ข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐ

กรมทรัพย์สินฯ เตือนผู้ส่งออกไทย ต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนโกอินเตอร์

กรมทรัพย์สินฯ เตือนผู้ส่งออกไทย ต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนโกอินเตอร์

การขยับขยายธุรกิจไปในตลาดต่างประเทศถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าตื่นเต้นสำหรับผู้ประกอบการไทย แต่รู้หรือไม่ว่าก่อนจะโกอินเตอร์ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้มีเพียงแค่คุณภาพสินค้าหรือแผนการตลาดเท่านั้น แต่คือการป้องกันทรัพย์สินทางปัญญาของท่านเอง วันนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงได้ออกมาเตือนผู้ประกอบการทุกท่านว่า กรมทรัพย์สินฯ เตือนผู้ส่งออกไทย ต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนโกอินเตอร์ เพื่อป้องกันปัญหาการถูกละเมิดลิขสิทธิ์หรือแบรนด์ถูกผู้อื่นนำไปจดตัดหน้าในต่างประเทศ

หลายครั้งที่เราพบว่าแบรนด์ไทยที่มีชื่อเสียงถูกนำไปแอบอ้าง หรือมีผู้อื่นหัวใสชิงไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างแดนก่อน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการตัวจริงเสียสิทธิ์ในการทำตลาดทันที ดังนั้น การวางแผนจดทะเบียนก่อนส่งออกหรือนำสินค้าไปโชว์ในงานนิทรรศการระดับโลกจึงเป็นกลยุทธ์ที่ขาดไม่ได้

วิธีรับมือหากแบรนด์ไทยถูกละเมิดสิทธิ์

หากวันหนึ่งคุณพบว่าแบรนด์ของคุณถูกละเมิดในต่างแดน อย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่ต้องรีบดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้:

  • ยื่นคัดค้าน: ติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อยื่นคัดค้านการจดทะเบียนของคู่กรณีภายในระยะเวลาที่กฎหมายของประเทศนั้นๆ กำหนด
  • ประสานหน่วยงานรัฐ: กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมเป็นตัวกลางในการสนับสนุนข้อมูลและประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อจัดการกับสินค้าเลียนแบบ

อย่างไรก็ตาม การป้องกันย่อมดีกว่าการตามแก้ไข กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงได้แนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับระบบมาดริด (Madrid Protocol) ซึ่งเป็นทางออกที่ช่วยอำนวยความสะดวกอย่างมากในยุคปัจจุบัน

ทำไมต้องใช้งานระบบมาดริด?

ระบบมาดริดช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใน 132 ประเทศสมาชิกทั่วโลกได้ด้วย “คำขอเดียว ภาษาเดียว และจ่ายค่าธรรมเนียมเพียงครั้งเดียว” ซึ่งนับเป็นทางออกที่ช่วยลดทั้งต้นทุนและเวลาได้อย่างมหาศาล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการบุกตลาดโลกอย่างมืออาชีพ

นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีโครงการ Trademark Monitor ที่ช่วยเฝ้าระวังแบรนด์ของคุณในต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแบรนด์ไทยจะเติบโตอย่างมั่นคงและปลอดภัยจากการถูกละเมิด หากท่านกำลังวางแผนนำสินค้าไปขายต่างประเทศ โปรดจำให้ขึ้นใจว่า กรมทรัพย์สินฯ เตือนผู้ส่งออกไทย ต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนโกอินเตอร์ เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาวครับ

ที่มา – กรมทรัพย์สินฯ เตือนผู้ส่งออกไทย ต้องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าก่อนโกอินเตอร์

เดินหน้ายกระดับแฟรนไชส์สู่สากล พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เดินหน้ายกระดับแฟรนไชส์สู่สากล พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน อย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดงาน แฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ที่ลานนาข่า 1-2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กิจกรรมนี้มุ่งเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยนำแฟรนไชส์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ มาร่วมแสดงสินค้าและบริการหลากหลาย เช่น อาหาร เครื่องดื่ม บริการ และความงาม

เดินหน้ายกระดับแฟรนไชส์สู่สากล พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน

การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจหลักของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สนใจสามารถเลือกแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่างงาน นักลงทุนรายย่อย หรือประชาชนทั่วไป โดยมีโอกาสเจรจาซื้อขายตรงกับเจ้าของแบรนด์ชั้นนำ พร้อมโปรโมชันส่วนลดพิเศษแพ็กเกจแฟรนไชส์ ทำให้เข้าถึงการลงทุนได้ง่ายยิ่งขึ้น สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเงินในท้องถิ่น สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภูมิภาค

ไฮไลต์เด็ดของงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่เพียงแค่นำเสนอแฟรนไชส์เท่านั้น แต่ยังมีบริการให้คำปรึกษาจากสถาบันการเงินชั้นนำ เช่น ธนาคารต่างๆ ที่มาร่วมบูธให้คำแนะนำด้านสินเชื่อและการบริหารจัดการธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษ โปรโมชัน และส่วนลดราคาพิเศษเฉพาะในงานเท่านั้น ทำให้ผู้เข้าร่วมได้ประโยชน์สูงสุด

  • พบแฟรนไชส์กว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ธุรกิจ
  • เจรจาซื้อขายตรง ลดขั้นตอนยุ่งยาก
  • ส่วนลดแพ็กเกจแฟรนไชส์พิเศษสำหรับผู้เริ่มต้น
  • คำปรึกษาการเงินและบริหารธุรกิจฟรี
  • เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่ 10.00-21.00 น. ทุกวัน

ทำไมแฟรนไชส์ถึงเป็นทางเลือกยอดนิยมในภาคอีสาน

ปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งหมด 4,149 แบรนด์ โดยแฟรนไชส์ไทย 686 แบรนด์ และที่พัฒนาโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีถึง 571 แบรนด์ แฟรนไชส์เป็นรูปแบบธุรกิจที่ลดความเสี่ยงสูง เพราะมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก สูตรสำเร็จที่พิสูจน์แล้ว และการสนับสนุนจากเจ้าของหลัก ในภาคอีสานที่มีศักยภาพด้านการค้าและการท่องเที่ยว การลงทุนแฟรนไชส์จึงตอบโจทย์ทั้งรายได้มั่นคงและเติบโตได้รวดเร็ว โดยเฉพาะอาหารพื้นเมืองหรือบริการที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนอีสาน

ตัวอย่างแฟรนไชส์ยอดฮิตที่อาจพบในงาน เช่น ร้านกาแฟชื่อดัง อาหาร街食 ร้านทำผม หรือบริการทำความสะอาด แต่ละแบรนด์พร้อมให้ข้อมูลการลงทุนเริ่มต้นตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงล้านบาท พร้อมแผนธุรกิจชัดเจน นอกจากนี้ DBD ยังช่วยพัฒนาแฟรนไชส์ไทยให้ได้มาตรฐานสากล ทำให้สามารถขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้ในอนาคต

สำหรับผู้สนใจเริ่มต้นธุรกิจ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เช่น ทุนเริ่มต้น ค่าแฟรนไชส์ รายได้คาดหวัง และสัญญา หากไม่แน่ใจ ลองใช้บริการปรึกษาฟรีในงานนี้เลย การลงทุนแฟรนไชส์ไม่เพียงสร้างอาชีพให้ตัวเอง แต่ยังช่วยขยายเศรษฐกิจชุมชน สร้างงานให้คนรุ่นใหม่ในอีสาน

ในมุมมองของผู้เขียน เดินหน้ายกระดับแฟรนไชส์สู่สากล พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน คือโอกาสทองที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจฟื้นตัว หากคุณกำลังมองหาธุรกิจใหม่ รีบมาที่งานนี้เลย! เข้าร่วมได้ฟรี เชิญชวนชาวอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง เช่น หนองคาย สกลนคร มาพบปะนักลงทุนและเจ้าของแฟรนไชส์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สายด่วน 1570 โทร. 0 2547 5953 อีเมล: [email protected]

อย่าพลาดโอกาสสร้างธุรกิจในฝัน มาที่เซ็นทรัลอุดรธานี 5-8 มี.ค. 2569 วันนี้!

ที่มา – เดินหน้ายกระดับแฟรนไชส์สู่สากล พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน

คิง เพาเวอร์ เตรียมจัดกิจกรรมตรุษจีน 2569 ทั้งที่ซอยรางน้ำและภูเก็ต

คิง เพาเวอร์ เตรียมจัดกิจกรรมตรุษจีน 2569 ทั้งที่ซอยรางน้ำและภูเก็ต

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทศกาลตรุษจีน 2569 กันเลย! คิง เพาเวอร์ เตรียมจัดกิจกรรมตรุษจีน 2569 ทั้งที่ซอยรางน้ำและภูเก็ต ด้วยงานสุดยิ่งใหญ่ KING POWER CHINESE NEW YEAR 2026 RACE OF LUCK & JOY ปีม้า ช้อปมหาเฮง ที่จะจัดระหว่างวันที่ 12-22 กุมภาพันธ์ 2569 ช้อปปิ้ง ลุ้นโชค สนุกสุดเหวี่ยงไปกับบรรยากาศตรุษจีนแบบจัดเต็ม

