ข่าวโซเชียล

ไวรัล สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ป่วยมะเร็ง ซึ้งใจ!

เรื่องราวความรักที่ทำให้หัวใจอบอุ่นกำลังเป็นไวรัล! สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคมะเร็ง แสดงให้เห็นถึงความรักและการอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบากที่สุด

จากคลิปวิดีโอที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางบนเฟซบุ๊กชื่อ “นิรันดร์ ลามิล” แสดงให้เห็นภาพของสามีกำลังโกนผมให้ภรรยาที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ทั้งคู่พูดคุยให้กำลังใจกันอย่างน่ารัก ก่อนที่ฝ่ายสามีจะตัดสินใจโกนผมของตัวเองตามภรรยา พร้อมกับพูดติดตลกว่า “เราจะกลายเป็นคนหัวโล้น 2 คน แห่งบ้านโคกปีบ” สร้างความประทับใจและน้ำตาให้กับผู้ชมจำนวนมาก นี่คือเรื่องราวของ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ที่ใครๆ ก็ต้องซึ้งใจ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโดมเทศบาลตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ และได้พบกับคู่สามีภรรยาในคลิปดังกล่าว ชื่อ นางสาวน้ำทิพย์ รัตนธำรงพรรณ อายุ 39 ปี และ นายนิรันดร์ ลามิล อายุ 37 ปี ทั้งคู่เดินทางมาด้วยรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หลังจากมีผู้ใจบุญเหมาน้ำจากร้านของทั้งคู่นำมาแจกให้กับเด็กๆ และผู้ปกครองที่มาร่วมงานฟรี สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยกำลังใจ

นางสาวน้ำทิพย์เล่าว่า เธอเคยทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มมีอาการป่วยเรื้อรัง และตรวจพบว่าเป็นโรค SLE หรือ โรคพุ่มพวง และต่อมาก็ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เธอต้องเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด การให้เลือด การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา และการใช้ยากดภูมิ ซึ่งส่งผลให้ผมร่วงหลายครั้งตลอดการรักษา

นายนิรันดร์ สามีของนางสาวน้ำทิพย์ กล่าวสั้นๆ ว่า “เห็นเขาโกนคนเดียว ผมสงสาร เลยโกนเป็นเพื่อน จะได้เป็นโล้นซ่า 2 โล้นแห่งโคกปีบ” นี่แหละคือความรักที่แท้จริง การ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความใส่ใจได้อย่างดี

นางสาวน้ำทิพย์ยังเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้าถึงความผูกพันของเธอกับสามีว่า นายนิรันดร์ต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อพาเธอไปโรงพยาบาล กลับมาทำงาน และตอนเย็นก็ไปรับเธอกลับบ้าน บางวันต้องรอกันจนดึกดื่นโดยไม่เคยปริปากบ่น และนายนิรันดร์ยังเป็นที่พักใจให้เธอเสมอ “เขาไม่เคยทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว เขาคือกำลังใจสำคัญของชีวิต”

ทั้งคู่หอมแก้มกันต่อหน้าสื่อด้วยความรักและหัวเราะออกมาพร้อมกัน สำหรับผู้ใจบุญที่ต้องการสนับสนุนร้านน้ำของทั้งคู่ เพื่อนำไปแจกในงานต่างๆ หรือทำโรงทาน สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 084-347-3125 นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวของ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ที่สร้างความประทับใจ

สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา คือรักแท้ที่จับต้องได้

เรื่องราวซึ้งใจ: สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยาป่วยมะเร็ง

เรื่องราวของนิรันดร์และน้ำทิพย์เป็นบทพิสูจน์ว่ารักแท้ยังมีอยู่จริง การ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา ไม่ใช่แค่การกระทำที่แสดงออกถึงความรัก แต่เป็นการแสดงออกถึงความเข้าใจ การอยู่เคียงข้าง และการเป็นกำลังใจให้กันในวันที่ชีวิตต้องเผชิญกับความยากลำบาก

เรื่องราวความรักของทั้งคู่เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนได้เห็นว่า ความรักที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่คำพูดสวยหรู แต่อยู่ที่การกระทำที่แสดงออกถึงความห่วงใยและความใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดของชีวิต

การที่สามียอมโกนผมเพื่อเป็นเพื่อนภรรยาที่กำลังป่วย สะท้อนให้เห็นถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และความเสียสละที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ในสังคมปัจจุบัน

เรื่องราวของนิรันดร์และน้ำทิพย์เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและควรค่าแก่การยกย่อง เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคู่รักอื่นๆ ได้เห็นว่า การอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบากคือสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – ไวรัลซึ้งใจ สามีโกนหัวเป็นเพื่อนภรรยา อยู่เคียงข้างในวันที่ป่วยเป็นมะเร็ง

