ข่าววันนี้

“สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่

ช่วงนี้หลายคนกำลังจับตามองการลงพื้นที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ “สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ ให้กับพี่น้องชาวใต้ ล่าสุด นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาตอกย้ำถึงความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่คือการเปิดประตูสู่การพัฒนาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของหาดใหญ่และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ ให้พื้นที่

การลงพื้นที่ของ ครม. ในครั้งนี้ นายสรรเพชญมองว่าเป็นจังหวะสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาในหลายกระทรวงถูกนำมาวางบนโต๊ะเดียวกัน เพื่อบูรณาการการแก้ปัญหาให้เห็นภาพรวม มากกว่าการทำงานแบบแยกส่วน นอกจากนี้ยังเป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคต เพื่อให้หาดใหญ่กลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอีกครั้ง

ความคืบหน้าของงบฟื้นฟูน้ำท่วม

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายคนกังวลคือเรื่องการฟื้นฟูพื้นที่หลังเหตุอุทกภัย นายสรรเพชญย้ำชัดว่า “สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ โดยในส่วนของการฟื้นฟูนั้น รัฐบาลไม่ได้รอการประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ได้อนุมัติงบกลางกว่า 843 ล้านบาทให้กรมชลประทานดำเนินการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารระบบชลประทานรวม 67 โครงการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุมัติงบไปจนถึงการโอนงบประมาณ ทำให้การทำงานเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม

  • ซ่อมแซมระบบชลประทาน 67 โครงการ
  • ครอบคลุม 5 จังหวัด: สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
  • เน้นการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
  • วางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองที่กว้างกว่าเรื่องการซ่อมแซม นายสรรเพชญกล่าวว่าเราต้องมองไปถึงอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า ว่าจะทำอย่างไรให้เมืองเติบโตอย่างมั่นคง ทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน การประชุม ครม.สัญจรจึงถือเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจระดับนโยบายให้เกิดขึ้นจริง

ท้ายที่สุด การทำงานของภาครัฐควรได้รับการพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้รับ มากกว่าการตีความในมิติทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากการลงพื้นที่ครั้งนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานให้ดีขึ้นได้ นั่นคือชัยชนะที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนชาวใต้ครับ

ที่มา – “สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ ย้ำงบฟื้นฟูน้ำท่วมเดินหน้าแล้ว

รดน้ำศพ พ.ต.อ.ธงชัย นายก อบจ.นนทบุรี ท่ามกลางความอาลัย

บรรยากาศที่วัดสพานสูง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง หลังจากที่มีการจัดพิธีรดน้ำศพ พ.ต.อ.ธงชัย นายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งจากเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่นี้ ทำให้คนใกล้ชิด ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานในแวดวงการเมืองท้องถิ่นต่างเดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยกันอย่างเนืองแน่น

บรรยากาศพิธีรดน้ำศพ พ.ต.อ.ธงชัย นายก อบจ.นนทบุรี

จากการรายงานเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทันทีที่ข่าวการจากไปของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ กระจายออกไป ผู้คนจำนวนมากที่เคารพรักต่างเดินทางมาที่วัดสพานสูงเพื่อร่วมรดน้ำศพ พ.ต.อ.ธงชัย นายก อบจ.นนทบุรี โดยทางครอบครัวได้จัดเตรียมพิธีให้เป็นไปอย่างเรียบง่ายและมีความเป็นส่วนตัว เพื่อให้แขกผู้มีเกียรติและบุคคลใกล้ชิดได้แสดงความเสียใจต่อการจากไปของบุคคลสำคัญท่านนี้เป็นครั้งสุดท้าย

กำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศลและรายละเอียดที่ควรรู้

สำหรับท่านที่ต้องการร่วมไว้อาลัยและทราบกำหนดการของพิธีบำเพ็ญกุศล มีรายละเอียดดังนี้:

  • วันที่ 11 สิงหาคม 2569: พิธีรดน้ำศพ เวลา 15.00 น. และสวดพระอภิธรรม เวลา 19.00 น.
  • วันที่ 12 สิงหาคม 2569: งดสวดพระอภิธรรม
  • วันที่ 13–18 สิงหาคม 2569: พิธีสวดพระอภิธรรม เวลา 19.00 น.
  • วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569: พิธีพระราชทานเพลิงศพ เวลา 17.00 น.

ความสูญเสียในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่สะเทือนใจชาวนนทบุรีเป็นอย่างมาก เนื่องจาก พ.ต.อ.ธงชัย ได้สร้างคุณูปการและผลงานมากมายให้กับจังหวัดนนทบุรีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การร่วมมือร่วมใจกันของบรรดานักการเมืองและประชาชนที่มาร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงความเคารพรักที่ทุกคนมีต่อท่านผู้วายชนม์

ในฐานะที่ติดตามสถานการณ์ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวเย็นประเสริฐกับการสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไปในครั้งนี้ และหวังว่าพิธีกรรมทางศาสนาจะเป็นที่พักพิงทางจิตใจที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่ยังอยู่ครับ

ที่มา – รดน้ำศพ “พ.ต.อ.ธงชัย” นายก อบจ.นนทบุรี คนใกล้ชิดร่วมแสดงความอาลัย

โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

เชื่อว่าหลายท่านที่ติดตามข่าวการเมืองคงได้เห็นประกาศล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวภายในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก จากราชการอย่างเป็นทางการ

โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของกระทรวงยุติธรรม โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา และในปัจจุบันมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับสนองพระบรมราชโองการโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เปิดเส้นทางการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง

สำหรับสถานการณ์หลังจากการโปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก แล้วนั้น หลายคนอาจสงสัยว่าใครจะมารับไม้ต่อในตำแหน่งที่สำคัญนี้ ข้อมูลจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีระบุว่า นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะเข้ามาทำหน้าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงต่อไป

หากย้อนดูไทม์ไลน์ก่อนหน้านี้ จะพบว่ามีการปรับเปลี่ยนบทบาทภายในรัฐบาล โดยนางพงษ์สวาท นีละโยธิน เคยได้รับการเสนอชื่อให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ แต่ในที่สุดเจ้าตัวได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นดุลยพินิจส่วนบุคคลในการตัดสินใจทางวิชาชีพ

  • การพ้นจากตำแหน่งมีผลตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569
  • นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เตรียมรับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่
  • กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดิน

ความเปลี่ยนแปลงในแวดวงข้าราชการระดับสูงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอตามวงรอบการทำงาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่องค์กรอย่างกระทรวงยุติธรรมยังคงต้องเดินหน้าทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนและอำนวยความยุติธรรมต่อไปไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลอย่างไรก็ตาม เราในฐานะประชาชนก็ได้แต่หวังว่าผู้ที่มารับตำแหน่งใหม่จะสามารถสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “พงษ์สวาท นีละโยธิน” พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังลาออก

โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

สถานการณ์ภัยพิบัติในโคลอมเบียกำลังเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่อล่าสุดมีการรายงานถึงเหตุการณ์โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศ

สถานการณ์วิกฤต: โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

เจ้าหน้าที่กู้ภัย ทหาร และอาสาสมัคร ต่างเร่งทำงานกันอย่างหนักตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง โดยเฉพาะในเมืองเปเรย์ราและกาลี ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นทำให้ตึกแถวและอาคารหลายแห่งพังถล่มลงมาเป็นกองคอนกรีต ทำให้ภารกิจกู้ภัยต้องใช้ทั้งเครื่องจักรหนักและแรงงานคนในการเคลียร์พื้นที่

ผลกระทบและพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรง

จากการรายงานล่าสุด เรายังคงติดตามข่าวสารที่โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย อย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลความเสียหายที่น่าสลดใจมีดังนี้:

  • เมืองเปเรย์รา: พบผู้เสียชีวิต 66 ราย และอาคารพังถล่มกว่า 65 แห่ง
  • เมืองกาลี: มีผู้เสียชีวิต 85 ราย โรงพยาบาลได้รับความเสียหายหนัก ต้องย้ายผู้ป่วยกว่า 600 คนออกมาข้างนอก
  • พื้นที่จังหวัดโชโกและเมืองข้างเคียง: พบผู้เสียชีวิตรวมอีก 13 รายและโครงสร้างพื้นฐานเสียหายจำนวนมาก

ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่พักอาศัย แต่สนามบินหลายแห่งในภูมิภาคก็ได้รับผลกระทบ ทำให้การส่งความช่วยเหลือจากนานาชาติทำได้ยากลำบากขึ้น ประธานาธิบดีได้ประกาศให้เหตุการณ์นี้เป็นภัยพิบัติระดับชาติ เพื่อระดมงบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ รวมถึงการประกาศเคอร์ฟิวในบางพื้นที่เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำเติมจากการปล้นสะดม

