ข่าวหน้า1

โวยโรงพยาบาลทำจมูกเน่า จ่อร้อง สคบ.

วันนี้เรามีเรื่องร้อนในวงการศัลยกรรมความงามมาฝากกันค่ะ กับกรณี โวยโรงพยาบาลทำจมูกเน่า ไปแก้ทรงกลับติดเชื้อ จ่อบุกร้อง สคบ. เอาผิด ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์สาววัย 25 ปี ร้องเรียนผ่านเพจดัง “สายไหมต้องรอด” หลังจ่ายเงินกว่า 4 แสนบาทเพื่อแก้ทรงจมูกที่โรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดังย่านพระราม 3 แต่กลับเจอปัญหาจมูกเน่า ติดเชื้อหนัก โรงพยาบาลไม่ยอมรับผิดชอบเต็มที่ สร้างความเดือดร้อนทั้งกายและใจ

โวยโรงพยาบาลทำจมูกเน่า ไปแก้ทรงกลับติดเชื้อ จ่อบุกร้อง สคบ. เอาผิด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 น.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 25 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังย่านรังสิต และเป็นอินฟลูเอนเซอร์ขายของออนไลน์ เดินทางไปปรึกษาโรงพยาบาลศัลยกรรมขนาดใหญ่ย่านพระราม 3 เพื่อแก้ทรงจมูกเดิมที่ทำจากโรงพยาบาลอื่นมาไม่สวยและมีปัญหาหักเล็กน้อย แพทย์ดังของโรงพยาบาลยืนยันว่าทำได้ คิดค่าบริการ 400,000 บาท ซึ่งถูกกว่าราคาตลาดที่สอบถามมาประมาณ 700,000 บาท เธอจึงตัดสินใจทำเพราะเชื่อมั่นในชื่อเสียงโรงพยาบาลที่มีดาราคนดังไปทำเยอะ

ขั้นตอนศัลยกรรมคือการเอาซิลิโคนเก่าออก แล้วเปลี่ยนเป็นกระดูกซี่โครงของตัวเอง แต่หลังทำได้แค่ 1 เดือน จมูกเริ่มมีอาการผิดปกติ ด้านในอักเสบ เจ็บปวด เนื้อจมูกกัดกินแกนลึกจนติดเชื้อหนัก เธอรีบกลับไปแจ้งโรงพยาบาล แต่ได้รับคำตอบว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษา ปัจจุบันจมูกบานเกือบขาด โรงพยาบาลเสนอเงินชดเชยทีละน้อย จาก 10,000 , 50,000 จนถึง 100,000 บาท แต่เธอต้องการคืนเต็มจำนวนเพราะเป็นเงินเก็บจากรีวิวสินค้า

ผลกระทบหลังโวยโรงพยาบาลทำจมูกเน่า

ไม่ใช่แค่จมูกเสีย แต่ชีวิตเธอเปลี่ยนไปทั้งหมด รักษาด้วยยาทายาขี้ผึ้งมา 7 เดือนแล้ว ยังหายใจลำบากเหมือนเป็นหวัดตลอด มีอาการแพนิก กลัวพูดถึงเรื่องนี้ ไม่กล้าเปิดรับรีวิว ถ่ายรูปหน้าตัวเองเพราะขาดความมั่นใจ รายได้หดหาย ก่อนหน้านี้โพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก มีคนทักมาบอกว่าเคยทำกับหมอคนเดียวกันและเจอปัญหาเดียวกัน แต่ไม่กล้าต่อสู้เพราะกลัว เธอทำตามคำแนะนำโรงพยาบาลทุกอย่างแต่ไม่ดีขึ้น และยังไม่เคยได้คำขอโทษจากโรงพยาบาลเลย

สิทธิผู้บริโภคในกรณีศัลยกรรมจมูกผิดพลาด

นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ยืนยันว่าจะพาผู้เสียหายไปร้องเรียน สคบ. เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยชี้ว่าผู้เสียหายพักจมูกมา 6 เดือนแล้วก่อนแก้ จ่ายเงินก้อนเพราะเชื่อใจโรงพยาบาล แม้โรงพยาบาลมองว่า 4 แสนเป็นยอดน้อย แต่สำหรับคนเก็บเงินมาทำ มันมหาศาล ควรรับผิดชอบให้สมน้ำสมเนื้อ

