยู่สืบไป ทั้งนี้หากจะเข้าไปในพื้นที่ให้ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง

ภาพจากเพจ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ภาพจากเพจ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

(คลิกเพื่อชมโพสต์)

ทำไมถึงห้ามเข้า “ดอยผาฮุ้ง”?

  • เป็นพื้นที่เขตธรรมชาติหวงห้าม
  • ระบบนิเวศเปราะบาง
  • มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
  • พรรณไม้และสัตว์ป่าหายาก
  • อาจเกิดอันตรายต่อชีวิต

อย่าหาทำ! รุก“ดอยผาฮุ้ง”

ผลกระทบจากการบุกรุก “ดอยผาฮุ้ง”

การบุกรุกดอยผาฮุ้ง ไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบนิเวศที่เปราะบางของพื้นที่ดังกล่าว ความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ของดอยผาฮุ้ง ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของพรรณไม้และสัตว์ป่าหายาก อาจถูกทำลายลงจากการกระทำของผู้ที่ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ

นอกจากนี้ การบุกรุกอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของดิน การปนเปื้อนของแหล่งน้ำ และการรบกวนวิถีชีวิตของสัตว์ป่า ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในระยะยาว การรักษาความสมบูรณ์ของดอยผาฮุ้งจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เท่านั้น

ร่วมมือกันปกป้อง “ดอยผาฮุ้ง”

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการปกป้อง “ดอยผาฮุ้ง” ได้โดยการปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานฯ และให้ความเคารพต่อธรรมชาติ หากพบเห็นการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที การท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ การลดปริมาณขยะ และการสนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์ในท้องถิ่น เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาสมบัติทางธรรมชาติอันล้ำค่านี้ไว้ให้กับคนรุ่นหลัง

การอนุรักษ์ “ดอยผาฮุ้ง” ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มาร่วมกันสร้างสังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุกคน

ที่มา – อย่าหาทำ รุกพื้นที่หวงห้าม “ดอยผาฮุ้ง” อุทยานเตือน เสี่ยงอันตราย-กระทบระบบนิเวศ

สลด! หนุ่มขี่ จยย. ฝ่าแนวกั้น ตกบ่อร้อยสายไฟดับ


อุบัติเหตุสุดสลด! หนุ่มวัย 26 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าแนวกั้น พุ่งชนฝาคอนกรีตอย่างแรง ร่างกระเด็นตกลงไปในบ่อร้อยสายไฟใต้ดิน ความลึกกว่า 10 เมตร กลางถนนแจ้งวัฒนะ บริเวณหน้าศาลปกครอง เสียชีวิตคาที่ เกิดเป็นอุบัติเหตุที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

หนุ่มขี่ จยย. ฝ่าแนวกั้น ร่างกระเด็นตกบ่อร้อยสายไฟใต้ดิน ลึก 10 ม. เสียชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 00.30 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 โดยร้อยตำรวจโทเจนวิทย์ เหลือผล รองสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ได้รับแจ้งเหตุร้ายว่ามีรถจักรยานยนต์ประสบอุบัติเหตุพุ่งตกลงไปในบ่อร้อยสายไฟใต้ดิน บนถนนแจ้งวัฒนะขาออก บริเวณด้านหน้าศาลปกครอง แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร หลังจากได้รับแจ้งเหตุจึงรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วยอาสาสมัครจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นถนนขนาด 5 เลน โดยบริเวณช่องทางซ้ายสุด 3 เลนถูกปิดเพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับการก่อสร้างโครงการร้อยสายไฟใต้ดิน เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สกู๊ปปี้ สีครีม หมายเลขทะเบียน 9ขถ1938 กรุงเทพมหานคร ล้มคว่ำอยู่ สภาพรถพังยับเยิน โดยรถได้พุ่งชนเข้ากับเครื่องปั่นไฟที่อยู่ใกล้กับบ่อที่มีความลึกถึง 10 เมตร เจ้าหน้าที่จึงทำการโรยตัวลงไปตรวจสอบภายในบ่อ และพบร่างของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์จมอยู่ในน้ำเสียชีวิต จึงได้นำร่างขึ้นมา

จากการตรวจสอบ ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายสันติสุข (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี สภาพศพสวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้น นุ่งกางเกงกีฬาขาสั้นสีน้ำเงิน จากการชันสูตรเบื้องต้น พบว่ามีบาดแผลที่กะโหลกศีรษะแตก เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการบันทึกและรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อทำการสอบสวนต่อไป

คำให้การจากพยานในที่เกิดเหตุ

จากการสอบถามคนงานที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุให้การว่า พวกเขาได้ทำการปิดช่องจราจร 3 เลน และติดตั้งสัญญาณไฟเตือนไว้ตลอดแนว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ก่อสร้าง ก่อนที่จะเปิดฝาคอนกรีตของพื้นถนนออกเพื่อให้คนงานลงไปทำการเจาะผนังใต้ดินเพื่อวางท่อร้อยสายไฟ ขณะที่กำลังปฏิบัติงานอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวขับขี่ฝ่าแนวกั้น พุ่งชนเข้ากับฝาคอนกรีตอย่างจัง ส่งผลให้ร่างของผู้ขับขี่กระเด็นตกลงไปจมน้ำในบ่อที่มีความลึกถึง 10 เมตร

คนงานยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การทำงานในพื้นที่ดังกล่าว จะทำการปิดถนนตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 03.00 น. ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้ว ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้ขึ้น

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำการสอบสวนวิศวกรผู้ควบคุมงานอย่างละเอียด เพื่อสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ ส่วนร่างของผู้เสียชีวิตได้ถูกนำส่งไปยังโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เพื่อรอการติดต่อจากญาติให้มารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาต่อไป

ข้อควรระวังในการขับขี่ในพื้นที่ก่อสร้าง

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง ควรสังเกตป้ายเตือน สัญญาณไฟ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

  • ลดความเร็วเมื่อเข้าใกล้พื้นที่ก่อสร้าง
  • สังเกตป้ายเตือนและสัญญาณไฟอย่างระมัดระวัง
  • หลีกเลี่ยงการฝ่าแนวกั้นหรือสิ่งกีดขวาง
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

การป้องกันอุบัติเหตุเป็นหน้าที่ของทุกคน การขับขี่ด้วยความระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและรักษาชีวิตของตนเองและผู้อื่นได้

ที่มา – หนุ่มขี่ จยย. ฝ่าแนวกั้น ร่างกระเด็นตกบ่อร้อยสายไฟใต้ดิน ลึก 10 ม. เสียชีวิต

Scroll to top