ข่าวอยุธยา

เร่งค้นหา “น้องเก้า” วัย 12 ปี จมน้ำหายไป

เกิดเหตุสะเทือนขวัญเมื่อ เร่งค้นหา “น้องเก้า” วัย 12 ปี เหลนของอดีตพระเอกชื่อดัง จมน้ำหายไปต่อหน้าเพื่อน ในคลองชลประทาน จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่กู้ภัยและนักประดาน้ำระดมกำลังค้นหาอย่างสุดความสามารถ แต่กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวและความลึกของคลองยังเป็นอุปสรรคใหญ่ เรื่องราวนี้สร้างความเสียใจให้ครอบครัวและชุมชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ที่ยังคงภาวนารอปาฏิหาริย์

เร่งค้นหา “น้องเก้า” วัย 12 ปี เหลนของอดีตพระเอกชื่อดัง จมน้ำหายไปต่อหน้าเพื่อน

เหตุการณ์สุดน่าเศร้าเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 บริเวณคลองชลประทานใต้สะพานเขียว หมู่ 4 ต.บ้านใหม่ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา เด็กชายวัย 12 ปี หรือ “น้องเก้า” ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ป.6 และเป็นเหลนแท้ๆ ของอดีตพระเอกชื่อดัง “สรพงษ์ ชาตรี” พลัดตกน้ำขณะเล่นน้ำกับเพื่อนๆ ก่อนจะถูกน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตาเพื่อนที่พยายามช่วยเหลือ

รายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากคำบอกเล่าของเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ มีเด็กทั้งหมด 6 คนลงเล่นน้ำใต้สะพาน “น้องเก้า” อยู่ฝั่งหนึ่งของคลองและพยายามว่ายน้ำข้ามไปหาเพื่อนอีกฝั่ง แต่ด้วยทักษะการว่ายน้ำที่ยังไม่คล่องแคล่ว บวกกับกระแสน้ำไหลแรงและความลึกกว่า 3 เมตร ร่างของน้องถูกพัดลอยออกไปไกลประมาณ 10 เมตร เพื่อนๆ เห็นน้องชูมือร้องขอความช่วยเหลือจึงรีบว่ายเข้าไปช่วย พวกเขาคว้ามือได้ชั่วครู่แต่สุดท้ายก็หลุดมือ ก่อนที่น้องจะจมหายไปอย่างน่าใจหาย ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงร้องจึงรีบมาช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่

คำให้การจากนางสาวสาวิตรี แม่ของน้องเก้า

นางสาวสาวิตรี ถุงทรัพย์โต อายุ 38 ปี ผู้เป็นแม่ของน้องเก้า เล่าว่าตอนเกิดเหตุตนกำลังออกไปทำงาน พ่อของน้องโทรมาบอกจึงรีบเดินทางมาทันที ปกติลูกชายจะแชตบอกแม่ก่อนไปไหน และแม่ย้ำเสมอให้อยู่บ้านอ่านหนังสือเพราะใกล้สอบ แถมยังเตือนห้ามเล่นน้ำเพราะกลัวอันตราย แม้น้องเก้าจะว่ายน้ำได้บ้างแต่ไม่เก่งมาก น้องมักไปตกปลากับเพื่อน แต่ครั้งนี้ไม่รู้ทำไมถึงลงเล่นน้ำ แม่ยังอยู่ในอาการโศกเศร้า รอคอยข่าวดีจากเจ้าหน้าที่

ความสัมพันธ์ในครอบครัวกับสรพงษ์ ชาตรี

“น้องเก้า” เป็นบุตรชายของนายเฉลิมเดช เทียมเศวต อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของพี่ชายสรพงษ์ ชาตรี ทำให้เป็นเหลนแท้ๆ ของอดีตพระเอกรุ่นดั้งเดิมที่ใครๆ รู้จัก เรื่องนี้ยิ่งทำให้ข่าวแพร่กระจายไปทั่วสังคม

การค้นหาดำเนินการอย่างไรบ้าง

หลังรับแจ้งเหตุ อาสากู้ภัยอยุธยาและชุดประดาน้ำเจ้าพระยาระดมนักประดาน้ำ 6 นาย ลงค้นหาทั้งจุดเกิดเหตุและพื้นที่ใกล้เคียงนานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ยังไม่พบร่าง เนื่องจากคลองมีความลึกและน้ำไหลแรงมาก การค้นหายังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

นายณัฐวุฒิ ชัยสิทธิ์ นายอำเภอมหาราช กล่าวว่าอำเภอให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้ จะกำชับประชาสัมพันธ์เตือนผู้ปกครองดูแลบุตรหลานใกล้ชิด ผู้นำชุมชนจะประกาศเสียงตามสาย และสอดส่องไม่ให้เด็กเล่นน้ำในลำคลอง โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่เด็กชอบแอบมาเล่นคลายร้อน จนเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

