ข่าวโซเชียล

คริสปี้ ครีม อัปเดตล่าสุด กู้คืนบัญชีไลน์ได้แล้วใช้งานได้ตามปกติ

คริสปี้ ครีม อัปเดตล่าสุด กู้คืนบัญชีไลน์ได้แล้วใช้งานได้ตามปกติ

แฟนคลับโดนัทชื่อดังต้องเฮ! เมื่อทาง คริสปี้ ครีม อัปเดตล่าสุด กู้คืนบัญชีไลน์ได้แล้วใช้งานได้ตามปกติ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีประเด็นข่าวเรื่องบัญชี LINE Official Account ของแบรนด์ถูกแฮก จนทำให้หลายคนกังวลใจเรื่องความปลอดภัย วันนี้เรามาสรุปรายละเอียดเพื่อให้ทุกคนสบายใจและกลับมาใช้บริการสั่งโดนัทสุดโปรดกันได้อย่างมั่นใจอีกครั้งครับ

หากพูดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีในการใช้โซเชียลมีเดีย โดยทางแบรนด์ได้ออกประกาศแจ้งเตือนลูกค้าให้ระมัดระวังข้อความแปลกปลอมที่ถูกส่งมาจากบัญชีที่ถูกแฮก ซึ่งมักจะเป็นลิงก์เว็บไซต์ที่ไม่น่าไว้วางใจ การที่ คริสปี้ ครีม อัปเดตล่าสุด กู้คืนบัญชีไลน์ได้แล้วใช้งานได้ตามปกติ จึงเป็นข่าวดีที่แสดงถึงความรับผิดชอบและมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วของทีมงาน เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าทุกคน

ข้อควรปฏิบัติหากได้รับลิงก์ต้องสงสัย

แม้ว่าตอนนี้ คริสปี้ ครีม อัปเดตล่าสุด กู้คืนบัญชีไลน์ได้แล้วใช้งานได้ตามปกติ แล้ว แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการใช้งานแอปพลิเคชัน LINE ทางแบรนด์ได้แนะนำข้อควรปฏิบัติไว้ดังนี้ครับ:

  • หากท่านได้รับข้อความหรือลิงก์ปริศนาในช่วงที่ผ่านมา ให้รีบลบข้อความนั้นทิ้งทันที
  • หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาโดยเด็ดขาด
  • ห้ามกรอกข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือข้อมูลทางการเงินโดยเด็ดขาดหากพบข้อความขอข้อมูลที่น่าสงสัย

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการเตือนภัยให้เราทุกคนหันมาตรวจเช็คความปลอดภัยทางดิจิทัลของตนเองมากขึ้น การเลือกกดลิงก์ต่าง ๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่าเป็นช่องทางหลักของ Official Account จริงหรือไม่ เพราะความปลอดภัยในโลกออนไลน์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราไม่ควรละเลยครับ

สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่รอโปรโมชั่นดีๆ จากทางแบรนด์ ก็สามารถกลับมากดสั่งโดนัทผ่านช่องทาง LINE ของ Krispy Kreme Thailand ได้ตามปกติเหมือนเดิมเลยครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการทานโดนัทแสนอร่อยอย่างมั่นใจและปลอดภัยตลอดไปครับ!

ที่มา – “คริสปี้ ครีม” อัปเดตล่าสุด กู้คืนบัญชีไลน์ได้แล้ว สามารถใช้งานได้ตามปกติ

คริสปี้ ครีม ประเทศไทย ถูกแฮกบัญชี เตือนอย่ากดลิงก์ที่มีลักษณะผิดปกติเด็ดขาด

คริสปี้ ครีม ประเทศไทย ถูกแฮกบัญชี เตือนอย่ากดลิงก์ที่มีลักษณะผิดปกติเด็ดขาด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สายหวานต้องรีบเช็กด่วนเลยครับ เมื่อล่าสุดทาง Krispy Kreme Thailand แบรนด์โดนัทชื่อดังได้ออกมาประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า บัญชี LINE Official Account ของทางแบรนด์ได้ถูกผู้ไม่หวังดีเข้าถึงโดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งเหตุการณ์ คริสปี้ ครีม ประเทศไทย ถูกแฮกบัญชี เตือนอย่ากดลิงก์ที่มีลักษณะผิดปกติเด็ดขาด ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใช้บริการทุกคนต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวหรือความปลอดภัยทางดิจิทัลของเราตกอยู่ในความเสี่ยง