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศนโยบาย VALUE OVER VOLUME เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้ยั่งยืน โดยการจัดอีเวนต์เป็นกลยุทธ์หลักในการกระตุ้นการใช้จ่าย คิง เพาเวอร์ จึงขานรับนโยบายนี้ภายใต้แนวคิด THE POWER OF POSSIBILITIES ที่มุ่งสร้างเดสติเนชันแห่งการเฉลิมฉลองในทุกเทศกาล งานนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าหลงใหล (FASCINATING EXPERIENCE) พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

กำหนดการและสถานที่จัดกิจกรรมตรุษจีน 2569

งาน KING POWER CHINESE NEW YEAR 2026 จะจัดที่สองสาขาหลัก ได้แก่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ในกรุงเทพฯ และคิง เพาเวอร์ ภูเก็ต ระยะเวลาตลอด 11 วันเต็ม เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2569 นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสามารถมาร่วมสนุกได้แบบจุใจ

ไฮไลต์กิจกรรมเด็ดในงานตรุษจีนคิง เพาเวอร์

  • RACE OF LUCK & JOY: แข่งขันสุดมันส์ ลุ้นรางวัลใหญ่ เช่น ทองคำ สินค้าหรู และคูปองส่วนลดมหาศาล
  • ช้อปมหาเฮง: โปรโมชันช้อปปิ้งพิเศษ สินค้านำเข้าจากทั่วโลก ลดสูงสุด 70% เครื่องสำอาง น้ำหอม เสื้อผ้าแบรนด์ดัง
  • บรรยากาศปีม้า: ตกแต่งสวยงามตามธีมม้าแห่งโชคลาภ มีการแสดงมังกรสิงโต การแสดงวัฒนธรรมจีน และซุ้มถ่ายรูปสุดชิค
  • กิจกรรมเสริม: ไหว้พระขอพร เมนูอาหารจีนมงคล และเวิร์กช็อปทำโคมล้าน

ไม่ว่าคุณจะอยู่กรุงเทพฯ หรือภูเก็ต คิง เพาเวอร์ เตรียมจัดกิจกรรมตรุษจีน 2569 ทั้งที่ซอยรางน้ำและภูเก็ต ยังอำนวยความสะดวกเต็มที่ ลูกค้าสามารถช้อปออนไลน์ผ่าน WWW.KINGPOWER.COM และแอป KING POWER เพื่อรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม สอบถามข้อมูลได้ที่ KING POWER CONTACT CENTRE โทร. 1631

เทศกาลตรุษจีนปีนี้ คิง เพาเวอร์ ไม่เพียงมอบความสนุก แต่ยังช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตยั่งยืน ด้วยการผสมผสานวัฒนธรรม ประสบการณ์ช้อปปิ้ง และโปรโมชันที่เข้าถึงทุกคน หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวตรุษจีน 2569 ที่มีทั้งช้อป ชิล และลุ้นโชค งานนี้ตอบโจทย์สุดๆ

อย่ารอช้า! วางแผนไปร่วมงาน KING POWER CHINESE NEW YEAR 2026 กันเถอะ ช้อปให้สุด ลุ้นให้เฮง รอพบกับความมหัศจรรย์ในเทศกาลปีม้าได้เลย

ที่มา – คิง เพาเวอร์ เตรียมจัดกิจกรรมตรุษจีน 2569 ทั้งที่ซอยรางน้ำและภูเก็ต

แฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ เชียงใหม่ ปี 69

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัดกิจกรรม แฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งที่ 2 ปี 2569 ใน จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 15-18 มกราคม 2569 ณ เซ็นทรัลเชียงใหม่ (เซ็นเฟส) งานนี้ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ หรือต้องการขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น

ภายในงาน แฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งที่ 2 ปี 2569 ใน จ.เชียงใหม่ จะมีการรวบรวมแฟรนไชส์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมหลากหลายประเภทธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และค้าปลีก ซึ่งทุกแบรนด์ที่เข้าร่วมงานได้รับการรับรองมาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ผู้สนใจสามารถเลือกลงทุนในธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการและศักยภาพของตนเองได้อย่างมั่นใจ

แฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งที่ 2 ปี 2569 ใน จ.เชียงใหม่

สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจในการเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ ภายในงานยังมีผู้เชี่ยวชาญจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ต่างๆ มาให้คำปรึกษาและแนะนำแนวทางการลงทุนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินเข้าร่วมออกบูธ เพื่อให้ข้อมูลด้านสินเชื่อและแหล่งเงินทุน พร้อมเงื่อนไขพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ เรียกได้ว่าเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ไฮไลท์เด็ดในงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ เชียงใหม่

  • การแสดงสินค้าและจำหน่ายแพ็กเกจแฟรนไชส์น่าสนใจจากหลากหลายแบรนด์
  • โอกาสในการเจรจาธุรกิจ พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการในวงการแฟรนไชส์
  • คำปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนจากสถาบันการเงินชั้นนำ
  • โปรโมชั่นและส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ที่ตัดสินใจลงทุนในงาน

งาน แฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งที่ 2 ปี 2569 ใน จ.เชียงใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีแสดงสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งความรู้และแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจหรือขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้เข้าร่วมงานจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ได้พบปะกับพันธมิตรทางธุรกิจ และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1570 โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953 หรือ อีเมล์ [email protected] อย่าพลาดโอกาสดีๆ ที่จะเปิดประตูสู่ความสำเร็จในธุรกิจแฟรนไชส์

การลงทุนในแฟรนไชส์เป็นการตัดสินใจที่สำคัญ ควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ เพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ งานแฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รวบรวมข้อมูลและตัดสินใจลงทุนอย่างชาญฉลาด

ที่มา – เตรียมจัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งที่ 2 ปี 2569 ใน จ.เชียงใหม่

เตือนนายจ้าง! ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 69

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตือนนายจ้างให้ความสำคัญกับการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 และการรายงานค่าจ้างปี 2568 ให้ทันตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกจ้าง

เตือนนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประกันสังคมปี 2569 ตามกำหนด

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาแจ้งเตือนนายจ้างทุกแห่งให้ดำเนินการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี 2569 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 ที่จะถึงนี้ การดำเนินการอย่างตรงต่อเวลาจะช่วยให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเงินทดแทนอย่างเต็มที่

ช่องทางการชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนั้นมีความหลากหลายและสะดวกสบาย นายจ้างสามารถเลือกชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งประกอบด้วยธนาคารชั้นนำหลายแห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน), ธนาคารดอยซ์ แบงก์, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเจพีมอร์แกน เซส และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด รวมถึงธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ช่องทางเหล่านี้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ นายจ้างยังสามารถชำระเงินได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือ หน่วยบริการของธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด

รายงานค่าจ้างกองทุนเงินทดแทนคืออะไร?

นอกเหนือจากการชำระเงินสมทบแล้ว นายจ้างยังมีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การรายงานค่าจ้างกองทุนเงินทดแทน ประจำปี 2568 ซึ่งต้องดำเนินการภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีช่องทางให้เลือก 2 ช่องทางหลัก ได้แก่:

  • รายงานค่าจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wage): ระบบนี้ช่วยให้นายจ้างสามารถรายงานค่าจ้างได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้
  • รายงานค่าจ้างที่สำนักงานประกันสังคม: นายจ้างสามารถยื่นรายงานค่าจ้างได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานคร/จังหวัด/สาขา

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเน้นย้ำว่า หากนายจ้างพบว่าจำเป็นต้องชำระเงินสมทบเพิ่มเติมหลังจากรายงานค่าจ้างแล้ว จะต้องดำเนินการชำระเงินภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ หากนายจ้างไม่ชำระเงินสมทบภายในกำหนดเวลา หรือ ชำระไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่กำหนด จะต้องชำระเงินเพิ่มตามกฎหมายในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนเงินสมทบต่อเดือนที่ค้างชำระ การไม่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเงินกองทุนโดยรวม และอาจส่งผลต่อการให้สิทธิประโยชน์และความคุ้มครองแก่ลูกจ้างตามกฎหมาย ดังนั้น สำนักงานประกันสังคมจึงขอความร่วมมือนายจ้างทุกท่านให้ปฏิบัติตามกำหนดเวลาและช่องทางที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างและช่วยให้การบริหารกองทุนเงินทดแทนมีประสิทธิภาพสูงสุด การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 ให้ตรงเวลาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 และการรายงานค่าจ้างอย่างถูกต้องและทันเวลาเป็นหน้าที่สำคัญของนายจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับอย่างครบถ้วน อย่าลืมชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2569 ตามกำหนดนะครับ