  • อาการที่พบ: จมูกอักเสบ ติดเชื้อ เนื้อกัดกิน หายใจติดขัด
  • เงินชดเชยที่เสนอ: 10,000 – 100,000 บาท (ไม่พอใจ)
  • ขั้นตอนต่อไป: ร้อง สคบ. ขอคืนเงินเต็มจำนวน รักษาที่อื่น
  • คำเตือน: ตรวจสอบรีวิวแพทย์และโรงพยาบาลให้ดีก่อนทำ

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่อยากศัลยกรรมจมูกหรือความงามอื่นๆ ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด ตรวจสอบใบอนุญาตแพทย์ สถานพยาบาล และสิทธิผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค หากเกิดปัญหา รีบเก็บหลักฐาน ร้องเรียน สคบ. หรือเพจช่วยเหลือผู้บริโภคได้ทันที

ในมุมมองของเรา การศัลยกรรมมีความเสี่ยงสูง อย่าหลงชื่อเสียงดาราเพียงอย่างเดียว ควรปรึกษาหลายที่ ทำสัญญาชัดเจน หากคุณเคยเจอปัญหาคล้ายกัน แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดต่อ สคบ. เพื่อปกป้องสิทธิ์ตัวเองและผู้อื่นนะคะ

ที่มา – โวยโรงพยาบาลทำจมูกเน่า ไปแก้ทรงกลับติดเชื้อ จ่อบุกร้อง สคบ. เอาผิด

พบ 2 อสม.คุก ใกล้ชิด มีเชื้อ “ฝีดาษลิง” ราชทัณฑ์คุมเข้ม

พบ 2 อสม.คุก ใกล้ชิด มีเชื้อ “ฝีดาษลิง” ทั้งคู่ ราชทัณฑ์สั่งคุมเข้ม จัดวัคซีนฉีดป้องกัน เป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะในสถานการณ์โรคฝีดาษวานร หรือ Mpox ที่กำลังเป็นที่พูดถึง กรมควบคุมโรคได้ออกมาประกาศล่าสุดว่าพบผู้สัมผัสใกล้ชิด 2 รายที่ติดเชื้อแล้ว แต่โชคดีที่อาการไม่รุนแรง สุขภาพโดยรวมยังแข็งแรงดี ทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าสถานการณ์ยังอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้

พบ 2 อสม.คุก ใกล้ชิด มีเชื้อ “ฝีดาษลิง” ทั้งคู่ ราชทัณฑ์สั่งคุมเข้ม จัดวัคซีนฉีดป้องกัน

หลังจากมีรายงานผู้ต้องขังชายวัย 44 ปี เสียชีวิตจากโรคฝีดาษวานรเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ กรมควบคุมโรคและกรมราชทัณฑ์ได้เร่งประสานงานทันที ดำเนินมาตรการแยกกักผู้สัมผัสเสี่ยงสูงในแดนเดียวกัน 32 ราย งดเคลื่อนย้ายผู้ต้องขัง ตรวจวัดไข้ 2 ครั้งต่อวันนาน 21 วัน งดการเยี่ยมญาติชั่วคราว ทำความสะอาดใหญ่ และจัดการขยะติดเชื้ออย่างเคร่งครัด ล่าสุดพบผู้สัมผัสเสี่ยงสูงรวม 49 ราย โดย 2 รายแรกที่ยืนยันเชื้อคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำเรือนจำ (อสม.คุก) ที่ดูแลผู้ป่วยช่วงกักตัวใหม่ มีผื่นแดงเล็กน้อยเท่านั้น และเข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เรียบร้อยแล้ว

พบ 2 อสม.คุก ใกล้ชิด มีเชื้อ “ฝีดาษลิง” ทั้งคู่

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่าการสอบสวนโรคทำได้ครบถ้วน ผลแล็บยืนยันเชื้อ Mpox ในทั้ง 2 ราย ผู้สัมผัสอื่นๆ กว่า 47 รายกำลังเฝ้าสังเกตอาการ 21 วันตามมาตรฐาน ไม่พบการแพร่กระจายนอกเรือนจำ หน่วยงานทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการระบาดใหญ่

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคยังส่งวัคซีนป้องกันฝีดาษวานรให้กลุ่มเสี่ยงสูง 25 รายในเรือนจำพิเศษ (ผู้ต้องขัง 21 บุคลากรแพทย์ 4) และอีก 20 รายให้บุคลากรทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ รวม 45 ราย เบื้องต้นไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง พร้อมเตรียมยา Tecovirimat (TPOXX) สำหรับผู้ป่วยอาการหนักที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ สนับสนุนสื่อให้ความรู้ 100 ชุด เพื่อลดความตื่นตระหนก

