ข้อพิพาทชายแดน

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำแค่เพื่อน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาการแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นเพียง “มิตรที่ให้ความช่วยเหลือ” อำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น พร้อมชี้ว่าการประท้วงในกรุงเทพฯ จะไม่ทำให้มาเลเซียถอย

นายอันวาร์ อิบราฮิม ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามาเลเซียแทรกแซงข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นมิตรประเทศ

นายอันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่แอฟริกาใต้ว่า บทบาทของมาเลเซียคือการจัดหาเวทีสำหรับการเจรจาเท่านั้น

“มันไม่ถูกต้องที่บางฝ่ายในประเทศไทยจะเสนอแนะว่าเราเข้าแทรกแซง เราไม่มีทางเข้าแทรกแซงโดยเด็ดขาด” นายอันวาร์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่ามาเลเซียทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในการพูดคุย และทั้งไทยและกัมพูชามีอำนาจในการแก้ไขปัญหาของตนเอง

เขากล่าวเสริมว่า การมีส่วนร่วมของมาเลเซียจำกัดอยู่แค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเท่านั้น โดยบทบาทนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำอาเซียนทั้งหมด เพราะต้องการสร้างสันติภาพ

เมื่อถูกถามว่า การเรียกร้องให้มาเลเซียถอนตัวจะส่งผลกระทบหรือไม่ นายอันวาร์ยืนยันว่า “ในทางตรงกันข้าม เราต้องยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมของเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา”

เขากล่าวว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศได้ชี้แจงจุดยืนของมาเลเซียต่อประชาชนแล้ว และการเรียกร้องเหล่านี้จะไม่ขัดขวางภารกิจของมาเลเซีย

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (21 พ.ย.) มีผู้ประท้วงรวมตัวกันนอกสถานทูตมาเลเซียในกรุงเทพฯ เรียกร้องให้นายอันวาร์ยุติการ “แทรกแซง” การจัดการข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

การชุมนุมดังกล่าวจัดโดยคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตย โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ และนายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันจัดกิจกรรมชุมนุมที่หน้าสถานทูตมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงนามในข้อตกลงที่มาเลเซียเรียกว่า “ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” (KL Peace Accord) โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

โดยสรุปแล้ว นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยืนยันว่ามาเลเซียไม่ได้ แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของอาเซียนที่ต้องการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การมีส่วนร่วมของต่างชาติจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน การที่นายอันวาร์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันบทบาทของมาเลเซียอย่างชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และย้ำว่ามาเลเซียพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อน และการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด หากคุณต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอัพเดทเกี่ยวกับ อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา อย่าลืมติดตามข่าวของเราอย่างต่อเนื่อง!

ที่มา – อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ “เพื่อน” จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

จุลพันธ์ ซัด! คำพูดนายกฯ ฉุดไทยถูกกดดัน

“จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดประเทศไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน เสี่ยงเสียเปรียบทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ โฆษกเพื่อไทยตั้งคำถามประชาชน-ฝ่ายค้าน ควรให้รัฐบาลทำงานต่อหรือไม่

เมื่อเวลา 10.33 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การบริหารประเทศต้องตั้งอยู่บนหลักคิดและการประเมินสถานการณ์รอบด้าน ไม่ใช่ตอบสนองด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่ขาดการชั่งน้ำหนัก ถ้อยคำของผู้นำไม่ได้สะท้อนแค่ความคิดเห็นส่วนตัว แต่สะท้อนท่าทีประเทศไทยต่อประชาคมโลก

นายจุลพันธ์ ระบุต่อไปว่า เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เห็นการสื่อสารที่ขาดความรอบคอบ การใช้ถ้อยคำที่อาจตีความได้หลากหลาย ส่งผลกระทบในระดับการทูตและเศรษฐกิจได้ทันที ทั้งที่ประเทศไทยควรอยู่ในจุดที่มีหลักฐานรองรับ สามารถยืนยันต่อเวทีนานาชาติว่าเหตุการณ์ละเมิดเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา แต่การส่งสัญญาณที่คลาดเคลื่อนทำให้ประเทศต้องเผชิญความกดดันจากหลายทิศทาง เรามีพื้นฐานที่น่าจะใช้สร้างความได้เปรียบได้ดีกว่านี้ ประเทศไทยมีมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ 3 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงรายได้ ความเป็นอยู่ของประชาชนหลายสิบล้านคน การสื่อสารทางการเมืองที่เชื่อมโยงประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง โดยไม่ประเมินผลกระทบให้รอบด้าน อาจทำให้ความร่วมมือสำคัญหลายด้านชะงัก รวมถึงมาตรการปราบเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์

