ข่าวในกระแส

จับตา! เส้นทาง “ทักษิณ ชินวัตร” บินวน

โซเชียลจับตา เส้นทางบินเครื่องบินส่วนตัว “ทักษิณ ชินวัตร” มุ่งลงไปทางใต้ของประเทศไทย บินวนบริเวณมหาสมุทรอินเดีย เรื่องราวการเดินทางของอดีตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน

วันที่ 4 ก.ย. 68 มีข่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เตรียมที่จะเดินทางไปต่างประเทศ โดยมีปลายทางคือประเทศสิงคโปร์ และมีรายชื่อผู้ที่จะเดินทางไปกลับ 3 คน ซึ่งแจ้งว่าจะเดินทางกลับพรุ่งนี้ (5 ก.ย. 68) ตามที่ได้รายงานไปแล้วนั้น

จากการตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ FLIGHTRADAR24 พบว่า เครื่องบินดังกล่าวไม่ระบุปลายทาง โดยพบว่าเป็นเครื่องประเภท Bombardier Global 7500 ซึ่งตรงกับตามรายงานว่าเป็นเครื่องบินของ นายทักษิณ ซึ่งล่าสุด เวลา 21.20 น. พบว่าเครื่องบินได้มุ่งลงไปผ่านทางใต้ของประเทศไทย ไปเหนือทะเลอันดามัน โดยบางช่วงได้บินวนบริเวณมหาสมุทรอินเดีย ทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับ เส้นทาง “ทักษิณ ชินวัตร” ในครั้งนี้

อย่างไรก็ตามพบว่า ในโลกออนไลน์มีการติดตามเส้นทาง “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นจำนวนมาก และมีการพูดถึงในโลกออนไลน์ ทำให้แฮชแท็ก #ทักษิณ และ #ทักษิณชินวัตร พุ่งติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ (X) อย่างรวดเร็ว

จับตา เส้นทาง “ทักษิณ ชินวัตร” นั่งเครื่องบินส่วนตัว บินวนกลางมหาสมุทรอินเดีย

การเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวของนายทักษิณครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนอย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการเดินทางและจุดประสงค์ที่แท้จริง

ทำไมเส้นทาง “ทักษิณ ชินวัตร” ถึงเป็นที่สนใจ?

เหตุผลที่เส้นทาง “ทักษิณ ชินวัตร” กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองนั้น มีหลายปัจจัยด้วยกัน:

  • ความสนใจในตัวบุคคล: นายทักษิณ ชินวัตร เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย การเคลื่อนไหวของท่านจึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
  • ความไม่ชัดเจนของจุดหมายปลายทาง: การที่เครื่องบินบินวนในมหาสมุทรอินเดีย ทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับจุดประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทาง
  • สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน: ในช่วงเวลาที่มีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การเดินทางของบุคคลสำคัญมักถูกจับตามองเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ การที่ข้อมูลการบินถูกเผยแพร่และวิเคราะห์อย่างละเอียดบนโลกออนไลน์ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเส้นทาง “ทักษิณ ชินวัตร” ได้อย่างใกล้ชิด

การเดินทางครั้งนี้ยังคงเป็นที่น่าจับตามอง และคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ เปิดเผยออกมาอีกหรือไม่

ที่มา – จับตา เส้นทาง “ทักษิณ ชินวัตร” นั่งเครื่องบินส่วนตัว บินวนกลางมหาสมุทรอินเดีย

ด่วน! ทักษิณ พินทองทา ไปสิงคโปร์ กำหนดกลับ 5 ก.ย. 68

“ทักษิณ” พร้อมลูกสาว “พินทองทา” เดินทางไปสิงคโปร์แล้ว ระบุไปธุระส่วนตัว แจ้งว่าจะเดินทางกลับช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ (5 ก.ย. 68) เหตุต้องฟังคำพิพากษาในคดีชั้น 14

วันนี้ (4 ก.ย. 68) เวลา 17.10 น. ที่อาคารผู้โดยสารอากาศยานส่วนบุคคล (M Jet) ท่าอากาศยานดอนเมือง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังมีรายงานว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เตรียมที่จะเดินทางไปต่างประเทศ โดยมีปลายทางคือประเทศสิงคโปร์ และมีรายชื่อผู้ที่จะเดินทางไปกลับ 3 คน ซึ่งแจ้งว่าจะเดินทางกลับพรุ่งนี้ (5 ก.ย. 68)