ด้านการตรวจสิ่งแวดล้อม เก็บตัวอย่าง 10 จุดในเรือนจำ ไม่พบสารพันธุกรรมเชื้อ ยังคงทำความสะอาดต่อเนื่อง ห้องกักตัว จุดสัมผัสต่างๆ สำหรับผู้ต้องขังเสี่ยงที่จะปล่อยตัว แนะนำให้เฝ้าอาการเองและประสานสาธารณสุขท้องถิ่นติดตาม

พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ได้ปรับเยี่ยมญาติเป็นระบบทางไกล ลดเสี่ยง แยกผู้มีอาการเข้าข่าย ตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยง 2 ครั้ง/วัน ผู้ป่วยจำกัดในแดน 6 เฝ้าทุกแดนอย่างใกล้ชิด

โรคฝีดาษวานรคืออะไร และป้องกันอย่างไร

ฝีดาษวานร (Mpox) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนและคนสู่คนผ่านสัมผัสใกล้ชิด ของเหลวร่างกาย ผื่น หายใจใกล้ อาการคือไข้ ปวดเมื่อย ผื่นคันเป็นหนอง อาจรุนแรงในผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ในไทยพบผู้เสียชีวิต 1 รายนี้เป็นรายแรกในเรือนจำ

  • หลีกเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย
  • สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย
  • ฉีดวัคซีนหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
  • เฝ้าอาการ 21 วันหากสัมผัส

นพ.นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ย้ำว่าทุกอย่างยังควบคุมได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก

สถานการณ์ฝีดาษวานรในเรือนจำนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐ หากประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน สามารถลดความเสี่ยงได้มาก ติดตามข้อมูลอัปเดตจากกรมควบคุมโรค และปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ที่มา – พบ 2 อสม.คุก ใกล้ชิด มีเชื้อ “ฝีดาษลิง” ทั้งคู่ ราชทัณฑ์สั่งคุมเข้ม จัดวัคซีนฉีดป้องกัน

สลด! **ป่วยจิตหนี้รุม ฆ่ายกครัว 5 ศพ**

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ พ่อค้าขายขนมจีน **ป่วยจิตหนี้รุม ฆ่ายกครัว 5 ศพ** ก่อนผูกคอตายตาม สภาพศพถูกทุบด้วยครก เลือดกระจายทั่วบ้าน เพื่อนบ้านเผยไม่ได้เห็นผู้ตายออกไปขายของหลายวัน ส่งกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมา

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน เวลา 17.00 น. ร.ต.ท.หญิงขนิษฐ สัตบุษ รอง สว. (สอบสวน) สภ.หนองขาม จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตภายในบ้านเลขที่ 185/50 หมู่ 5 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จึงประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวขนาด 30 ตารางวา ภายในบ้านมี 2 ห้องนอน พบกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง บริเวณประตูห้องน้ำพบคราบเลือดสาดกระจาย เมื่อเข้าไปตรวจสอบพบศพนายสมจินต์ ภูมิชัยสุวรรณ์ อายุ 62 ปี ใช้เชือกไนลอนผูกคอกับขื่อเหล็ก สภาพศพมีเลือดเปรอะเปื้อนมือทั้งสองข้าง ในห้องนอนแรกพบศพนางทัศวรรณ ภูมิชัยสุวรรณ์ อายุ 60 ปี ภรรยา สภาพศพขึ้นอืดนอนคว่ำหน้า มีบาดแผลแตกที่ศีรษะ ถัดไปพบศพนางน้ำใจ หนักแน่น อายุ 82 ปี แม่ยาย

ในห้องนอนที่ 2 พบศพ น.ส.สุกุลยา ภูมิชัยสุวรรณ์ อายุ 21 ปี ลูกสาว และ ด.ญ.อายุ 1 ขวบ หลานสาว สภาพศพถูกของแข็งทุบที่ศีรษะเช่นกัน พบครกเปื้อนเลือดวางอยู่ใกล้ๆ แพทย์ชันสูตรเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วัน

