ข้อตกลง Moa

ประธานกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ มั่นใจเสร็จ 21 พ.ย.นี้

ประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญคาด เปิดสภาสมัยวิสามัญช่วง 8-11 ธ.ค. นี้ มั่นใจพิจารณาชั้นกมธ.เสร็จไม่เกิน 21 พ.ย. มองการเดินหน้าข้อตกลง MOA เป็นไปด้วยดี

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 20 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ภาพรวมพิจารณารายมาตรา เดินหน้าถึงเรื่องกลไกรับฟังความคิดเห็น ซึ่งยืนยันว่า การพิจารณาทั้งหมด จะแล้วเสร็จในวันที่ 21 พ.ย. 2568 ค่อนข้างมั่นใจ โดยยังมีขั้นตอนทางธุรการ จัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ส่งให้ประธานรัฐสภา เพื่อนำแจ้งต่อ ครม. ถึงความพร้อมของรัฐธรรมนูญ ที่จะนำไปสู่การเปิดประชุมสมัยวิสามัญ และเมื่อส่งไปให้ครม.พิจารณา ก็ยังมั่นใจว่า การประชุมครม.วันที่ 25 พ.ย. 2568 ควรจะต้องมีมติว่า เห็นควรให้มีการกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้เปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่ เชื่อว่าน่าจะอยู่ในกรอบระหว่างวันที่ 8-11 ธ.ค.2568

ประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มั่นใจพิจารณาชั้นกมธ.เสร็จไม่เกิน 21 พ.ย.นี้

โยนครม.ชงคำถามประชามติ

เมื่อถามว่าทางกมธ.จะต้องตั้งคำถามเพื่อทำประชามติหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เรื่องนี้เราพิจารณากันหลายรอบ และได้มีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ข้อสรุปตรงกันว่าคำถามน่าจะเป็น ครม. เป็นผู้ตั้งคำถาม แต่ในส่วนของญัตติที่จะนำไปสู่การมีคำถามไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ 1 และคำถามที่ 2 จะต้องมาจากรัฐสภา ก็คงขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองจะคุยกันอย่างไร แต่เชื่อว่าจะต้องพิจารณาญัตติที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคำถาม เพื่อนำไปสู่ประชามติ ในวาระ 2 หรืออย่างช้าที่สุดในวาระ 3

ท่องคาถา MOA กั๊กเรื่องซักฟอก

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคให้ตนโฟกัสเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่ไม่ว่าจะมีพรรคใดเริ่มยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคปชน. ยืนยันว่าในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน เราพร้อมทำหน้าที่เต็มที่ในทุกมิติแน่นอน ส่วนจะเป็นการยื่นอภิปรายด้วยตัวเองของพรรคปชน. ที่มีเสียง สส. ครบหรือไม่ ยังอยู่ในขั้นการพิจารณา คงจะพิจารณาประกอบตามเงื่อนไขที่ปรากฏใน MOA ส่วนคุณสมบัติของรัฐมนตรีรายบุคคลก็ไม่ต้องรอให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากรัฐบาลเห็นว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติที่มีปัญหา หรือมีข้อกังขาสำหรับประชาชนก็สามารถใช้กลไกอื่นจัดการได้อยู่แล้ว เพื่อให้การเดินหน้าตามข้อตกลง MOA เป็นไปด้วยดี และเป็นสิ่งที่รัฐบาลประกาศไว้เองว่าจะเป็นผู้ปราบปรามธุรกิจสีเทาต่าง ๆ และผลจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจของรัฐบาล ถ้าไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา การเปิดอภิปรายไม่ว่าจะเป็นมาตรา 151 หรือ 152 หรือการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติอื่น ๆ ก็เป็นอาวุธหรือเครื่องมือที่ฝ่ายค้านเตรียมไว้ทุกมิติ

รอหาข้อสรุป

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า เข้าใจว่า สส. ของพรรคปชน. มีการหารือมาโดยตลอดว่าจะใช้เครื่องมือใดในการตรวจสอบรัฐบาล โดยจะเป็นการยื่นญัตติอภิปรายเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ไม่ว่าจะเป็นตามมาตรา 151 หรือ 152 ซึ่งคงต้องหาข้อสรุปของที่ประชุม สส. พรรคและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุดของกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการฯ ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในวันที่ 21 พ.ย. นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเด็นนี้ต่อไป นอกจากนี้ การที่ ครม. จะเป็นผู้ตั้งคำถามประชามติ ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูว่าจะออกมาในรูปแบบใด และจะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างไร