การเอาใจใส่และปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทุนเงินทดแทนไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อลูกจ้างและสังคมโดยรวมอีกด้วย การมีส่วนร่วมในการสร้างระบบสวัสดิการที่ดีจะนำมาซึ่งความมั่นคงและความผาสุกของทุกคนในสังคม

ที่มา – เตือนนายจ้างชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประกันสังคมปี 2569 ตามกำหนด

เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนเพื่อลูกจ้าง

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน เพื่อให้ลูกจ้างทุกคนได้รับทราบสิทธิประโยชน์ที่ตนเองพึงได้รับ และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน ซึ่งดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้ประชาชนและแรงงานทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแรงงานเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ การดูแลให้ลูกจ้างทุกคนได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึงจึงเป็นเรื่องสำคัญ

สำนักงานประกันสังคมจึงได้จัดตั้งกองทุนเงินทดแทนขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้แก่ลูกจ้างในยามที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน โดยนายจ้างจะเป็นผู้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน

เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน

กองทุนเงินทดแทนให้ความคุ้มครองลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน และเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จะได้รับเงินทดแทนใน 4 กรณีดังนี้:

  1. ค่ารักษาพยาบาล: กองทุนจะดูแลค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 65,000 บาท กรณีบาดเจ็บรุนแรง จะดูแลค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท
  2. ค่าทดแทนรายเดือน: ลูกจ้างจะได้รับค่าทดแทนรายเดือนในอัตราร้อยละ 70% ของค่าจ้างรายเดือน โดยได้รับไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน กรณีแพทย์สั่งให้หยุดพักรักษาตัว ตั้งแต่วันแรก รวมไม่เกิน 1 ปี กรณีสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายไม่เกิน 10 ปี ทุพพลภาพตลอดชีวิต หรือถึงแก่ความตายหรือสูญหาย 10 ปี และค่าทำศพ
  3. ค่าทำศพ: กรณีเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท โดยจะจ่ายให้แก่ทายาท
  4. การฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน: สำหรับลูกจ้างที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน กองทุนจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังนี้:
    • ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านการแพทย์ ไม่เกินครั้งละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายจัดการโครงการไม่เกินรายวันละ 100 บาท โดยรวมแล้วในแต่ละปีไม่เกิน 24,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพและทักษะการทำงาน เพื่อประโยชน์ในอาชีพสมรรถภาพเต็มตามแผนไม่เกิน 40,000 บาท หากเกินต้องเป็นไปตามเหตุจำเป็นไม่เกิน 140,000 บาท แต่กรณีรวมกันไม่เกิน 180,000 บาท โดยเป็นค่าพาหนะการพาลูกจ้างไปยังสถานที่ฝึกอบรมด้วย
    • ค่าใช้จ่ายในส่วนของการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานในอาชีพ ที่นายจ้างต้องตรวจสอบความสามารถของลูกจ้าง โดยรวมไม่เกิน 180,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายในส่วนของการสนับสนุนและบริการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้พนักงานที่เป็นภาวะทุพพลภาพอันเนื่องมาจากอันตราย หรือเจ็บป่วยจากการทำงานโดยไม่เกินปีละ 24,000 บาท

ทำไมต้องเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน?

การสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ลูกจ้างเข้าใจถึงสิทธิและความคุ้มครองที่ตนเองได้รับจากกองทุนนี้ ช่วยให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีเมื่อประสบเหตุอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกจ้างในการทำงานอีกด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพ จะจ่ายได้เฉพาะการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการ

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน 1506 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อผ่านไลน์ @ssothai หรือเว็บไซต์ www.sso.go.th

การที่สำนักงานประกันสังคมเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนนั้น เป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การรับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ของตนเอง จะช่วยให้แรงงานมีความมั่นใจในการทำงาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา – เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนสิทธิประโยชน์ของแรงงานลูกจ้าง

ประกันสังคมแจง ปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ

ประกันสังคมแจงปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

ประกันสังคมแจงรายละเอียดการปรับเพดานค่าจ้างจะมี 3 ระยะ ระหว่างปี 2569-2575 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุดและการคิดเงินสมทบ ย้ำเพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมและนางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ปฏิบัติหน้าที่โฆษกสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยรองโฆษกสำนักงานประกันสังคมและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวโดยระบุคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ… โดยร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้นตามฐานค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้และเพิ่มสิทธิประโยชน์ในส่วนของเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีต่างๆ ให้แก่ผู้ประกันตนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตาย ชราภาพและว่างงาน 