นางกันยา ปลายเมือง อายุ 78 ปี เพื่อนบ้าน ให้การว่า ผู้เสียชีวิตมีอาชีพขายขนมจีน สังเกตว่า 2-3 วันที่ผ่านมาไม่เห็นนายสมจินต์ออกมาขายของ และได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากบ้าน จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พ.ต.อ.คมกริช มั่นจิตต์ ผกก.สภ.หนองขาม กล่าวว่า จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ สันนิษฐานว่า นายสมจินต์ซึ่งมีอาการ **ป่วยจิตหนี้รุม** และมีปัญหาหนี้สิน เป็นผู้ก่อเหตุฆ่าคนในครอบครัวโดยใช้ครกทุบศีรษะขณะนอนหลับ ก่อนจะผูกคอตายในห้องน้ำ

**ป่วยจิตหนี้รุม ฆ่ายกครัว 5 ศพ** สลดศรีราชา

คดีสะเทือนขวัญนี้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายคนต่างตั้งคำถามถึงสาเหตุที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเร่งสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ผลกระทบจากปัญหาป่วยจิตและหนี้สิน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเครียดและภาวะ **ป่วยจิตหนี้รุม** ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงที่ไม่คาดคิด การเข้าถึงการรักษาและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน

  • ภาวะ **ป่วยจิตหนี้รุม** สามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการตัดสินใจ
  • ปัญหาหนี้สินเรื้อรังอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความเครียดและภาวะซึมเศร้า
  • การช่วยเหลือและสนับสนุนจากครอบครัวและคนรอบข้างมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ภาวะจิตใจที่ย่ำแย่และภาระหนี้สินที่ถาโถมเข้ามา สามารถบีบคั้นให้คนเราตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด การดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้างจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม หากรู้สึกว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญกับปัญหา ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทันที

สังคมควรตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสุขภาพจิตและร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพูดคุยและขอความช่วยเหลือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

การแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเครียดและภาวะกดดันที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบและการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินสามารถช่วยให้จัดการกับหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่กำลังเผชิญกับปัญหาความเครียดและภาวะซึมเศร้า อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้ที่พร้อมจะรับฟังและให้คำปรึกษา เพราะคุณไม่ได้อยู่คนเดียว

ที่มา – ป่วยจิตหนี้รุม ฆ่ายกครัว 5 ศพ พ่อค้าขนมจีนใช้ครกทุบหัว แขวนคอตาม

“ทรัมป์” สักขีพยาน ไทย-กัมพูชา ถกสันติภาพ

“อนุทิน” บินมาเลเซีย ลงนามสันติภาพ “ไทย- กัมพูชา” มี “ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะเดียวกัน มอบ “สีหศักดิ์” ร่วมวงเอเปกแทน ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 หารือผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา เห็นพ้องปรับอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพชายแดน เตรียมตั้งกลไก AOT และนัดหารือวันเริ่มปฏิบัติอีกครั้งหลัง 26 ต.ค.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ว่า คืนวันที่ 25 ต.ค.ตนเดินทางไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงนามในถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา ช่วงเช้าวันที่ 26 ต.ค. ได้ประสานงาน และแจ้งถึงเหตุผลที่ขอร่นเวลาลงนามมาเป็นช่วงเช้า ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ (เอเปก) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตนขอเป็นมติ ครม.คลุมไว้ก่อนหากไม่สามารถไปได้ จะมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมแทน แต่มีเรื่องที่จะหารือกับผู้นำหลายประเทศ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้น พยายามจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด เพราะนอกจากกลุ่มอาเซียนและกลุ่มเอเปก จะมีการเชิญผู้นำที่อยู่นอกกลุ่มมาด้วย และในส่วนของประเทศไทยช่วงนี้ได้รับการร้องขอในระดับผู้นำแบบทวิภาคีหลายราย ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ตนจะพยายามบริหารเวลาให้ดีที่สุด

