ข่าววันนี้

ตำรวจคุมเข้ม นำตัว ฉลอง เรี่ยวแรง ค้นบ้านพักย่านนนทบุรี

ตำรวจคุมเข้ม นำตัว ฉลอง เรี่ยวแรง ค้นบ้านพักย่านนนทบุรี เพื่อหาหลักฐานเพิ่ม

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับกรณีเหตุสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยมีการ ตำรวจคุมเข้ม นำตัว ฉลอง เรี่ยวแรง ค้นบ้านพักย่านนนทบุรี เพื่อค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่อาจเชื่อมโยงไปถึงมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุยิงนายก อบจ.นนทบุรี จนเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นคดีที่สร้างความตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 18.30 น. พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการภูธรจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ ได้เข้าควบคุมตัวนายฉลองมายังบ้านพักย่านตำบลสวนใหญ่ เพื่อทำการตรวจค้นอย่างละเอียด โดยใช้เวลาปฏิบัติการกว่า 40 นาที ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนที่คอยติดตามสถานการณ์อยู่ภายนอกรั้วบ้านตามคำขอของทางครอบครัว

รายละเอียดการปฏิบัติการ ตำรวจคุมเข้ม นำตัว ฉลอง เรี่ยวแรง ค้นบ้านพักย่านนนทบุรี

จากการลงพื้นที่ตรวจค้นของเจ้าหน้าที่เพื่อหาอาวุธและหลักฐานสำคัญ ผลการตรวจสอบภายในบ้านพักมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • พบเครื่องกระสุนปืนขนาด 11 มม. จำนวน 30 นัด
  • จากการสอบถามบุคคลภายในบ้าน ทราบว่าอาวุธปืนขนาด 11 มม. ได้ถูกจำหน่ายออกไปก่อนหน้านี้แล้ว
  • เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตู้เซฟภายในบ้าน พบเพียงเอกสารทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี

หลังจากเสร็จสิ้นการตรวจค้นในเวลา 19.20 น. เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายฉลองกลับไปยัง สภ.รัตนาธิเบศร์ ทันที โดยพบว่าผู้ก่อเหตุมีสีหน้าอิดโรยและไม่ยอมตอบคำถามใดๆ ต่อสื่อมวลชนที่รออยู่ ทั้งนี้ การ ตำรวจคุมเข้ม นำตัว ฉลอง เรี่ยวแรง ค้นบ้านพักย่านนนทบุรี ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อมัดตัวผู้กระทำความผิดและคลี่คลายคดีให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ อย่างไรก็ตาม เหตุความรุนแรงในลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย และหวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถสรุปสำนวนคดีและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิตและครอบครัวได้ในที่สุด

ที่มา – ตำรวจคุมเข้ม นำตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” เข้าค้นบ้านพักย่านนทบุรี หาพยานหลักฐานเพิ่ม

ยศชนัน-ประเสริฐ คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบาย

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวล่าสุดในแวดวงการศึกษาไทย เมื่อรัฐมนตรีทั้งสองท่านคือ คุณยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และคุณประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ร่วมกันเดินหน้าประกาศภารกิจสำคัญ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีการใช้กลไกของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก นี่คือปรากฏการณ์ ยศชนัน-ประเสริฐ คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบาย ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งครับ

ยศชนัน-ประเสริฐ คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบาย

การปรับโครงสร้างการศึกษาในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนเชิงเอกสาร แต่เป็นการลงมือทำจริงในพื้นที่นำร่อง เพื่อพิสูจน์ผลสัมฤทธิ์ก่อนขยายผลทั่วประเทศ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การคืนเวลาให้ครูได้สอนเต็มที่ การปรับสูตรจัดสรรงบประมาณให้สมดุล และการปรับหลักสูตรให้เข้ากับยุค AI โดยไม่ต้องเพิ่มภาระให้นักเรียนเลยแม้แต่น้อย

สรุป 6 นโยบายสำคัญจาก ยศชนัน-ประเสริฐ คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบาย

นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมทุกมิติเพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและปลอดภัยที่สุด ดังนี้:

  • คืนเวลาให้ครู: จัดตั้งครัวกลางลดภาระงานพัสดุและอาหารกลางวัน เพื่อให้ครูมีเวลาเข้าห้องเรียน 100%
  • งบประมาณเพื่อความเท่าเทียม: ปรับวิธีคิดงบรายหัวเป็นต้นทุนที่แท้จริง พร้อมระบบรถรับส่งนักเรียน
  • หลักสูตรทันโลก: เน้นทักษะ AI และ PISA ในวิชาเดิมโดยไม่เพิ่มวิชาใหม่
  • ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank): เชื่อมโยง TCAS ให้เยาวชนสะสมหน่วยกิตจากการเรียนสายอาชีพและออนไลน์ได้
  • บริหารจัดการที่คล่องตัว: ปรับกฎหมายการแต่งตั้งผู้บริหารให้สอดคล้องกับพื้นที่นวัตกรรม
  • พื้นที่ปลอดภัย (Zero Tolerance): ป้องกันการบูลลี่ด้วยระบบแจ้งเหตุลับและบูรณาการกับกรมสุขภาพจิต

สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจที่สุดในโครงการ ยศชนัน-ประเสริฐ คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบาย นี้ คือความตั้งใจที่จะนำระบบ Credit Bank มาเชื่อมโยงกับ TCAS ซึ่งถือเป็นประตูบานใหญ่ที่จะเปิดโอกาสให้เด็กไทยที่มีความสามารถหลากหลายรูปแบบสามารถเดินเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้ง่ายขึ้น ไม่ยึดติดอยู่แค่ในห้องเรียนแบบเดิมๆ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันเป็นกำลังใจและคอยติดตามผลการดำเนินงานในระยะต่อไป เพราะการศึกษานั้นคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของประเทศ หากโครงการนำร่องนี้ประสบความสำเร็จ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่คุ้มค่าและยั่งยืนอย่างแน่นอนครับ คุณมีความเห็นอย่างไรบ้างครับกับแนวทางนี้ ลองคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลย

ที่มา – “ยศชนัน-ประเสริฐ” คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบายผ่านพื้นที่นวัตกรรมฯ

เอกนิติ สั่งทำ Risk Map รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง

สถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยล่าสุด “เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะการรับมือกับภาวะซูเปอร์เอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

เอกนิติ สั่งทำ Risk Map รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง อย่างเร่งด่วน

การประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความจริงจังในการบริหารจัดการน้ำ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการใช้เทคโนโลยีจาก GISTDA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำแผนที่ความเสี่ยงหรือ Risk Map ให้เห็นภาพชัดเจนว่าจุดไหนควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดความสูญเสีย

ทำไมต้องทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง?

การที่ “เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง นั้นไม่ใช่แค่การวางแผนบนกระดาษ แต่เป็นการใช้ข้อมูลจริงมาวิเคราะห์เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงรุก โดยมีประเด็นสำคัญที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการ ดังนี้:

  • การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก: ใช้ข้อมูลดาวเทียมและสถิติน้ำในการประเมินพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่รับน้ำหลาก
  • การสื่อสารสองทาง: พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และแม่นยำ
  • Checklist ปฏิบัติงาน: ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำทันที
  • ศูนย์บัญชาการแบบบูรณาการ: รวมพลังทหาร ตำรวจ และท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ในด้านของการฟื้นฟูเยียวยา รัฐบาลยังเตรียมนำเทคโนโลยีมาช่วยให้การจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนยาวนานเกินไป โดยแบ่งความรับผิดชอบใน 17 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ให้คณะรัฐมนตรีดูแลรายลุ่มน้ำเพื่อให้การสั่งการไม่มีความซ้ำซ้อน

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องการเน้นย้ำคือ “ความมั่นใจ” ของประชาชน การที่ภาครัฐลงมาจัดการด้วยตัวเองและมีแผนการรองรับที่ชัดเจน จะช่วยลดความกังวลในช่วงฤดูกาลที่คาดเดาได้ยากแบบนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมพร้อมรับมือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนในครอบครัว

ที่มา – “เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map สแกนพื้นที่เสี่ยง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง ขอประชาชนมั่นใจ