ทั้งนี้ ในอดีตประเทศไทยเคยใช้ความร่วมมือทวิภาคี พหุภาคี การทูตเชิงรุก สร้างความเข้าใจกับนานาประเทศ บนพื้นฐานข้อมูลหลักฐาน ทำให้รักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ครั้งนี้กลับไม่ใช้กลไกเหล่านั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อมูลไทยถูกสื่อสารไม่ทันกับการตีความของนานาชาติ ทำให้ตกอยู่ในสถานะประนีประนอมได้ยากกว่าเดิม วันนี้ไทยอยู่ในจุดถูกกดดันทั้งสองด้าน จากประเทศคู่กรณี และประเทศที่เป็นคู่ความร่วมมือสำคัญ เราสามารถบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้ หากการประสานงาน การสื่อสาร และการดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตถูกวางอย่างเป็นระบบ แม่นยำมากกว่านี้ อยากชวนสังคมไทยร่วมพิจารณาอย่างใจเย็นว่า เมื่อผลลัพธ์การบริหารครั้งนี้นำพาให้สูญเสียความได้เปรียบ ต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ประเทศไทยควรเดินอย่างไรต่อไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติและประชาชนให้มากที่สุด

ทางด้าน นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาจนส่งผลกระทบต่อเวทีโลก ว่า รัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและมีสิทธิตอบโต้อย่างมีสัดส่วนเมื่อประเทศถูกรุกล้ำ แต่การบริหารจัดการของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไม่มีวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรี บางคำอาจเป็นเหตุสุ่มเสี่ยงให้เสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่สนใจหาแนวร่วมทางการทูต จนประเทศเสียเปรียบในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ปล่อยให้กัมพูชาติดต่อมาเลเซียกับสหรัฐฯ ได้ก่อน ผลการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพทำให้ไทยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นอกจากเผชิญหน้ากับกัมพูชาแล้ว ยังเจอแรงกดดันจากอเมริกา ทั้งที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ โดยไม่เปิดช่องให้ไทยเสียเปรียบ “ขอตั้งคำถามไปยังประชาชน และพรรคการเมืองฝ่ายค้านว่า สิ่งที่รัฐบาลกระทำเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้หรือไม่”

“จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน

จากกรณีที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาของรัฐบาล โดยมองว่าคำพูดของนายกรัฐมนตรีขาดความรอบคอบ และนำพาประเทศไทยไปสู่สถานการณ์ที่ถูกกดดันจากนานาชาติ ทั้งในด้านความมั่นคงเเละเศรษฐกิจ ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเหมาะสมในการแสดงท่าทีของผู้นำประเทศในสถานการณ์ละเอียดอ่อนเช่นนี้

สิ่งที่นายจุลพันธ์เน้นย้ำคือ การที่ผู้นำต้องมีความระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้โดยตรง คำพูดที่ไม่ผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด การตีความที่คลาดเคลื่อน และท้ายที่สุดก็ส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของชาติได้

ความสำคัญของการทูตเชิงรุก

นายจุลพันธ์ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทูตเชิงรุก และการใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และรักษาผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก การขาดการวางแผนเเละการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ และยากต่อการเจรจาต่อรอง

  • การสื่อสารที่ชัดเจนเเละแม่นยำ
  • การใช้ข้อมูลเเละหลักฐานที่น่าเชื่อถือ
  • การสร้างความเข้าใจอันดีกับนานาชาติ

เหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการทูตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาบทบาทที่สร้างสรรค์ เเละได้รับความไว้วางใจในเวทีโลก

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารประเทศในยุคปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบริหารจัดการภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงบริบทระหว่างประเทศ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของผู้นำด้วย การดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบ และการให้ความสำคัญกับการทูตเชิงรุก จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย

ดังนั้น การที่ “จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน จึงเป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความสำคัญของการสื่อสารทางการเมือง และการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – “จุลพันธ์” ซัดคำพูดนายกฯ ขาดความรอบคอบ ฉุดไทยตกที่นั่งถูกกดดันรอบด้าน

“ทรัมป์” สักขีพยาน ไทย-กัมพูชา ถกสันติภาพ

“อนุทิน” บินมาเลเซีย ลงนามสันติภาพ “ไทย- กัมพูชา” มี “ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะเดียวกัน มอบ “สีหศักดิ์” ร่วมวงเอเปกแทน ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 หารือผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา เห็นพ้องปรับอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพชายแดน เตรียมตั้งกลไก AOT และนัดหารือวันเริ่มปฏิบัติอีกครั้งหลัง 26 ต.ค.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ว่า คืนวันที่ 25 ต.ค.ตนเดินทางไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงนามในถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา ช่วงเช้าวันที่ 26 ต.ค. ได้ประสานงาน และแจ้งถึงเหตุผลที่ขอร่นเวลาลงนามมาเป็นช่วงเช้า ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ (เอเปก) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตนขอเป็นมติ ครม.คลุมไว้ก่อนหากไม่สามารถไปได้ จะมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมแทน แต่มีเรื่องที่จะหารือกับผู้นำหลายประเทศ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้น พยายามจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด เพราะนอกจากกลุ่มอาเซียนและกลุ่มเอเปก จะมีการเชิญผู้นำที่อยู่นอกกลุ่มมาด้วย และในส่วนของประเทศไทยช่วงนี้ได้รับการร้องขอในระดับผู้นำแบบทวิภาคีหลายราย ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ตนจะพยายามบริหารเวลาให้ดีที่สุด

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) มีดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน รมว.กลาโหมมาเลเซีย ต้อนรับ ภารกิจวันที่ 26 ต.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์ เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นายกฯมีกำหนดหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนาม “Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand” ว่าด้วยแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสองประเทศ มีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความจริงใจของไทยต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ จะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ทำหน้าที่แทน ส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นการย้ำความตกลงเรื่องเดิมที่ไทยและกัมพูชามีการประชุม JBC-GBC ได้หารือข้อตกลง 4 ข้อของฝ่ายไทยที่เสนอไปยังกัมพูชา ทั้งการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ และการจัดระเบียบชายแดน ซึ่งทั้ง 4 เรื่องได้เริ่มแล้ว ไทยหวังว่าการมีสหรัฐฯมาร่วมสังเกตการณ์จะทำให้ฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจ ตั้งใจจริง มีสปิริตของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และยังไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ณ จุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 ต.ค.ในประเด็นการเห็นชอบ “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ว่าด้วยการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อันเป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Com mittee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อนำไปสู่ผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมแท้จริง

โฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า ส่วนของการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเข้าสังเกตการณ์ผลการปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการ” ในการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อมว่าสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่าจะจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นจะเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายใน 1-2 วัน เพื่อหารือในการกำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้คณะทำงานร่วมประสานงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อตกลงที่มีระหว่างกันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างกัน

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยกับผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา ในวันที่ 26 ต.ค. และเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้น เพื่อเตรียมงานพระบรมศพของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน รวมทั้งยกเลิกการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปก ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.

ต่อมาช่วงเย็น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ต.ค. ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ที่น่าสนใจคือสืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญระหว่างหลักเขต แดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น เมื่อวันที่ 24 ต.ค.กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการปักหมุดชั่วคราว และในวันนี้ พ.อ.ยุทธพล จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งจากการคำนวณจากหลักหมุดที่ 42 ถึง 47 ต้องวางหมุดชั่วคราวทั้งหมด 838 หมุด จากหลักเขตทั้งสองพื้นที่ต้องปักหมุดทุก 25-50 เมตร เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ระดับนโยบายที่จะปรับการถือครองพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีการคำนวณในโปรแกรม GPS เมื่อลงพื้นที่จริง หากเดินครบ 25 หรือ 50 เมตร จะมีสัญญาณดังขึ้นแล้วปักหมุดชั่วคราว เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ และหลักหมุดอาจจะมีการทำสัญลักษณ์ เช่น กัมพูชาทาสีแดง ไทยทา สีน้ำเงิน ที่ปักหมุด ซึ่งการลงไปปักหมุดชั่วคราว จะไปพร้อมกันทั้งสองฝั่ง