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) มีดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน รมว.กลาโหมมาเลเซีย ต้อนรับ ภารกิจวันที่ 26 ต.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์ เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นายกฯมีกำหนดหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนาม “Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand” ว่าด้วยแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสองประเทศ มีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความจริงใจของไทยต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ จะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ทำหน้าที่แทน ส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นการย้ำความตกลงเรื่องเดิมที่ไทยและกัมพูชามีการประชุม JBC-GBC ได้หารือข้อตกลง 4 ข้อของฝ่ายไทยที่เสนอไปยังกัมพูชา ทั้งการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ และการจัดระเบียบชายแดน ซึ่งทั้ง 4 เรื่องได้เริ่มแล้ว ไทยหวังว่าการมีสหรัฐฯมาร่วมสังเกตการณ์จะทำให้ฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจ ตั้งใจจริง มีสปิริตของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และยังไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ณ จุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 ต.ค.ในประเด็นการเห็นชอบ “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ว่าด้วยการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อันเป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Com mittee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อนำไปสู่ผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมแท้จริง

โฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า ส่วนของการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเข้าสังเกตการณ์ผลการปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการ” ในการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อมว่าสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่าจะจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นจะเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายใน 1-2 วัน เพื่อหารือในการกำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้คณะทำงานร่วมประสานงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อตกลงที่มีระหว่างกันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างกัน

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยกับผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา ในวันที่ 26 ต.ค. และเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้น เพื่อเตรียมงานพระบรมศพของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน รวมทั้งยกเลิกการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปก ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.

ต่อมาช่วงเย็น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ต.ค. ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ที่น่าสนใจคือสืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญระหว่างหลักเขต แดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น เมื่อวันที่ 24 ต.ค.กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการปักหมุดชั่วคราว และในวันนี้ พ.อ.ยุทธพล จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งจากการคำนวณจากหลักหมุดที่ 42 ถึง 47 ต้องวางหมุดชั่วคราวทั้งหมด 838 หมุด จากหลักเขตทั้งสองพื้นที่ต้องปักหมุดทุก 25-50 เมตร เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ระดับนโยบายที่จะปรับการถือครองพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีการคำนวณในโปรแกรม GPS เมื่อลงพื้นที่จริง หากเดินครบ 25 หรือ 50 เมตร จะมีสัญญาณดังขึ้นแล้วปักหมุดชั่วคราว เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ และหลักหมุดอาจจะมีการทำสัญลักษณ์ เช่น กัมพูชาทาสีแดง ไทยทา สีน้ำเงิน ที่ปักหมุด ซึ่งการลงไปปักหมุดชั่วคราว จะไปพร้อมกันทั้งสองฝั่ง

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผนอีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

การลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในภูมิภาคต่อไป

“ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

“ทรัมป์” มีบทบาทสำคัญในการลงนามสันติภาพ ไทย-กัมพูชา

การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน ในการลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่นานาชาติให้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีส่วนร่วมของบุคคลระดับโลกอย่าง “ทรัมป์” จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ

การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน การมีกลไกและมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดน แต่ยังครอบคลุมถึงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน แต่การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในอนาคต การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

“ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับลูกหลานได้

การเดินทางไปมาเลเซียเพื่อร่วมลงนามสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับภูมิภาค

ที่มา – “ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

ศุภจี ลุย! กระชับสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย ด้านการค้า

“ศุภจี” ถกหัวหน้าผู้บริหารเขตปกครองพิเศษรัฐออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี กระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน พร้อมสนับสนุนการยกระดับเพื่อความเชื่อมโยงภาคเอกชนไทย-ออสเตรเลีย

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันให้การต้อนรับนายแอนดรูว์ บาร์ (Mr. Andrew Barr) ผู้ว่าการรัฐออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี (Chief Minister of the Australian Capital Territory: ACT) ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือแนวทางกระชับความร่วมมือออสเตรเลียด้านการค้าและการลงทุนที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ พร้อมสนับสนุนการยกระดับเพื่อความเชื่อมโยงภาคเอกชนไทย-ออสเตรเลีย

นางศุภจี เปิดเผยว่า ในระหว่างการหารือทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการค้าและยุทธศาสตร์ด้านการลงทุน ซึ่งทั้งออสเตรเลียและไทยมีจุดยืนที่คล้ายคลึงกัน โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการศึกษา สุขภาพ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และส่งเสริมแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย ACT มีเป้าหมายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียว ขณะที่ไทยเน้นผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรและการทำเกษตรแม่นยำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

นางศุภจี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากออสเตรเลียจะผลักดันนโยบายการลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์การลงทุนของออสเตรเลียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อมุ่งไปสู่ปี ค.ศ. 2040 แล้ว ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียก็เน้นดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเชิงบูรณาการ ซึ่งเป็นเป้าหมายในระดับประเทศของออสเตรเลียในขณะนี้ พร้อมสนับสนุนนวัตกรรมและธุรกิจสตาร์ทอัพผ่านเครือข่ายและศูนย์บ่มเพาะธุรกิจในกรุงแคนเบอร์รา