เคล็ดลับป้องกันอุบัติเหตุจมน้ำในเด็ก

เหตุการณ์ เร่งค้นหา “น้องเก้า” วัย 12 ปี เหลนของอดีตพระเอกชื่อดัง จมน้ำหายไปต่อหน้าเพื่อน เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ปกครองตื่นตัวมากขึ้น ในประเทศไทย อุบัติเหตุจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของเด็กเล็กและวัยรุ่น นี่คือเคล็ดลับสำคัญ:

  • สอนเด็กว่ายน้ำตั้งแต่เด็ก: ลงคอร์สว่ายน้ำมืออาชีพเพื่อสร้างทักษะและความมั่นใจ
  • ห้ามเล่นน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่อันตราย: เช่น คลองชลประทานที่มีน้ำไหลแรงหรือลึก
  • ผู้ปกครองต้องสอดส่องใกล้ชิด: อย่าปล่อยเด็กไปเล่นคนเดียว โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน
  • ใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต: ห่วงยาง ชูชีพ เมื่อไปแหล่งน้ำ
  • สื่อสารและกำหนดกฎ: บอกเด็กถึงอันตรายและลงโทษหากฝ่าฝืน

สถิติจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า แต่ละปีมีเด็กจมน้ำเสียชีวิตนับพันราย ป้องกันได้ด้วยการตระหนักรู้และการดูแลอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่จะพบร่างของน้องเก้าโดยเร็ว และครอบครัวจะได้รับกำลังใจจากสังคม เหตุการณ์นี้สอนให้เราเห็นว่าความประมาทเพียงเสี้ยววินาทีอาจนำพาความสูญเสียครั้งใหญ่ มาเป็นบทเรียนกันเถอะครับ ผู้ปกครองทุกท่านช่วยกันแชร์ข่าวนี้เพื่อเตือนภัย และติดตามการอัปเดตจากเจ้าหน้าที่ หากมีเบาะแสช่วยแจ้งด่วนเลยนะครับ

ที่มา – เร่งค้นหา “น้องเก้า” วัย 12 ปี เหลนของอดีตพระเอกชื่อดัง จมน้ำหายไปต่อหน้าเพื่อน

สุดอบอุ่น! ทายาทรุ่นสุดท้ายกลับไทยในรอบ 260 ปี

เรื่องราวสุดอบอุ่นที่เกิดขึ้น ณ วัดภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลมาร่วมรับฟังเรื่องราวจาก “ทายาทรุ่นสุดท้าย” ผู้สืบเชื้อสายอยุธยาที่ได้กลับคืนสู่แผ่นดินเกิดในรอบ 260 ปี

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 บรรยากาศที่วัดภูเขาทองเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ เมื่อ “คุณยายดอตินทวย” อายุ 83 ปี ทายาทรุ่นที่ 7 ของชาวอโยธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ได้เดินทางกลับมายังแผ่นดินบรรพบุรุษจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

สุดอบอุ่น ประชาชนแห่ฟังเรื่องราวจาก “ทายาทรุ่นสุดท้าย” กลับแผ่นดินไทยในรอบ 260 ปี

ตลอดวันที่ 17-18 ตุลาคม คุณยายและคณะได้เดินทางตามรอยประวัติศาสตร์ เริ่มต้นจากศาลหลักเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดแรกที่ได้สัมผัสแผ่นดินไทย พร้อมทั้งสักการะโบราณสถานสำคัญต่างๆ เช่น วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา และสถานที่อื่นๆ ตามที่บรรพบุรุษได้เล่าสืบต่อกันมา

ในการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ มี MARGAINA เจ้าอาวาสวัดจากมัณฑะเลย์, ZAW WIN ผู้ใหญ่บ้านชุมชนอโยธยาในเมียนมา และ TIN NYUNT (ดอตินย๊วด) ญาติสนิทและผู้ดูแลคุณยายดอตินทวย ร่วมเดินทางมาด้วย

