ข่าวไทยรัฐ

อธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน เปิดมอเตอร์เวย์ 3 สาย

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องนโยบายใหม่จากอธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน ลุยเปิดใช้มอเตอร์เวย์ 3 สาย “M81-M6-M82” บางส่วน ต.ค.นี้ ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมการเดินทางในไทยให้ทันสมัยและปลอดภัยยิ่งขึ้น นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวงคนใหม่ ได้ประกาศนโยบายหลัก 9 ด้าน และวาระเร่งด่วน 10 ข้อ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานถนนทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน ลุยเปิดใช้มอเตอร์เวย์ 3 สาย “M81-M6-M82” บางส่วน ต.ค.นี้

นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมการพัฒนาความปลอดภัยในงานก่อสร้างและบำรุงรักษา เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน นอกจากนี้ยังมีแผนเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 กว่า 1.31 แสนล้านบาท โดยโครงการขนาดเล็กกว่า 4,000 รายการ จะลงนามสัญญาภายในไตรมาสแรกของปีหน้า ส่วนโครงการใหญ่ 99 รายการ จะเริ่มประกวดราคาตั้งแต่พฤศจิกายนนี้

9 นโยบายหลัก ได้แก่ 1. ยกระดับความปลอดภัยก่อสร้าง 2. จัดการอุบัติเหตุทางถนน 3. พัฒนาคุณภาพงานทาง 4. ขยายโครงข่ายทางหลวงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5. จัดการทางหลวงมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 6. เพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณ 7. ส่งเสริมนวัตกรรมและวิจัย 8. พัฒนาบุคลากร 9. ประชาสัมพันธ์เชิงรุก

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง

เร่งเปิดมอเตอร์เวย์ M81-M6-M82 เพื่อการเดินทางที่รวดเร็ว

สำหรับวาระเร่งด่วนนั้น เน้นเร่งรัดงบประมาณและก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 สายหลัก คือ M82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว (24.6 กม.) จะเปิดบางส่วน 8.3 กม. ในเดือนตุลาคมนี้ และเต็มเส้นในสงกรานต์ปีหน้า M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (196 กม.) เปิดเต็มในปีใหม่ 2569 โดยเริ่มฝั่งเดียวก่อน และ M81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (96 กม.) เปิดทดลองทุกวันตั้งแต่ตุลาคม

นอกจากนี้ ยังเตรียมประมูล O&M สำหรับ M82 และ Rest Area บน M6 กับ M81 ภายใน 4 เดือน และขับเคลื่อน M8 สายนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ ระยะ 61 กม. มูลค่า 54,400 ล้านบาท โดยขอ بودجهปี 70 เพื่อเป็นเส้นทางลัดสู่ภาคใต้

  • ยกระดับความปลอดภัยด้วย JSA ในงานก่อสร้าง
  • ปรับปรุงทางข้ามและช่องจักรยานยนต์
  • บำรุงถนนให้ไร้หลุมบ่อและป้ายชัดเจน
  • รับมือน้ำท่วมและฟื้นฟูเส้นทาง
  • อัพเกรด M-Flow เพื่อจราจรคล่องตัว
  • เสริมทักษะบุคลากร
มอเตอร์เวย์

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาเดินทาง แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ หากคุณเป็นนักเดินทางหรือนักธุรกิจ ลองติดตามความคืบหน้าเหล่านี้ เพราะมันจะทำให้การเดินทางในไทยสะดวกขึ้นมาก!

ในมุมมองของผม นโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หากนำไปปฏิบัติได้จริง จะช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งได้อย่างมหาศาล

ที่มา – อธิบดี ทล. ชู 9 นโยบายเร่งด่วน ลุยเปิดใช้มอเตอร์เวย์ 3 สาย “M81-M6-M82” บางส่วน ต.ค.นี้

กรมการขนส่งทางบก เตือน ใบขับขี่ปลอมออนไลน์

กรมการขนส่งทางบก เตือน ใบขับขี่ปลอมออนไลน์

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างรวดเร็ว ผู้คนมักหาวิธีสะดวกสบายในการดำเนินธุรกรรมต่าง ๆ แต่บางครั้งความสะดวกนี้อาจกลายเป็นกับดักจากมิจฉาชีพ กรมการขนส่งทางบก เตือน ใบขับขี่ปลอมออนไลน์ ที่กำลังแพร่ระบาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์หลอกลวง หากคุณกำลังมองหาการทำหรือต่ออายุใบขับขี่ อย่าหลงเชื่อโฆษณาที่สัญญาว่าทำได้ที่บ้านโดยไม่ต้องไปกรมฯ นะครับ เพราะอาจทำให้คุณสูญเสียเงินทองและเอกสารสำคัญได้