สำหรับบรรยากาศที่อาคารผู้โดยสาร MJets มีรถยนต์หรู และมีรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดอนเมือง จอดอยู่บริเวณหน้าอาคารผู้โดยสารอากาศยานส่วนบุคคล ซึ่งหนึ่งในนั้นมีรถของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ออกไปก่อน

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.17 น. มีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวบินออกจากท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งทีมข่าวได้ตรวจสอบผ่านแอพ FLIGHTRADAR24 พบว่า ไม่มีข้อมูลระบุในแอปพลิเคชั่นว่าเครื่องดังกล่าวไม่มีระบุปลายทาง แต่มุ่งลงไปทางใต้ของประเทศไทย โดยพบว่าเป็นเครื่องประเภท Bombardier Global 7500 ซึ่งตรงกับตามรายงานว่าเป็นเครื่องของนายทักษิณ

จากนั้น เวลา 19.20 น. รถยนต์หรู Mercedes-Maybach ทะเบียน พร 195 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่นายทักษิณใช้ในการไปศาลอาญา ในการส่งฟ้องคดี ม.112 เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา และเป็นรถที่ใช้เข้าไปที่ทำการพรรคเพื่อไทย ขับออกจากสนามบิน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลยืนยันว่า นายทักษิณ ได้ออกเดินทางไปที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อทำธุระส่วนตัว พร้อมครอบครัว จำนวน 5 คน โดยมี น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ ลูกสาวรวมอยู่ในเครื่องด้วย ซึ่งได้ขออนุญาตในการเดินทางออกนอกประเทศ ในคดีชั้น 14 พร้อมยื่นเอกสารกับ ตม.แล้ว โดยยืนยันว่าจะกลับในวันพรุ่งนี้ช่วงบ่าย เพราะต้องรอฟังคำพิพากษาในคดีชั้น 14 วันที่ 9 ก.ย.นี้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ ตม. จะประทับตรายืนยันให้เดินทางออกนอกประเทศได้.

ทักษิณ พินทองทา ไปสิงคโปร์ กำหนดกลับ 5 ก.ย. 68

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วยลูกสาวคนเก่ง พินทองทา คุณากรวงศ์ ได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชน เนื่องจากมีกำหนดการกลับประเทศไทยในช่วงบ่ายของวันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการพิจารณาคดีสำคัญ

ทำไมการเดินทางของ ทักษิณ พินทองทา ไปสิงคโปร์ จึงเป็นที่จับตา?

การเดินทางของนายทักษิณและคุณพินทองทาในครั้งนี้มีความสำคัญเนื่องจาก:

  • กำหนดการกลับ: มีกำหนดการกลับประเทศไทยในวันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งใกล้เคียงกับการพิจารณาคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ
  • คดีความ: นายทักษิณต้องเข้ารับฟังคำพิพากษาในคดีชั้น 14 ในวันที่ 9 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก
  • การขออนุญาตเดินทาง: การเดินทางออกนอกประเทศครั้งนี้ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมาย

ตามรายงานข่าว ผู้สื่อข่าวได้ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยมีการรายงานบรรยากาศที่อาคารผู้โดยสารอากาศยานส่วนบุคคล (M Jet) ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเป็นสถานที่ที่นายทักษิณและครอบครัวใช้เดินทางออกนอกประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายทักษิณได้ใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวในการเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ โดยข้อมูลจากแอปพลิเคชั่น FLIGHTRADAR24 ระบุว่า เครื่องบินดังกล่าวเป็นเครื่องประเภท Bombardier Global 7500 ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าวที่ระบุว่าเป็นเครื่องบินของนายทักษิณ

อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นธุระส่วนตัวของนายทักษิณและครอบครัว โดยมีคุณพินทองทาร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งได้ขออนุญาตในการเดินทางออกนอกประเทศในคดีชั้น 14 พร้อมยื่นเอกสารกับ ตม. เป็นที่เรียบร้อย

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การกลับมาของนายทักษิณในช่วงบ่ายของวันที่ 5 กันยายน 2568 และการเข้ารับฟังคำพิพากษาในคดีชั้น 14 ในวันที่ 9 กันยายน 2568 ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนของสังคม

แม้การเดินทางไปสิงคโปร์ของ ทักษิณ พินทองทา ไปสิงคโปร์ กำหนดกลับ 5 ก.ย. 68 จะถูกระบุว่าเป็นธุระส่วนตัว แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองและคดีความที่เกี่ยวข้อง ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวของนายทักษิณยังคงเป็นที่จับตา และอาจส่งผลต่อสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคตอันใกล้