ทั้งนี้ การปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ จะดำเนินการเป็น 3 ระยะ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและลดผลกระทบต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง แบ่งออกเป็น ระยะที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2571 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ระยะที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2572–2574 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

สำหรับการปรับเพดานค่าจ้างจะส่งผลให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายกรณี ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตน ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต หากคำนวณประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ในกรณีต่างๆ ที่มีการปรับเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท เงินทดแทนกรณีต่างๆ ที่ผู้ประกันตนได้รับเพิ่มขึ้น  เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงานที่สามารถรับได้สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน จะปรับเพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน เงินสงเคราะห์การหยุดงานในการคลอดบุตร เพิ่มจาก 22,500 บาท เป็น 26,250 บาทต่อครั้ง เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตเมื่อส่งเงินสมทบ 10 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 90,000 บาท เป็น 105,000 บาท และเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งในกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี จะเพิ่มจาก 3,000 บาท เป็น 3,500 บาทต่อเดือน และในกรณีส่งครบ 25 ปี จะเพิ่มจาก 5,250 บาท เป็น 6,125 บาทต่อเดือน 

นางสาวกาญจนา กล่าวว่า ผู้ประกันตนที่ค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาท ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ ยังคงนำส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้างตามปกติ การปรับเพดานค่าจ้างเป็นการยกระดับหลักประกันด้านรายได้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและระดับค่าจ้างในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เป็นธรรม การจ่ายเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นของนายจ้างและรัฐบาลถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะทำให้ลูกจ้างมีหลักประกันความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนผลดีต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้กับประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานประกันสังคมจะเร่งดำเนินการเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามในร่างกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 ต่อไป

ทำไมต้องปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบ?

การปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีความยั่งยืนและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน

  • ช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงาน เงินสงเคราะห์บุตร เงินบำนาญชราภาพ
  • ทำให้ระบบประกันสังคมมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
  • เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล

การปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนและสร้างความมั่นคงให้กับสังคมโดยรวม อย่ารอช้าที่จะทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้!

ที่มา – ประกันสังคมแจงปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

เร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว เพิ่มรายได้รัฐ

นักวิชาการอิสระสนับสนุนข้อเสนอให้กรมสรรพาสามิตปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว จากปัจจุบันที่มี 2 อัตรา ชี้ว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรานั้นไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านรายได้ของรัฐบาลและในด้านสาธารณสุขโดยรวม

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม รศ.ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ได้กล่าวว่า ตนเองได้เข้าร่วมรับฟังผลการศึกษาเรื่องภาษีสรรพาสามิตบุหรี่ของกรมสรรพาสามิต กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 และยังได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า การสร้างความชัดเจนในเรื่องโครงสร้างภาษีบุหรี่นั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อกลุ่มเกษตรกรในฐานะผู้ผลิต ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะล่าสุดของกรมสรรพาสามิตในการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวให้เร็วที่สุด เพราะผลการศึกษาได้ยืนยันแล้วว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ตามมูลค่าแบบ 2 อัตรานั้นไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านรายได้และผลกระทบต่อสาธารณสุขโดยรวม หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆ คาดการณ์ว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้มากกว่า 7 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยาสูบมีการเติบโตที่ติดลบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบมาตั้งแต่เริ่มใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตราในปี 2560

ทั้งนี้ โครงสร้างภาษีอัตราเดียวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบุหรี่ผิดกฎหมาย หากมีการกำหนดอัตราภาษีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ในวันที่เข้าร่วมรับฟังผลงานวิจัยนั้น กรมสรรพาสามิตได้รับทราบถึงประเด็นดังกล่าวและรวมไว้ในผลการศึกษาแล้ว ดังนั้น การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวในครั้งนี้ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของบุหรี่เถื่อน ในทางกลับกัน บุหรี่เถื่อนกลับเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการใช้ภาษี 2 อัตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเดือนตุลาคม 2564 ที่มีการปรับนโยบายภาษีบุหรี่ครั้งล่าสุด ทำให้บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้นสูง เนื่องจากการที่รัฐบาลในยุคนั้นยังคงเลือกที่จะคงโครงสร้างบุหรี่แบบ 2 อัตราไว้จนถึงปัจจุบัน