กรมการขนส่งทางบก เตือน ใบขับขี่ปลอมออนไลน์ พฤติกรรมมิจฉาชีพ

นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และโฆษกกรมฯ ได้ออกมาเตือนประชาชนถึงพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อกรมการขนส่งทางบก พวกนี้มักใช้รูปตราประจำกรม รูปผู้บริหาร หรือแม้แต่รูปภาพของผู้ที่ได้รับใบขับขี่จริง ๆ มาประดับโปรไฟล์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นก็โฆษณาว่า “รับทำใบขับขี่ ต่ออายุใบขับขี่ ไม่ต้องไปขนส่ง รอรับที่บ้านได้เลย” ซึ่งฟังดูน่าดึงดูดสำหรับคนยุ่ง ๆ แต่จริง ๆ แล้วเป็นการหลอกลวง เมื่อคุณติดต่อไป พวกเขาจะเชิญชวนให้แอดไลน์หรือโอนเงินค่าธรรมเนียมที่แพงเกินจริง กว่าที่กฎหมายกำหนดมาก

กรมการขนส่งทางบก เตือน อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด เพราะหากคุณตกเป็นเหยื่อ อาจสูญเสียทรัพย์สิน เอกสารส่วนตัว และที่แย่กว่านั้นคือได้รับใบขับขี่ปลอม ซึ่งผิดกฎหมายฐานปลอมแปลงเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา โทษหนักถึงขั้นจำคุก 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับ 10,000 ถึง 100,000 บาท เลยทีเดียว

ขั้นตอนที่ถูกต้องในการทำใบขับขี่

เพื่อความปลอดภัยและถูกต้อง กรมการขนส่งทางบกย้ำว่าการทำหรือต่ออายุใบขับขี่ต้องดำเนินการที่กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ หรือโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น กระบวนการมาตรฐานทั่วประเทศรวมถึง:

  • ตรวจสอบเอกสารประจำตัว
  • ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
  • อบรมความรู้พื้นฐาน
  • ทดสอบข้อเขียน
  • ทดสอบขับรถจริง
  • ถ่ายรูปและรับใบขับขี่ที่สำนักงาน

ค่าธรรมเนียมที่ชัดเจนสำหรับใบขับขี่รถยนต์ใหม่ 205 บาท (รวมค่าคำขอ) รถจักรยานยนต์ 105 บาท ส่วนการต่ออายุ รถยนต์ 505 บาท รถจักรยานยนต์ 255 บาท ไม่มีทางเลือกอื่นที่ถูกกฎหมาย

กรมฯ ยังพัฒนาระบบบริการให้รวดเร็วขึ้น เช่น การจองคิวออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://www.dlt.go.th/ ที่นี่มีข้อมูลครบถ้วน ขั้นตอนละเอียด และวิธีตรวจสอบเอกสารถูกต้อง อย่าลืมเช็คที่นี่ก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมใด ๆ

หากคุณพบมิจฉาชีพเหล่านี้ อย่ารอช้า รายงานได้ทันทีที่สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งโดยตรงที่กรมการขนส่งทางบก ช่วยกันป้องกันไม่ให้คนอื่นตกเป็นเหยื่อ

ในฐานะผู้ขับขี่ทุกคน ความรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่นคือการใช้เอกสารที่ถูกต้อง สุดท้ายนี้ ขอแนะนำให้ทุกท่านตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เสมอ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนของคุณและคนอื่น ๆ

ที่มา – อย่าหลงเชื่อ กรมการขนส่งทางบก เตือน! ระวังมิจฉาชีพหลอกทำใบขับขี่ปลอมออนไลน์

ปลัดดีอีตั้งทีมสอบกรณีไชยชนกแฉสินบน 40 ล้าน

ในสถานการณ์ที่ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์กำลังระบาดหนักในประเทศไทย การเปิดเผยของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เกี่ยวกับการถูกเสนอสินบนจำนวนมหาศาล ยิ่งทำให้สังคมตื่นตัวมากขึ้น ล่าสุด “ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้โปร่งใสและเร่งด่วน

“ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายไชยชนกได้กล่าวในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ติดต่อมาทางอ้อม เสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อแลกกับการละเว้นการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์ผิดกฎหมาย และกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์อื่นๆ การเปิดเผยนี้ไม่เพียงสร้างความตกใจให้กับสาธารณชน แต่ยังจุดประกายให้เกิดการตรวจสอบอย่างจริงจังจากหน่วยงานรัฐ