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและโปร่งใส ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในสังคม ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากทางประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มั่นใจพิจารณาชั้นกมธ.เสร็จไม่เกิน 21 พ.ย.นี้

ณัฐวุฒิชี้ ดีลพิสดาร MOA ส้ม-น้ำเงิน

“ณัฐวุฒิ” ชี้ ดีลพิสดาร MOA ส้ม-น้ำเงิน ไปไกลกว่า “มีชัย ฤชุพันธุ์” จินตนาการ สร้างฝ่ายค้านตั้งรัฐบาลค้ำอำนาจอนุรักษนิยม เตือน พรรคประชาชนเร่งจับมือภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน

วันที่ 23 กันยายน 2568 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) กล่าวว่า MOA ส้ม-น้ำเงิน ที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยร่วมกันก่อตั้งรัฐบาลชุดนี้ เป็นการอุ้มสมเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ให้ไปไกลเกินกว่าจินตนาการของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ วางเอาไว้ เพราะเจตนารมณ์ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือต้องการอำนาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา โดยมีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เป็นพวกตัวเองคอยเลือกองค์กรอิสระเพื่อให้สามารถคุมกลไกตรวจสอบถ่วงดุลทั้งหลายเอาไว้ แต่ MOA ส้ม-น้ำเงินได้ส่งผลให้อำนาจรัฐของพรรคภูมิใจไทยมีพลังของพรรคแกนนำฝ่ายค้านคอยหนุนส่งอยู่อีกทางหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะมั่นใจว่าตอนที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัยและคณะ ก็คิดไม่ถึงว่าจะไปได้ถึงขนาดนี้

สำหรับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายณัฐวุฒิ ระบุว่า ขณะนี้เมื่อพรรคภูมิใจไทยเสนอเนื้อหาของร่างฯ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว แม้เนื้อหาจะสามารถรับฟังได้ แต่เจตนากลับส่อว่าอาจจะเป็นปัญหา เพราะการให้อำนาจรัฐสภา เลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาทั้งหมด 99 คน สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิด ส.ส.ร.สีน้ำเงินขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพราะพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมี สส. อยู่ 69 เสียง เมื่อรวมกับเสียงของ สว.สีน้ำเงิน ซึ่งคาดว่าอาจจะมีได้ถึง 150 เสียง ก็จะกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่มีคะแนนสูงสุดในรัฐสภา หากรวมกับคะแนนของพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน ก็จะทำให้สามารถกำหนดตัว ส.ส.ร. ที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กลายเป็น ส.ส.ร.สีน้ำเงิน หมดทั้ง 99 คนเลยหรือไม่

“ผมจึงขอเรียกร้องให้พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งร่วมกันตั้งรัฐบาลตามดีลพิสดาร สร้างความชัดเจนให้เกิดความมั่นใจในหมู่ประชาชน โดยการจับมือกันให้ สส.ทั้ง 2 พรรค ร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน โดยมีเนื้อหาสาระที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน หากจะต้องระมัดระวังเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่า ไม่ใช่เป็นการยกอำนาจหรือยก ส.ส.ร. ให้กับฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

นายณัฐวุฒิ ยังเผยอีกว่า นับตั้งแต่มีการลงนามร่วมกันของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยในข้อตกลง MOA ส้ม-น้ำเงิน จนถึงวันที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่เคยเห็นพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยตั้งโต๊ะพูดคุยกันในระดับผู้นำพรรค เพื่อสร้างความชัดเจนและหลักประกันให้กับประชาชนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงสมควรอย่างยิ่งที่หัวหน้าพรรคประชาชนจะนัดหมายหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อประกาศร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของทั้ง 2 พรรค ที่มีการลงนามร่วมกันต่อหน้าประชาชนเหมือนลงนาม MOA 5 ข้อ และร่วมกันยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของทั้ง 2 พรรคเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

ขณะเดียวกัน ทั้งพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยก็ควรที่จะจับมือกันเดินไปหารือกับ สว. อย่างเปิดเผย เพื่อขอรับการสนับสนุนในการลงคะแนนผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวเดียวกันด้วย เพื่อให้ดีลพิสดารในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้สามารถบรรลุเป้าหมายตาม MOA เปิดทางให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างแท้จริง.