รศ.ดร.ภัทรกิตติ์ กล่าวต่อไปว่า รายงาน WHO Report on the Global Tobacco Epidemic (2025) ได้เสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพของภาษียาสูบ ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบโครงสร้างภาษีที่ไม่เป็นมาตรฐานและการยกเว้นโครงสร้างภาษีที่เอื้อประโยชน์ให้ยาสูบบางประเภท จึงอาจอนุมานได้ว่า สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ โครงสร้างภาษียาสูบแบบหลายอัตรา (Multiple Tiers) ซึ่งเอื้อให้ตลาดยาสูบราคาถูกขยายตัว โดยรายงานของ WHO ยังคงพบปัญหานี้ใน 31 ประเทศ จากทั้งหมด 178 ประเทศ ซึ่งใช้ระบบภาษีหลายอัตรา ทำให้มาตรการภาษียาสูบไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการใช้ภาษีอัตราเดียว หรือที่เรียกว่า Uniform Tax Rate

นอกจากนี้ รายงาน WHO ยังได้ยกตัวอย่างประเทศปากีสถาน ซึ่งมีการกำหนดภาษียาสูบที่ซับซ้อน เนื่องจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยาสูบ ในปี 2556 ปากีสถานได้นำระบบภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบ 2 อัตรามาใช้ แม้ว่ารายได้จากภาษีจะเพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่ในหลายปีต่อมารายได้ของรัฐบาลกลับลดลง ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่ผู้ผลิตรายงานยอดการผลิตสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ในปี 2560 รัฐบาลได้กำหนดเพิ่มอัตราภาษีอีก 1 ชั้น รวมเป็นอัตราภาษี 3 อัตรา เพื่อลดภาษีให้กับบุหรี่ราคาถูก แต่มาตรการนี้กลับส่งผลเสีย ทำให้รายได้จากภาษียาสูบของรัฐบาลลดลงประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2561 เพียงปีเดียว และเป็นเหตุให้ประเทศปากีสถานยุบรวมภาษี 3 อัตราจนเหลือ 2 อัตรา ในปี 2562

เร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว

ทำไมต้องเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียว?

ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจให้โครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว โดยไม่ควรรอรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง เพราะจะส่งผลต่อรายได้ของรัฐบาลจากภาษีบุหรี่ที่สูญหายไปเป็นจำนวนมาก การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น และยังส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวอีกด้วย

การตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาดและรวดเร็วในเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล เกษตรกร และประชาชน

ที่มา – เสนอเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้มีอัตราเดียวหลังรัฐสูญรายได้กว่า 7 หมื่นล้าน

OR หวังดันยอดคนเข้า PTT Station 5 ล้านคน/วัน

OR ตั้งเป้าดึงคนเข้า PTT Station 5 ล้านคน/วัน ภายในปี 2571 พร้อมกระตุ้นให้อยู่นานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น CEO คาดการณ์ราคาน้ำมันปี 2569 ไม่ต่างจากปี 2568 และเชื่อว่าธุรกิจ EV ไม่ได้มาแทนที่ธุรกิจน้ำมัน

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า OR จะเน้นลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา และกัมพูชา เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานและสามารถต่อยอดธุรกิจได้ โดยเฉพาะในลาวที่มีสถานีบริการ PTT Station เกือบทุกจังหวัด และกัมพูชาที่แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง แต่ก็ยังคงมีความสำคัญในแผนการลงทุนของ OR

ถึงแม้สถานการณ์ความขัดแย้งในกัมพูชาจะส่งผลกระทบต่อยอดขายลดลงประมาณ 50-60% แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2-3% ของกำไรทั้งหมดของ OR อย่างไรก็ตาม OR ยังคงเดินหน้าตามแผนการลงทุนในกัมพูชา โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการลงทุนและดำเนินธุรกิจภายในเดือนมกราคม 2569

CEO ของ OR ยังกล่าวอีกว่า คาดการณ์ราคาน้ำมันในปี 2569 จะยังคงใกล้เคียงกับปัจจุบันที่ 60-70 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แม้ว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ราคาน้ำมันในระดับนี้ยังไม่จูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ EV มากนัก

สำหรับการปิดสาขาร้านกาแฟคาเฟ่ อเมซอนในเวียดนามนั้น เป็นการยุติการทำธุรกิจทั้งหมด เนื่องจากไม่สามารถนำความสำเร็จในไทยไปใช้ได้ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับต้นทุนแฝงที่สูง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีแผนที่จะปิดหรือเปิดธุรกิจกาแฟคาเฟ่ อเมซอนที่อื่นเพิ่มเติม