วิธีรับมือเมื่อ คริสปี้ ครีม ประเทศไทย ถูกแฮกบัญชี เตือนอย่ากดลิงก์ที่มีลักษณะผิดปกติเด็ดขาด

หากคุณเป็นแฟนคลับของร้านคริสปี้ ครีม และได้ติดตาม LINE OA ของแบรนด์ไว้ สิ่งที่ต้องทำทันทีในขณะนี้คือการตั้งสติและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ดังนี้:

  • อย่าคลิกเด็ดขาด: หากมีข้อความแจ้งเตือน โปรโมชันแปลกๆ หรือลิงก์เว็บไซต์ที่ดูไม่น่าไว้ใจส่งมาจากบัญชีไลน์ของคริสปี้ ครีม ห้ามกดเข้าไปดูโดยเด็ดขาด เพราะนั่นอาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ดึงข้อมูลส่วนตัวของคุณ
  • ตรวจสอบความผิดปกติ: สังเกตลักษณะข้อความที่ส่งมา หากมีความผิดปกติของภาษา หรือรูปภาพโปรโมชันที่ดูไม่เป็นทางการ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบัญชีที่ถูกแฮก
  • ติดตามข่าวสารจากช่องทางหลัก: แนะนำให้ตรวจสอบสถานะการแก้ไขปัญหาได้ทางหน้าแฟนเพจ Facebook หรือเว็บไซต์ทางการของ Krispy Kreme Thailand เท่านั้น

ในขณะนี้ ทางแบรนด์กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อกู้คืนบัญชีให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติและปลอดภัยที่สุดครับ ทางทีมงานขอฝากความห่วงใยให้ทุกคนหมั่นตรวจสอบการแจ้งเตือนจากบัญชีต่างๆ ที่เรากดติดตามอยู่เสมอ เพราะในยุคที่มิจฉาชีพออนไลน์มีกลโกงที่แนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ การมีสติและไม่กดลิงก์ที่น่าสงสัยเพียงแค่คลิกเดียว ก็สามารถช่วยรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ดีที่สุดครับ

ที่มา – คริสปี้ ครีม ประเทศไทย ถูกแฮกบัญชี เตือนอย่ากดลิงก์ที่มีลักษณะผิดปกติเด็ดขาด

“เฮียมอม้า” เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว หลังตบดีเจ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับเหตุการณ์ที่ “เฮียมอม้า” เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว หลังตบดีเจ กลางสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น เพียงเพราะไม่พอใจที่เปิดเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ให้หญิงสาวร่วมโต๊ะช้าเกินไป จนเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตถึงขั้นมีการแจ้งความดำเนินคดีกันเลยทีเดียว

สรุปเหตุการณ์ “เฮียมอม้า” เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว หลังตบดีเจ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีนักท่องเที่ยวชายวัย 56 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม “เฮียมอม้า” ได้ไปใช้บริการร้านบันเทิงและได้มีการขอเพลงเพื่อฉลองวันเกิด แต่เมื่อดีเจไม่ได้เปิดให้ตามใจปรารถนา จึงเกิดบันดาลโทสะเข้าไปตบศีรษะดีเจถึง 3 ครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ฐานทำร้ายร่างกาย “เฮียมอม้า” เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว หลังตบดีเจ ไม่พอใจเปิดเพลง HBD ช้า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ได้ดำเนินการเรียกตัวมาให้ปากคำตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

รายละเอียดคดีและการรับโทษทางกฎหมาย

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ใช้กำลังทำร้ายร่างกาย โดยไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391
  • มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ในขั้นตอนถัดไป ทางเจ้าหน้าที่จะรวบรวมสำนวนส่งฟ้องอัยการเพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

หลายคนอาจสงสัยว่า กต.ตร. มีอำนาจเหนือใครหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า “เฮียมอม้า” เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว หลังตบดีเจ นั้นไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น โดยหลังจากเกิดเหตุเจ้าตัวได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง กต.ตร. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จริยธรรมและการปฏิบัติตนในที่สาธารณะ

เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับสายปาร์ตี้ทุกคน การควบคุมอารมณ์และให้เกียรติผู้ให้บริการคือสิ่งสำคัญที่สุด แม้จะมีสถานะทางสังคมอย่างไร แต่กฎหมายย่อมไม่ได้ยกเว้นให้กับผู้ที่ใช้ความรุนแรง การแสดงสิทธิ์ในการบริการควรทำอย่างสุภาพและรู้กาลเทศะ หากเกิดความไม่พอใจ การสื่อสารด้วยเหตุผลย่อมดีกว่าการใช้กำลังเสมอ