ความโปร่งใสและความชัดเจนในการดำเนินการตามกฎหมายจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและสังคมโดยรวมเกิดความสงบเรียบร้อย

ที่มา – “ทักษิณ” พร้อมลูกสาว “พินทองทา” ไปสิงคโปร์แล้ว แจ้งกำหนดกลับบ่าย 5 ก.ย. 68

รัฐบาลเสียงข้างน้อย: สั่นคลอนประชาธิปไตยไทย

การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน อาจนิยามได้ว่าตกอยู่ในสภาวะไม่ปกติอย่างสมบูรณ์แบบ หลังผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2 คนภายในวาระเดียว ในวันที่ 5 กันยายน 2568 รัฐสภากำลังจะลงมติเลือกผู้นำประเทศเป็นครั้งที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นให้ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้การนำของพรรคอันดับสาม และที่น่าจับตาที่สุดคือการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชน

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค

ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองและศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์อันน่ากังวลนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

ความผิดเพี้ยนที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์

แม้ในอดีตการเมืองไทยเคยมีรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเสียงข้างน้อยในสภา เช่นในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แต่ ผศ.ดร.วีระ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่า “ในอดีต เมื่อมีการรวมเสียงกับพรรคร่วมต่างๆ แล้ว เสียงรวมในสภาจะเกินกึ่งหนึ่งตั้งแต่วันแรกเสมอ” แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นี่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นด้วยเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง โดยอาศัยเสียงจากพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านมาโหวตให้ แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภา

ไม่ใช่แค่ทำงานไม่ได้ แต่อยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อาจารย์วีระวิเคราะห์ว่า สภาพของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ใช่แค่ ทำงานไม่ได้ แต่แทบจะอยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก เพราะแม้พรรคประชาชนจะโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายสำคัญอื่นๆ

“ถ้ารัฐบาลอยากจะทำนโยบายอะไรก็ต้องออกมาเป็นกฎหมาย ถ้าสุดท้ายพรรคประชาชนจะโหวตแค่นายกฯ แต่ตั้งใจโหวตให้กฎหมายอื่นตกไป พรรคภูมิใจไทยก็ทำงานไม่ได้”

สถานการณ์นี้จะนำไปสู่สภาวะทางตัน (Deadlock) ทันทีที่รัฐบาลเริ่มทำงาน กลายเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน และไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้เลย

เมื่อฝ่ายค้านคือผู้มอบฉันทานุมัติ

วิกฤตศรัทธาจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพังทลายของกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กลายเป็นผู้มอบฉันทานุมัติให้รัฐบาลเข้ามามีอำนาจเสียเอง ผศ.ดร.วีระ มองว่านี่คือสภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ที่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

“หากรัฐบาลอนุทินทำผิดพลาดในอนาคต พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณเอา 150 เสียงที่มาจากประชาชน ไปโหวตให้เขาฟรีๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนี้พรรคประชาชนควรจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก”

อาจารย์วีระยังฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจในอนาคต “เรานึกภาพได้เลยว่าในอนาคตพรรคภูมิใจไทยทำอะไรผิด ก็คงจะบอกว่า ก็คุณมาโหวตให้ผมเอง”

สำหรับกรณีคล้ายกันในต่างประเทศ ผศ.วีระระบุว่า เท่าที่ทราบ กรณีฝ่ายค้านมีบทบาทชี้ขาดในการโหวตตั้งรัฐบาลโดยที่ตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล เคยเกิดขึ้นราว 70 ปีก่อนในสหราชอาณาจักร แต่ในการเมืองสมัยใหม่ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักการคือฝ่ายบริหารต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หากรวมเสียงไม่ได้ก็มักยื้อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ไปจนกว่าจะได้เสียงพอ (เช่นในเบลเยียมและเยอรมนี) มากกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปโหวตให้อีกฝ่ายขึ้นเป็นรัฐบาลแล้วตัวเองถอยไปเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อการเมืองกลายเป็นเรื่องโกหกนำมาสู่จุดจบของศรัทธา