ไชยชนก ชวน ธนารัตน์ หารือ เสนอแนะ จ่อขอมติ ครม. เร่งด่วน

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเปรียบเสมือนขุมทรัพย์สำคัญ ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการเชิญ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ มาร่วมพูดคุยเพื่อหาทางออกเกี่ยวกับปัญหาข้อมูลรั่วไหล ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก

ไชยชนก ชวน ธนารัตน์ หารือ เสนอแนะ จ่อขอมติ ครม. เร่งด่วน

การพูดคุยครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรับฟังปัญหาเท่านั้น แต่เป็นการบูรณาการร่วมกันเพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัยของหน่วยงานรัฐให้ดียิ่งขึ้น นายไชยชนก ได้เปิดเผยว่าข้อมูลที่ได้รับจากคุณธนารัตน์นั้นมีประโยชน์อย่างมหาศาล โดยกระทรวงฯ เตรียมเสนอมาตรการสำคัญเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันที

มาตรการเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน

จากการประชุมหารือในประเด็น ไชยชนก ชวน ธนารัตน์ หารือ เสนอแนะ จ่อขอมติ ครม. เร่งด่วน ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ ดังนี้:

  • การใช้ MFA: กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐกว่า 300 กรม ต้องติดตั้งระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย เพื่อปิดช่องโหว่จากการใช้เพียงรหัสผ่านธรรมดา
  • การบังคับเปลี่ยนรหัสผ่าน: กำหนดให้มีการบังคับให้ตั้งรหัสผ่านใหม่ (Force reset password) เพื่อตัดวงจรการใช้ข้อมูลที่รั่วไหลไปแล้วบน Dark Web

สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าน่ากังวล เพราะมีการตรวจพบข้อมูลรั่วไหลทั่วโลกกว่า 50,000 ล้านล็อกอิน โดยในประเทศไทยเองมีตัวเลขที่สูงถึง 200 ล้านล็อกอิน ซึ่งแบ่งเป็นระบบของภาครัฐและเอกชนรวมกันกว่า 65,000 ระบบ นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญที่สุดที่กระทรวงดิจิทัลฯ ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทุกคนจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดตามหลักสากล

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการเหล่านี้จะไม่ใช่แค่กระดาษเปล่า แต่จะถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างเคร่งครัด เพราะความเชื่อมั่นคือหัวใจสำคัญของรัฐบาลดิจิทัล และหวังว่าเหตุการณ์ที่ ไชยชนก ชวน ธนารัตน์ หารือ เสนอแนะ จ่อขอมติ ครม. เร่งด่วน ในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ไชยชนก” ชวน “ธนารัตน์” หารือ-เสนอแนะ จ่อขอมติ ครม. คลอด 2 มาตรการเร่งด่วน

เตรียมจัดเลือกตั้งภายใน 60 วัน หลัง นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดนนทบุรี กรณีการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี ได้สร้างความตกใจให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ล่าสุดทางคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี (กกต.นนทบุรี) ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับทิศทางการเมืองท้องถิ่นว่าต้องมีการ เตรียมจัดเลือกตั้งภายใน 60 วัน หลัง นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต ตามข้อกำหนดของกฎหมายเพื่อให้การบริหารงานในจังหวัดเดินหน้าต่อไปได้

เตรียมจัดเลือกตั้งภายใน 60 วัน หลัง นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต

นางสาวชุลีพร ชาญใบพัด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี ได้เปิดเผยถึงกระบวนการหลังจากนี้ว่า กกต. จำเป็นต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ภายในระยะเวลา 60 วันนับจากวันที่ตำแหน่งว่างลง ซึ่งกำหนดการสำคัญคือภายในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 โดยประเด็นที่ประชาชนหลายคนสงสัยคือ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามปกติ จะไม่มีการเลือกตั้งใหม่ในส่วนนี้ จะเป็นการเลือกตั้งเฉพาะตำแหน่งนายก อบจ. เพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น

รายละเอียดการปฏิบัติงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน

นอกจากเรื่องการ เตรียมจัดเลือกตั้งภายใน 60 วัน หลัง นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต แล้ว สิ่งที่ประชาชนควรรู้คือผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทีมผู้บริหารชุดเดิม ดังนี้:

  • รองนายก อบจ. ทั้ง 3 คน จะต้องพ้นจากตำแหน่งทันทีเมื่อนายก อบจ. เสียชีวิต
  • ปลัด อบจ.นนทบุรี จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้รักษาราชการแทน เพื่อดูแลภารกิจต่างๆ ของจังหวัดชั่วคราว
  • ทาง กกต. กำลังหารือร่วมกับปลัด อบจ. ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อวางแผนงานและประกาศวันรับสมัครให้เร็วที่สุด

สถานการณ์นี้ถือเป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญสำหรับการเมืองท้องถิ่นนนทบุรี การเลือกตั้งใหม่ในครั้งนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนนนทบุรีได้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกผู้นำคนใหม่ที่จะเข้ามาสานต่องานและพัฒนาจังหวัดต่อไป แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความโศกเศร้า แต่ในมุมของการบริหารบ้านเมือง การเลือกตั้งคือหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่จะทำให้การดำเนินงานของ อบจ. นนทบุรี กลับมามีประสิทธิภาพสูงสุดอีกครั้ง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีใครลงสมัครชิงตำแหน่งนี้บ้าง และใครจะเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวนนทบุรีในวันเลือกตั้งที่จะถึงนี้

ที่มา – เตรียมจัดเลือกตั้งภายใน 60 วัน หลัง “นายก อบจ.นนทบุรี” เสียชีวิต

ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด

ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองท้องถิ่น เมื่อนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณฯ ได้ออกมาสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในปี 2570 โดยเน้นย้ำว่า การ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** อย่างละเอียด เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้จริง

ในปัจจุบัน อปท. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลกว่า 219,727 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจด้านสาธารณูปโภค การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิต อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่าง อปท. แต่ละแห่ง โดยเฉพาะเทศบาลขนาดใหญ่ที่มีรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่างจาก อปท. ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งหากยังคงบริหารแบบรวมศูนย์หรือใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน อาจทำให้การพัฒนาท้องถิ่นติดหล่มได้

เจาะลึกปัญหาเงินนอกงบประมาณสะสม

จากการตรวจสอบเอกสารรายงานสถานะการเงิน นายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีการสะสมของเงินนอกงบประมาณที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ดูแลอยู่กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปี หากนำเงินจำนวนมหาศาลนี้มาบริหารจัดการให้คล่องตัวขึ้น จะช่วยให้ อปท. สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาส่วนกลางลงได้มาก การที่ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** ในประเด็นนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การกระจายอำนาจที่แท้จริง

ปัญหาที่ อปท. กำลังเผชิญและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนมีดังนี้:

  • ภาระค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่รับโอนมาจากหน่วยงานอื่น เช่น ถนนและไฟทาง
  • ความไม่ชัดเจนในระเบียบการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่ซับซ้อน
  • การขาดความเป็นอิสระในการจัดหารายได้ด้วยตนเอง ทำให้ติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย

หากจะแก้ปัญหาเหล่านี้ นายวีระมองว่าเราต้องกล้าเปลี่ยนแนวคิด โดยอาจมองไปถึงการออกพันธบัตรท้องถิ่นสำหรับเมืองใหญ่ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถระดมทุนมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ แทนที่จะรอเพียงงบอุดหนุนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ในท้ายที่สุด การ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถามถึงวิธีการทำงานของ สถ. เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่ท้องถิ่นต้องได้รับสิทธิในการจัดการงบประมาณที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนในทุกจังหวัดเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ที่มา – ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด พร้อมชี้ปัญหาบริหารเงินของ สถ.

แจ้ง 4 ข้อหาหนัก ฉลอง เรี่ยวแรง หลังอ้างป้องกันตัว

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ล่าสุดมีความคืบหน้ากรณีของนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการ แจ้ง 4 ข้อหาหนัก “ฉลอง เรี่ยวแรง” เจ้าตัวให้การภาคเสธ อ้างยิงเพื่อป้องกันตัว หลังจากที่มีการสอบปากคำยาวนานกว่า 5 ชั่วโมงที่สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์

แจ้ง 4 ข้อหาหนัก “ฉลอง เรี่ยวแรง” เจ้าตัวให้การภาคเสธ อ้างยิงเพื่อป้องกันตัว

เหตุการณ์นี้ถือเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องของมาตรการความปลอดภัยและการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้น ได้แก่:

  • ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
  • พยายามฆ่าผู้อื่น
  • พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
  • ยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

ในระหว่างการสอบปากคำ นายฉลองได้ให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าการตัดสินใจยิงนั้นเกิดจากการ ป้องกันตัว เนื่องจากเห็นว่าฝั่งคู่กรณีชักอาวุธปืนออกมาก่อน อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างเต็มที่

รายละเอียดและขั้นตอนหลังจากนี้

หลังจากเสร็จสิ้นการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวนายฉลองเข้าห้องขังเพื่อเตรียมนำตัวไปฝากขังยังศาลจังหวัดนนทบุรี โดยทางตำรวจระบุชัดเจนว่าจะมีการคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์และมีพฤติการณ์ที่ร้ายแรง นอกจากนี้ ตำรวจพิสูจน์หลักฐานยังได้ตรวจพบอาวุธปืนภายในรถยนต์ของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ ผู้เสียชีวิตอีกจำนวน 2 กระบอก ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมประกอบสำนวนคดีให้รัดกุมที่สุด

ทางด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทางจังหวัดเตรียมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดมากขึ้น ทั้งการตั้งด่านตรวจอาวุธและมาตรการในศูนย์ราชการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำรอย ทั้งนี้ในส่วนของกรณี แจ้ง 4 ข้อหาหนัก “ฉลอง เรี่ยวแรง” เจ้าตัวให้การภาคเสธ อ้างยิงเพื่อป้องกันตัว นั้น ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้งส่วนตัวที่บานปลายจนถึงขั้นสูญเสียชีวิต

ในมุมมองของเหตุการณ์นี้ การแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ไม่ควรพึ่งพาเพียงแค่มาตรการของภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการลดเงื่อนไขความขัดแย้งและการมีสติในการแก้ไขปัญหา ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากระบวนการยุติธรรมจะมีบทสรุปอย่างไรในชั้นศาล เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและคืนความสงบสุขให้กับชาวนนทบุรีอีกครั้ง

ที่มา – แจ้ง 4 ข้อหาหนัก “ฉลอง เรี่ยวแรง” เจ้าตัวให้การภาคเสธ อ้างยิงเพื่อป้องกันตัว

พบปืน 2 กระบอกในรถ นายก อบจ.นนทบุรี ยันไม่ได้ยิงสวน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับเหตุการณ์สลดที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งถูกยิงจนเสียชีวิต ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดจนกระทั่ง พบปืน 2 กระบอกในรถ “นายก อบจ.นนทบุรี” ผบช.ภ.1 ยันตรวจสอบแล้วไม่มีการใช้ยิงสวน เพื่อคลายข้อสงสัยและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตามหลักฐานที่ปรากฏ

ตรวจสอบหลักฐาน พบปืน 2 กระบอกในรถ “นายก อบจ.นนทบุรี” ผบช.ภ.1 ยันตรวจสอบแล้วไม่มีการใช้ยิงสวน

จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุโดยกองพิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่พบอาวุธปืนพกสั้นจำนวน 2 กระบอกวางอยู่ในซองข้างประตูรถยนต์วอลโว่คันที่เกิดเหตุ ซึ่งประกอบด้วยปืนของคนขับรถและปืนของตัวนายก อบจ. เอง โดยจากการตรวจสอบสภาพปืนยังอยู่ในสภาพปกติ ไม่ได้ถูกหยิบออกมาใช้งานแต่อย่างใด

สรุปการตรวจสอบเหตุการณ์

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่า เมื่อ พบปืน 2 กระบอกในรถ “นายก อบจ.นนทบุรี” ผบช.ภ.1 ยันตรวจสอบแล้วไม่มีการใช้ยิงสวน ทั้งจากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าว ซึ่งหักล้างคำให้การของผู้ก่อเหตุที่อ้างว่ามีการชักปืนยิงตอบโต้กันก่อน

  • อาวุธปืน 2 กระบอกที่พบอยู่ในซองข้างประตูรถ
  • ปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุเป็นของฝ่ายผู้ก่อเหตุจำนวน 5 ปลอก
  • ภาพจากกล้องวงจรปิดไม่ปรากฏว่ามีการยิงสวนออกมาจากภายในรถ

ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาหนักแก่ผู้ก่อเหตุ ทั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน รวมถึงข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืน แม้ผู้ก่อเหตุจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานที่มีอยู่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ได้ให้น้ำหนักกับคำกล่าวอ้างที่ขัดกับความเป็นจริงที่ปรากฏ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งจบลงด้วยความสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้ ความยุติธรรมที่แท้จริงต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ เราในฐานะคนในสังคมควรติดตามความคืบหน้าของคดีด้วยความรอบคอบและเคารพในกระบวนการยุติธรรมครับ

ที่มา – พบปืน 2 กระบอกในรถ “นายก อบจ.นนทบุรี” ผบช.ภ.1 ยันตรวจสอบแล้วไม่มีการใช้ยิงสวน

แม่ฮ่องสอนฝนตกต่อเนื่อง ทำน้ำป่าไหลหลาก-น้ำท่วมฉับพลัน

แม่ฮ่องสอนฝนตกต่อเนื่อง ทำน้ำป่าไหลหลาก-น้ำท่วมฉับพลัน

ในช่วงที่ผ่านมา จังหวัดแม่ฮ่องสอนต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์แม่ฮ่องสอนฝนตกต่อเนื่อง ทำน้ำป่าไหลหลาก-น้ำท่วมฉับพลัน กระทบหลายหมู่บ้านในเขตอำเภอเมือง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง ทั้งในเรื่องของการเดินทางที่ถูกตัดขาด และความเสียหายของบ้านเรือนจากดินโคลนที่ไหลมาพร้อมกับกระแสน้ำ

สถานการณ์ความเสียหายในพื้นที่ตำบลห้วยผา

พื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักโดยเฉพาะที่บ้านห้วยส้านใหม่ ต.ห้วยผา ซึ่งมีฝนตกหนักตลอดทั้งคืนจนทำให้ถนนทางเข้าหมู่บ้านขาดเป็นแนวยาว นอกจากนี้ ยังพบว่าแม่ฮ่องสอนฝนตกต่อเนื่อง ทำน้ำป่าไหลหลาก-น้ำท่วมฉับพลัน กระทบหลายหมู่บ้านจนทำให้เส้นทางเชื่อมต่อจุดผ่อนปรนชายแดนถูกน้ำกัดเซาะตลิ่งพังเสียหาย แม้จะยังพอสัญจรได้ครึ่งเลน แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันจากถนนทรุดตัว

การรับมือและช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ประสบภัย

ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น ผู้นำชุมชนและชาวบ้านได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะเป็นการเคลียร์ดินโคลนที่สไลด์ลงมาปิดทับเส้นทาง หรือการจัดการเศษซากไม้ที่มาทับถมในพื้นที่บ้านคาหานและบ้านไม้สะแป่ ทั้งนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งส่งรถจักรกลเข้าซ่อมแซมเส้นทางเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ชาวบ้านสามารถสัญจรได้และไม่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือระบบสาธารณูปโภค เช่น ประปาภูเขาและไฟฟ้า ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

  • การเฝ้าระวังดินโคลนถล่มในพื้นที่ลาดชัน
  • การเร่งซ่อมแซมถนนที่ขาดเพื่อเปิดทางขนส่งสินค้าและสิ่งของจำเป็น
  • การดูแลระบบไฟฟ้าและประปาชุมชนให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว

สถานการณ์ แม่ฮ่องสอนฝนตกต่อเนื่อง ทำน้ำป่าไหลหลาก-น้ำท่วมฉับพลัน กระทบหลายหมู่บ้าน ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ เราขอส่งกำลังใจให้ชาวแม่ฮ่องสอนทุกคนก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย และหวังว่าหน่วยงานส่วนกลางจะเข้ามาสนับสนุนงบประมาณเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานให้กลับมาแข็งแรงกว่าเดิมโดยเร็วที่สุด

ที่มา – แม่ฮ่องสอนฝนตกต่อเนื่อง ทำน้ำป่าไหลหลาก-น้ำท่วมฉับพลัน กระทบหลายหมู่บ้าน

Scroll to top