“ณัฐวุฒิ” ชี้ ดีลพิสดาร MOA ส้ม-น้ำเงิน

จากกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ออกมากล่าวถึงดีลพิสดาร MOA ส้ม-น้ำเงิน ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลเกี่ยวกับทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นไปได้ที่ ส.ส.ร. จะถูกครอบงำโดยกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม

ทำความเข้าใจ ดีลพิสดาร MOA ส้ม-น้ำเงิน

ดีลพิสดาร MOA ส้ม-น้ำเงิน คือข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งนายณัฐวุฒิ มองว่าเป็นการเปิดทางให้อำนาจของพรรคภูมิใจไทยได้รับการสนับสนุนจากพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นี่คือประเด็นที่ประชาชนควรจับตาอย่างใกล้ชิด

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นฉบับที่ตอบโจทย์ความต้องการของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ การที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้หรือไม่ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และจะมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ ส.ส.ร. สามารถทำงานได้อย่างอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง

ดีลพิสดาร MOA ส้ม-น้ำเงิน จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทิศทางใด ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

ในท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน โดยคำนึงถึงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” ชี้ ดีลพิสดาร MOA ส้ม-น้ำเงิน จี้ ปชน.-ภท. เสนอร่างแก้ไข รธน. ร่วมกัน

อนุทินบอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี จริงหรือ?

“อนุทิน” บอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี หวังได้เริ่มทำงานทันที ย้ำ บรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้จริงหรือไม่? มาติดตามรายละเอียดกัน

วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่ากำลังประสานประธานรัฐสภาขอเป็นวันที่ 29-30 ก.ย.นี้ หากยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะวันที่หนึ่งของการทำงานคือนับจากวันแถลงนโยบายเสร็จสิ้น เพื่อที่รัฐบาลจะได้ทำงานอย่างเต็มที่

เมื่อถามต่อว่าในวันที่ 24 ก.ย. นี้ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำร่างนโยบายเข้าสู่การพิจารณาด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องให้ที่ประชุมรับทราบ จากนั้น จะนำร่างส่งให้สมาชิกรัฐสภาได้ศึกษาเพื่อที่จะอภิปรายได้ เหมือนการแถลงนโยบายทุกครั้งที่ผ่านมาโดยใช้เวลา 2 วัน ส่วนเรื่องระยะเวลาเป็นเรื่องที่วิป 3 ฝ่ายจะหารือ และทำข้อตกลงกัน

ส่วนพรรคประชาชนอยากให้ไทม์ไลน์ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในร่างแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี รัฐบาลจะมีกำหนดไว้ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องรัฐธรรมนูญอยู่ในข้อตกลง MOA อยู่แล้ว ก็เป็นไปตามนั้น ในการประชุมพรรคภูมิใจไทยวันนี้ก็จะพูดคุยเรื่องนี้ด้วย สำหรับการที่พรรคประชาชนไม่ค่อยเห็นด้วยกับโมเดล เรื่องการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ตอบสั้นๆเพียงว่าให้ เป็นไปตามระบบ

อนุทินย้ำ แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี โดยให้เหตุผลว่าการเริ่มต้นทำงานของรัฐบาลจะนับจากวันที่การแถลงนโยบายเสร็จสิ้น การเร่งดำเนินการจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลง MOA และจะมีการหารือในพรรคภูมิใจไทย

ทำไมอนุทินถึงต้องการ แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี?

เหตุผลหลักที่นายอนุทินต้องการให้มีการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี คือเพื่อให้รัฐบาลสามารถเริ่มต้นทำงานได้อย่างรวดเร็ว การแถลงนโยบายถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการประกาศแนวทางการทำงานของรัฐบาลต่อรัฐสภาและประชาชน การเร่งดำเนินการในส่วนนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสามารถเริ่มทำงานได้เร็วขึ้นยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลมีความชัดเจนในนโยบายและการดำเนินงานจะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในร่างแถลงนโยบายของรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและมีความละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจต้องเผชิญกับความท้าทายและความเห็นที่แตกต่างกัน การที่รัฐบาลสามารถสร้างความเข้าใจและหาจุดร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

โดยสรุปแล้ว การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี ถือเป็นความพยายามที่จะเร่งการทำงานของรัฐบาลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประชาธิปไตยและแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่รัฐบาลสามารถแปลงนโยบายที่แถลงไว้ให้เป็นรูปธรรมและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง การติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – “อนุทิน” บอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี บรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อย

“ชนินทร์” กังขา พรรคประชาชนเงียบผิดปกติจริงหรือ?