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยและออสเตรเลียได้มีการเดินทางเยือนของคณะนักธุรกิจระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และเห็นว่าไทยมีโอกาสที่จะผลักดันโครงการ Thai SELECT ให้มีจำนวนร้านในออสเตรเลียมากขึ้น เนื่องจากอาหารไทยเป็นที่นิยม และ Thai SELECT จะช่วยรับรองถึงคุณภาพของร้านอาหารไทยนั้น ๆ

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังชื่นชมความสำเร็จของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยม และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ของไทยในการบริหารจัดการอุตสาหกรรมด้านบริการ (hospitality industry) ขณะเดียวกัน ยินดีที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา ได้จัดงานเทศกาลไทยเป็นประจำ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

นางศุภจี กล่าวปิดท้ายว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและออสเตรเลียที่มุ่งเน้น “การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืน” ถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการต่อยอดความร่วมมือทั้งในระดับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนของทั้งสองประเทศในอนาคต

สำหรับการค้าไทย-ออสเตรเลีย ในช่วงมกราคม-สิงหาคม ปี 2568 ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย (ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 9 ของออสเตรเลีย) มีมูลค่าการค้ารวม 11,136.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (370,742.41 ล้านบาท) ไทยได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 4,031.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (131,856.31 ล้านบาท) โดยส่งออกไปออสเตรเลียเป็นมูลค่า 7,583.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (251,299.36 ล้านบาท)

สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลียเป็นมูลค่า 3,552.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (119,443.05 ล้านบาท) สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช

“ศุภจี” ลุยกระชับความร่วมมือออสเตรเลีย ด้านการค้า-ลงทุน ยกระดับเชื่อมโยงภาคเอกชน

เป้าหมายของการกระชับความร่วมมือออสเตรเลียคืออะไร?

เป้าหมายหลักของการกระชับความร่วมมือออสเตรเลียในครั้งนี้ คือ การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน รวมถึงการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย นางศุภจีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมต่างๆ

การที่ไทยและออสเตรเลียกระชับความร่วมมือออสเตรเลียกันอย่างใกล้ชิด จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว ทั้งสองประเทศมีศักยภาพและทรัพยากรที่สามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือในทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การตัดสินใจเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นการกระชับความร่วมมือออสเตรเลียครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ที่มา – “ศุภจี” ลุยกระชับความร่วมมือออสเตรเลีย ด้านการค้า-ลงทุน ยกระดับเชื่อมโยงภาคเอกชน

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ”อิ๊งค์” คว่ำงบฯ 69

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลแสดงออกถึงความสามัคคี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำ สส.ประชาชาติ (ปช.) เข้าให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ที่กำลังถูกพิจารณาอย่างเข้มข้น

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตคว่ำงบฯ 69

น.ส.แพทองธาร หรือ “อิ๊งค์” ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจในอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคำคมภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ทุกสิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณ จงทำดี จงเป็นคนดี” และ “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งถูกตีความไปต่างๆ นานา ในขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคมีมติให้โหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมี สส.จากพรรคฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทำไมพรรคประชาชาติถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้?

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวภายหลังการเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ว่าได้ไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีกำลังใจดี และยังฝากความคิดถึงและความห่วงใยไปยังประชาชน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชาติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสภาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อีกด้วย

ในส่วนของการพิจารณางบประมาณนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ให้เหตุผลว่า แม้ สส.พรรคประชาชนจะให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคตัดสินใจที่จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณในวาระสาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือการอภิปรายของนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. ยังได้อภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบ้านพักข้าราชการตำรวจที่ใช้งบประมาณในการตกแต่งภายในสูงถึง 23.9 ล้านบาท

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง และความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้สมัคร สว. อีก 1,200 คน เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแสดงออกถึงความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นจากภาคส่วนต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ท่าทีของพรรคประชาชาติในการให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. ทุกคนในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนได้อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ เพราะงบประมาณปี 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – ประชาชาติตบเท้า ให้กําลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตควํ่างบฯ 69

Scroll to top