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ได้รับคำสั่งโดยตรงจากรัฐมนตรีให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ปลัดกระทรวงได้เปิดเผยถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งประกอบด้วยบุคคลภายนอกทั้งหมด ยกเว้นตัวท่านเองที่ทำหน้าที่ในฐานะผู้กำกับดูแลเท่านั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและน่าเชื่อถือสูงสุด คณะกรรมการนี้คาดว่าจะมีสมาชิกไม่เกิน 10 คน โดยดึงตัวแทนจากหน่วยงานสำคัญๆ เช่น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

กระบวนการสอบสวนและระยะเวลาที่คาดการณ์

การตั้งทีมสอบในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงดีอีในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ โดยคณะกรรมการจะเริ่มทำงานทันทีหลังจากได้รับรายชื่อสมาชิกภายใน 1-2 วัน และคาดว่าจะสรุปผลได้ภายในสิ้นเดือนตุลาคม 2567 ตามข้อสั่งการของนายไชยชนก ปลัดกระทรวงยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดจะยึดหลักข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ หากพบผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นใคร รวมถึงข้าราชการในกระทรวงดีอี จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยไม่มีข้อยกเว้น

ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ในไทยกำลังเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง โดยเฉพาะการโจมตีผ่านช่องทางออนไลน์ที่ทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินนับพันล้านบาทต่อปี การเสนอสินบนจำนวน 40 ล้านต่อเดือนนี้ บ่งชี้ถึงขนาดของเครือข่ายอาชญากรรมที่ซับซ้อนและมีทุนหนา การตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ตอบโต้เหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังมีแผนขยายการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อปราบปรามแก๊งเหล่านี้ให้เด็ดขาด เช่น การเพิ่มมาตรการทางเทคโนโลยี การรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน และการประสานงานข้ามชาติ เนื่องจากแก๊งสแกมมักมีฐานที่มั่นในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ตัวแทนจาก บช.ก. จะช่วยในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่าย
  • DSI จะรับผิดชอบด้านคดีพิเศษที่ซับซ้อน
  • ป.ป.ท. และ ปปง. จะตรวจสอบการทุจริตและการฟอกเงินที่อาจเกี่ยวข้อง

การดำเนินการนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่กำลังประสบปัญหาจากสแกมเมอร์ หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อ ควรแจ้งเบาะแสกับตำรวจหรือกระทรวงดีอีโดยตรงเพื่อช่วยเหลือการสอบสวน

สุดท้าย การตั้งทีมสอบครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลในการต่อสู้กับการทุจริตและอาชญากรรมดิจิทัล หากผลการสอบสวนออกมาดี จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปที่ยั่งยืน ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – “ปลัดดีอี” ตั้งทีมสอบกรณี “ไชยชนก” แฉถูกแก๊งสแกมเมอร์เสนอสินบน 40 ล้านต่อเดือน

“พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

“พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) หรือที่รู้จักกันในชื่อไฮสปีดเทรน เป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศไทยที่คาดหวังจะยกระดับการคมนาคมและเศรษฐกิจ แต่กลับเผชิญความล่าช้ามาหลายปี ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในประเด็นการแก้ไขสัญญา โดยยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิด “สร้างไปจ่ายไป” ซึ่งเป็นข้อเสนอจากเอกชนผู้รับสัมปทาน

“พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงสถานการณ์ของโครงการไฮสปีด 3 สนามบินว่า โครงการนี้ล่าช้ามากกว่า 6 ปีนับตั้งแต่เปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอ ปัญหาหลักอยู่ที่การเจรจาแก้ไขสัญญาใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนได้เริ่มไว้แต่ยังไม่บรรลุผล ในส่วนของนโยบายที่ตนมีคือ ยึดหลักสัญญาเดิมที่กำหนดให้เอกชนก่อสร้างให้เสร็จก่อน แล้วรัฐจึงจ่ายเงินสนับสนุนภายหลัง แต่เอกชนในกลุ่มบริษัทเอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เสนอปรับเป็น “สร้างไปจ่ายไป” หรือจ่ายเป็นงวดๆ เหมือนโครงการทั่วไป ซึ่งนายพิพัฒน์มองว่า ขัดกับหลักการเดิมและอาจไม่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

“การขอปรับสัญญาแบบนี้ ถ้าผมยอมก็คงรับผิดชอบไม่ไหว และมันขัดกฎหมายเพราะสัญญาเดิมชัดเจนอยู่แล้ว” นายพิพัฒน์กล่าวอย่างหนักแน่น สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน

แนวทางการแก้ไขปัญหาโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน

เพื่อหาทางออก นายพิพัฒน์วางแผนนัดหารือกับเอกชนผู้รับสัมปทาน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC ในเร็วๆ นี้ โดยจะพิจารณาแนวทางที่เป็นไปได้ หากถึงทางตันก็พร้อมหารือต่อ หากโครงการนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ก็ยังมีทางเลือกอื่น เช่น การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ของรฟท. ที่เชื่อมถึงแหลมฉบัง สามารถต่อยอดไปยังสนามบินอู่ตะเภา และเพิ่มขบวนรถเพื่อรองรับผู้โดยสารได้ โดยไม่กระทบการให้บริการปัจจุบัน

นายพิพัฒน์ย้ำว่า การหารือนี้ไม่ใช่การเปิดช่องให้ยกเลิกสัญญา เพราะหากเลิกสัญญาเอกชนอาจฟ้องร้อง ซึ่งตนไม่ต้องการรับผิดชอบ แต่เป็นการเจรจาเพื่อยึดเงื่อนไขเดิม แม้รัฐบาลชุดนี้มีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน แต่จะเร่งแก้ปัญหาและหาทางออกร่วมกัน โครงการไฮสปีด 3 สนามบินมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการบิน หากล่าช้าต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการแข่งขันระดับภูมิภาค

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การยึดหลักสัญญาเดิมช่วยรักษาความโปร่งใสและลดความเสี่ยงทางการเงินของรัฐ ในขณะที่เอกชนก็ต้องรับผิดชอบตามที่เสนอไว้ตั้งแต่แรก นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาการคมนาคมที่ยั่งยืน เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจ

  • ปัญหาหลัก: ความล่าช้าและการเจรจาสัญญา
  • จุดยืนของนายพิพัฒน์: ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป
  • ทางออก: หารือร่วมกันภายใน 4 เดือน
  • ทางเลือกสำรอง: ขยายรถไฟทางคู่

ในฐานะที่โครงการนี้เป็นหัวใจของการเชื่อมโยงสามสนามบินหลัก สิ่งสำคัญคือต้องเร่งรัดให้เกิดความชัดเจน ผู้สนใจสามารถติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมจากข่าวสารนโยบายรัฐ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับโครงการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เรายินดีรับฟังเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ที่มา – “พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป

ยังห้ามบินโดรน กพท. ออกประกาศฉบับที่ 7 คุมเข้ม5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

ในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงตึงเครียด สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ได้ออกประกาศฉบับที่ 7 เรื่อง “ยังห้ามบินโดรน กพท. ออกประกาศฉบับที่ 7 คุมเข้ม5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา” เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ โดยห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน หรือโดรน ในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

ยังห้ามบินโดรน กพท. ออกประกาศฉบับที่ 7 คุมเข้ม5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

ประกาศนี้ยังคงบังคับใช้ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึกหรือมีกองกำลังภาคพื้นประจำการ ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังรวมถึงพื้นที่สำคัญอื่นๆ เช่น อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ความมั่นคงสูง

สำหรับพื้นที่รอบสนามบิน กพท. ยังคงห้ามบินโดรนในรัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบินที่กำหนดไว้หลายแห่ง เพื่อป้องกันการรบกวนการบิน commercial และ military เช่น สนามบินเชียงใหม่ สนามบินพิษณุโลก สนามบินอุดรธานี สนามบินน้ำพอง สนามบินตาคลี สนามบินอุบลราชธานี สนามบินโคราช สนามบินวัฒนานคร สนามบินกำแพงแสน สนามบินดอนเมือง สนามบินโคกกระเทียม สนามบินประจวบ สนามบินสุราษฎร์ธานี และสนามบินหาดใหญ่ การห้ามนี้ช่วยให้การบินของเครื่องบินโดยสารและเครื่องบินทหารปลอดภัยมากขึ้น

เงื่อนไขการขออนุญาตบินโดรนในพื้นที่พิเศษ

แม้จะมีพื้นที่ห้ามบินเด็ดขาด แต่สำหรับบางพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเพิ่มเติม ผู้ใช้งานโดรนสามารถขออนุญาตได้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและอากาศยานกับ CAAT ให้ครบถ้วน จากนั้นยื่นคำขออนุญาตผ่านระบบ UAS Portal (uasportal.caat.or.th) ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน พร้อมแจ้งรายละเอียดพื้นที่ วันเวลา และวัตถุประสงค์การบิน นอกจากนี้ยังต้องแจ้งต่อศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (ศบตอ.น.) ทางอีเมล [email protected]