บทเรียนในครั้งนี้ย้ำเตือนให้เห็นว่า ความใจร้อนเพียงชั่ววูบสามารถเปลี่ยนความสนุกในคืนวันเกิดให้กลายเป็นคดีความที่ต้องเสียทั้งเงินและเสียทั้งชื่อเสียงอย่างน่าเสียดาย หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นกรณีศึกษาให้สังคมไทยหันมาใช้สติมากกว่าอารมณ์ในการแก้ปัญหาครับ

ที่มา – “เฮียมอม้า” เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว หลังตบดีเจ ไม่พอใจเปิดเพลง HBD ช้า

ดีเจแจ้งความ หลังโดนหนุ่มกร่างปรี่ตบหัว ฉุนเปิดเพลง HBD ช้าไม่ทันใจ

ดีเจแจ้งความ หลังโดนหนุ่มกร่างปรี่ตบหัว ฉุนเปิดเพลง HBD ช้าไม่ทันใจ

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล เมื่อมีดีเจหนุ่มรายหนึ่งออกมาโพสต์คลิปเหตุการณ์ไม่คาดฝันขณะกำลังทำหน้าที่เปิดเพลงในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งที่จังหวัดขอนแก่น เขาตกเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายร่างกายเพียงเพราะนักท่องเที่ยวรายหนึ่งไม่พอใจที่คำขอเพลงถูกรอนานเกินไปจนทนไม่ไหว ดีเจแจ้งความ หลังโดนหนุ่มกร่างปรี่ตบหัว ฉุนเปิดเพลง HBD ช้าไม่ทันใจ หลังจากที่เขาถูกตบเข้าที่ศีรษะหลายครั้ง ท่ามกลางความตกใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์สุดเดือด

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อดีเจผู้เสียหายได้รับคำขอเพลงวันเกิด (HBD) ให้กับลูกค้าท่านหนึ่ง แม้เอ็มซีจะประกาศแจ้งไปแล้ว แต่ด้วยจังหวะเพลงที่ยังไม่ถึงรอบการเปลี่ยน ทำให้ผู้ก่อเหตุเกิดอาการหัวร้อนบุกเข้าประชิดตัวในบูธดีเจ พร้อมข่มขู่และลงมือทำร้ายร่างกายอย่างอุกอาจ ท่ามกลางความงุนงงของทีมงานและเพื่อนๆ ที่อยู่ในร้าน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การใช้ความรุนแรงเพียงเพราะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการอย่างทันท่วงทีนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับได้จริงหรือในสังคมปัจจุบัน

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบประเด็นที่คนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะคู่กรณีที่มาทำร้ายร่างกายดีเจนั้น ปรากฏชื่อว่าเป็นหนึ่งใน กต.ตร.สภ.เมืองขอนแก่น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการใช้อำนาจหรืออิทธิพลมาพ่วงกับพฤติกรรมกร่างในลักษณะนี้

ขั้นตอนการดำเนินคดีและการให้ความเป็นธรรม

ความคืบหน้าล่าสุด นายภัทระ ดีเจที่ถูกทำร้ายได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยทางด้าน พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้บสืบธัญนิจ ผู้กำกับการ สภ.เมืองขอนแก่น ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและออกหมายเรียกคู่กรณีมาสอบปากคำ เบื้องต้นมีข้อมูลดังนี้:

  • ผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกาย
  • มีการตรวจสอบสถานะของคู่กรณีที่มีตำแหน่ง กต.ตร.
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะทำคดีตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐาน

เหตุการณ์นี้เตือนสติเราทุกคนว่า การอยู่ร่วมกันในสังคมโดยเฉพาะในสถานบันเทิง ควรมีความอดทนอดกลั้นและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตเพียงใด การใช้อำนาจเพื่อข่มขู่หรือทำร้ายผู้อื่นเป็นสิ่งที่สังคมสมัยนี้ยากจะยอมรับได้ และเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะตัดสินเหตุการณ์นี้อย่างชัดเจน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ทำมาหากินสุจริตต่อไป

