ข้อตกลงการค้า

ไทยเดินหน้าเจรจา FTA ปิดดีลแล้ว 2 ใน 3 พร้อมกางแผนเตรียมเป็นเจ้าภาพหารือ

เชื่อว่าคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า การค้าข้ามพรมแดนในยุคนี้คือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ข่าวล่าสุดที่น่ายินดีคือ ไทยเดินหน้าเจรจา FTA ปิดดีลแล้ว 2 ใน 3 พร้อมกางแผนเตรียมเป็นเจ้าภาพหารือ เพื่อขยับขยายโอกาสทางธุรกิจกับทางสหภาพยุโรป (EU) ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น งานนี้ถือเป็นการบ้านชุดใหญ่ที่ภาครัฐกำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มสูบเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสู้กับตลาดโลกได้แบบยั่งยืนครับ

ไทยเดินหน้าเจรจา FTA ปิดดีลแล้ว 2 ใน 3 พร้อมกางแผนเตรียมเป็นเจ้าภาพหารือ

การเจรจา FTA รอบที่ 9 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นก้าวสำคัญมาก เพราะเราสามารถตกลงรายละเอียดร่วมกันไปได้ถึง 8 เรื่อง ครอบคลุมเนื้อหามากกว่า 60% ของทั้งหมด ซึ่งนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายในการผลักดันให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

ก้าวต่อไปของการเป็นเจ้าภาพหารือปลายกันยายนนี้

สำหรับแผนในอนาคตอันใกล้ ไทยเดินหน้าเจรจา FTA ปิดดีลแล้ว 2 ใน 3 พร้อมกางแผนเตรียมเป็นเจ้าภาพหารือ ในรอบที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ โดยประเด็นที่เหลืออยู่อีกประมาณ 6 หัวข้อสำคัญที่เราต้องคุยกันให้จบ ได้แก่:

  • การค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
  • การเจรจาด้าน Digital Trade
  • กฎระเบียบและข้อบังคับทางการค้า
  • การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ระหว่างนี้ทีมงานไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการเตรียมตัวอย่างหนักผ่านการประชุม Intersessional meeting เพื่อหาทางออกหรือ “Landing Zone” ในบทที่เหลือ โดยตั้งเป้าให้มีความคืบหน้าให้มากที่สุดก่อนการประชุมจริงจะมาถึงครับ

ความท้าทายที่แท้จริงคือ การรักษาสมดุลระหว่าง “ความเร็วและคุณภาพ” ตามแนวทางที่คุณวีระพงษ์เน้นย้ำ เพราะการรีบปิดดีลโดยไม่ดูผลกระทบต่อ SME หรือเกษตรกรไทยนั้นไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน ทางรัฐบาลจึงยึดมั่นว่าจะต้องมีการ “สงวนและปกป้อง” ในจุดที่เปราะบาง เช่น มาตรฐานยาและมาตรฐานการดูแลพืชสัตว์ ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายไทยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อไม่ให้เราเสียเปรียบในระยะยาว

ส่วนตัวผมมองว่าการที่มีความคืบหน้าไปถึง 2 ใน 3 นั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก แม้เส้นทางข้างหน้าจะเหลืออีกหลายประเด็นที่ต้องขบคิด แต่ถ้าประเทศไทยยืนหยัดบนหลักการที่เน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง สอดคล้องไปกับกฎกติกาโลกได้สำเร็จ นี่จะเป็นโอกาสทองครั้งใหญ่ที่ผู้ประกอบการไทยจะได้เข้าสู่ตลาด EU อย่างเต็มภาคภูมิครับ

ที่มา – ไทยเดินหน้าเจรจา FTA ปิดดีลแล้ว 2 ใน 3 พร้อมกางแผนเตรียมเป็นเจ้าภาพหารือ ปลายกันยายนนี้

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน บาท ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการเศรษฐกิจโลก โดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (USABC) เปิดเผยว่าบริษัทจากทั้งสองประเทศได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจมูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.18 แสนล้านบาท เพียงวันก่อนที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย จะเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลงนามข้อตกลงทางการค้าฉบับสมบูรณ์

อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

พิธีลงนามจัดขึ้นระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำที่หอการค้าสหรัฐฯ จัดให้เป็นเกียรติแก่ผู้นำอินโดนีเซีย โดยสาระสำคัญครอบคลุมหลายภาคส่วน โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหารและสินค้าเกษตร อินโดนีเซียตกลงสั่งซื้อสินค้าเกษตรจำนวนมหาศาลจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง 1 ล้านเมตริกตัน มูลค่า 685 ล้านดอลลาร์ ข้าวโพด 1.6 ล้านเมตริกตัน ฝ้าย 93,000 ตัน มูลค่า 122 ล้านดอลลาร์ ข้าวสาลีตั้งเป้า 1 ล้านตันในปีนี้ และขยายเป็น 5 ล้านตันภายในปี 2030 มูลค่าประมาณ 1.25 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังนำเข้าเศษเสื้อผ้าใช้แล้วเพื่อรีไซเคิลมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ ไม้แปรรูป และเฟอร์นิเจอร์

ข้อตกลงเด่นในภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน

บริษัทฟรีพอร์ต-แมคมอแรน (Freeport-McMoRan) ยักษ์ใหญ่เหมืองแร่สหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกระทรวงการลงทุนอินโดนีเซีย เพื่อร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ และตกลงขยายใบอนุญาตขุดเหมืองเกินปี 2041 สำหรับสำรวจและขยายทรัพยากรระยะยาว