  • เวลาบินที่อนุญาต: ระหว่าง 06.00–18.00 น.
  • หากต้องการบินนอกช่วงเวลา ต้องขออนุญาตเพิ่มจาก CAAT
  • ห้ามบินทุกกรณีในช่วง 00.01–04.00 น.
  • การบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขต้องยื่นขออนุญาตเพิ่มผ่าน UAS Portal

สำหรับโดรนของหน่วยงานราชการ เช่น ทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักข่าวกรอง สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ แต่โดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตร และกระทรวงทรัพยากร หากบินในพื้นที่ห้ามต้องแจ้งล่วงหน้าทางอีเมล [email protected] และแจ้ง ศบตอ.น. รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่

การออกประกาศ “ยังห้ามบินโดรน กพท. ออกประกาศฉบับที่ 7 คุมเข้ม5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา” นี้มาจากข้อเสนอของหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ในขณะที่ CAAT ก็ตระหนักถึงประโยชน์ของโดรนในด้านต่างๆ เช่น การสำรวจ การเกษตร และการถ่ายภาพ จึงได้พัฒนาระบบ UAS Portal ให้ใช้งานง่ายขึ้น ขั้นตอนการขออนุญาตรวดเร็วและสอดคล้องกับความต้องการจริง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงต้องเฝ้าระวัง การใช้โดรนที่ไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้ใช้งานโดรนควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจาก CAAT เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา

นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนคลายบางพื้นที่รอบสนามบิน เพื่อให้การใช้งานโดรนในชีวิตประจำวันไม่ถูกกระทบมากเกินไป แต่ยังคงยึดหลักความปลอดภัยเป็นสำคัญ หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรนมือใหม่ ควรศึกษากฎระเบียบให้ดีก่อนใช้งาน

ในมุมมองของผู้เขียน การสมดุลระหว่างความมั่นคงและการพัฒนาเทคโนโลยีโดรนเป็นสิ่งสำคัญ CAAT ควรขยายระบบออนไลน์ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับการบินโดรนในพื้นที่เหล่านี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ CAAT โดยตรงเพื่อสอบถามรายละเอียด

ที่มา – ยังห้ามบินโดรน กพท. ออกประกาศฉบับที่ 7 คุมเข้ม5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

สศอ. เผย พิษเงินบาทแข็ง-ยอดผลิตรถยนต์ทรุด ฉุดดัชนีอุตฯ ส.ค.68 หดตัว 4.19%

สศอ. เผย พิษเงินบาทแข็ง-ยอดผลิตรถยนต์ทรุด ฉุดดัชนีอุตฯ ส.ค.68 หดตัว 4.19%

ในช่วงเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย สถานการณ์อุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่ชัดเจน สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม หรือ สศอ. ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2568 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) อยู่ที่ระดับ 92.13 ซึ่งหดตัวลง 4.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกพุ่งสูง กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

สศอ. เผย พิษเงินบาทแข็ง-ยอดผลิตรถยนต์ทรุด ฉุดดัชนีอุตฯ ส.ค.68 หดตัว 4.19%

นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สศอ. วิเคราะห์ว่าปัจจัยหลักที่ทำให้ดัชนีหดตัวคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากกระแสเงินทุนไหลเข้าและทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่ลดลง สิ่งนี้ทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาแพงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเผชิญปัญหาหนัก หลังจากผู้ผลิตรายใหญ่หยุดสายการผลิตชั่วคราวเพื่อปรับเปลี่ยนไปยังโรงงานใหม่ โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ก็หยุดซ่อมบำรุงประจำปี ส่งผลให้ปริมาณการผลิตลดลง ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวก็กระทบอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อาหารแช่แข็ง กระเป๋าเดินทาง และเครื่องดื่ม

แม้จะมีแรงกดดันเหล่านี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตยังคงอยู่ที่ 57.19% ซึ่งแสดงถึงศักยภาพที่ยังเหลืออยู่ แต่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก

อุตสาหกรรมที่เติบโตท่ามกลางวิกฤต

ไม่ใช่ทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ในเดือนสิงหาคม 2568 มีอุตสาหกรรมหลักที่ขยายตัว เช่น เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ซึ่งเติบโต 22.74% จากฐานต่ำปีก่อนและการขยายตลาดในประเทศ สินค้าอย่างเหล็กแผ่นรีดร้อน ท่อเหล็กกล้า และเหล็กเส้นข้ออ้อย เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ส่วน คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัว 19.14% นำโดย Hard Disk Drive ที่ได้รับอานิสงส์จากเทรนด์ AI คลาวด์ และ Data Center ที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมากขึ้น

ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เติบโต 6.42% ตามการฟื้นตัวของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก โดย PCBA และชิ้นส่วนอื่นๆ เป็นกำลังสำคัญ

อุตสาหกรรมที่หดตัวและสาเหตุ

ด้านที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัว 7.98% จากการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น ส่งผลต่อน้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันเบนซิน

ยานยนต์ หดตัว 8.09% โดยเฉพาะรถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์นั่ง จากการหยุดผลิตเพื่อปรับสายการผลิต

เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ หดตัว 11.58% เนื่องจากปัญหาด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และประเด็นเครื่องหมายการค้าที่ทำให้การผลิตสะดุด

ระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน 2568 ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยปัจจัยภายในปกติแต่ปัจจัยภายนอกยังซบเซา การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ช่วยพยุง แต่ภาคการผลิตโลกยังอ่อนแอ

สำหรับปี 2568 สศอ. วางแผนยกระดับอุตสาหกรรมสู่แห่งอนาคต ผ่านการปรับโครงสร้าง แผน HEV/MHEV การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮาลาล Green Steel และความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น กับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพื่อเสริมความแข่งขันในยุคพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ ยังพัฒนา Eco-System ในพื้นที่ SEC พัฒนาอุตสาหกรรมแลนด์บริดจ์ และโครงการความร่วมมือคาร์บอนต่ำ รวมถึงยกระดับข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อเตือนภัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น

  • ยกระดับความสามารถแข่งขันผ่านแผนบูรณาการ
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลกับประเทศมุสลิม
  • ปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กด้วยนโยบายห้ามขยายโรงงาน
  • ผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะในด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและวางแผนรับมือกับความผันผวนของค่าเงิน หากทำได้ดี โอกาสในการฟื้นตัวก็จะมาถึงในไม่ช้า

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์ดัชนีอุตสาหกรรมเดือนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันนะครับ

ที่มา – สศอ. เผย พิษเงินบาทแข็ง-ยอดผลิตรถยนต์ทรุด ฉุดดัชนีอุตฯ ส.ค.68 หดตัว 4.19%

ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ 9 แสนล้านบาท

ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก ได้ดุลสูงถึงกว่า 9 แสนล้านบาท หลังเร่งส่งออกหนีภาษีตอบโต้ ขณะที่ สคต.แอลเอ ระบุ “ทรัมป์” ยื่นศาลสูงพิจารณาคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ที่ชี้ ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้า ถ้าตัดสินให้แพ้ รัฐบาลเตรียมจ่ายเงินภาษีคืนคู่ค้า 7.5 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านเหรียญฯ แต่เตรียมแผน 2 ดิ้นเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าต่อแล้ว

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) ไทยยังคงรักษาสมดุลการค้า surplus กับสหรัฐอเมริกาได้อย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าดุลการค้าบวกสูงถึง 904,987 ล้านบาท หรือประมาณ 27,374 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตัวเลขการส่งออกรวม 1.321 ล้านล้านบาท หรือ 39,708 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 30.07% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีตอบโต้ ในขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 415,823 ล้านบาท หรือ 12,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 8.30% เท่านั้น

เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2568 ไทยได้ดุลการค้า 146,985 ล้านบาท หรือ 4,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกพุ่งสูงถึง 204,492 ล้านบาท หรือ 6,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.36% แต่การนำเข้าลดลงเหลือ 57,507 ล้านบาท หรือ 1,749 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 7.459% สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การส่งออกที่แข็งแกร่งของไทยท่ามกลางความท้าทายทางการค้า

สินค้าส่งออกหลักที่ขับเคลื่อนดุลการค้าไทย-สหรัฐ

สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรกในช่วง 7 เดือน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 10,295 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 81.33% ตามด้วยผลิตภัณฑ์ยาง 2,783 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 11.83% เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ และอุปกรณ์ส่วนประกอบ 2,724 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.06% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 1,499 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 31.27% และอัญมณี เครื่องประดับ 1,498 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 35.87% สินค้าเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ช่วยให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง

  • เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ: เติบโตสูงสุดจากความต้องการเทคโนโลยี
  • ผลิตภัณฑ์ยาง: สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐ
  • อุปกรณ์โทรคมนาคม: การขยาย 5G และสมาร์ทโฟน
  • หม้อแปลงไฟฟ้า: เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
  • อัญมณีและเครื่องประดับ: ความนิยมในตลาดผู้บริโภคสหรัฐ