ที่มา – ดีเจแจ้งความ หลังโดนหนุ่มกร่างปรี่ตบหัว ฉุนเปิดเพลง HBD ช้าไม่ทันใจ

อ.เจษฎ์ เผยสาเหตุฟ้าผ่าไรเดอร์ขณะขี่มอเตอร์ไซค์บนสะพาน

อ.เจษฎ์ เผยสาเหตุฟ้าผ่าไรเดอร์ขณะขี่มอเตอร์ไซค์บนสะพาน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากครับ สำหรับกรณีเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นกับพนักงานส่งอาหารหรือ อ.เจษฎ์ เผยสาเหตุฟ้าผ่า ไรเดอร์ ขณะขี่รถจักรยานยนต์ บนสะพานต่างระดับรัชวิภา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งหลายคนต่างตั้งคำถามและเกิดความสงสัยว่า อะไรกันแน่ที่เป็นตัวล่อให้เกิดฟ้าผ่าในครั้งนี้ วันนี้เราจะมาสรุปคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จากอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ เพื่อไขข้อข้องใจเรื่องนี้กันครับ

ความจริงเบื้องหลัง อ.เจษฎ์ เผยสาเหตุฟ้าผ่า ไรเดอร์ ขณะขี่รถจักรยานยนต์ บนสะพานต่างระดับรัชวิภา

อาจารย์เจษฎ์ได้ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้มีวัตถุใดเป็นตัวล่อฟ้า อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ โทรศัพท์มือถือ หมวกกันน็อค หรือกล่องเก็บของท้ายรถ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ฟ้าผ่าลงมาครับ แต่เป็นเรื่องของ ‘ความโชคร้าย’ ที่ผู้ขับขี่อยู่ผิดที่ผิดเวลาในขณะที่เกิดฝนฟ้าคะนอง

  • จุดเสี่ยงสูง: การขับขี่บนที่โล่งแจ้งหรือจุดที่สูงเด่นอย่างสะพานต่างระดับ คือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะประจุไฟฟ้าในอากาศจะหาจุดที่ต่ำที่สุดเพื่อลงสู่พื้นดิน โดยมักจะผ่านวัตถุที่อยู่สูงที่สุดในบริเวณนั้น
  • รอยไหม้จากสร้อยคอ: หลายคนเห็นรอยบนตัวผู้บาดเจ็บแล้วคิดว่าสร้อยคอล่อฟ้า ความจริงคือกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าทำให้โลหะเกิดความร้อนสะสมและการเหนี่ยวนำ จนผิวหนังบริเวณนั้นไหม้ ไม่ใช่ว่าสร้อยเป็นตัวดึงดูดฟ้าผ่าครับ
  • ความต่างของรถยนต์และมอเตอร์ไซค์: รถยนต์มีโครงสร้างโลหะที่ทำหน้าที่เป็น ‘กรงฟาราเดย์’ ช่วยป้องกันผู้ขับขี่ แต่สำหรับรถจักรยานยนต์นั้นไม่มีโครงสร้างป้องกัน ผู้ขับขี่จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกายโดยตรง

หากถามว่า อ.เจษฎ์ เผยสาเหตุฟ้าผ่า ไรเดอร์ ขณะขี่รถจักรยานยนต์ บนสะพานต่างระดับรัชวิภา อย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดที่อาจารย์ฝากไว้คือข้อควรระวังในช่วงฤดูฝนครับ

วิธีป้องกันตัวให้ปลอดภัยจากฟ้าผ่า

สำหรับใครที่จำเป็นต้องใช้มอเตอร์ไซค์เป็นประจำในหน้าฝน ผมขอแนะนำหลักการง่ายๆ เพื่อความปลอดภัยครับ:

  • หลีกเลี่ยงการขับขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นสะพานสูงหรือที่โล่งในขณะที่ฟ้าคะนองรุนแรง
  • หากมองไม่เห็นทางหรือฝนตกหนัก ควรรีบหาที่หลบในอาคารที่มั่นคงหรือใต้โครงสร้างสะพานที่ปลอดภัย
  • หลีกเลี่ยงการจอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่หรือป้ายโฆษณา เพราะเสี่ยงทั้งฟ้าผ่าและต้นไม้โค่นทับ
  • อย่าใช้โทรศัพท์มือถือขณะเกิดฝนฟ้าคะนองใกล้ตัว แม้จะไม่ใช่ตัวล่อฟ้า แต่หากฟ้าผ่าใกล้ๆ การช็อตจากกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำก็เป็นอันตรายต่อใบหน้าอย่างมากครับ