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปรากฏการณ์นี้ คือการกัดเซาะความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองทั้งหมด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เคยผิดหวังกับการ “ตระบัดสัตย์” ของพรรคเพื่อไทย ก็จะได้เห็นภาพซ้ำรอยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ทำให้การเมืองกลายเป็นเพียง “ละครหนึ่งฉาก” ที่นักการเมืองพร้อมจะละทิ้งอุดมการณ์เพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในทางกลับกัน อาจารย์วีระตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งไม่เคยชูธงอุดมการณ์ในระดับชาติ แต่เน้นการดูแลพื้นที่และประสานประโยชน์ในแบบ “นักการเมืองบ้านใหญ่” อาจกลายเป็นพรรคที่ดูเหมือน “รักษาสัญญา” ได้ดีที่สุดในสายตาประชาชนบางส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวโน้มที่น่าเศร้า คือประชาชนจะเลิกโหวตเชิงอุดมการณ์ และหันกลับไปสู่การเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ดูเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นในพื้นที่ของตัวเองเป็นหลักหรือไม่

ทางออกที่เหลืออยู่ คืนอำนาจสู่ประชาชน

อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ
อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด”

ท้ายที่สุด อาจารย์วีระสรุปว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สภาไม่สามารถทำงานได้ตามกลไกปกติ และประเทศขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

การยื้อให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผิดหลักการนี้ดำรงอยู่ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส แต่ยังเป็นการทำลายศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยที่อาจต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟู

รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเริ่มต้นจากการเคารพหลักการประชาธิปไตยและเสียงของประชาชน

ที่มา – รัฐบาลเสียงข้างน้อย ภาวะผิดปกติ สั่นคลอนศรัทธาประชาธิปไตยไทย

ทำเนียบฯ เหงา: ห้องทำงานนายกฯ “อิ๊งค์” เก็บเอกสาร

ทำเนียบรัฐบาล เงียบเหงา “มาริษ” รมว.ต่างประเทศ ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ส่วนห้องทำงานนายกฯ “แพทองธาร” เก็บเอกสารสำคัญหมดแล้ว เหลือเพียงเฟอร์นิเจอร์บางส่วน ฮือฮา ตัวเงินตัวทองโผล่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า นี่คือภาพรวมบรรยากาศล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวจากทำเนียบรัฐบาล วันนี้เป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยเวลา 10.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสนับสนุน เสริมสร้าง ศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง ครั้งที่ 2/2568 ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 จากนั้นช่วงบ่าย นายประเสริฐ จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 4/2568

ขณะที่เวลา 10.10 น. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเข้าพบ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งเวลา 11.40 น. นายมาริษ เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล

สำหรับความเคลื่อนไหวบนตึกไทยคู่ฟ้า ในส่วนของห้องทำงานนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เก็บเอกสารสำคัญทั้งหมดแล้วตั้งแต่ในช่วงหยุดปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงของใช้ส่วนตัว เหลือเพียงชุดเฟอร์นิเจอร์ทำงานบางส่วนเท่านั้น โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ได้นำกล่องพลาสติกเปล่าขนาดใหญ่หลายใบถือขึ้นไปบนตึกไทยคู่ฟ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อช่วงเช้านี้ได้ปรากฏตัวเงินตัวทองขนาดใหญ่ 2 ตัว ที่สนามหญ้าและถนนด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งได้รับความสนใจจากบรรดาช่างภาพและผู้สื่อข่าวต่างบันทึกภาพ

ทำเนียบฯ เหงา ห้องทำงานนายกฯ “อิ๊งค์” เก็บเอกสารหมดแล้ว ฮือฮาตัวเงินตัวทองโผล่

วันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลค่อนข้างเงียบเหงา แม้ว่าจะมีรัฐมนตรีและข้าราชการเดินทางเข้ามาปฏิบัติงานบ้าง แต่บรรยากาศโดยรวมก็ดูจะซบเซาลงไปถนัดตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับห้องทำงานของอดีตนายกฯ ที่มีการเก็บเอกสารสำคัญออกไปจนหมดสิ้น ทำให้หลายคนจับตามองถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล

จากรายงานข่าว ทำเนียบฯ เหงา ห้องทำงานนายกฯ “อิ๊งค์” เก็บเอกสารหมดแล้ว ฮือฮาตัวเงินตัวทองโผล่ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว การปรากฏตัวของตัวเงินตัวทองบริเวณทำเนียบรัฐบาลก็สร้างความฮือฮาไม่น้อย หลายคนเชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ การจับตาดูความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวหน้าและพัฒนาอย่างยั่งยืน

ความเงียบเหงาที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ทำเนียบฯ เหงา ห้องทำงานนายกฯ “อิ๊งค์” เก็บเอกสารหมดแล้ว ฮือฮาตัวเงินตัวทองโผล่

สรวงศ์เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ

“สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้ายของเพื่อไทย เลือก “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกรัฐมนตรี จะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

เมื่อเวลา 11.12 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวสั้นๆ ระบุว่า “ข้อเสนอสุดท้ายเลือกนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เป็นการย้ำว่าพรรคเพื่อไทย ยืนยันที่จะเสนอ นายชัยเกษม เพื่อชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมีพรรคประชาชนร่วมเป็นเสียงโหวตให้ ภายใต้เงื่อนไขต้องยุบสภาใน 4 เดือน.