ด้านการนำเข้า สินค้าหลัก 5 อันดับ ได้แก่ น้ำมันดิบ 2,828 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 26.06% เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 1,184 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 2.66% ก๊าซธรรมชาติ 748 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 10.90% เคมีภัณฑ์ 712 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 7.18% และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 582 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 7.51% แสดงให้เห็นว่าการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและเครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมไทย

ผลกระทบจากภาษีตอบโต้และสถานการณ์ทางการเมืองสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐประกาศอัตราภาษีตอบโต้ไทยที่ 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 คาดว่าการนำเข้าจากไทยอาจชะลอตัวลง แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงแข่งขันได้ เนื่องจากคู่แข่งอย่างเวียดนาม (20%) มาเลเซีย (19%) และฟิลิปปินส์ (19%) ถูกเก็บภาษีใกล้เคียงกัน ทำให้ไทยไม่เสียเปรียบมากนัก

นอกจากนี้ กรณีศาลอุทธรณ์สหรัฐตัดสินเมื่อ 3 กันยายน 2568 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในการเก็บภาษีตอบโต้ ล่าสุดทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสหรัฐแล้ว หากศาลสูงตัดสินว่าสหรัฐแพ้ รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีนำเข้าถึง 750,000-1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นภาระหนัก แต่ทรัมป์เตรียมแผนสำรอง เช่น ให้รัฐสภาออกกฎหมายภาษี ใช้มาตรา 232 หรือ 301 เพื่อเดินหน้าภาษีต่อไป

สหรัฐเริ่มเก็บภาษีนำเข้า baseline 10% ตั้งแต่ 5 เมษายน 2568 และ reciprocal tariffs 7 สิงหาคม 2568 โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 เก็บได้ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 242% จากปีก่อน สถานการณ์นี้ทำให้การค้าทวิภาคีซับซ้อน แต่ไทยยังคงได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้านบาท แสดงถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในการรับมือความท้าทาย ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการภาษีสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ส่งออกให้เหมาะสม หากคุณกำลังวางแผนธุรกิจส่งออก ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อคว้าโอกาสในตลาดสหรัฐที่ยังคงเติบโต

ที่มา – พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง

ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง: สาเหตุและแนวโน้ม

ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยกรมการค้าต่างประเทศรายงานว่าปริมาณส่งออกอยู่ที่ 5.04 ล้านตัน ลดลงถึง 23.98% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ส่งออกได้ 6.63 ล้านตัน มูลค่าการส่งออกก็ลดลง 30.58% เหลือ 2,987 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 99,061 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากผลผลิตข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาข้าวกดทอนลง นอกจากนี้ ผู้นำเข้าหลักอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังชะลอการนำเข้าออกไป ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 7% ก็ทำให้ข้าวไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับอินเดียและเวียดนามที่ค่าเงินอ่อนค่าลง 3-5%

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

แม้สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่ไทยยังคงรั้งอันดับ 3 ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก รองจากอินเดียที่ส่งออกกว่า 13 ล้านตันใน 7 เดือน และเวียดนามที่ส่งออกกว่า 5 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม มีตลาดที่เติบโต เช่น จีน สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยข้าวหอมมะลิ ข้าวนึ่ง ข้าวเหนียว และข้าวกล้องมีการส่งออกเพิ่มขึ้น ในขณะที่ข้าวขาวและข้าวหอมไทยลดลงเนื่องจากการแข่งขันด้านราคากับเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน

ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่ยังมั่นใจเป้าปีทั้งปี

สำหรับเป้าหมายส่งออกข้าวทั้งปี 2568 ที่ตั้งไว้ 7.5 ล้านตัน แม้การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่กรมการค้าต่างประเทศยังมั่นใจว่าจะทำได้ หากในช่วง 4 เดือนที่เหลือ ส่งออกได้เดือนละ 600,000 ตัน โดยกำลังเร่งผลักดัน เช่น สัญญาขายข้าวรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีนที่ค้าง 280,000 ตัน คาดส่งมอบภายในพฤศจิกายน 2568 และขอซื้อเพิ่ม 220,000 ตัน ชัดเจนตุลาคมนี้ นอกจากนี้ ยังต้อนรับคณะผู้นำเข้าจากฮ่องกงในเดือนพฤศจิกายน เพื่อผลักดันข้าวหอมมะลิไทย เร่งส่งออกข้าวขาวและข้าวนึ่งไปอิรักและซาอุดีอาระเบีย ทำ MOU กับสิงคโปร์ 100,000 ตัน และพาผู้ประกอบการไปงานแสดงสินค้าที่ซาอุดีอาระเบีย เยอรมนี และจีน