ผมเชื่อว่าความรู้เท่าทันทางวิทยาศาสตร์จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน อย่าชะล่าใจและขอให้ทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยนะครับ

ที่มา – “อ.เจษฎ์” เผยสาเหตุฟ้าผ่า “ไรเดอร์” ขณะขี่รถจักรยานยนต์ บนสะพานต่างระดับรัชวิภา

รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของทุกคนเพียงปลายนิ้วสัมผัส การเสพข้อมูลข่าวสารย่อมรวดเร็ว แต่รู้หรือไม่ว่าการเพียงแค่ “นิ้วเพลิน” ไปกดไลค์หรือแชร์คอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้คุณกลายเป็นผู้กระทำความผิดโดยไม่รู้ตัว ปัจจุบัน รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักให้มาก เพราะกฎหมายไม่ได้เอาผิดแค่ผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้รับสารที่ส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นด้วย

รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี

การเผยแพร่สื่อลามกอนาจารไม่เพียงแต่ผิดศีลธรรม แต่ยังผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่างร้ายแรง โดยเจ้าหน้าที่รัฐได้เน้นย้ำถึงมาตรา 14 (4) และ (5) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกคนต้องทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นจำเลยสังคมและจำเลยกฎหมาย

อันตรายจากการกดไลค์และแชร์คลิปที่ผิดกฎหมาย

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการกดไลค์เพียงเพราะเห็นว่าเพื่อนแชร์หรือเห็นว่าเป็นกระแสไวรัลจะไม่ส่งผลเสีย แต่ตามกฎหมายแล้ว การที่ รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี นั้น ครอบคลุมไปถึงการส่งต่อข้อมูลลามกอนาจารโดยที่เรารู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่านั่นคือสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้นก่อนจะกดปุ่มแชร์หรือไลค์ ต้องหยุดคิดและตรวจสอบให้ดีก่อนเสมอ

หากคุณพบเห็นข้อมูลที่เข้าข่ายลามกอนาจาร วิธีการรับมือที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดมีดังนี้:

  • อย่ากดไลค์ อย่ากดแชร์ และอย่าแสดงความคิดเห็นใดๆ เพราะเป็นการเพิ่มการมองเห็นให้กับเนื้อหาที่ผิด
  • กดปุ่มรายงาน (Report) บนแพลตฟอร์มนั้นๆ เพื่อให้ระบบทำการตรวจสอบและลบเนื้อหาออก
  • รวบรวมหลักฐานและแจ้งเบาะแสไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ผ่านสายด่วน 1441 ทันที

ท้ายที่สุด การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์คือหน้าที่ของทุกคน การไม่สนับสนุนคอนเทนต์ขยะเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามกฎหมาย แต่ยังช่วยยับยั้งการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อาจเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ง่าย การร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับสังคมออนไลน์ของเราทุกคนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือน คนเผยแพร่-ไลค์-แชร์คลิปลามกอนาจาร โทษปรับสูงสุด 1 แสน คุก 5 ปี

ดราม่า ไลฟ์สดร่วมเพศ ว่อนโซเชียล กรมควบคุมโรคแจงด่วน

ดราม่า ไลฟ์สดร่วมเพศ ว่อนโซเชียล กรมควบคุมโรคแจงด่วน

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่มีการแชร์คลิป ไลฟ์สดร่วมเพศ แบบโจ่งแจ้งไม่มีเซ็นเซอร์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย จนทำให้ชาวเน็ตตาดีหลายคนเข้าไปพบเห็นเพจดังและหน่วยงานราชการอย่าง กรมควบคุมโรค เข้าไปปรากฏชื่ออยู่ในรายการผู้ชมไลฟ์ดังกล่าวด้วย ทำเอาเกิดคำถามตามมามากมายว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เหตุการณ์กระแสฮือฮานี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา เมื่อมีเพจอวตารจำนวนหนึ่งแชร์คลิป 18+ ที่ผิดกฎระเบียบของแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กพากันเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม และหลายคนตกใจที่พบเห็นบัญชีทางการเข้าไปชม จนกลายเป็นประเด็นว่าทำไมหน่วยงานรัฐถึงเข้าไปอยู่ในจุดนั้น

ทำไม กรมควบคุมโรค ถึงโผล่ในคลิป ไลฟ์สดร่วมเพศ ?