ในฐานะเพื่อนร่วมโลก เราต่างส่งกำลังใจให้กับชาวโคลอมเบียทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ แม้ความหวังจะริบหรี่ลงทุกทีตามกาลเวลา แต่ทีมกู้ภัยทุกคนยังคงไม่ลดละความพยายามในการช่วยชีวิตผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคาร ขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุดและยอดผู้สูญเสียไม่เพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้ครับ

ที่มา – โคลอมเบียเดินหน้าค้นหาผู้รอดชีวิต หลังแผ่นดินไหว 7.4 ยอดตายพุ่ง 164 ราย

ศาลเยาวชนภูเก็ต สั่งควบคุมตัว ด.ญ.เมียนมา 12 ปี ปมทำร้ายเพื่อน

จากกรณีข่าวที่หลายคนให้ความสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ในจังหวัดภูเก็ต เมื่อเร็วๆ นี้มีการรายงานว่า ศาลเยาวชนภูเก็ต สั่งควบคุมตัว ด.ญ.เมียนมา 12 ปี ปมทำร้ายนักเรียนหญิงในโรงเรียน ซึ่งถือเป็นกรณีที่ละเอียดอ่อนและสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่ สภ.เชิงทะเล ที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้างต่อการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา

ศาลเยาวชนภูเก็ต สั่งควบคุมตัว ด.ญ.เมียนมา 12 ปี ปมทำร้ายนักเรียนหญิงในโรงเรียน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อพนักงานสอบสวน สภ.เชิงทะเล ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อเด็กหญิงสัญชาติเมียนมาวัย 12 ปี 8 เดือน กรณีทำร้ายร่างกายเพื่อนนักเรียนภายในโรงเรียน การดำเนินการทางกฎหมายเป็นไปอย่างรัดกุม โดยมีนักจิตวิทยาและผู้เกี่ยวข้องร่วมรับฟังตามกระบวนการคุ้มครองเด็ก จากนั้นในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวเด็กส่งศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต เพื่อตรวจสอบกระบวนการดำเนินคดีว่าถูกต้องตามขั้นตอนและคุ้มครองสิทธิของเยาวชนหรือไม่

รายละเอียดการพิจารณาในคดี ศาลเยาวชนภูเก็ต สั่งควบคุมตัว ด.ญ.เมียนมา 12 ปี ปมทำร้ายนักเรียนหญิงในโรงเรียน

ในการไต่สวน พนักงานสอบสวนได้ชี้แจงเหตุผลต่อศาลว่าเด็กคนดังกล่าวมีพฤติการณ์ที่อาจเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่น อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องครอบครัวที่บิดามารดาถูกเลิกจ้าง ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูแลเด็กในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีคำสั่งให้ควบคุมตัวเด็กไว้ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดภูเก็ตเป็นเวลา 30 วัน เพื่อรอการสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป

ประเด็นที่น่าสนใจในการดำเนินคดีครั้งนี้มีดังนี้:

  • การดำเนินการต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่คำนึงถึงสิทธิเด็กเป็นสำคัญ
  • ศาลสามารถสั่งควบคุมตัวต่อได้หากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น
  • หากคดีถึงที่สุดและมีการตัดสินแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมือง

ข้อคิดจากเหตุการณ์นี้: ไม่ว่าจะเป็นคดีใดก็ตาม การให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของเยาวชนและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด อีกทั้งสถานศึกษาควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทั้งภาครัฐและผู้ปกครอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงซ้ำรอยเช่นนี้อีก หวังว่าทุกฝ่ายจะหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับเด็กทุกคนในระยะยาวครับ

ที่มา – ศาลเยาวชนภูเก็ต สั่งควบคุมตัว ด.ญ.เมียนมา 12 ปี ปมทำร้ายนักเรียนหญิงในโรงเรียน

นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก “เมลอน” พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อ นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก “เมลอน” พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น อย่าง ซานาเอะ ทาคาอิจิ หลังจากคลิปวิดีโอในรายการพอดแคสต์เผยให้เห็นแอนโทนี อัลบาเนซี เล่นมุกที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับของขวัญที่เขาได้รับ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในฐานะผู้นำประเทศ

นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก “เมลอน” พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่อัลบาเนซีเล่าถึงประสบการณ์การได้รับเมลอนญี่ปุ่นชั้นเลิศจากผู้นำญี่ปุ่น แต่แทนที่จะขอบคุณตามมารยาท เขากลับพูดเล่นคำโดยใช้ท่าทางสื่อถึงอวัยวะส่วนตัวของผู้หญิง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะชินโงะ ยามางามิ อดีตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำออสเตรเลีย ที่ออกมาวิจารณ์อย่างรุนแรงว่านี่คือมุกเหยียดเพศที่ทำลายมิตรภาพของสองประเทศ