บรรยากาศในช่วงเย็นอบอวลไปด้วยความรักและความอบอุ่น ประชาชนจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมาร่วมให้กำลังใจและรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ผ่านน้ำเสียงของคุณยายดอตินทวย ที่กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า “ซาบซึ้งใจมากที่คนไทยให้การต้อนรับอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว” การกลับมาของ “ทายาทรุ่นสุดท้าย” ครั้งนี้จึงเป็นดั่งการเติมเต็มความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “พาชาวบ้านสุขขะ” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน นำพาทายาทชาวอยุธยาในต่างแดน กลับมาสัมผัสบ้านเกิดบรรพบุรุษ ในรอบ 260 ปี ภายในงานมีการเสวนาสื่อสารเรื่องราวบรรพบุรุษที่เล่าสืบต่อกันมาหลายรุ่น และไฮไลต์สำคัญคือการที่คุณยายพูดภาษาไทยว่า “ดีใจมากค่ะ ขอบคุณค่ะ” ท่ามกลางเสียงปรบมือและน้ำตาแห่งความยินดี

วัดภูเขาทอง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร และเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่สะท้อนร่องรอยประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและพม่าได้อย่างชัดเจน

นายไพศาล วิสุทธิศาลวงศ์ ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้เห็นคุณยายเดินทางกลับมาว่า “ผมเคยไปหมู่บ้านของคุณยายที่มัณฑะเลย์ วันนี้ได้เห็นคุณยายเดินทางมา ผมรู้สึกดีใจมาก ในฐานะคนไทย เราต้องต้อนรับคุณยายอย่างดี”

เรื่องราวการกลับมาของทายาทรุ่นสุดท้าย

การเดินทางกลับมาของ ทายาทรุ่นสุดท้าย ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การกลับบ้าน แต่เป็นการรื้อฟื้นความทรงจำร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงคุณค่าของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันดีงาม

สำหรับท่านใดที่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์และความเป็นมาของอยุธยา สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ หรือเดินทางไปเยี่ยมชมโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอดีตได้ด้วยตนเอง

ที่มา – สุดอบอุ่น ประชาชนแห่ฟังเรื่องราวจาก “ทายาทรุ่นสุดท้าย” กลับแผ่นดินไทยในรอบ 260 ปี

ทายาทรุ่นสุดท้าย กลับแผ่นดินเกิดในรอบ 260 ปี

ปลื้มน้ำตาไหล! เรื่องราวสุดประทับใจของ “ทายาทรุ่นสุดท้าย” เชื้อสายชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยไปยังประเทศพม่า เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในอดีต พวกเขาได้หวนคืนสู่แผ่นดินบรรพบุรุษอีกครั้งในรอบ 260 ปี

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายปัณณพัทธิ์ คำนึง นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ได้นำคณะจัดโปรแกรมพิเศษ “พาชาวบ้านสุขขะ” ซึ่งเป็นชุมชนของชาวอโยธยาที่เคยถูกกวาดต้อนเป็นเชลยกลับไปยังประเทศพม่าเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 เพื่อเป็นการเดินทางกลับสู่แผ่นดินบรรพบุรุษในรอบ 260 ปี

คณะเดินทางประกอบด้วยบุคคลสำคัญ ได้แก่ นายมาไจนา (MARGAINA) เจ้าอาวาสวัดในหมู่บ้านสุขขะ, นายซอวิน (ZAW WIN) ผู้ใหญ่บ้านสุขขะ, คุณยายดอตินทวย (TIN HTWE) อายุ 83 ปี, และนางดอตินย๊วด (TIN NYUNT) ทั้งหมดนี้คือ ทายาทรุ่นสุดท้าย รุ่นที่ 7 ที่เดินทางจากเมืองมัณฑะเลย์ สู่ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จุดแรกที่คณะได้สัมผัสแผ่นดินอโยธยาคือบริเวณหน้าศาลหลักเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทันทีที่รถจอดและชาวบ้านสุขขะก้าวลงสู่พื้นดิน ทุกคนถึงกับหลั่งน้ำตาแห่งความดีใจและความตื้นตันใจที่ได้เหยียบย่างบนแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ หลังจากนั้น คณะได้ร่วมกันกราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลหลักเมือง พร้อมทั้งผูกผ้าที่เสาหลักเมือง คุณยายดอตินทวยกล่าวด้วยความปลื้มปีติว่าดีใจมากที่ได้มาในวันนี้ ทั้งน้ำตาและรอยยิ้มปะปนกันไป

จากนั้น คณะเดินทางต่อไปยังวัดพระราม ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเยี่ยมชมโบราณสถานภายในอุทยานประวัติศาสตร์ เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณวัดพระรามและเตรียมดอกไม้เพื่อสักการะบูชา ทุกคนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ถอดรองเท้าเพื่อสัมผัสโบราณสถานด้วยเท้าเปล่า สถานที่ซึ่งเคยได้ยินเรื่องราวจากบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้กลับมายืนอยู่บนแผ่นดินของบรรพบุรุษอีกครั้ง