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผนอีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

การลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในภูมิภาคต่อไป

“ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

“ทรัมป์” มีบทบาทสำคัญในการลงนามสันติภาพ ไทย-กัมพูชา

การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน ในการลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่นานาชาติให้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีส่วนร่วมของบุคคลระดับโลกอย่าง “ทรัมป์” จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ

การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน การมีกลไกและมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดน แต่ยังครอบคลุมถึงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน แต่การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในอนาคต การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

“ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับลูกหลานได้

การเดินทางไปมาเลเซียเพื่อร่วมลงนามสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับภูมิภาค

ที่มา – “ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต วอน “อันวาร์” ช่วยลดตึงเครียดชายแดน

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา หลังสถานการณ์บริเวณชายแดนมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ติดต่อไปยังผู้นำมาเลเซียเพื่อขอความช่วยเหลือ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว แจ้งว่าได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปัจจุบัน เกี่ยวกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย

เนื้อหาในโพสต์ระบุว่า ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การปะทะกันระหว่างทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน

“สถานการณ์ในวันนี้ยังคงน่ากังวลอย่างยิ่ง ผมจึงได้ขอให้ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโดยด่วน เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา โดยขอให้รักษาสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายหรือขยายขอบเขตความขัดแย้งออกไป และรอการแก้ไขปัญหาชายแดนจากคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ในอนาคต” ฮุน มาเนต กล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังได้กล่าวถึงการประชุมพิเศษของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกัมพูชาและไทย

ฮุน มาเนต ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยใช้กลไกของอาเซียนเป็นช่องทางหลักในการดำเนินการ

ทำไม ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน ถึงสำคัญ?

การที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากประธานอาเซียน แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การแทรกแซงของอาเซียนอาจเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดและนำไปสู่การเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมาอย่างยาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ควรจับตา:

  • ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อข้อเสนอของฮุน มาเนต
  • การดำเนินการของอาเซียนในการแก้ไขปัญหานี้
  • ผลการประชุมของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด ความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องรอดูกันต่อไป

ที่มา – ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน

สะพัด! ครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” นั่ง รมช.กห.

อัปเดตโผ ครม.อนุทิน 1 พบชื่อ “บิ๊กดุลย์ อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมนั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในโควตาคนนอก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 ของ “อนุทิน” เอง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโผ ครม.อนุทิน 1 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้จัดทำ ล่าสุดมีรายงานว่า พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ บิ๊กดุลย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ในส่วนของโควตาคนนอก ซึ่งการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นจากความเชี่ยวชาญของพลโทอดุลย์ในด้านงานพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทอยู่ การเข้ามาของพลโทอดุลย์จะช่วยแบ่งเบาภาระของพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี

พลโท อดุลย์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 27 และจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่นที่ 38 นอกจากนี้ ท่านยังเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล อีกด้วย ความสัมพันธ์อันดีนี้อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พลโทอดุลย์ได้รับความไว้วางใจให้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) โดยเฉพาะในรายชื่อบางคนที่อาจมีความสุ่มเสี่ยงอยู่บ้าง ทางนายกรัฐมนตรีได้ส่งรายชื่อแคนดิเดตสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีเกินจำนวนที่ต้องการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทดแทนในกรณีที่จำเป็น คาดการณ์ว่ารายชื่อทั้งหมดจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ภายในสัปดาห์หน้า

สะพัด! ครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” นั่ง รมช.กห.

การปรับ ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้ มีความน่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะการดึงบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาเสริมทีม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศด้วยทีมงานที่มีความสามารถหลากหลาย การได้พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาร่วมงาน น่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ภูมิภาคมีความผันผวนและมีความท้าทายด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น

ทำไมต้อง “บิ๊กดุลย์” ใน ครม.อนุทิน 1?