ผลกระทบที่ตามมาเมื่อ นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก “เมลอน” พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น

นอกจากประเด็นเรื่องเมลอนแล้ว อัลบาเนซียังเคยมีดราม่าในลักษณะใกล้เคียงกันกับคนดังชาวออสเตรเลียมาแล้ว ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อตัวผู้นำ ดังนี้:

  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์: การล้อเลียนผู้นำต่างชาติอาจส่งผลต่อการเจรจาความร่วมมือในอนาคต
  • เสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้าน: แองกัส เทย์เลอร์ ผู้นำฝ่ายค้านมองว่าพฤติกรรมนี้ขาดวุฒิภาวะและไม่ให้เกียรติสตรี
  • ความเสื่อมเสียภาพลักษณ์: การเล่นมุกตลกบนพอดแคสต์ที่เสี่ยงต่อการถูกตีความเป็นเรื่องเพศ กลายเป็นสิ่งที่สังคมยุคใหม่ไม่ยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรัฐบาลออสเตรเลีย เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ออกมาปกป้องโดยระบุว่านายกฯ ไม่ได้มีเจตนาตามที่ถูกกล่าวหา แต่ถึงกระนั้น อัลบาเนซียังคงปฏิเสธที่จะขอโทษอย่างเป็นทางการ โดยย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับทาคาอิจิแทน

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองในยุคสื่อโซเชียล เพราะทุกคำพูดและทุกท่าทางสามารถถูกบันทึกและนำกลับมาตรวจสอบได้เสมอ การเป็นผู้นำไม่เพียงแต่ต้องเก่งในด้านนโยบาย แต่ยังต้องรักษาความสำรวมและให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระดับนานาชาติให้ยั่งยืนต่อไป คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ครับ? ควรจบลงที่การขอโทษเพื่อให้เรื่องเงียบ หรือการชี้แจงเจตนาเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วในสถานการณ์นี้?

ที่มา – นายกฯ ออสเตรเลียถูกกดดันให้ขอโทษ ปมมุกตลก “เมลอน” พาดพิงนายกฯ หญิงญี่ปุ่น

นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะกรณีการจากไปของนักการเมืองชื่อดังที่สร้างความเสียดายให้กับผู้ร่วมงานอย่างมาก ซึ่งประเด็นหลักที่หลายคนติดตามคือ นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

เหตุการณ์การเสียชีวิตของ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญ โดยนายอนุทินได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ในอดีตสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าตนเคยทำงานร่วมกับท่านมาก่อน และมีความรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง เพราะในมุมมองของนายกฯ นั้น ท่านเป็นคนน่ารักและตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนมาโดยตลอด

มุมมองต่องานการเมืองและอนาคตของตำแหน่ง เลขาฯ สมช.

นอกจากเรื่องการอาลัยแล้ว สิ่งที่สังคมจับตามองคือกระแสข่าวลือเรื่องการปรับเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) อย่างคุณฉัตรชัย บางชวด ซึ่งมีกระแสหนาหูว่าจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช. เพื่อยืนยันว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติม:

  • การชี้แจงเรื่องโผทหารที่หลายคนกังวล
  • จุดยืนของนายกรัฐมนตรีต่อความรับผิดชอบในสภากลาโหม
  • ความชัดเจนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง

นายกฯ ได้ย้ำชัดเจนว่าในเรื่องของโผโยกย้ายนายทหารนั้น ตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของสภากลาโหมโดยตรง ดังนั้นกระแสข่าวที่ว่าโผทหารไม่ลงตัวจนกระทบมาถึงเก้าอี้เลขาฯ สมช. จึงเป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราได้เห็นจากเหตุการณ์นี้คือความชัดเจนในการทำงานของผู้นำประเทศที่ไม่ออกมาให้ความเห็นในเรื่องที่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ และยังคงรักษาบรรยากาศการทำงานที่มุ่งเน้นความต่อเนื่องเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้าราชการหรือการแสดงความไว้อาลัยต่อบุคคลสำคัญทางการเมืองก็ตาม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้จะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

ที่มา – นายกฯ บอก “เกรียง กัลป์ตินันท์” เป็นคนน่ารัก แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.

นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน เข็มวันอานันทมหิดล 2569

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าอนุโมทนาบุญมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีได้ออกมาเชิญชวนให้พวกเรามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำบุญครั้งใหญ่กับโครงการ นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569” เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังลำบากครับ

นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569”

โครงการนี้ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาอย่างยาวนาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ผู้ทรงเป็นพระผู้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาฯ นั่นเองครับ

พลังแห่งการให้ผ่าน นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569”

สำหรับแนวคิดในปีนี้มาในธีม “Care Beyond Cancer” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้รวมถึงพระสงฆ์อาพาธที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษาพยาบาล ซึ่งถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่มากครับ โดยกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อทางคณะฯ ได้เข้าพบท่านนายกฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

ทำไมเราถึงควรสนับสนุนโครงการนี้?

  • เพื่อส่งต่อโอกาสในการรักษาพยาบาลให้ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • เพื่อเป็นการดูแลพระสงฆ์อาพาธในพื้นที่ห่างไกลและโรงพยาบาลต่างๆ
  • เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในรัชกาลที่ 8
  • เพื่อสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

การร่วมสมทบทุนในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบริจาคเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนกำลังใจที่ส่งไปถึงผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับความเจ็บป่วย ให้พวกเขามีแรงสู้และได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตามมาตรฐานทางการแพทย์ครับ หากใครสนใจอยากร่วมทำบุญ สามารถติดตามรายละเอียดผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เลยครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อว่าพลังเล็กๆ ของทุกคนเมื่อรวมกัน จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยยากไร้หลายคนให้กลับมามีความหวังได้อีกครั้ง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งความเมตตานี้ไปด้วยกันนะครับ เพราะสุขภาพที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของชีวิตคนไทยทุกคน

ที่มา – นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569” ช่วยผู้ป่วยยากไร้–พระสงฆ์อาพาธ

ตำรวจนำตัว “บิ๊กโจ๊ก-ภรรยา” ส่งอัยการพิจารณาคดีร่วมกันฟอกเงิน

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมในคดีสำคัญ ซึ่งก็คือการที่ ตำรวจนำตัว “บิ๊กโจ๊ก-ภรรยา” ส่งอัยการพิจารณาคดีร่วมกันฟอกเงิน เพื่อให้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษพิจารณาสั่งฟ้องตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ สำนักงานอัยการคดีพิเศษ ถนนรัชดาภิเษก

ตำรวจนำตัว “บิ๊กโจ๊ก-ภรรยา” ส่งอัยการพิจารณาคดีร่วมกันฟอกเงิน

พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ สารบุญ ผกก. สน.บางรัก พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวน ได้นำตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. และนางศิรินัดดา หักพาล ภรรยา เข้าพบพนักงานอัยการ โดยมีการนำสำนวนการสอบสวนที่รวบรวมไว้ทั้งหมดมามอบให้ เพื่อให้พิจารณาความเห็นสมควรสั่งฟ้องในฐานความผิดร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นคดีที่มีความซับซ้อนและได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

รายละเอียดข้อหาสำคัญเมื่อตำรวจนำตัว “บิ๊กโจ๊ก-ภรรยา” ส่งอัยการพิจารณาคดีร่วมกันฟอกเงิน

สำหรับข้อหาที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งไว้นั้นมีความละเอียดและครอบคลุมพฤติการณ์หลายประการ โดยสรุปได้ดังนี้:

  • การร่วมกันโอน หรือรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
  • การเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่อปกปิดแหล่งที่มาที่แท้จริง
  • การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน
  • การซ่อนเร้นหรือทำลายเอกสารข้อมูลที่เจ้าพนักงานยึดหรืออายัดไว้

กระบวนการต่อจากนี้คือหน้าที่ของอัยการที่จะต้องพิจารณาสำนวนอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะมีคำสั่งว่าจะสั่งฟ้องต่อศาลหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ซึ่งทางอัยการได้รับมอบตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายไว้ตามขั้นตอนแล้ว และมีการนัดหมายให้ผู้ต้องหามาฟังคำสั่งคดีอีกครั้งในภายหลัง

ในมุมมองของนักกฎหมายและประชาชนทั่วไป การที่กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าไปอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวัง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาจะมีสถานะใดก็ตาม เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และศาลจะมีความเห็นต่อสำนวนอย่างไรในอนาคต

ที่มา – ตำรวจนำตัว “บิ๊กโจ๊ก-ภรรยา” ส่งอัยการพิจารณาคดีร่วมกันฟอกเงิน

Scroll to top