ล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ โดยมีเงื่อนไขยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบาย ข้อเสนอดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สูง และอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ในสถานการณ์ที่การเมืองยังคงมีความขัดแย้งสูง และการจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เงื่อนไขการยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบายยิ่งเพิ่มความกังวลว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นอาจไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะบริหารประเทศ

สรวงศ์เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ

การออกมาเปิดเผยข้อเสนอดังกล่าวของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงจุดยืนของพรรคในการผลักดันนายชัยเกษมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมายรออยู่เบื้องหน้า

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงเลือก “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสุดท้าย?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงยังคงยืนยันที่จะเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโอกาสในการได้รับเสียงสนับสนุนนั้นค่อนข้างน้อย มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้

  • ความจงรักภักดี: นายชัยเกษมเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน และมีความจงรักภักดีต่อพรรคอย่างมาก
  • ประสบการณ์: นายชัยเกษมมีประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารราชการมาอย่างยาวนาน
  • ภาพลักษณ์: นายชัยเกษมมีภาพลักษณ์ที่เป็นกลาง และไม่เป็นที่ขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ มากนัก

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเสนอชื่อนายชัยเกษมก็มีความเสี่ยงเช่นกัน หากไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เพียงพอ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยและความน่าเชื่อถือของพรรคได้

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

ผลของการตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในหลายด้าน หากนายชัยเกษมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่หากไม่สำเร็จ ก็อาจทำให้สถานการณ์ทางการเมืองยิ่งซับซ้อนและยืดเยื้อต่อไป

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ จับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด

การต่อรองทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป และข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ ยุบสภาทันที

อนุทิน ชาญวีรกูล กับเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ

อนุทิน ชาญวีรกูล หรือชื่อที่สื่อมวลชนเรียกอย่างลำลองว่าเสี่ยหนู ถือเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองอย่างยาวนาน ก่อนหน้าที่อนุทินจะเข้ามาทำงานการเมือง อนุทินทำงานในธุรกิจก่อสร้างของครอบครัวนั่นคือ บริษัทซิโน-ไทย แล้วเมื่อเข้ามาทำงานการเมืองอย่างจริงจัง ชื่อของอนุทินก็อยู่บนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

บนเส้นทางการเมืองของอนุทิน ชาญวีรกูลในวัยเฉียด 59 ปี จะเห็นได้ว่า เขาเคยมีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ มาแล้วในหลายรัฐบาลในหลากหลายกลุ่มการเมือง เริ่มตั้งแต่ปี 2539 อนุทินเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประจวบ ไชยสาส์น ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อด้วยในช่วงปลายอันรุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย อนุทินได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ

จนกระทั่งปี 2549 ได้เกิดมรสุมการเมือง จากการทำรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีการแต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จนเกิดเป็นคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง ส่งผลให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน หรือที่เรียกกันว่าบ้านเลขที่ 111 ทำให้อนุทินถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเขาเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 

หลังพ้นโทษแบนทางการเมือง อนุทินได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ในขณะนั้นมีหัวหน้าพรรคคือชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดาที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนร่วมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ก่อนที่อนุทินจะก้าวมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555

อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ แนวทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยถือได้ว่านี่คือพรรคการเมืองขนาดกลางที่มีทักษะในการต่อรองสูง และพร้อมร่วมรัฐบาลได้หลายสมการการเมืองขึ้นอยู่กับบริบทและช่วงเวลา

ในการทำงานในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 โดยเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม การทำงานของอนุทินในฐานะรมว.สาธารณสุข เขาได้ถูกวิจารณ์ในด้านการทำงานอย่างหนักในช่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

เมื่อปี่กลองแห่งการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 อนุทินในฐานะบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคภูมิใจไทย หลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยที่ตัวของอนุทินได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การทำงานในกระทรวงมหาดไทยของอนุทิน เขาได้กล่าววาทะที่กลายเป็นที่พูดถึงในสังคมว่า “ผมเป็นคนทำงานวันนี้ สั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน เพราะงั้นก็ขอให้ทุกคนได้มีความมั่นใจ” ซึ่งประโยคนี้เป็นสิ่งที่คนทำงานจำนวนมากเคยเจอ จากเหตุการณ์ที่ลูกค้า-เอเจนซี-หัวหน้างาน ที่สั่งงานอย่างเร่งด่วนจนคนทำงานไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันท่วงที เพราะกระชั้นชิดเหลือเกิน 