มธ. แถลงผลสอบ! ปมร้องเรียนแพทย์ประจำบ้าน

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อ แพทย์ประจำบ้าน และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงประเด็นด้านจริยธรรมในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ คณะแพทยศาสตร์ มธ. ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงประเด็นที่มีการเผยแพร่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของอาจารย์แพทย์ต่อ แพทย์ประจำบ้าน โดยยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และไม่ได้ละเลยต่อเรื่องดังกล่าว แต่ได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

คณะแพทยศาสตร์ มธ. แถลงผลตรวจสอบ การร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อ “แพทย์ประจำบ้าน”

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก med.tu ได้เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เรื่อง “ผลการดำเนินการของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ต่อเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นตามสื่อออนไลน์”

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุถึงความคืบหน้าในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ใช้ความรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน ประเด็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และประเด็นด้านจริยธรรมในการรักษาผู้ป่วย โดยคณะฯ ได้กำหนดมาตรการชั่วคราวระหว่างการดำเนินการ และยืนยันจุดยืนร่วมกัน

ในส่วนของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพบว่า พฤติการณ์ใช้ความรุนแรงต่อ แพทย์ประจำบ้าน มีมูลที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีมติเอกฉันท์ให้สรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมพยานหลักฐาน เสนอต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

มาตรการชั่วคราวและระยะยาวเพื่อคุ้มครองแพทย์ประจำบ้าน

ในระหว่างการดำเนินการของมหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการชั่วคราวในการจำกัดการปฏิบัติหน้าที่การสอน การฝึกอบรม และการประเมินผลแพทย์ประจำบ้านของอาจารย์แพทย์ที่ถูกร้องเรียน เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังได้กำหนดมาตรการระยะยาว โดยจัดทำและทบทวน Code of Conduct พร้อมทั้งเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้แพทย์ประจำบ้าน นักศึกษา และบุคลากร สามารถเข้าถึงช่องทางการร้องเรียนได้อย่างทั่วถึง เป็นระบบ และมีความปลอดภัย เพื่อป้องกันและจัดการกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในอนาคต

ในส่วนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จากการตรวจสอบพยานหลักฐานในกรณีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและประเด็นด้านจริยธรรมในการรักษาผู้ป่วย คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพบว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องเรียนมีมูลที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีมติเอกฉันท์ให้สรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมพยานหลักฐาน เสนอต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการชั่วคราวในการจำกัดการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยของอาจารย์แพทย์ โดยให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจรักษาและผ่าตัดผู้ป่วยเป็นการชั่วคราว รวมถึงระงับการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจผู้ป่วยนอก (OPD) การรับผู้ป่วยใหม่ และการทำหัตถการผ่าตัดทุกประเภท ทั้งในเวลาราชการและนอกเวลาราชการ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมตามมาตรฐานวิชาชีพ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ตระหนักถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์ดังกล่าว และให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้และการปฏิบัติงานของแพทย์ประจำบ้าน นักศึกษา และบุคลากรทุกคน พฤติกรรมรุนแรงหรือการกระทำใดๆ ที่บั่นทอนความปลอดภัยและความไว้วางใจในระบบการฝึกอบรมทางการแพทย์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

คณะฯ ย้ำถึงความยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน การไม่ยอมรับความรุนแรงทุกรูปแบบ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเอื้อต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติงานอย่างมีศักดิ์ศรีสำหรับนักศึกษา แพทย์ประจำบ้าน และบุคลากรทุกคน ตลอดจนการรักษาพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว

การดำเนินการอย่างจริงจังของคณะแพทยศาสตร์ มธ. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบการศึกษาและการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน หวังว่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสถาบันอื่นๆ ในการจัดการปัญหาที่คล้ายคลึงกัน

ที่มา – คณะแพทยศาสตร์ มธ. แถลงผลตรวจสอบ การร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อ “แพทย์ประจำบ้าน”

ลูกค้าใจหาย! เรดซัน เตรียมปิดสาขาสุดท้าย 11 ม.ค. 69

ทำเอาลูกค้าใจหายกันเป็นแถว! ร้านอาหารเกาหลีชื่อดังอย่าง RedSun ประกาศเตรียมปิดสาขาสุดท้ายในวันที่ 11 มกราคม 2569 หลังเปิดให้บริการมานานหลายปี ทำเอาเหล่าสาวกอาหารเกาหลีต่างเข้ามาแสดงความเสียดายกันอย่างล้นหลาม