ล่าสุด ทางแอดมินของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างทันควันว่า ทางหน่วยงานไม่ได้ตั้งใจเข้าไปชมเพื่อความบันเทิงแต่อย่างใด แต่มีลูกเพจส่งลิงก์เข้ามาแจ้งเพื่อให้ทางแอดมินเข้าไปตรวจสอบว่ามีความผิดปกติอย่างไร ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วทางแอดมินจึงได้ส่งแจ้งสแปมไปยังระบบของเฟซบุ๊กทันที เพื่อระงับเนื้อหาดังกล่าวให้เร็วที่สุด

  • แอดมินยืนยันว่าเข้ามาเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและแจ้งรายงาน (Report)
  • ขออภัยในภาพที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด
  • ใช้โอกาสนี้ในการรณรงค์เรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ทางแอดมินยังได้ทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันนั้นอันตรายมาก พร้อมกับแนะนำช่องทางในการขอรับถุงยางอนามัยฟรี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันโรคได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยครับ

วิธีเบิกถุงยางอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันโรค

นอกจากดราม่า ไลฟ์สดร่วมเพศ ที่เราได้เห็นกันไปแล้ว กรมควบคุมโรคยังฝากเน้นย้ำเรื่องสุขภาพทางเพศ โดยคุณสามารถขอรับอุปกรณ์ป้องกันได้ง่ายๆ ดังนี้

อยากได้ถุงยางอนามัยหรือชุดตรวจหาเชื้อ HIV เบิกได้ฟรี! เพียงคุณเข้าใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ หรือติดต่อสำนักงานสาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรตระหนักมากกว่าการไปให้ความสนใจกับคลิปที่ไม่เหมาะสมบนโซเชียลมีเดีย

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไปไวแบบนี้ การใช้วิจารณญาณในการรับชมและรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมถือเป็นเรื่องที่ทุกคนควรทำร่วมกันครับ และอย่าลืมว่าสุขภาพทางเพศป้องกันได้ หากเรามีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง

ที่มา – “ไลฟ์สดร่วมเพศ” ว่อนโซเชียล “กรมควบคุมโรค” แจงเหตุร่วมชม พร้อมแนะวิธีเบิกถุงยางฟรี

“กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานฯ” โต้ผลสำรวจสินบน

“กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานแห่งชาติฯ” โต้ปมผลสำรวจเอกชน อ้างรับสินบนมากที่สุด เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมไทยในขณะนี้ หลังจากผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่าหน่วยงานรัฐบางแห่งมีปัญหาคอร์รัปชันสูง โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษที่ถูกจัดอันดับสินบนสูงสุดต่อครั้งถึง 102,160 บาท และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยู่อันดับ 9 มูลค่า 68,000 บาท กรมทั้งสองได้ออกมาโต้แย้งทันที ยืนยันความโปร่งใสและเรียกร้องหลักฐาน

“กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานแห่งชาติฯ” โต้ปมผลสำรวจเอกชน อ้างรับสินบนมากที่สุด

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้แถลงข่าวพร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ แสดงพลังยืนยันว่า กรมยึดมั่นในหลัก “องค์กรแห่งความโปร่งใส” ไม่มีช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ การปฏิบัติงานซื่อสัตย์สุจริต ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ผลสำรวจดังกล่าวซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้บริหารธุรกิจ 401 ราย ระหว่าง 26 มี.ค. – 10 เม.ย. 2569 ทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับแหล่งที่มาของข้อมูล

ชี้แจงภารกิจกรมควบคุมมลพิษ

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มีหน้าที่หลักควบคุม กำกับดูแล ฟื้นฟูมลพิษ ออกกฎกระทรวง ประกาศ และบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน ไม่มีอำนาจอนุมัติใบอนุญาต ให้เอกชนหรือรัฐ จึงไม่มีโอกาสรับสินบนตามที่กล่าวอ้าง จัดซื้อจัดจ้างยึดกฎกรมบัญชีกลาง มีการแข่งขันโปร่งใส และนโยบาย No Gift Policy งดรับของขวัญทุกรูปแบบ

คพ. จึงขอให้ กกร. ชี้แจงที่มาข้อมูลมูลค่าสินบน 102,160 บาท มีพยานหลักฐานหรือไม่ กระบวนการวิเคราะห์อย่างไร และส่งเอกสารรับรองสำเนาถูกต้องภายใน 7 วัน หากไม่มี จะถือเป็นการกล่าวหาที่ทำให้เสียหาย กระทบขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ ขอให้ กกร. ขอโทษอย่างเป็นทางการ