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน

เพียงแต่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเกิดความระหองระแหง ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยต้องการเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยที่ดูแลโดยอนุทินกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหนึ่ง นั่นจึงทำให้อนุทินตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แล้วย้ายลงมานั่งในฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาชน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีต้นทางที่มาจากคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะชิงไหวชิงพริบ ทำให้พรรคประชาชนเป็นคีย์แมนหลักในการเลือกว่าจะเลือกสนับสนุนพรรคใดเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังการพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้ามาเจรจากับพรรคประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทยใช้เวลาอีกหลายวันหลังจากนั้นกว่าที่จะเข้าไปเจรจากับพรรคประชาชน 

อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน
อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน

ในท้ายที่สุดในช่วงเช้าของวันที่ 3 กันยายน พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและเสนอชื่ออนุทินเป็นนายกฯ พรรคประชาชนได้เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือนและเดินหน้าปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 

หลังจากได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน อนุทินได้กล่าวดีใจที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณว่า อาจยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

นอกเหนือจากชีวิตการเมืองแล้ว ภาพจำอีกภาพหนึ่งของอนุทิน ชาญวีรกูลก็คือ การเป็นนักขับเครื่องบิน อนุทินเล่าว่า เรื่องการได้พบกับความชอบในการขับเครื่องบิน เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีแห่งการถูกเว้นวรรคทางการเมือง ที่ทำให้อนุทินมีโอกาสใช้เวลาพบปะเพื่อนฝูงมากขึ้น โดยวันหนึ่งได้ไปพักผ่อนที่เขาใหญ่ ที่เดินทางด้วยรถยนต์ได้ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งขับเครื่องบินส่วนตัวมาเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เกิดคำถามว่า รถหรูก็มีแล้ว ทำไมเสี่ยหนูจะขับเครื่องบินเองไม่ได้บ้าง จึงเริ่มเรียน ทดสอบ ฝึกบินในวัย 45 ปี และเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวเองได้ในที่สุด

ตามที่อนุทินแจ้งเอาไว้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในปี 2566 อนุทินได้แจ้งว่าเขามีเครื่องบินทั้งสิ้น 3 ลำ ได้แก่ 

  • Cirrus SR22T ราคาประมาณ 22 ล้านบาท
  • Embraer Legacy 600 ราคาประมาณ 534 ล้านบาท
  • Daher-Socata TBM 930 ราคาประมาณ 139 ล้านบาท

เส้นทางการบินของอนุทินขับมาแล้วทั้งไกลและใกล้ โดยมีหนึ่งในภารกิจที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นคือ “หัวใจติดปีก” ซึ่งเป็นการรับส่งหัวใจให้แก่ผู้ที่รอเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ

อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”
อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”

อนุทินเล่าว่า ภารกิจหัวใจติดปีก เริ่มต้นจากการที่ชักชวนจากเพื่อนที่รู้จักผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 9 ในช่วงปี 2553 หลังการทดลองขับเลยเกิดความหลงใหลจึงตัดสินใจซื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อใช้เดินทางในชีวิตประจำวันและธุรกิจเช่าเหมาลำ 

อนุทินเล่าต่อไปว่าวันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นหมอทางด้านศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า ต้องไปรับหัวใจจากคนไข้ที่สมองตายแต่หัวใจยังไม่หยุดเต้นเพื่อนำไปช่วยเหลือต่อลมหายใจผู้ป่วยอีกคนโดยใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง อนุทินจึงรีบตอบรับโดยสัญชาตญาณและเกิดภารกิจ “หัวใจดวงแรก” ที่รับ-ส่งหัวใจครั้งแรกสำเร็จ

ทางด้านชีวิตส่วนตัวของอนุทิน ชาญวีรกูล บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า อนุทินเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในเสียงดนตรี มีฝีไม้ลายมือในด้านการเล่นเปียโน และอิเล็กโทนเป็นพิเศษ

อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

ชีวิตที่น่าสนใจของ อนุทิน ชาญวีรกูล

จากนักธุรกิจสู่รัฐมนตรี และนักบินสมัครเล่น สู่ความฝันในตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

Scroll to top