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พลโทอดุลย์ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม อาจมาจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่พลโทอดุลย์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี ก็อาจเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดความไว้วางใจและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

  • ความเชี่ยวชาญด้านชายแดน: พลโทอดุลย์มีประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและมีความท้าทายด้านความมั่นคง
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: การเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี ช่วยสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน
  • การแบ่งเบาภาระ: การมี รมช.กลาโหม ที่มีความสามารถ จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการฯ และทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งบุคคลภายนอกให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็อาจมีข้อเสียบ้าง เช่น การขาดประสบการณ์ในการทำงานในระบบราชการ หรือการไม่มีฐานเสียงทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ดังนั้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเตรียมพร้อมสำหรับการบริหารจัดการความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงใน ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการที่รัฐบาลสามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับเหตุผลและความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลต่อไป

การจับตาดูการทำงานของ ครม.อนุทิน 1 ชุดใหม่นี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะผลงานของรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนหรือไม่

ที่มา – สะพัดครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 นั่ง รมช.กห. โควตาคนนอก

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ หลังครบกำหนด 14 วันตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมขอบคุณนานาชาติที่ให้ความช่วยเหลือในการกดดันประเทศไทย และย้ำว่ากัมพูชาจะไม่ทอดทิ้งกำลังพล

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย โดยระบุว่าบัดนี้เป็นเวลา 14 วันแล้วนับตั้งแต่กองกำลังของประเทศไทยได้ควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ภายหลังจากการประกาศใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ และทำการส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายกลับประเทศโดยเร็ว เพื่อให้พวกเขาได้กลับไปพบกับครอบครัวที่กำลังรอคอยการกลับมาของพวกเขาด้วยความหวังและความคิดถึง

นอกจากนี้ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อประเทศคู่มิตรและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาโดยเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจจากนานาชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของกัมพูชาว่า รัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งหรือละเลยกำลังพลของตนเองแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือและปกป้องกำลังพลถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่ง

กัมพูชาต้องการให้ไทย ปล่อยทหาร 18 นาย กลับประเทศ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งมีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งปะปนกันไป การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศทั้งสอง และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยปล่อยทหาร 18 นาย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและดูแลสวัสดิภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการปล่อยตัวทหารทั้ง 18 นาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะมีการตอบสนองจากรัฐบาลไทยอย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอนาคตอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดอกและสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้ากันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

หวังว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไว้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในระยะยาวได้ การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาอย่างเปิดอกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

กัมพูชาโต้! ปม ผบ.ทภ.2 ยึดปราสาทตาควาย

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการยึดปราสาทตาควาย

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือ ปราสาทตาควาย ที่เป็นข้อพิพาทสำคัญ

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันเดียวกัน พล.ท.บุญสิน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน ประกาศแผน 2 ข้อ คือ 1) ยึดปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองโดยชอบธรรมของกัมพูชา และ 2) ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

กัมพูชาชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อ 2 ว่าจะไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือออกลาดตระเวนเกินตำแหน่งปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำจุดยืนแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าไทยจะปฏิบัติด้วยความจริงใจเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กัมพูชาเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้กดดันไทยเคารพข้อตกลง ไม่เพียงในวาจาแต่ในทางปฏิบัติ รวมถึงยุติการละเมิดและยั่วยุทุกรูปแบบ และรื้อถอนลวดหนามที่วางในดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบทันที

ทั้งนี้ยังระบุว่า สถานการณ์โดยรวมตามแนวชายแดนยังคงสงบ และทั้งสองฝ่ายควรรักษาเสถียรภาพนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดี การออกมาแถลงการณ์โต้ตอบเรื่อง ปราสาทตาควาย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทำไมประเด็นปราสาทตาควายถึงสำคัญ?

ประเด็น ปราสาทตาควาย มีความสำคัญเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการครอบครอง การที่ผู้บัญชาการระดับสูงของไทยออกมากล่าวอ้างว่าจะยึดปราสาทดังกล่าว จึงถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่

  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์: ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
  • ประเด็นด้านอธิปไตย: การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทตาควายเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านอธิปไตยและเส้นแบ่งเขตแดน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทตาควายส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

สถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

การที่กัมพูชาออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน และความต้องการที่จะรักษาอธิปไตยของตนเอง การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี ปราสาทตาควาย ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

Scroll to top