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ถาม ดีลพิสดารแลกประเทศ ชี้ชัดผิด MOA แล้ว ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ไม่กดดัน สว.น้ำเงิน แก้ รธน. หวั่น “มวยล้มต้มคนดู”

วันที่ 17 ก.ย. 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาชนว่า พรรคประชาชนอย่าเงียบต่อกรณีการรวมพลเข้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังมีการเปิดตัวเครือข่าย สส.ทั้งเก่าและใหม่ ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกภูมิใจไทยกันอย่างคึกคัก ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งส่อเจตนาขัดต่อ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ในข้อ 4 อย่างชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก หรือพรรคประชาชนจะแกล้งหลับหูหลับตา รอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงเกินครึ่งเด็ดขาดก่อน จึงจะออกมาวิจารณ์เรื่องนี้เมื่อสาย

นายชนินทร์กล่าวว่า นอกจากนั้น ในส่วนของการแก้รัฐธรรมนูญเอง ที่พรรคประชาชนรู้ดีว่าที่ผ่านมาติดขัดจากความร่วมมือของพรรคภูมิใจไทยและ สว.ที่พรรคประชาชนก็กล่าวขานว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน แต่การขับเคลื่อนในรอบนี้กลับไม่มีการเรียกร้องหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้ส่งสัญญาณชี้ทาง สว. เหมือนแต่ก่อน แต่ปล่อยให้ สว. จำนวนหนึ่งออกมาชี้ช่องเปิดทางคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ทางพรรคการเมืองกำลังจะเสนอ จนต้องตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย มีความจริงใจร่วมกันต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แค่ไหน หรือนี่ก็จะเป็นมวยล้มต้มคนดู โยนบาปให้ สว. แล้วลอยตัวไม่รับผิดชอบต่อข้อตกลงที่ทำร่วมกันเองเหมือนเดิม

“พรรคประชาชนสร้างวาทกรรม “ดีลแลกประเทศ” มาแปะป้ายพรรคการเมืองอื่น ในระหว่างที่พรรคตนทำข้อตกลงเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยที่ชาวบ้านก็ยังกังขา ยิ่งประกาศยังคงเป็นฝ่ายค้าน ไม่ร่วมรัฐบาล แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยทำ ยิ่งทำให้ประชาชนคลางแคลงใจว่ามีดีลพิสดารอะไรซ่อนไว้อีกหรือไม่”นายชนินทร์กล่าว

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ

จากกรณีที่นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีที่เงียบผิดปกติของพรรคประชาชนต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากพรรคอื่น ๆ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับบทบาทของพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน

ทำไม “ชนินทร์” ถึงกังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ?

ความกังวลหลักของนายชนินทร์อยู่ที่การที่พรรคประชาชนดูเหมือนจะไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงท่าทีใด ๆ ต่อการที่ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมไทยสร้างชาติจำนวนมาก ย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งขัดต่อบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยได้ทำร่วมกันไว้ โดยเฉพาะข้อที่ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้ตนเองกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก นายชนินทร์ตั้งคำถามว่า “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกตินี้ เป็นการแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อรอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงข้างมากเกินครึ่งสภาก่อน แล้วค่อยออกมาวิจารณ์อย่างนั้นหรือ?

นอกจากนี้ นายชนินทร์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะไม่มีการเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยส่งสัญญาณไปยังสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ถูกมองว่าเป็น ส.ว. “สีน้ำเงิน” ให้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เหมือนที่เคยทำในอดีต ทำให้เกิดความสงสัยว่าพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด หรือทั้งหมดนี้เป็นเพียง “มวยล้มต้มคนดู” ที่จะโยนความผิดให้ ส.ว. แล้วลอยตัวหนีปัญหา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามว่าพรรคประชาชนกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ การที่พรรคประชาชนไม่แสดงท่าทีใด ๆ ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังขยายฐานเสียง อาจทำให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจว่ามี “ดีลพิสดาร” อะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และการที่พรรคประชาชนยังคงยืนยันว่าเป็นฝ่ายค้าน แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยวิจารณ์ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายชนินทร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการตั้งคำถามที่สำคัญต่อพรรคประชาชนว่ากำลังทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแท้จริงหรือไม่ และมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใดในการดำเนินงานทางการเมือง หากพรรคประชาชนยังคงเงียบต่อไป อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในพรรคและระบบการเมืองโดยรวมได้