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตอบโต้เด็ดขาด

ส่วนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โพสต์แถลงการณ์บนเฟซบุ๊ก รับทราบผลสำรวจที่จัดอันดับ 9 มูลค่าสินบน 68,000 บาท อธิบดีสั่งตรวจสอบกระบวนการติดต่อเอกชนทันที ยืนยันไม่มีนโยบายเรียกรับผลประโยชน์ หากพบผิดจะลงโทษวินัยและอาญาขั้นสูงสุด ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษาศักดิ์ศรีข้าราชการที่ซื่อสัตย์

ประชาชนแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1362 ตลอด 24 ชม. หรือศูนย์ราชการสะดวก 02-561-0777 ต่อ 1240 กรมมุ่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วยธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้

  • มาตรการป้องกันคอร์รัปชันของหน่วยงานรัฐ:
  • ยึดนโยบาย No Gift Policy
  • จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใสตามกฎหมาย
  • ตรวจสอบภายในและภายนอกอย่างเข้มงวด
  • เปิดช่องทางร้องเรียน 24 ชม.
  • ลงโทษผู้กระทำผิดเด็ดขาด

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันที่ยังเป็นวิกฤตโครงสร้างในไทย บั่นทอนธุรกิจและความเชื่อมั่นประชาชน แต่การตอบโต้ของหน่วยงานแสดงถึงความมุ่งมั่นต่อสู้ปัญหา ช่วยเสริมภาพลักษณ์องค์กรโปร่งใส

ในมุมมองผู้เขียน การสำรวจเช่นนี้มีคุณค่าหากข้อมูลน่าเชื่อถือและนำไปสู่การแก้ไขจริง หน่วยงานรัฐควรใช้โอกาสนี้ยกระดับธรรมาภิบาลให้สูงขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนและประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต

ที่มา – “กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานแห่งชาติฯ” โต้ปมผลสำรวจเอกชน อ้างรับสินบนมากที่สุด

สมศักดิ์ปูอบ ปิดสาขาราชพฤกษ์ วันสุดท้าย 30 พ.ค. 2569

สมศักดิ์ปูอบ ปิดสาขาราชพฤกษ์ แล้ว! ร้านปูอบชื่อดังที่หลายคนชื่นชอบประกาศปิดตัวสาขานี้อย่างเป็นทางการ โดยวันสุดท้ายที่จะเปิดให้บริการคือ 30 พฤษภาคม 2569 หรืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเท่านั้น ข่าวนี้สร้างความเสียใจให้กับลูกค้าประจำไม่น้อย เพราะสาขาราชพฤกษ์ถือเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับคนรักอาหารทะเลอบรสชาติเข้มข้นมานานกว่า 5 ปี

สมศักดิ์ปูอบ ปิดสาขาราชพฤกษ์: กำหนดการและข้อความจากทางร้าน

จากโพสต์ล่าสุดบนเฟซบุ๊กเพจ สมศักดิ์ปูอบ Y บีทีเอสกรุงธนบุรี / ราชพฤกษ์ ทางร้านแจ้งกำหนดการปิดสาขาอย่างชัดเจน โดยระบุว่า “แจ้งกำหนดการปิดสาขาราชพฤกษ์อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 สรุปเปิดวันนี้ – 30 พฤษภาคม 2569 และต้องขอตัวบ๊ายบายกันไปก่อนเลย เศรษฐกิจตอนนี้ยังไม่มีแพลนเปิดที่ไหนเพิ่มเลย”

ขอบคุณลูกค้าที่น่ารักตลอด 5 ปี

แอดมินของร้านยังเล่าถึงความประทับใจที่มีต่อลูกค้าด้วยว่า “แต่ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่นี่ ถึงลูกค้าจะน้อย แต่น่ารักมากๆ ทุกคนเลย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนเก่าคนแก่ที่มาจากสมัยคุณตาอบเองตรงถนนเจริญรัถ ตอนมีสาขาเดียว ตอนนี้แอดมินเตรียมย้ายกลับถิ่นฐานสาขาบีทีเอสกรุงธนบุรีแล้ว เหลือเวลาอีกเดือนนิดๆ มาเป็นความทรงจำดีๆ ให้ด้วยน้า ขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านมากๆ ที่ให้ความไว้วางใจเรามาตลอด 5 ปีที่สาขาราชพฤกษ์นะคะ”