ลูกค้าใจหาย! เรดซัน เตรียมปิดสาขาสุดท้าย 11 ม.ค. 69

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา แฟนเพจ RedSun Thailand Tokpokki ได้ออกมาประกาศข่าวเศร้าว่า สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น G ซึ่งเป็นสาขาสุดท้ายของร้าน จะปิดให้บริการในวันที่ 11 มกราคม 2569 พร้อมข้อความสุดซึ้งว่า “REDSUN ส่งท้ายก่อนปิดร้าน ขอบคุณที่ให้เราได้เป็น “มื้อโปรด” ของทุกคนนะ” พร้อมกันนี้ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด

หลังจากข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีลูกค้าจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยความเสียดาย หลายคนบอกว่า RedSun คือร้านประจำที่ทานมาตั้งแต่สมัยเรียน บางคนก็บอกว่ารู้สึกใจหายที่จะไม่ได้ทานต๊อกบกกีรสชาติต้นตำรับที่คุ้นเคยอีกแล้ว นอกจากนี้ ยังมีผู้สอบถามถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการเปิดสาขาใหม่ในอนาคต ซึ่งทางเพจได้ตอบกลับว่า สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าวจะเป็นสาขาสุดท้าย แต่ลูกค้าสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ RedSun Thailand Tokpokki ได้ทาง Facebook Fanpage

Red Sun หรือ เรดซัน เป็นร้านอาหารเกาหลีฟิวชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีต้นกำเนิดจากประเทศเกาหลีใต้ โดยเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2551 และขยายสาขามายังประเทศไทยในปี 2557 ซึ่งสาขาแรกในประเทศไทยตั้งอยู่ที่สยามสแควร์ ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และเมนูที่หลากหลาย ทำให้ Red Sun กลายเป็นร้านอาหารเกาหลีที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน

ทำไมลูกค้าถึงใจหายกับการปิดตัวของ RedSun?

การปิดตัวของ RedSun สาขาสุดท้ายในประเทศไทย สร้างความรู้สึกใจหายให้กับลูกค้าหลายกลุ่มด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้:

  • รสชาติที่คุ้นเคย: RedSun เป็นที่รู้จักจากรสชาติอาหารเกาหลีที่เข้มข้นและเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะต๊อกบกกีที่ถือเป็นเมนู Signature ของร้าน
  • ความผูกพันกับแบรนด์: ลูกค้าหลายคนใช้บริการ RedSun มาตั้งแต่สมัยร้านเปิดตัวใหม่ๆ ทำให้เกิดความผูกพันกับแบรนด์
  • ความทรงจำดีๆ: ร้าน RedSun เป็นสถานที่ที่หลายคนใช้เวลากับเพื่อนฝูงและครอบครัว ทำให้มีความทรงจำดีๆ ร่วมกัน

ถึงแม้ว่า RedSun จะปิดสาขาสุดท้ายไป แต่ความทรงจำและรสชาติอร่อยๆ จะยังคงอยู่ในใจของลูกค้าเสมอ ทางร้านได้กล่าวขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด และหวังว่าลูกค้าจะยังคงจดจำ RedSun ในฐานะร้านอาหารเกาหลีที่มอบความสุขและความอร่อยให้กับทุกคน

สำหรับใครที่ยังอยากลิ้มลองรสชาติอาหารเกาหลีต้นตำรับ สามารถหาร้านอาหารเกาหลีอื่นๆ ที่มีรสชาติใกล้เคียง หรือลองทำอาหารเกาหลีทานเองที่บ้านก็ได้ มีสูตรอาหารเกาหลีมากมายให้เลือกสรรบนอินเทอร์เน็ต

หวังว่าทุกคนจะยังคงมีความสุขกับการทานอาหารเกาหลีต่อไปนะครับ ถึงแม้ว่าจะไม่มี RedSun แล้วก็ตาม

สรุป: การปิดตัวของร้านอาหารเกาหลีชื่อดังอย่าง RedSun ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับลูกค้าหลายท่าน แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสให้เราได้ลองเปิดใจให้กับร้านอาหารใหม่ๆ และค้นหารสชาติที่ถูกใจต่อไป อย่างไรก็ตาม RedSun จะยังคงเป็นตำนานของร้านอาหารเกาหลีในใจของใครหลายๆคน

ลูกค้าใจหาย! เรดซัน เตรียมปิดสาขาสุดท้าย 11 ม.ค. 69 เป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ก็เป็นธรรมดาของธุรกิจที่มีขึ้นมีลง อย่างไรก็ตามประสบการณ์และความทรงจำที่ดีกับร้านจะยังคงอยู่กับลูกค้าตลอดไป