ดังนั้น พรรคประชาชนจึงควรออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อประเด็นที่เกิดขึ้น และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลในการดำเนินงานของพรรค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศรัทธาของประชาชนต่อไป อย่าให้ปรากฏภาพ “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ จนทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยต่อไปอีกเลย

หากพรรคประชาชนยังคงนิ่งเฉยต่อสถานการณ์นี้ต่อไป อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชน และอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบการเมืองโดยรวมได้

ที่มา – “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ผิด MOA

สมคิดคาด รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้าน

“สมคิด เชื้อคง” อัดข้อตกลง 2 พรรค มวยล้มต้มคนดูหลอกคนไทยไม่จริงใจแก้รัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต้องประชามติ 3 ครั้ง ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้าน!

วันที่ 11 กันยายน 2568 นายสมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้านต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ทั้งนี้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม ฝ่ายการเมืองเคารพคำวินิจฉัยของศาลที่ออกมา

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า จากคำวินิจฉัยที่สุดท้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องกลับมาที่สภา เพื่อขอมติจากสมาชิกในการกำหนดแนวทางการทำประชามติ รวมทั้งการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่บัญญัติว่า กระบวนการและหลักเกณฑ์ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญบังคับไว้ นอกจากนี้การทำประชามติทั้ง 3 ครั้งคาดว่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เพราะงบประมาณในการทำประชามติในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท และใช้เวลานานมาก ดังนั้นที่บอกว่าจะดำเนินการภายใน 4 เดือนนั้นไม่มีทางทำได้ เป็นเรื่องโกหกที่เอาไว้หลอกเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น เพราะไม่มีทางเป็นจริง

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จะพบว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ยังจับมือกับสมาชิกวุฒิสภา ดึงการทำประชามติออกไปอีก 180 วัน ก็ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีความคิดที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เพราะหากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คิดจะแก้ทำได้ตั้งนานแล้ว ถึงวันนี้ข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน ไม่ต่างจากมวยล้มต้มคนดูหลอกพรรคประชาชน ทั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนก็ทราบดีว่าถูกหลอกแต่เต็มใจที่จะเดินตามเกมของพรรคภูมิใจไทย สุดท้ายก็ทั้งสองพรรคหลอกคนไทยทั้งประเทศอยู่ดี” นายสมคิด กล่าว

สมคิดชี้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้าน จริงหรือไม่?

จากกรณีที่นายสมคิด เชื้อคง ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจสูงถึงหมื่นล้านบาท ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่าตัวเลขนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่ และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้งบประมาณในการแก้ไขรัฐธรรมนูญสูงขนาดนี้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้าน

  • การทำประชามติ 3 ครั้ง: ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านการทำประชามติถึง 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างสูง
  • ค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง: การจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งค่าใช้จ่ายในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง และค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์
  • ค่าใช้จ่ายในการร่างรัฐธรรมนูญ: การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาและคณะทำงาน
  • ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูล: การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประชาชนได้รับทราบเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรม และเผยแพร่ข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆ

ด้วยปัจจัยหลายประการที่กล่าวมา ทำให้งบประมาณในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบหมื่นล้านอาจเป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการงบประมาณและการวางแผนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ การมีส่วนร่วมและติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรให้ความสนใจ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “สมคิด” คาด รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้งบพุ่งหมื่นล้าน อัด ปชน.-ภท. ข้อตกลงหลอกคนไทย

เพื่อไทยแก้คำร้องสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” ใหม่

“วันนอร์” เผย พรรคเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” พ้นสมาชิกภาพ สส. กลับไปแก้ไขใหม่ อ้างแก้เนื้อหา-รายชื่อ ส่วนจะส่งมาใหม่วันไหนเป็นเรื่องของเพื่อไทย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่รัฐสภา ถึงกรณี สส.พรรคเพื่อไทย เข้าชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พ้นสมาชิกภาพ สส. กรณีการทำข้อตกลง MOA ที่เข้าข่ายครอบงำการตั้งรัฐบาล ว่า พรรคเพื่อไทยได้ยื่นหนังสือดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 5 กันยายนแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบรายชื่อ และดูเนื้อหาเพื่อให้ประธานสภาฯ พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เดิมหากทุกอย่างเรียบร้อยจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 8 กันยายน