ส่วนเปอร์ตามินา (Pertamina) รัฐวิสาหกิจน้ำมันอินโดนีเซีย ร่วมมือกับฮัลลิเบอร์ตัน (Halliburton) เพื่อฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำมัน

  • ข้อตกลงเซมิคอนดักเตอร์ 2 ฉบับ: เอสเซนส์ โกลบอล กรุ๊ป มูลค่า 4.89 พันล้านดอลลาร์ และไทเนอร์จี เทคโนโลยี กรุ๊ป
  • ช่วยลดดุลการค้าที่อินโดนีเซียได้เปรียบสหรัฐฯ
  • ประธานาธิบดีปราโบโว มองอนาคตความสัมพันธ์ด้วยความเชื่อมั่น

การเยือนวอชิงตันครั้งนี้ยังรวมการเจรจาลดภาษีนำเข้าจาก 19% เหลือ 18% ให้เท่าเทียมกับอินเดีย ซึ่งจะกระตุ้นการค้าทวิภาคีให้เติบโต

ข้อตกลงนี้ไม่เพียงเสริมความสัมพันธ์อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ แต่ยังส่งผลดีต่อภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะไทยที่อาจได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานเกษตรและเทคโนโลยี การลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์และพลังงานสะอาดจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรม สร้างงาน และเพิ่ม GDP ในระยะยาว นักวิเคราะห์คาดว่ามูลค่าการค้าอาจพุ่งสูงกว่า 2 แสนล้านบาทในอนาคตอันใกล้

สำหรับธุรกิจไทย สามารถเรียนรู้โมเดลนี้เพื่อขยายตลาดสหรัฐฯ โดยเน้นสินค้าเกษตรและแร่ธาตุที่แข่งขันได้

ติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกและโอกาสการค้าอาเซียนได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – อินโดนีเซีย-สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงการค้า-ลงทุน พุ่ง 2 แสนล้าน

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการประกาศ ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งเป็นข้อตกลงที่หลายคนรอคอยมานาน หลังจากเจรจายืดเยื้อหลายเดือน ข่าวนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ แต่ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์พลังงานด้วย

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่าสหรัฐฯ และอินเดียบรรลุข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดกำแพงภาษีสินค้าอินเดียจาก 25% เหลือ 18% ทันที ขณะที่อินเดียสัญญาจะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หันมาซื้อจากสหรัฐฯ มากขึ้น และอาจรวมถึงเวเนซุเอลา นอกจากนี้ อินเดียยังจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าอเมริกันในหมวดพลังงาน เทคโนโลยี เกษตรกรรม ถ่านหิน และอื่นๆ มูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์

ทรัมป์ยกย่องนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ว่าเป็น “มิตรสหายที่ดีที่สุด” และผู้นำที่ทรงอิทธิพล โดยระบุว่า “เราได้พูดคุยเรื่องการค้าและการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ท่านโมดีตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งจะช่วยยุติสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนนับพันทุกสัปดาห์” ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงการลดมาตรการกีดกันทางการค้าของอินเดียเหลือศูนย์ ทำให้สินค้า Made in India เข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ง่ายขึ้น

ปฏิกิริยาจากนายกรัฐมนตรีโมดี

ฝั่งอินเดีย นายโมดีโพสต์ยืนยันผ่าน X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “ยินดีที่ผลิตภัณฑ์ Made in India ได้รับสิทธิลดภาษีเหลือ 18% ขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์” เขายังชื่นชมความเป็นผู้นำของทรัมป์ที่ช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่ง โดยระบุว่า “สองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่และประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ร่วมมือกันจะปลดล็อกโอกาสมหาศาล”

ผลกระทบและบริบทเบื้องหลัง

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังอินเดียเพิ่งปิดดีลการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ซึ่งโมดีเรียกว่า “มารดาของข้อตกลงทั้งปวง” นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นปัจจัยเร่งให้สหรัฐฯ และอินเดียเร่งเจรจา ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย เพื่อแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในยุคที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน อินเดียซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย การหันมาซื้อจากสหรัฐฯ จะช่วยลดแรงกดดันด้านพลังงานโลก

  • สหรัฐฯ ลดภาษีสินค้าอินเดียเหลือ 18% ทำให้ส่งออกเพิ่ม
  • อินเดียเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย สนับสนุนสหรัฐฯ ทางอ้อมในสงครามยูเครน
  • เพิ่มนำเข้าสินค้าอเมริกันมูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์
  • เสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับเศรษฐกิจไทยและอาเซียน ข้อตกลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยซึ่งส่งออกสินค้าไปอินเดียและสหรัฐฯ อาจได้ประโยชน์จากตลาดที่เปิดกว้างขึ้น แต่ต้องจับตาการแข่งขันจากสินค้าอินเดียที่ถูกลง

สุดท้าย ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย แสดงให้เห็นถึงสไตล์การทูตแบบ “ลงมือทำจริง” ของทรัมป์ ที่ผสมผสานการค้าเข้ากับ geopolitics ได้อย่างลงตัว ข้อตกลงนี้ไม่เพียงช่วยสหรัฐฯ แต่ยังเสริมสร้างเสถียรภาพโลก คุณคิดอย่างไรกับดีลนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