ที่มา – ลูกค้าใจหาย ร้านอาหารเกาหลีชื่อดัง เตรียมปิดสาขาสุดท้าย 11 ม.ค. 69

ฟังสองมุม! ดราม่ากุ้งทอดเกลือ 5 ตัว 2,000

ดราม่าร้อนๆ บนโลกออนไลน์ กับเรื่องราว กุ้งทอดเกลือ 5 ตัว 2,000 บาท กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อผู้บริโภครายหนึ่งออกมาเล่าประสบการณ์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งราคากุ้งที่สั่งนั้นสูงเกินความคาดหมาย งานนี้เลยต้องมาฟังสองมุม ทั้งจากฝั่งลูกค้าและทางร้าน เพื่อไขข้อข้องใจในเรื่องนี้

ฟัง 2 มุม! ดราม่ากุ้งทอดเกลือ 5 ตัว 2,000 บาท

เรื่องราวเริ่มต้นจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความเล่าว่าไปทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง พนักงานแนะนำเมนู กุ้งทอดเกลือ 5 ตัว 2,000 โดยไม่ได้แจ้งราคา หรือชั่งน้ำหนักให้ดูก่อน เมื่อเช็คบิลราคารวมทั้งหมด 6,130 บาท เฉพาะกุ้งอย่างเดียว 5,000 บาท คิดเป็นกุ้ง 2.5 กิโลกรัม (ตัวละครึ่งกิโล!) ทำให้เกิดความสงสัยและไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่เคยเจอราคากุ้งที่สูงขนาดนี้มาก่อน

ทางด้านคุณแป้ง (นามสมมุติ) เจ้าของโพสต์ ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ตนเองได้ไปทำธุระที่นครนายก และแวะทานอาหารที่ร้านดังกล่าว เห็นว่าราคาเมนูอื่นๆ ไม่แพง จึงสั่งปลากะพงนึ่งมะนาว, หมึกผัดผงกะหรี่, ข้าวผัดทะเลจานใหญ่ และเมื่อพนักงานเสนอเมนูกุ้งทอดเกลือ ก็ไม่ได้สอบถามราคาต่อกิโลกรัมก่อน สั่งไป 5 ตัว เพราะไปกัน 5 คน แต่พอเช็คบิลกลับราคาสูงเกินคาด ทำให้รู้สึกตกใจและคิดว่าร้านไม่ได้แจ้งราคาให้ชัดเจน

หลังจากออกจากร้าน คุณแป้งได้โทรศัพท์ไปสอบถามทางร้าน ทางร้านแจ้งว่าราคากุ้งอยู่ที่ 1,800-2,000 บาทต่อกิโลกรัม และเสนอส่วนลดให้ แต่คุณแป้งก็ยังรู้สึกว่าราคาสูงเกินไป จึงได้นำเรื่องราวมาแชร์บนโซเชียลมีเดีย

ในขณะเดียวกัน ทางด้านร้านอาหารที่ถูกกล่าวถึง ได้ชี้แจงว่า ราคากุ้งแม่น้ำขนาดใหญ่ ปกติแล้วจะมีราคาสูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะกุ้งขนาด 2 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งทางร้านได้ติดราคาไว้ในเมนูอย่างชัดเจน และอาจเป็นความเข้าใจผิดของลูกค้าที่ไม่คุ้นเคยกับราคากุ้งแม่น้ำขนาดใหญ่

ทำไมกุ้งทอดเกลือถึงราคาสูง?

ทางร้านยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ภาพที่ลูกค้าถ่ายแล้วกุ้งดูตัวเล็ก อาจเป็นเพราะมุมกล้อง และทางร้านมั่นใจในคุณภาพและราคาของกุ้งที่จำหน่าย ซึ่งเปิดมานานกว่า 40 ปี และมีลูกค้าประจำที่เข้าใจราคาตลาดดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ ทางร้านยังยืนยันว่าเป็นกุ้งแม่น้ำ กุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ ไม่ใช่กุ้งแชบ๊วยหรือกุ้งกุลาดำ ซึ่งมีราคาแตกต่างกัน

ทางร้านไม่ได้ติดใจเอาความกับลูกค้า และมองว่าเป็นความเข้าใจผิดมากกว่า พร้อมทั้งยินดีรับฟังคำติชมเพื่อนำไปปรับปรุงการบริการให้ดียิ่งขึ้น

สรุปดราม่า กุ้งทอดเกลือ 5 ตัว 2,000 บาท

จากกรณีดราม่า กุ้งทอดเกลือ 5 ตัว 2,000 บาทนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสอบถามราคาอาหารก่อนสั่ง โดยเฉพาะอาหารทะเลที่มีราคาผันผวนตามขนาดและชนิด นอกจากนี้ ร้านอาหารก็ควรแจ้งราคาให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้

ไม่ว่าเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร สิ่งสำคัญคือการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจตรงกันระหว่างผู้บริโภคและผู้ให้บริการ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการได้รับสิ่งที่คุ้มค่าและพึงพอใจมากที่สุด