แต่ทั้งนี้ ได้รับการประสานงานจาก นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) วันนี้ ว่า จะขอรับเรื่องคืนเพื่อแก้ไขเรื่องรายชื่อและเนื้อหาใหม่ ซึ่งถือเป็นสิทธิ เพราะยังไม่ส่ง โดยคาดว่าจะมารับหนังสือในวันที่ 9 กันยายน

เมื่อถามว่าจากการตรวจสอบเนื้อหาเบื้องต้นสามารถจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการได้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ ตอบว่า สภาฯ ไม่สามารถวิเคราะห์เนื้อหาได้ ได้แต่ตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อว่าส่งได้หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญหากรายชื่อครบ ทุกอย่างเรียบร้อย เป็นหน้าที่ประธานสภาฯ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่ศาลจะวินิจฉัยอย่างไรเป็นอำนาจของศาล และหลังรับเรื่องกลับไปแล้วพรรคเพื่อไทยจะส่งกลับมาใหม่เมื่อใด เป็นเรื่องพรรคเพื่อไทย.

เพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยที่ตัดสินใจดึงคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กลับไปแก้ไขใหม่ สร้างความสนใจและข้อสงสัยในวงกว้างถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้

ตามที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แถลง พรรคเพื่อไทยได้ยื่นคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 กันยายน โดยมีเป้าหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายอนุทินและนายณัฐพงษ์ ขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เนื่องจากการทำข้อตกลง MOA ที่ถูกมองว่าเข้าข่ายครอบงำการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คำร้องจะถูกส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ประสานงานขอรับเรื่องคืนเพื่อทำการแก้ไข โดยให้เหตุผลว่าต้องการปรับปรุงเนื้อหาและรายชื่อที่เกี่ยวข้อง

ทำไมเพื่อไทยต้องดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่?

สาเหตุที่พรรคเพื่อไทยต้องดึงคำร้องกลับไปแก้ไขนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่มีการคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลหรือข้อกฎหมายที่อาจทำให้คำร้องไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ การแก้ไขเนื้อหาและรายชื่อจึงเป็นความพยายามที่จะทำให้คำร้องมีความรัดกุมและมีโอกาสได้รับการพิจารณามากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจดำเนินการนี้หลังจากที่ได้ยื่นคำร้องไปแล้ว ซึ่งอาจบ่งชี้ว่ามีความผิดพลาดหรือข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนตั้งแต่แรก การแก้ไขคำร้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้คำร้องถูกตีตกด้วยเหตุผลทางเทคนิค

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามมาว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังจากนี้ จะมีการปรับปรุงเนื้อหาในส่วนใดบ้าง และเมื่อใดจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการดึงคำร้องเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการดำเนินงานทางการเมือง แม้ว่าการแก้ไขคำร้องอาจทำให้กระบวนการพิจารณาคุณสมบัติของนายอนุทินและนายณัฐพงษ์ล่าช้าออกไป แต่ก็อาจเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของกระบวนการทางกฎหมาย

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง การที่พรรคเพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความท้าทายและความไม่แน่นอนในการดำเนินงานทางการเมือง

การแก้ไขคำร้องครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการดำเนินการที่แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความต้องการที่จะให้กระบวนการทางกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม แม้ว่าอาจต้องใช้เวลามากขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจคุ้มค่ากว่าหากคำร้องมีความสมบูรณ์และมีน้ำหนักเพียงพอที่จะได้รับการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยต้องดึงคำร้องกลับไปแก้ไข ก็อาจถูกมองว่าเป็นการเสียเวลาและทรัพยากรโดยไม่จำเป็น การวางแผนและการเตรียมข้อมูลอย่างรอบคอบตั้งแต่แรกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และเพื่อให้การดำเนินงานทางการเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรนั้นยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคอย แต่การที่พรรคเพื่อไทยได้แสดงความตั้งใจที่จะแก้ไขคำร้องให้สมบูรณ์ที่สุด ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย

ที่มา – เพื่อไทยดึงคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญสอย “อนุทิน-ณัฐพงษ์” กลับไปแก้ไขใหม่

Scroll to top