ทรัมป์สั่งขึ้นภาษีเกาหลีใต้ 25% กระทบหุ้นยานยนต์


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% สร้างความผันผวนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าที่ล่าช้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศว่าเขาได้สั่งปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์และสินค้าอื่นๆ จากเกาหลีใต้ โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายนิติบัญญัติของเกาหลีใต้ซึ่งเป็นพันธมิตรและคู่ค้ารายสำคัญ กำลังถ่วงเวลาการบังคับใช้ข้อตกลงทางการค้าที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2025 การตัดสินใจ ทรัมป์ สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% ครั้งนี้สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่าย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ และประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้ ได้บรรลุข้อตกลงในหลักการที่เกาหลีใต้จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่าสูงถึง 3.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ แต่ล่าสุดทรัมป์ได้ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ในเมื่อรัฐสภาเกาหลีใต้ยังไม่บังคับใช้ข้อตกลงนี้ ผมจึงขอประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าเกาหลีใต้ในกลุ่ม รถยนต์, ไม้แปรรูป, ยา และสินค้าตอบโต้อื่นๆ จากเดิม 15% กลับขึ้นไปเป็น 25% ทันที” การที่ ทรัมป์ สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% จึงเป็นการตอบโต้ที่รุนแรงต่อท่าทีของเกาหลีใต้

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการหารือระบุว่า ชนวนเหตุที่ทำให้ทรัมป์หมดความอดทนอาจมาจากกรณีที่ทางการเกาหลีใต้ใช้กฎระเบียบเข้าตรวจสอบ “คูปัง” (Coupang) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นธรรมและเป็นการเลือกปฏิบัติ

นายชเว ซอก-ยอง อดีตผู้เจรจาการค้าของเกาหลีใต้ มองว่านี่คือ “เกมการเมือง” ที่สหรัฐฯ ใช้แรงกดดันสูงสุดเพื่อบีบให้เกาหลีใต้ยอมลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

หลังการประกาศดังกล่าว ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลง 1.19% ก่อนจะดีดกลับมาได้เล็กน้อย ขณะที่ค่าเงินวอนอ่อนค่าลง 0.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ สู่ระดับต่ำสุดใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2007-2009

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม หุ้นของฮุนได มอเตอร์ ร่วงลง 4.8% และเกีย ร่วงลง 6% ในช่วงแรก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ โดยในปี 2025 มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.02 หมื่นล้านดอลลาร์

ทางการเกาหลีใต้ระบุว่ายังไม่ได้รับการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ โดยขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนแคนาดา เตรียมเดินทางเข้าพบ นายโฮเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ โดยด่วนเพื่อหารือทางออก

ขณะที่กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ชี้แจงว่า สาเหตุที่แผนการลงทุน 3.5 แสนล้านดอลลาร์ยังล่าช้า เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เรื่องภาษีของทรัมป์ รวมถึงความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออกท่ามกลางภาวะค่าเงินวอนอ่อนตัว

ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้นักลงทุนทั่วโลกเห็นว่า “เสถียรภาพทางภาษี” ในปี 2026 นั้นยังไม่มีอยู่จริง และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้สมัยที่สองของทรัมป์ยังคงมีความผันผวนและคาดเดาได้ยากต่อไป.

ทรัมป์ สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25%

ผลกระทบจาก ทรัมป์ สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% ครั้งนี้

  • ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ผันผวน
  • ค่าเงินวอนอ่อนค่าลง
  • หุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง
  • ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ตึงเครียด

ดูเหมือนว่านโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด นักลงทุนและผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา – “ทรัมป์” สั่งขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเกาหลีใต้เป็น 25% อ้างดีลการค้าล่าช้า ฉุดหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วง

แคนาดาไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน: ท่าทีล่าสุด

สถานการณ์ระหว่างประเทศกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อแคนาดายืนยันจุดยืนชัดเจนว่า ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน ท่ามกลางความกังวลและแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาภายใต้เงื่อนไขที่ตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกได้

แคนาดาไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน จริงหรือ?

นายกรัฐมนตรีของแคนาดาได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่าข้อตกลงที่มีกับจีนเป็นเพียงการปรับลดภาษีศุลกากรในบางภาคส่วนเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) ยังมีข้อผูกพันที่ระบุถึงการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหากมีการดำเนินการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่ไม่ได้ใช้ระบบตลาดเสรี

ทำไมแคนาดาถึงยืนยันว่าไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แคนาดา ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน อาจมาจากแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาที่ขู่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตราที่สูงถึง 100% หากแคนาดาเดินหน้าทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลง USMCA ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับจีนได้

ก่อนหน้านี้ แคนาดาได้ดำเนินมาตรการทางการค้าที่สอดคล้องกับสหรัฐฯ โดยการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนในอัตรา 100% รวมถึงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25% ซึ่งจีนได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันคาโนลาและกากคาโนลาจากแคนาดาในอัตรา 100% และเก็บภาษีเนื้อหมูและอาหารทะเล 25%

อย่างไรก็ตาม มีความพยายามที่จะปรับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดาและจีน โดยนายกรัฐมนตรีแคนาดาได้ตัดสินใจปรับลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนลง 100% เพื่อแลกกับการที่จีนยอมลดภาษีสินค้าเกษตรและประมงของแคนาดา โดยมีการจำกัดจำนวนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนสู่แคนาดาไว้ที่ 49,000 คันต่อปีในระยะแรก และจะเพิ่มโควตาเป็นประมาณ 70,000 คันภายในระยะเวลา 5 ปี

ท่าทีของสหรัฐอเมริกาต่อเรื่องนี้ค่อนข้างแข็งกร้าว โดยอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้ข่มขู่ผ่านโซเชียลมีเดียว่า หากแคนาดาคิดที่จะเป็น “จุดกระจายสินค้า” ให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้ามายังสหรัฐฯ เขาคิดผิดอย่างมหันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้แคนาดากลายเป็นช่องทางที่จีนใช้ส่งสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามายังสหรัฐฯ ได้