ดราม่าครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจว่าก่อนสั่งอาหารทุกครั้ง โดยเฉพาะอาหารทะเล ควรสอบถามราคาให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจที่อาจเกิดขึ้นได้ และในขณะเดียวกัน ร้านอาหารก็ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารและแจ้งราคาให้ชัดเจน เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าและรักษาชื่อเสียงของร้าน

ที่มา – ฟัง 2 มุม ดราม่ากุ้งทอดเกลือ 5 ตัว 2,000 บาท ร้านยันติดราคาในเมนู

มธ.แจง! ร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน

จากกรณีที่มีการเผยแพร่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมรุนแรงที่อาจารย์แพทย์กระทำต่อแพทย์ประจำบ้าน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าจะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าทางคณะฯ ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก med.tu ได้เผยแพร่แถลงการณ์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง การแสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน ซึ่งได้รับความสนใจและมีการแชร์ต่อในวงกว้าง

ใจความสำคัญของแถลงการณ์ระบุว่า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้น และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีดังกล่าว โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด รอบคอบ และเป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

คณะแพทยศาสตร์ มธ. ยืนยันสอบสวนกรณีร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน

ทางคณะฯ เน้นย้ำว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานและการเรียนรู้ที่ดี ปลอดภัย และเคารพซึ่งกันและกัน สำหรับนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นอนาคตของระบบสาธารณสุขไทย

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน

คณะแพทยศาสตร์ มธ. จะรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ทราบต่อไป

ประเด็นเรื่องการร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้านกลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้อำนาจและความรุนแรงในระบบการศึกษาและการฝึกอบรมทางการแพทย์

ในการสอบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการฯ จะทำการตรวจสอบพยานหลักฐาน รวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาข้อกล่าวหาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องและเป็นธรรมมากที่สุด

การดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักศึกษา แพทย์ประจำบ้าน และบุคลากรทางการแพทย์ ว่าทางคณะฯ จะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของทุกคน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันปัญหาในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า คณะแพทยศาสตร์ มธ. ควรพิจารณามาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพซึ่งกันและกัน ป้องกันการใช้ความรุนแรง และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการทำงานอย่างมีความสุขของแพทย์ประจำบ้าน

นอกจากนี้ การให้ความรู้และฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร การจัดการความขัดแย้ง และการรับมือกับความเครียด ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอาจารย์แพทย์และแพทย์ประจำบ้านทุกคน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาการร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้าน

สังคมไทยควรให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมถึงในระบบการศึกษาและการฝึกอบรมทางการแพทย์ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง

การแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อแพทย์ประจำบ้านไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – คณะแพทยศาสตร์ มธ. ชี้แจงกรณีการร้องเรียนพฤติกรรมรุนแรงต่อ “แพทย์ประจำบ้าน”

อาลัย เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย

วงการอาหารไทยต้องพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย ได้จากไปอย่างสงบ สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับเพื่อนร่วมวงการ ครอบครัว และผู้ที่เคยร่วมงานกับท่านเป็นอย่างยิ่ง

อาลัย เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊ก Thailand Chefs Association : สมาคมเชฟประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวการจากไปของ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ โดยระบุว่า “ด้วยความอาลัยยิ่ง สมาคมเชฟประเทศไทย ขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย ได้จากไปอย่างสงบ” พร้อมทั้งแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้อุทิศตนทำงานเพื่อสมาคมฯ มาโดยตลอด

เชฟสมศักดิ์ รารองคำ ถือเป็นบุคคลสำคัญในวงการอาหารของประเทศไทย ท่านได้สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการเชฟ ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพของเชฟรุ่นใหม่ การส่งเสริมอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และการสร้างความสามัคคีในหมู่เชฟ

ตลอดระยะเวลาที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกสมาคมเชฟประเทศไทย ท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนสมาคมฯ ให้ก้าวหน้า ท่านเป็นผู้นำที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ มีความเสียสละ และเป็นที่รักใคร่ของสมาชิกทุกคน

แสดงความเสียใจต่อการจากไปของ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ

ภายหลังจากข่าวการจากไปของ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ ถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของท่านในโลกออนไลน์ ต่างรำลึกถึงคุณงามความดีและผลงานที่ท่านได้สร้างไว้ให้กับวงการอาหารไทย

เชฟหลายท่านได้กล่าวถึง เชฟสมศักดิ์ รารองคำ ว่าเป็นครูผู้ให้ เป็นพี่เลี้ยงที่คอยสนับสนุน เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาได้ก้าวเดินบนเส้นทางอาชีพเชฟอย่างมั่นคง ท่านเป็นแบบอย่างของเชฟที่เปี่ยมด้วยจริยธรรมและความรับผิดชอบ

การจากไปของ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการอาหารไทย สมาคมเชฟประเทศไทย และผู้ที่เคยร่วมงานกับท่านต่างรู้สึกเสียใจและอาลัยเป็นอย่างยิ่ง

พวกเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ เชฟสมศักดิ์ รารองคำ ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ และขอให้คุณงามความดีของท่านจงสถิตอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป

ถึงแม้ว่า เชฟสมศักดิ์ รารองคำ จะจากไปแล้ว แต่ผลงานและคุณูปการของท่านจะยังคงอยู่ตลอดไป ท่านจะเป็นตำนานของวงการเชฟไทย และเป็นแรงบันดาลใจให้เชฟรุ่นหลังได้เดินตามรอยเท้าของท่านต่อไป

ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งอีกครั้ง

ที่มา – สุดเศร้า “เชฟสมศักดิ์ รารองคำ” นายกสมาคมเชฟประเทศไทย จากไปอย่างสงบ

ทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568: ขึ้นฟรีวันพ่อ


เตรียมตัวให้พร้อม! ทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 เนื่องใน “วันพ่อแห่งชาติ” การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดให้ประชาชนขึ้นทางด่วนฟรีถึง 3 สายทาง รวม 63 ด่าน ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น.

ไม่ต้องเสียค่าผ่านทาง ใครที่วางแผนเดินทางไกล หรือเดินทางในเมือง เตรียมเฮได้เลย! กทพ. กระทรวงคมนาคม ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายทาง ดังนี้:

  • ทางพิเศษเฉลิมมหานคร จำนวน 21 ด่าน
  • ทางพิเศษศรีรัช จำนวน 32 ด่าน
  • ทางพิเศษอุดรรัถยา จำนวน 10 ด่าน

ในวันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันสำคัญ “วันพ่อแห่งชาติ” และวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. รวมระยะเวลา 1 วันเต็ม เป็นวันหยุดราชการประจำปีตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี การยกเว้นค่าผ่านทางครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ปรากฏในสัญญาสัมปทาน ฉบับแก้ไขใหม่ระหว่าง กทพ. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนในช่วงวันหยุดยาว

ทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 วันพ่อแห่งชาติ

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทาง อย่าลืมตรวจสอบเส้นทางและช่วงเวลาที่เปิดให้ใช้บริการฟรี เพื่อความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางในช่วงวันหยุดยาวนี้ นอกจากนี้ การวางแผนการเดินทางล่วงหน้า จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงวันหยุดยาวเช่นกัน

เช็คเลย! ทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 มีสายไหนบ้าง?

เพื่อความชัดเจน ขอย้ำอีกครั้งว่า ทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 ที่เปิดให้ใช้บริการฟรี มีทั้งหมด 3 สายทางหลักๆ ได้แก่:

  • ทางพิเศษเฉลิมมหานคร: หรือที่เรียกกันติดปากว่า ทางด่วนขั้นที่ 1 ครอบคลุมพื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร
  • ทางพิเศษศรีรัช: หรือทางด่วนขั้นที่ 2 เชื่อมต่อพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ทางพิเศษอุดรรัถยา: หรือที่รู้จักกันในชื่อทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ช่วยให้การเดินทางสู่ภาคเหนือสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

การยกเว้นค่าผ่านทางในวันพ่อแห่งชาติ ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลมอบให้แก่ประชาชน หวังว่าจะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือท่องเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวได้อย่างมีความสุข

อย่าลืมตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้พร้อมก่อนออกเดินทาง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง และพักผ่อนให้เพียงพอตลอดการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและผู้ร่วมทาง

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยกเว้นค่าผ่านทาง สามารถติดตามข่าวสารและประกาศจาก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้โดยตรงผ่านช่องทางต่างๆ ของ กทพ. ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และช่องทางประชาสัมพันธ์อื่นๆ

การเดินทางในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว มักจะมีการจราจรหนาแน่นเป็นพิเศษ ดังนั้น การเผื่อเวลาในการเดินทาง และการวางแผนเส้นทางสำรองไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้คุณเดินทางถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างราบรื่นและทันเวลา

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ และมีความสุขกับวันหยุดยาวในช่วงวันพ่อแห่งชาติ! หวังว่าข้อมูลเกี่ยวกับ ทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการเดินทางของทุกท่านนะคะ

ที่มา – ทางด่วนฟรี 5 ธันวาคม 2568 “วันพ่อแห่งชาติ” ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายทาง

แม่ทำใจไม่ได้! ลูกสาว 4 ขวบ เรือคว่ำหาดใหญ่

หัวอกคนเป็นแม่แทบขาดใจ โพสต์ถึงลูกสาววัย 4 ขวบที่จากไป หลังเกิดเหตุการณ์เรือคว่ำจากน้ำท่วมหาดใหญ่ เผยลูกสาวหลุดจากมือช่วยเหลือไม่ทัน เจ็บปวดที่ยังจำเสียงเพลงสุดท้ายของลูกได้ดี โซเชียลแห่ให้กำลังใจคุณแม่อย่างล้นหลาม

จากกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลด เมื่อคุณแม่ท่านหนึ่งต้องสูญเสียลูกสาววัย 4 ขวบจากเหตุเรือล่ม น้องได้หลุดจากมือแม่และจมหายไปในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก แม้จะมีการค้นหาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วัน แต่สุดท้ายก็พบเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ

ล่าสุด คุณแม่ได้โพสต์ข้อความสุดเศร้าผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเรียกน้ำตาจากชาวโซเชียลเป็นอย่างมาก โดยระบุว่า “เสียงสุดท้ายที่มาม๊าได้ยินจากหนูบนเรือ คือเสียงร้องเพลงของแพดเม่ เสียงเล็กๆ ใสๆ ที่ตอนนั้นมาม๊ายังไม่รู้เลยว่ามันจะกลายเป็นเสียงอำลาที่แม่ต้องกอดไว้ในหัวใจไปตลอดชีวิต

See the line where the sky meets the sea? It calls me

And no one knows, how far it goes. If the wind in my sail on the sea stays behind me

One day I’ll know

If I go, there’s just no telling how far I’ll go. 

มาม๊าคิดถึงลูกสุดหัวใจ คิดถึงแบบที่ไม่มีถ้อยคำไหนอธิบายได้ เหมือนหัวใจของแม่ถูกดึงบางส่วนออกไปพร้อมกับหนู เหลือเพียงช่องว่างที่แม้เวลาเท่าไรก็ไม่อาจเติมเต็มได้อีกแล้ว 

ทุกลมหายใจของแม่มีชื่อของหนูอยู่ข้างใน ทุกเช้าแม่ยังเผลอหันไปมองหาตัวเล็กๆ ของแม่ ทุกคืนแขนซ้ายของแม่ยังจำสัมผัสที่หนูชอบมาหนุน และตอนนี้…มันว่างเปล่าจนเจ็บ

แม่คิดถึงรอยยิ้มหนู ฟันเขี้ยว ลักยิ้มสองข้างน่ารักที่สุดในโลก คิดถึงเสียงหัวเราะที่เคยทำให้บ้านทั้งหลังสว่างขึ้นทันที คิดถึงเสียงเรียก “มาม๊า” ที่ตอนนี้แม่ได้ยินแค่ในหัวใจ

บางครั้งแม่ยังได้ยินเพลงสุดท้ายที่หนูร้อง เหมือนหนูยังอยู่ตรงนี้ แต่พอเอื้อมมือออกไป กลับคว้าได้แค่ความว่างเปล่า 

มันเจ็บเหลือเกิน เจ็บแบบที่ไม่เคยรู้ว่าคนเราจะเจ็บได้มากขนาดนี้ เจ็บที่ไม่ได้กอดหนู ไม่ได้ป้อนขนมหนู ไม่ได้รับรอยยิ้มจากหนูหลังเลิกเรียนอีก เหลือแค่รูปถ่ายและความทรงจำ

แม่คิดถึงลูก คิดถึงจนเหมือนหัวใจจะหายไปทั้งดวง คิดถึงจนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ลูกของแม่ แม่อยากให้รู้ว่า แม้หนูจะอยู่ไกลแค่ไหน แม้แม่จะ “ไม่รู้ how far you go” แต่รักของแม่จะตามไปถึงหนูเสมอไม่มีวันหายไปแม้สักวินาทีเดียว

มาม๊าคิดถึงหนูสุดหัวใจ และมาม๊าเจ็บปวดสุดหัวใจจริงๆ”

แม่ยังทำใจไม่ได้ สูญเสียลูกสาว 4 ขวบ หลุดจากมือ ตอนเรือคว่ำ เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่

เรื่องราวความสูญเสียของคุณแม่ท่านนี้ กลายเป็นอุทาหรณ์ให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และการมีสติอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าได้

เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่พรากชีวิตลูกน้อย

เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายและความสูญเสียให้กับผู้คนจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชีวิตของผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ การสูญเสียลูกสาววัย 4 ขวบของคุณแม่ท่านนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนต้องใส่ใจในความปลอดภัยของเด็กๆ มากยิ่งขึ้น

การป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือกับอุทกภัย:

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยา และไฟฉาย
  • หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เตรียมแผนอพยพ
  • สอนให้เด็กๆ รู้จักวิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้คลาดสายตา

ข้อคิดจากเหตุการณ์:

เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า ชีวิตมีความไม่แน่นอน เราจึงควรใช้ชีวิตทุกวันให้ดีที่สุด และให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก ดูแลซึ่งกันและกัน และให้กำลังใจกันในยามยากลำบาก