หลังจากโพสต์นี้ถูกแชร์ออกไป ก็มีลูกค้าเข้ามาคอมเมนต์แสดงความเสียใจและขอบคุณกันอย่างล้นหลาม บางคนบอกว่าจะรีบไปอุดหนุนครั้งสุดท้าย บางคนแบ่งปันความทรงจำการกินปูอบที่นี่ ทำให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างร้านกับลูกค้า

ประวัติและจุดเด่นของสมศักดิ์ปูอบ สาขาราชพฤกษ์

สมศักดิ์ปูอบ เป็นร้านอาหารทะเลชื่อดังที่มีสูตรปูอบลับเฉพาะตัว สืบทอดมาจากคุณตาเจ้าของร้านเดิมที่ถนนเจริญรัถ สาขาราชพฤกษ์เปิดให้บริการมาเกือบ 5 ปี ถือเป็นสาขาที่สองหลังจากสาขาหลักย่านบีทีเอสกรุงธนบุรี แม้จะมีลูกค้าน้อยกว่าสาขาหลัก แต่ลูกค้าประจำที่นี่ต่างชื่นชอบรสชาติที่คงเดิมและบรรยากาศอบอุ่น

  • รสชาติปูอบเข้มข้น: ใช้ปูสดใหม่ อบกับเครื่องปรุงสูตรเด็ด กลิ่นหอมฟุ้งกินคู่ข้าวสวยร้อนๆ อร่อยสุดๆ
  • วัตถุดิบคุณภาพ: 海鲜สดทุกวัน จากแหล่งที่ดีที่สุด
  • ราคาเป็นกันเอง: กินอิ่มสบายกระเป๋า เหมาะสำหรับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน
  • บริการดีเยี่ยม: พนักงานยิ้มแย้ม ต้อนรับอบอุ่นแบบครอบครัว
  • ทำเลสะดวก: ใกล้ย่านราชพฤกษ์ เดินทางง่าย

ทำไมสมศักดิ์ปูอบ ถึงต้องปิดสาขานี้?

สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทางร้านระบุชัดเจนว่า “เศรษฐกิจตอนนี้ยังไม่มีแพลนเปิดที่ไหนเพิ่มเลย” ซึ่งสะท้อนปัญหาที่ร้านอาหารหลายแห่งกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ค่าเช่าที่แพง และกำลังซื้อของลูกค้าที่ลดลง โดยเฉพาะในย่านชานเมืองอย่างราชพฤกษ์ที่แข่งขันสูง

อย่างไรก็ตาม สาขาหลักที่บีทีเอสกรุงธนบุรียังเปิดให้บริการตามปกติ ลูกค้าสามารถไปชิมปูอบสูตรเดิมได้ที่นั่น และแอดมินยืนยันว่าจะย้ายกลับไปโฟกัสที่นั่นเต็มตัว

มุมมองต่อธุรกิจร้านอาหารในยุคนี้

กรณี สมศักดิ์ปูอบ ปิดสาขาราชพฤกษ์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความท้าทายในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดินปี่ไทย แม้ร้านจะมีคุณภาพดี แต่ปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจ การแข่งขันจากเดลิเวอรี่ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้หลายร้านต้องปรับตัว บางแห่งปิดสาขาเพื่อรักษาคุณภาพหลักไว้

จากข้อมูลของกรมสรรพากร พบว่าร้านอาหารรายย่อยกว่า 30% ปิดกิจการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักคือขาดทุนสะสม แต่ร้านอย่างสมศักดิ์ปูอบที่ยังมีสาขาหลักอยู่ แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การอยู่รอดที่ชาญฉลาด

สำหรับแฟนปูอบทั้งหลาย อย่าพลาดโอกาสสุดท้าย! รีบไปอุดหนุนสาขาราชพฤกษ์ก่อนปิด 30 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างความทรงจำดีๆ และช่วยสนับสนุนร้านที่ทุ่มเทให้พวกเรา หรือจะไปต่อที่สาขากรุงธนบุรีก็ได้นะครับ รสชาติยังคงอร่อยเหมือนเดิมแน่นอน ในยุคที่ร้านดังปิดตัวบ่อยๆ การรักษาสูตรเด็ดและฐานลูกค้าประจำคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

ที่มา – “สมศักดิ์ปูอบ” ประกาศปิด 1 สาขา เปิดให้บริการวันสุดท้าย 30 พฤษภาคม 2569

Scroll to top