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการเมือง การที่แคนาดายืนยันว่า ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน อาจเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกาและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การตัดสินใจของแคนาดา ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน นี้จะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร และสหรัฐอเมริกาจะตอบโต้เรื่องนี้อย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวทีการค้าโลกก็เป็นได้

ที่มา – แคนาดายืนยัน ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุย ทรัมป์รับคำเชิญเยือนจีน

การพูดคุยระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เมื่อ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน เรื่องนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีความท้าทายหลายประการ

โดนัลด์ ทรัมป์ คุยกับ สี จิ้นผิง ทางโทรศัพท์ โดยหารือกันหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องยูเครนและไต้หวัน ซึ่งฝ่ายจีนย้ำว่า ไต้หวันควรกลับคืนสู่จีน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นฝ่ายโทร ก่อนที่ในเวลาต่อมา นายทรัมป์จะโพสต์ข้อความเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการคุยครั้งนี้

“ผมเพิ่งมีการคุยโทรศัพท์ที่ดีมากกับประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ของจีน เราหารือกันในหลายประเด็นรวมถึง เรื่องยูเครน/รัสเซีย, เฟนทานิล, ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ เราได้มีการทำข้อตกลงที่ดีและสำคัญมากสำหรับเกษตรกรผู้ยิ่งใหญ่ของเรา และมันจะดีขึ้นอีก” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

“ความสัมพันธ์ของเรากับจีนนั้นเข้มแข็งอย่างยิ่ง การโทรศัพท์ครั้งนี้เป็นการติดตามผลจากการประชุมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของเราที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ตั้งแต่นั้นมาก็มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญจากทั้งสองฝ่ายในการทำให้ข้อตกลงของเราเป็นปัจจุบันและถูกต้อง”

“ตอนนี้เราสามารถตั้งเป้าไปที่ภาพรวมใหญ่ได้ เพื่อจุดประสงค์นั้น ประธานาธิบดีสีได้เชิญผมไปเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายน ซึ่งผมได้ตอบรับ และผมได้เชิญเขามาเป็นแขกของผมสำหรับการเยือนอย่างเป็นทางการในสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี เราตกลงกันว่าการที่เราสื่อสารกันบ่อยครั้งเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผมตั้งตาคอยที่จะทำเช่นนั้น”

ด้านสำนักข่าว ซินหัว ของจีน รายงานว่า ระหว่างการพูดคุย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้แจ้งต่อประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “การกลับคืนสู่จีนของไต้หวัน เป็นส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม”

“จีนและสหรัฐฯ เคยต่อสู้เคียงข้างกันเพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิแสนยานุภาพนิยม และในตอนนี้ก็ควรทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องผลลัพธ์ของสงครามโลกครั้งที่สอง” นายสีกล่าว ตามรายงานของ ซินหัว

ทั้งนี้ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมไต้หวัน แม้ว่ารัฐบาลไต้หวันจะปฏิเสธการกล่าวอ้างของจีนและระบุว่า มีเพียงประชาชนไต้หวันเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของตนเองได้

ตอนนี้จีนกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการทูตกับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า หากจีนโจมตีไต้หวันจนทำให้การดำรงอยู่ของญี่ปุ่นถูกคุกคาม ญี่ปุ่นก็อาจตอบสนองด้วยกำลังทหาร

นายสีกับนายทรัมป์พบกันที่เกาหลีใต้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม หลังจากความตึงเครียดทางการค้าดำเนินมานานหลายเดือนซึ่งเกิดจากนโยบายภาษีของทรัมป์ หลังจากนั้น จีนก็กลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และระงับมาตรการขยายขอบเขตการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายาก ขณะที่สหรัฐฯ ได้ลดภาษีสินค้าจากจีนลง 10%

ผู้นำจีนบอกกับผู้นำสหรัฐฯ ในการสนทนาครั้งล่าสุดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ มีเสถียรภาพและดีขึ้นนับตั้งแต่การประชุมที่เกาหลีใต้ “ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าความร่วมมือเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ในขณะที่การเผชิญหน้าจะทำลายทั้งสองฝ่าย” พร้อมกระตุ้นให้ทั้งสองประเทศรักษาแรงผลักดันเชิงบวกและขยายความร่วมมือระหว่างกัน

ผู้นำทั้งสองยังได้หารือเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยนายสียืนยันอีกครั้งว่าจีนสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดช่องว่างความแตกต่างของกันและกัน

ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

สถานการณ์ระหว่างประเทศมีความผันผวนอยู่เสมอ การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน จึงเป็นสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ทำไมการคุยกันของผู้นำจีนและสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญ

การพูดคุยระหว่างผู้นำของสองประเทศมหาอำนาจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของโลก การหารือในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยูเครน ไต้หวัน หรือประเด็นทางการค้า ล้วนมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโลก

การที่ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรักษาช่องทางการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ แม้ว่าจะมีข้อขัดแย้งในบางประเด็นก็ตาม

การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับประชาคมโลก เพราะแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศยังคงเปิดโอกาสให้กับการเจรจาและการแสวงหาจุดร่วม

ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยังคงมีความท้าทายอีกมากมาย แต่การที่ผู้นำทั้งสองยังคงสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าทั้งสองประเทศตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในระดับโลก

แน่นอนว่าการเจรจาและการพูดคุยกันย่อมดีกว่าการเผชิญหน้า การที่ ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศยังคงเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่น่ายินดีและเป็นความหวังสำหรับอนาคต

ที่มา – ผู้นำจีน-สหรัฐฯ ต่อสายคุยชื่นมื่น ทรัมป์ตอบรับคำเชิญเยือนจีน

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี แลก 2 แสนล้านดอลลาร์

สหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าครั้งสำคัญ โดยสหรัฐฯ จะลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสวิตเซอร์แลนด์จาก 39% เหลือเพียง 15% เพื่อแลกกับการลงทุนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากสวิตเซอร์แลนด์ในสหรัฐฯ

ข้อตกลงนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีที่สูงขึ้นก่อนหน้านี้ การลดภาษีของสหรัฐฯ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าสวิสในตลาดอเมริกา ในขณะที่การลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และสร้างงานใหม่

สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี แลก 2 แสนล้านดอลลาร์

นายกาย ปาร์เมลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็น “ความโล่งใจอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจของเรา” และยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายอย่างมากนับตั้งแต่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เขายังยกย่องบทบาทของผู้นำธุรกิจชาวสวิสที่เข้าพบนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าเป็น “ปัจจัยชี้ขาด” ในการบรรลุข้อตกลง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายอุตสาหกรรมได้เดินทางไปเยือนทำเนียบขาว พร้อมนำของขวัญล้ำค่า เช่น นาฬิกาโรเล็กซ์ทองคำ และทองคำแท่งสลักพิเศษจากบริษัทผลิตทองคำ MKS ไปมอบให้กับอดีตประธานาธิบดีทรัมป์

การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์เป็นไปอย่างยากลำบากมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี คารีน เคลเลอร์-ซุทเทอร์ แห่งสวิตเซอร์แลนด์ พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของนายทรัมป์เกี่ยวกับภาษี แต่ไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม หลังจากการพบปะกับผู้นำธุรกิจชาวสวิสเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ทรัมป์ได้เปิดเผยว่ากำลังมีการดำเนินการเกี่ยวกับข้อตกลง

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีการบรรลุข้อตกลงแล้ว และกล่าวว่า “ความสามารถในการทำข้อตกลงที่ไม่มีใครเทียบของประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมอบผลประโยชน์ให้กับชาวอเมริกันต่อไป”

นางเอเลเน บุดลิเกอร์ อาร์เตียดา หัวหน้าผู้เจรจาการค้าของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะบรรลุข้อตกลงนี้ นายปาร์เมลินกล่าวว่าข้อตกลงนี้จะทำให้สวิตเซอร์แลนด์มีอัตราภาษีอยู่ที่ 15% เช่นเดียวกับชาติสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สวิตเซอร์แลนด์จะลงทุนทางเศรษฐกิจมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐโดยตรงในสหรัฐฯ ภายในปี 2571 โดยหนึ่งในสามของเงินจำนวนนี้จะลงทุนภายในปี 2569 นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังตกลงที่จะยกเลิกภาษีสำหรับโควตานำเข้าเนื้อจากสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเนื้อวัว เนื้อไบซัน และเนื้อสัตว์ปีก

สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าจากสวิส แลกการลงทุน 2 แสนล้าน

นายเกรียร์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ได้ทำลายอุปสรรคทางการค้าที่มีมายาวนาน และการลงทุนของสวิตเซอร์แลนด์จะนำมาซึ่งตำแหน่งงานใหม่หลายพันตำแหน่ง

สำหรับอุตสาหกรรมสวิส ข้อตกลงนี้ถือว่ามาได้ทันเวลาอย่างยิ่ง เนื่องจากสถิติล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของสวิตเซอร์แลนด์ไปยังสหรัฐฯ ลดลง 14.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมากนับตั้งแต่มีการปรับขึ้นภาษีในเดือนสิงหาคม

บทบาทของนักอุตสาหกรรมชาวสวิสดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางรายที่ค้าขายสินค้าแบรนด์หรู ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์อยู่ในแวดวงของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์

การที่สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี แลกการลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาทางการค้าและการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างสำหรับการทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศอื่นๆ ในอนาคตอีกด้วย การลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์จากสวิตเซอร์แลนด์ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และสร้างงานใหม่ๆ ได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญคือการ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี ครั้งนี้ จะช่วยลดภาระของภาคธุรกิจสวิส และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อีกด้วย การ ปิดดีลสวิส หั่นภาษี ครั้งนี้จึงเป็น Win-Win situation สำหรับทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – สหรัฐฯ ปิดดีลสวิส หั่นภาษีจาก 39% เหลือ 15% แลกลงทุน 2 แสนล้านดอลลาร์

ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบที่ปูซาน คุยอะไรกัน?