รายได้ 4% ของ OR มาจากกลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์ แต่คิดเป็นสัดส่วน 30-40% ของกำไรทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี OR จึงต้องการขยายสัดส่วนรายได้ในกลุ่มธุรกิจนี้ให้มากขึ้น โดยใช้ข้อมูล (Data) เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า

ปัจจุบัน OR มีส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจประมาณ 36% โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดผู้เข้าใช้บริการสถานีบริการ PTT Station ให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มยอดผู้เข้าใช้สถานีบริการ PTT Station เป็น 5 ล้านคน/วัน ภายในปี 2571 จากปัจจุบัน 3.9 ล้านคน/วัน และตั้งเป้าหมายปี 2569 ที่ 4.3 ล้านคน/วัน การเพิ่มยอดผู้ใช้บริการนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อการเติมน้ำมัน แต่เพื่อให้ผู้ใช้บริการใช้เวลาในสถานีบริการนานขึ้น และเพิ่มยอดขาย

OR หวังดันยอดคนเข้า PTT Station 5 ล้านคน/วัน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR กล่าวถึงธุรกิจ EV ว่า OR มองว่าธุรกิจ EV ไม่ได้เข้ามาแทนที่ธุรกิจน้ำมัน แต่เป็นการต่อยอดโครงสร้างธุรกิจเดิม เพื่อตอบโจทย์พลังงานสะอาด และสร้างโอกาสใหม่ให้กับสถานีบริการ PTT Station เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกด้านพลังงานสะอาด และใช้เวลาในสถานีบริการนานขึ้น ดังนั้น OR จึงมีการปรับปรุงสถานีบริการให้รองรับระยะเวลาการชาร์จ EV ที่นานขึ้น เพื่อให้ลูกค้าใช้เวลาภายในสถานีบริการเพิ่มมากขึ้น โดยมีแนวทางดังนี้:

กลยุทธ์ OR เพื่อดันยอดคนเข้า PTT Station 5 ล้านคน/วัน

  • Time Spent Expansion: เพิ่มเวลาใช้บริการจาก 5 นาที เป็น 45 นาที ผ่านการพัฒนาพื้นที่ทั้งสถานีบริการ PTT Station และ OR SPACE รวมถึงบริการเสริมต่างๆ ในสถานีบริการ
  • Energy Transition to EV Charging: ให้ EV Charging เป็นฟังก์ชันหลักที่ดึงลูกค้าให้เข้ามาใช้สถานีในระยะเวลานานขึ้น และเชื่อมต่อสู่การขยาย Ecosystem ที่สมบูรณ์ภายในสถานี
  • Diverse F&B Ecosystem: ขยายแบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม ทั้งของ OR และพันธมิตร ครอบคลุมร้านกาแฟคาเฟ่ อเมซอน, เขียง, Pacamara, QSR (Quick Service Restaurant) ใหม่ และแบรนด์หน้าใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า
  • Lifestyle & Daily Services: เพิ่มบริการด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ เช่น คลินิกโอบอ้อม, found&found, Otteri เพื่อรองรับบริการใช้ประจำวัน และเพิ่มเวลาการใช้บริการภายในสถานี
  • Traffic Enhancement to OR Ecosystem OR SPACE: ปรับโฉม Ecosystem ของ OR แบบใหม่ในอนาคต เพื่อรองรับ Energy Transition และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ที่เชื่อมต่อกันภายในสถานีบริการ

OR มุ่งมั่นที่จะพัฒนาสถานีบริการ PTT Station ให้เป็นมากกว่าจุดแวะพักเติมน้ำมัน แต่เป็นศูนย์กลางที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าทุกคน ด้วยเป้าหมายที่จะดันยอดคนเข้า PTT Station ให้ได้ 5 ล้านคน/วัน และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ

จากแผนธุรกิจที่ OR วางไว้ เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาที่น่าสนใจในสถานีบริการ PTT Station อย่างแน่นอน จับตาดูการเติบโตของ OR และการเปลี่ยนแปลงในวงการธุรกิจพลังงานและค้าปลีกกันต่อไป

ที่มา – OR หวังดันยอดคนเข้า PTT Station ให้ได้ 5 ล้านคน/วัน อยู่นาน-ใช้เงินมากขึ้น

Scroll to top