นายปัณณพัทธิ์ คำนึง นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า กิจกรรมนี้เดิมทีมีกำหนดการเร็วกว่านี้ แต่เนื่องจากกระบวนการทำเอกสารและหนังสือเดินทางล่าช้า จึงเพิ่งดำเนินการได้ในระยะนี้ กลุ่มชาวบ้านที่เดินทางมาในวันนี้เป็นเชื้อสายชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 พวกเขาเป็น ทายาทรุ่นสุดท้าย รุ่นที่ 7 ที่ยังได้รับฟังเรื่องราวจากพ่อแม่ที่เคยเล่าขานถึงบรรพบุรุษที่มาจากกรุงศรีอยุธยา และไม่เคยมีโอกาสได้กลับมา ได้รับรู้เพียงผ่านการบอกเล่าเท่านั้น

ในรุ่นที่ 1, 2, และ 3 เรื่องราวเหล่านี้ยังคงถูกบอกเล่าสืบต่อกันมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน ซึ่งถือเป็น ทายาทรุ่นสุดท้าย ที่ยังได้รับฟังเรื่องราวจากบรรพบุรุษ แต่ในยุคปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่เริ่มมีเชื้อสายพม่ามากขึ้น นายปัณณพัทธิ์เล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องราวเหล่านี้ จึงเชิญคุณยายกลุ่มนี้มาเพื่อให้ได้สัมผัสแผ่นดินของบรรพบุรุษ ก่อให้เกิดโครงการนี้ขึ้น เพราะชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่เคยเดินทางออกจากหมู่บ้านไปไหนไกล การเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้เกินกว่าความฝันที่เคยคิดไว้

คุณยายดอตินทวยกล่าวว่า ในสมัยก่อน คุณตาคุณยายมักจะเล่าให้ฟังว่าเรามีเชื้อสายอยุธยานะ ประเพณีของเราต้องก่อกองทรายปีละครั้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อก่อพระเจดีย์ทราย เพราะที่พม่าไม่มีธรรมเนียมนี้ ความรู้สึกที่ได้มาในวันนี้ปลื้มใจและดีใจมากจนพูดไม่ออก ตื้นตันใจอย่างยิ่ง พร้อมทั้งพูดภาษาไทยบางคำที่ยังจำได้ เช่น ขนม, กล้วย, ดี, น้ำอ้อย แม้ว่าสำเนียงจะผิดเพี้ยนไปบ้างแล้ว และยังกล่าวว่าการมาครั้งนี้เหมือนได้กลับมาเจอญาติพี่น้อง ดีใจมาก ท่ามกลางเสียงปรบมือแสดงความยินดีด้วยความปลื้มใจ

ขณะที่นายโชควิวรรธน์ คุณะวันทนิต อายุ 38 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา เดินทางมาจากโคราชเพื่อต้อนรับคุณยายดอตินทวยด้วยตนเอง หลังจากที่ได้ทราบข่าวการเดินทางมาของคณะจากเมืองมัณฑะเลย์ หรือหมู่บ้านสุขขะ ตามรอยสารคดีโยเดีย เขาไม่เคยคิดว่าจะได้พบกับ ทายาทรุ่นสุดท้าย ของชาวกรุงศรีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก คุณยายเป็นคนไทยเชื้อสายอยุธยาแท้ๆ รุ่นที่ 7 แม้ว่าจะมีการแต่งงานข้ามสายเลือดไปบ้างในบางรุ่น

แต่ตามกฎของหมู่บ้าน พวกเขายังคงรักษาความเป็นอยุธยาไว้ โดยบอกลูกหลานไม่ให้แต่งงานกับคนนอกหมู่บ้าน คุณยายยังคงครองโสด โอกาสดีที่นายปัณณพัทธิ์ คำนึง ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาเพื่อหวนรำลึกถึงอดีต และอยากให้ชาวอยุธยาได้กลับบ้าน จึงเกิดเป็นกิจกรรมดีๆ เช่นนี้

ทายาทรุ่นสุดท้าย กลับแผ่นดินเกิดในรอบ 260 ปี

ความรู้สึกของทายาทรุ่นสุดท้ายที่ได้กลับแผ่นดินเกิด

การได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษในรอบ 260 ปี สำหรับ ทายาทรุ่นสุดท้าย กลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่เป็นการเติมเต็มความฝันและความหวังที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นการยืนยันถึงรากเหง้าและความเป็นมาของตนเอง การได้สัมผัสวัฒนธรรม ประเพณี และสถานที่ที่บรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่ เป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีความหมายอย่างยิ่ง

ที่มา – ทายาทรุ่นสุดท้าย ที่ถูกต้อนเป็นเชลยไปพม่า ได้กลับแผ่นดินบรรพบุรุษในรอบ 260 ปี

Scroll to top