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง เตรียมประชุมสุดยอดร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยคาดกันว่าจะหารือกันเรื่องปัญหาต่างๆ ทั้ง ภาษี, TikTok, แร่หายาก, เฟนทานิล และสงครามรัสเซียยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังว่าการประชุมกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้ จะสามารถ แก้ไข “ปัญหามากมาย” ระหว่างสหรัฐฯ และจีนได้ ในขณะที่ความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายพุ่งสูง หลังสหรัฐฯ ขู่ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีนอีก 100% ตอบโต้ที่แดนมังกรจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากเพิ่มขึ้น

ตั้งแต่เดือนสิงหาคม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีนเจรจาการค้ามาตลอด และมีการจัดทำกรอบข้อตกลงแล้ว โดยนายทรัมป์กล่าวในการประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ว่า ข้อตกลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นผลดีและน่าตื่นเต้นสำหรับทุกคน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้ จะมีการบรรลุข้อตกลงที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้จริง

ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

คาดกันว่า ประเด็นที่ผู้นำทั้งสองคนจะหารือกันจะครอบคลุมถึงเรื่อง กำแพงภาษีทางการค้า, การลักลอบขนยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาเสพติดที่คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ ปีละหลายหมื่นคน, การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (rare-earth) ของจีนกับการนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐฯ ของจีน

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง การควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ, ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง โดยเฉพาะ สงครามรัสเซียยูเครน และจุดยืนของสหรัฐฯ เรื่องไต้หวัน, ค่าธรรมเนียมท่าเรือสำหรับเรือจีนที่จอดเทียบท่าในสหรัฐฯ และการสรุปข้อตกลงเพื่อซื้อ TikTok

ศ.อเลฮานโดร เรเยส จากภาควิชาการเมืองและรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกงบอกกับ อัลจาซีรา ว่า สหรัฐฯ กับจีนต้องการที่จะ ประคับประคองความสัมพันธ์การเป็นคู่แข่งที่น่าหงุดหงิดใจนี้เอาไว้ แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

สำหรับสหรัฐฯ เป้าหมายคือการแสดงให้เห็นว่าท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีนของพวกเขานั้น “ได้ผลลัพธ์แล้ว” นายทรัมป์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดนี้หลังจากลงนามข้อตกลงการค้ากับ มาเลเซีย, กัมพูชา และญี่ปุ่น เชื่อมโยงการเข้าถึงตลาดเข้ากับการร่วมมือด้านความมั่นคงแห่งชาติโดยตรง

ส่วนจีน สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “การแสดงออกถึงความสงบและความอดทน” การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นการย้ำยืนยันอำนาจของผู้นำจีน สี จิ้นผิง และกำหนดทิศทางสำหรับแผนพัฒนาประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ศ.เรเยสกล่าวด้วยว่า การหารือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องกำแพงภาษีทางการค้า, แร่หายาก, เทคโนโลยี AI และยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบันมากที่สุดนั้น จะไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย

ความเสียหายในยูเครน
ความเสียหายในยูเครน

ประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญ

-ยาเฟนทานิล

หนึ่งในประเด็นที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดคือเรื่อง ยาเฟนทานิล ซึ่งเป็นยาอันตรายที่ไหลเข้าสหรัฐฯ จากจีน ซึ่งนายทรัมป์เคยขึ้นภาษีสินค้าจีนในอัตรา 20% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อกดดันให้จีนเพิ่มการควบคุมการส่งออกสารตั้งต้นของยาชนิดนี้

น.ส.บอนนี เกลเซอร์ กรรมการผู้จัดการโครงการอินโด-แปซิฟิกของ German Marshall Fund of the United States (GMF) มองว่า ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ขัดแย้งกันอย่างมาก แต่จีนอาจพร้อมให้ความร่วมมือในการปราบปรามการฟอกเงินของอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าเฟนทานิล

ขณะที่ The Wall Street Journal รายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ จีนอาจให้คำมั่นว่าจะควบคุมสารตั้งต้นในการผลิตเฟนทานิลมากขึ้น และหากบรรลุข้อตกลง ทรัมป์อาจลดภาษีที่เกี่ยวกับเฟนทานิลลงได้ถึง 10%

-กำแพงภาษีทางการค้า

หลังจากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีเรื่องเฟนทานิล จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าเกษตรสหรัฐฯ 15% ก่อนที่สงครามภาษีจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 145% และจีนโต้กลับที่ 125% แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะลดภาษีลงเหลือ 30% และ 10% และตกลงสงบศึกเป็นเวลา 90 วัน (ขยายเวลาไปแล้ว 2 ครั้ง) แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้จนถึงทุกวันนี้

-แร่หายากกับถั่วเหลือง

จีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก 12 ชนิด (7 ชนิดในเดือนเมษายน และอีก 5 ชนิดในเดือนตุลาคม) และเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ โดยแร่หายากเหล่านี้ คือโลหะที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมกลาโหม และ AI ส่งผลให้นายทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีน 100% และขู่ควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่า จีนจะชะลอการจำกัดการส่งออกแร่หายาก และการขู่ขึ้นภาษี 100% อาจถูกยกเลิกไปพร้อมทั้งคาดว่าจีนจะตกลงเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าข้อพิพาทการค้านี้อาจมีทางออกที่ดี แต่ไม่เชื่อว่าความตึงเครียดพื้นฐานจะคลี่คลาย เพราะปัญหาอยู่ลึกกว่าเศรษฐกิจและต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดีและมองข้ามแนวคิดที่ว่า ผลประโยชน์ของคนอื่นจะเท่ากับผลขาดทุนของตัวเอง (zero-sum game)

แร่หายาก
แร่หายาก

-เทคโนโลยีและ TikTok

ในเดือนกันยายน นายทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อให้มีการ โอนทรัพย์สินของ TikTok ในสหรัฐฯ ไปยังนักลงทุนชาวสหรัฐฯ แล้ว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า สหรัฐฯ และจีน “บรรลุข้อตกลงสุดท้ายเกี่ยวกับ TikTok แล้ว” ซึ่งจะมีการสรุปในการประชุมนี้

แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ยุติความขัดแย้งเรื่องชิป, AI และการควบคุมทางดิจิทัล