สาเหตุหลักของการส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง

  • ผลผลิตข้าวโลกเพิ่มขึ้น กดราคาข้าว
  • อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ชะลอนำเข้า
  • ค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้เสียเปรียบคู่แข่ง

นอกจากข้าวแล้ว การส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 8 เดือนแรกกลับเติบโต โดยส่งออก 6.37 ล้านตัน เพิ่ม 36.70% จากปีก่อน มูลค่า 69,888 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 12.93% แต่ได้รับแรงหนุนจากการผลักดันสู่จีนและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกที่มียอดสั่งซื้อกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับช่วงที่เหลือ กรมจะจัดคณะเจรจาตลาดที่ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน อเมริกาเหนือ และยุโรป เพื่อขยายสู่หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อาหารสัตว์ อาหาร เคมี กาว และกระดาษ มั่นใจส่งออกได้ 7.5 ล้านตันทั้งปี

โดยรวมแล้ว แม้การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่ด้วยมาตรการเร่งรัดและการขยายตลาดใหม่ ไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากเกษตรกรและผู้ประกอบการปรับตัวเข้ากับตลาดโลก ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารเพื่อวางแผนการผลิตและส่งออกให้เหมาะสม

ที่มา – ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือน ปี 68 ลดลง เหตุผลผลิตข้าวโลกเพิ่ม ต่างประเทศชะลอนำเข้า

ผู้ว่า รฟท. เดินหน้าฟ้องขับไล่ผู้ยึดที่ดินแยกเขากระโดง

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจข่าวสารด้านการคมนาคมและที่ดินของรัฐวันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามอง นั่นคือ ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง ซึ่งเป็นข่าวที่สะท้อนถึงความพยายามของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการปกป้องทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ลงนามในหนังสือสำคัญเลขที่ รฟ.อบ.1000/1792/2568 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อส่งไปยังสำนักงานอัยการ โดยขอความเห็นชอบในการฟ้องคดีเพิกถอนหรือขับไล่ผู้ที่ยึดถือครอบครองที่ดินของ รฟท. ในพื้นที่เลขที่ 3466 และ 8564 บริเวณแยกเขากระโดง ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เหตุผลหลักมาจากมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้ว่าการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่นี้ซึ่งเป็นที่สงวนของรัฐนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ รฟท. ได้พยายามขอความช่วยเหลือจากอัยการสูงสุดให้รับดำเนินคดีแทน โดยมีหนังสือ รฟ 1/605/2568 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2568 เพื่อฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ทับซ้อน ขับไล่ผู้ครอบครอง และเรียกค่าเสียหาย แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ทำให้ต้องเดินหน้าด้วยตัวเอง นอกจากนี้ สำนักงานรัฐมนตรียังมีคำสั่งจากกระทรวงคมนาคมให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน ตามหนังสือ คค 0100/สรค 1611 และ คค 0100/สรค 1853 ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2568

背景ของปัญหาที่ดินแยกเขากระโดง

ที่ดินบริเวณแยกเขากระโดงนี้เป็นทรัพย์สินของรัฐที่ใช้เพื่อกิจการรถไฟโดยเฉพาะ ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีรถไฟหรือเส้นทางเชื่อมโยงให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ซึ่งขัดกับคำพิพากษาของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองสูงสุด ทำให้ ป.ป.ช. ออกหนังสือ ปช 0040 (บร)/1542 ลงวันที่ 12 กันยายน 2568 สั่งให้ฟ้องร้องทันที

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการปกป้องทรัพย์สินแผ่นดิน รฟท. ยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อคืนที่ดินให้เป็นสมบัติของชาติ และนำไปใช้พัฒนาการคมนาคมในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ความสำคัญของการดำเนินคดีนี้

การที่ ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานรัฐในการต่อสู้กับการบุกรุกที่ดินสาธารณะ ซึ่งเป็นปัญหาค้างคาในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ หากสำเร็จ คดีนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับการจัดการที่ดินรัฐอื่นๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของชาติ

  • ป้องกันการทุจริตในการออกเอกสารสิทธิ์
  • คืนที่ดินให้ประชาชนใช้ประโยชน์
  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาเส้นทางรถไฟความเร็วสูงหรือโครงการเชื่อมโยงภูมิภาค ซึ่งจะสร้างงานและโอกาสให้ชาวบุรีรัมย์

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมให้ทรัพย์สินแผ่นดินถูกแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว มันจะช่วยเร่งรัดการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างบุรีรัมย์

สำหรับท่านที่สนใจ หากมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่ดินรัฐ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยก “เขากระโดง”

Scroll to top