แม้ว่าความสูญเสียของคุณแม่ท่านนี้จะเป็นสิ่งที่เจ็บปวดเกินกว่าจะบรรยายได้ แต่เราหวังว่ากำลังใจจากคนรอบข้างและจากสังคม จะช่วยให้คุณแม่สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอให้น้องได้ไปสู่สุคติ

การสูญเสียลูกสาว 4 ขวบจากเหตุเรือคว่ำจากน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับคุณแม่และครอบครัว

ที่มา – แม่ยังทำใจไม่ได้ สูญเสียลูกสาว 4 ขวบ หลุดจากมือ ตอนเรือคว่ำ เหตุน้ำท่วมหาดใหญ่

อาลัย “น้องมาร์ติน” หลังสู้มะเร็งตับ

ความเศร้าปกคลุม เมื่อคุณแม่แจ้งข่าวร้าย “น้องมาร์ติน” หนูน้อยวัย 1 ขวบ 3 เดือน จากไปอย่างสงบ หลังเผชิญหน้ากับโรคมะเร็งตับ ระยะที่ 4 อย่างกล้าหาญ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสาร

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 โลกออนไลน์ต่างร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ “น้องมาร์ติน” เด็กน้อยที่ต่อสู้กับโรคร้ายอย่างเข้มแข็ง คุณแม่ของน้องได้อัปเดตอาการป่วยของน้องให้ทุกคนได้รับทราบมาโดยตลอด ตั้งแต่น้องยังไม่ทันขวบปี

ทางแฟนเพจ โรงพยาบาลสิริเวช จันทบุรี Sirivej Hospital Chanthaburi ได้โพสต์ให้กำลังใจครอบครัวน้องมาร์ติน พร้อมระบุว่า น้องไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว

คุณแม่ของน้องมาร์ติน ได้โพสต์ภาพสุดสะเทือนใจ กอดลูกชาย พร้อมข้อความจากหัวใจว่า “เราได้กอดกันแล้วนะลูก แม่ทำตามสัญญาสำเร็จแล้วนะ ลมหายใจสุดท้ายที่บ้านเรา ขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาลทุกคนที่มาส่งมาร์ตินกลับบ้านนะคะ และสุดท้ายแม่ขอบคุณหนูที่สู้สุดหัวใจเพื่อแม่คนนี้” ข้อความนี้สร้างความเศร้าเสียใจให้กับผู้ที่ได้อ่านเป็นอย่างมาก

สำหรับกำหนดการสวดอภิธรรมและฌาปนกิจ น้องมาร์ติน จัดขึ้นที่บ้านใน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา หลังจากทราบข่าวการจากไปของน้อง ผู้คนจำนวนมากได้เข้ามาแสดงความเสียใจและให้กำลังใจครอบครัว

อาลัย “น้องมาร์ติน” หนูน้อยวัย 1 ขวบเศษ หลังต่อสู้กับมะเร็งตับ ระยะที่ 4

เรื่องราวของ น้องมาร์ติน กลายเป็นที่สนใจและสร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก หลายคนต่างชื่นชมในความเข้มแข็งของน้องและความรักอันยิ่งใหญ่ของคุณแม่ แม้ว่าน้องจะจากไปอย่างรวดเร็ว แต่เรื่องราวของน้องจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมาย

ทำไมเรื่องราวของน้องมาร์ตินถึงสะเทือนใจคนมากมาย?

การสูญเสียเด็กที่ยังเล็กมากๆ เช่น น้องมาร์ติน เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวที่ยังไม่ได้สัมผัสโลกมากนัก การที่ต้องมาเจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคร้าย ทำให้ผู้คนรู้สึกเสียใจและเห็นใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ เรื่องราวความรักและความผูกพันระหว่างแม่กับลูกยิ่งทำให้เรื่องราวนี้เศร้าจับใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ น้องมาร์ติน ต่อสู้กับโรคมะเร็งตับ ระยะที่ 4 อย่างกล้าหาญ ทำให้หลายคนชื่นชมในความเข้มแข็งของน้อง ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็กเล็กๆ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ต่อโรคร้าย และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ความเข้มแข็งของน้องเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตให้มีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป

เรื่องราวของน้องยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพของเด็กเล็ก การตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การดูแลโภชนาการและส่งเสริมพัฒนาการของเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงและเติบโตอย่างสมวัย

การจากไปของ น้องมาร์ติน เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่เรื่องราวของน้องจะยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของน้องมาร์ติน ขอให้น้องไปสู่สุคติ

ที่มา – อาลัย “น้องมาร์ติน” หนูน้อยวัย 1 ขวบเศษ หลังต่อสู้กับมะเร็งตับ ระยะที่ 4

Scroll to top