ในเดือนตุลาคม สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายร้อยแห่ง และจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ไปยังจีน ซึ่งทำให้ปักกิ่งไม่พอใจและเริ่ม สอบสวนการผูกขาดของ Nvidia และ Qualcomm ซึ่งนายทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธว่า เขาอาจจะหารือเรื่องชิป Nvidia กับสี จิ้นผิง ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้

-ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์

ทรัมป์ต้องการใช้โอกาสนี้หารือกับสี จิ้นผิง เรื่องการยุติสงครามยูเครน แม้ว่าจีนจะเคยบอกว่า สงครามที่ยืดเยื้อในยูเครน “ไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของใครเลย” แต่พวกเขาก็ย้ำว่า จีนไม่สามารถปล่อยให้รัสเซียแพ้สงครามในยูเครนได้ เนื่องจากสหรัฐฯ จะหันมาให้ความสนใจกับจีนแทน

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยขู่คว่ำบาตรประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย และได้ขึ้นภาษีอินเดียไปแล้ว 50% แต่ยังไม่ได้ดำเนินการกับจีน ทั้งที่แดนมังกรนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลมากถึง 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของมอสโก คือ Rosneft และ Lukoil ในเดือนตุลาคม บริษัทน้ำมันบางแห่งในจีนก็ระบุว่า จะงดเว้นจากการนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางทะเลในระยะสั้น

นักวิเคราะห์คาดว่า ทรัมป์จะขอให้สี จิ้นผิง ช่วยกดดันปูตินให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจา แต่ สี จิ้นผิง อาจจะลังเล ขณะที่ฝ่ายจีนจะหารือเรื่องจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน สี จิ้นผิง อาจกดดันให้ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ คัดค้านเอกราชของไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่น่าจะทอดทิ้งไต้หวัน เพราะต้องการเครดิตในการยุติสงครามไม่ใช่นำไปสู่สงคราม

อย่างไรก็ดี นายทรัมป์กล่าวก่อนเมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) ว่า เขาไม่แน่ใจว่าจะหารือเรื่องไต้หวันหรือไม่

ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน
ป้ายโฆษณาเทคโนโลยี AI ในจีน

ฝ่ายไหนได้เปรียบกว่ากัน?

ดุลอำนาจการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-จีนมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน จำกัดการส่งออก เซมิคอนดักเตอร์ ให้จีน และนายทรัมป์ก็เพิ่มภาษีจีนเป็น 145% ทำให้จีนตอบโต้ด้วยภาษี 125% และ จำกัดการส่งออกโลหะหายากรวม 12 ชนิด

ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามสร้างพันธมิตรทางการค้า จีนเสริมสร้างข้อตกลงกับ อาเซียน ขณะที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงใหม่กับ ญี่ปุ่น มาเลเซีย กัมพูชา และเกาหลีใต้ ทำให้นักวิเคราะห์ชี้ว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าฝ่ายใดได้เปรียบในการเจรจา

ส่วน ศ.เรเยส มองว่า สหรัฐฯ และจีนมีจุดแข็งต่างกัน สหรัฐฯ ได้เปรียบตรงที่สร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ (เช่น ข้อตกลงกับมาเลเซีย) ซึ่งช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนในการเจรจา แต่จีนมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พวกเขายังคงเป็นแกนหลักของการผลิตโลก, ครองการแปรรูปแร่ธาตุสำคัญ และพิสูจน์แล้วว่าสามารถต้านทานกำแพงภาษีได้

สรุปคือ สหรัฐฯ มีอำนาจที่รวดเร็วและเสียงดัง แต่จีนมีความอดทนและมั่นคงกว่า สามารถอดทนได้นานกว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร?

แม้ทรัมป์คาดว่านี่จะเป็นการประชุมที่ “ยอดเยี่ยม” แต่นักวิเคราะห์มีความคาดหวังเพียงเล็กน้อยว่า การพบกันครั้งนี้จะมีผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ใดๆ

ศ.เรเยสคาดว่า จะมีการ “สงบศึกชั่วคราว” และการประกาศชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ เช่น การชะลอภาษีหรือแถลงการณ์ร่วมเรื่องเสถียรภาพทางการค้า แต่การประชุมนี้จะไม่ยุติความเป็นคู่แข่ง หากเป็นการเริ่มต้นของ “เฟสใหม่” ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับความเป็นคู่แข่ง ในขณะที่สหรัฐฯ สร้างพันธมิตรผ่านสนธิสัญญา ส่วนจีนก็เพิ่มความเข้มแข็งด้วยความอดทน

จากการวิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ที่ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? จะเห็นได้ว่าการเจรจาครั้งนี้มีความซับซ้อนและมีหลายประเด็นที่ต้องจับตามอง การพบกันของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? จึงเป็นที่น่าสนใจว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการพบปะของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง? อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์โลกและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ทรัมป์-สี จิ้นผิง จ่อพบกันที่ปูซาน เตรียมคุยเรื่องอะไรบ้าง?

ทรัมป์แถลง UN จวกผู้อพยพ-โลกร้อน ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงบนเวทีสหประชาชาติครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพของประเทศต่างๆ และปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างสิ้นเชิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดยเขาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งองค์การสหประชาชาติ, นโยบายผู้อพยพ และสภาพอากาศ ขณะที่ยกย่องผลงานของตัวเองตอนเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก

นายทรัมป์เริ่มต้นการกล่าวสุนทรพจน์ของเขาด้วยการพูดติดตลกเรื่องเครื่องบอกบท (teleprompter) ที่เสีย โดยกล่าวว่า “ใครก็ตามที่กำลังควบคุมเครื่องนี้อยู่คงเดือดร้อนแน่” ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวสุนทรพจน์ยาวถึง 56 นาที นานกว่าเวลาที่กำหนดไว้ 15 นาทีมาก

นายทรัมป์อธิบายว่าอะไรที่ทำให้สหรัฐฯ “เป็นประเทศที่ร้อนแรงที่สุดในโลก” และกำลังเข้าสู่ “ยุคทอง” ซึ่งความสำเร็จที่ทรัมป์ยกมากล่าวถึงได้แก่ การลงทุนในสหรัฐฯ, อัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ต่ำ, และ “ข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์” หลายฉบับที่มีการลงนามหลังจากเขาใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลก

จากนั้น ผู้นำสหรัฐฯ สลับไปพูดเรื่องวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับเวทีโลก โดยเขาพูดถึงสงคราม 7 แห่งที่เขาอ้างว่า ยุติลงระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขา ขณะที่ UN ไม่แม้แต่จะช่วยหาทางออก ในขณะที่ความขัดแย้งอื่นๆ ที่ยังดำเนินอยู่ทั่วโลก นายทรัมป์คิดว่า สงครามยูเครนจะเป็นความขัดแย้งที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด

นายทรัมป์ย้ำด้วยว่า ผู้ที่กำลังเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในกาซา “ต้องทำให้สำเร็จให้ได้” และตัวประกันจะต้องได้รับการปล่อยตัว ขณะที่กล่าวโจมตีการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ที่ชาติยุโรปหลายแห่งประกาศก่อนหน้านี้ ว่าเป็นการให้รางวัลแก่ความโหดร้ายที่ลงมือกระทำโดยกลุ่มฮามาส

ต่อมานายทรัมป์หันไปโจมตีใน 2 ประเด็น ได้แก่เรื่อง ผู้อพยพ และเรื่องพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพกำลัง “จางหายไปอย่างรวดเร็ว” เนื่องจากนโยบายของพวกเขาในสองประเด็นนี้

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหา UN ว่ากำลังให้ทุนสนับสนุนวิกฤตผู้อพยพที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ยุติ “การทดลองเปิดพรมแดนที่ล้มเหลว” ได้แล้ว และพูดเจาะจงถึงยุโรปว่า ทวีปนี้กำลังมีปัญหาอย่างมากเรื่องผู้อพยพ ก่อนจะกล่าวโจมตีความล้มเหลวของยุโรปในการตัดขาดพลังงานของรัสเซียว่า เป็นเรื่องน่าอับอาย

ส่วนเรื่องพลังงานหมุนเวียน นายทรัมป์กล่าวโจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่า “การหลอกลวงเรื่องพลังงานสะอาด” โดยอ้างว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม มีราคาแพงกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

นอกจากนั้นเขายังปฏิเสธเรื่องภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และอ้างว่า การคาดการณ์ของสหประชาชาติเรื่องสภาพอากาศนั้น “ผิดพลาด”

นายทรัมป์จบสุนทรพจน์ความยาวร่วม 56 นาทีของเขาด้วยการสรุปว่า “คุณต้องมีพรมแดนที่แข็งแกร่ง และแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม หากคุณต้องการที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาขึ้นเวที UN อีกครั้ง หลังจากหายไปนานถึง 5 ปี การปรากฏตัวของเขาครั้งนี้สร้างความฮือฮาและเป็นที่จับตามองของทั่วโลก ท่าทีที่แข็งกร้าวและการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เขายังคงเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจอย่างมากในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

การที่ทรัมป์ออกมาวิจารณ์นโยบายผู้อพยพและปัญหาโลกร้อน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดเห็นอย่างชัดเจนระหว่างเขากับผู้นำคนอื่นๆ ในเวทีโลก การที่เขายังคงยึดมั่นในแนวคิดเดิมๆ และไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่หลายประเทศกำลังดำเนินการอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

การที่ทรัมป์ออกมากล่าวถึงเรื่องพลังงานหมุนเวียนและกล่าวหาว่าเป็น “การหลอกลวง” แสดงให้เห็นถึงความกังวลของเขาเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในหลายประเทศ

ทำไมทรัมป์ถึงออกมาแถลงเรื่องนโยบายผู้อพยพและภาวะโลกร้อน?

คำถามคือ ทำไมทรัมป์ถึงเลือกที่จะเน้นย้ำประเด็นเหล่านี้ในการแถลงบนเวที UN? เป็นไปได้ว่าเขามองว่าประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศของตน และต้องการที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับจุดยืนของตนต่อประชาคมโลก

อย่างไรก็ตาม การที่เขากล่าวโจมตีนโยบายผู้อพยพและภาวะโลกร้อน อาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความไม่พอใจจากหลายประเทศที่กำลังพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน

การ ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน ครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาระดับโลกในอนาคต

สถานการณ์ระหว่างประเทศยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่ผู้นำแต่ละประเทศมีมุมมองที่แตกต่างกันยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาระดับโลกเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การสร้างความเข้าใจและการหาจุดร่วมกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้

แน่นอนว่าการ ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน ย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้คนทั่วโลก เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

ในท้ายที่สุดแล้ว การที่ทรัมป์กลับมาปรากฏตัวบนเวที UN อีกครั้ง ทำให้เห็นว่าเขายังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการเมืองระหว่างประเทศ และสิ่งที่เขาพูดและทำยังคงมีอิทธิพลต่อโลกอย่างมาก

ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคุณ

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวทีโลกก็เป็นได้

ที่มา – ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

Scroll to top