ข้อมูลสาธารณะ

“ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว

ในยุคที่การบริหารงานภาครัฐต้องการความโปร่งใสและตรวจสอบได้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาตอกย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงบประมาณของกรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนต้องดำเนินการตามระเบียบของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด

“ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว

การถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงนั้น นายชัชชาติมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายได้ตามหลักการและระเบียบราชการ อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใสสูงสุด กทม. ได้เร่งพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบ Digital เพื่อให้ภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทาง จนถึงขั้นนำระบบ AI มาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการล็อกสเปกโครงการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

ก้าวสำคัญสู่การเป็นเมืองแบบ Digital Twin ที่ตรวจสอบได้จริง

สำหรับประเด็นการบริหารทรัพย์สินสาธารณะ นายชัชชาติยืนยันว่าปัจจุบัน กทม. ได้ทำฐานข้อมูลและแผนที่ดิจิทัลไว้อย่างเป็นระบบ โดยที่มาของประเด็น “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว นั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพูดลอยๆ แต่มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จริง ได้แก่:

  • ระบบแผนที่แสดงโครงการโครงสร้างพื้นฐานและจุดขุดเจาะสาธารณูปโภคทั่วกรุง
  • ฐานข้อมูลถังดับเพลิงและหัวจ่ายน้ำดับเพลิงในชุมชนเพื่อความปลอดภัย
  • การจัดทำบันทึกข้อมูลอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่กว่า 16,400 แห่ง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉิน
  • การเชื่อมโยงฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อความโปร่งใสแบบ real-time

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาไปสู่แนวคิด “Digital Twin” หรือการจำลองเมืองในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้เห็นภาพรวมของเมืองและสถานะทรัพย์สินทั้งหมดแบบครบวงจร ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารจัดการงบประมาณและการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในฐานะประชาชน เราถือเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาช่วยสอดส่องดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจาก กทม. ไม่เพียงแค่เพิ่มความโปร่งใส แต่ยังเป็นเครื่องมือให้ชาวกรุงเทพฯ ได้รับรู้ถึงความเป็นไปของเมืองผ่านปลายนิ้วสัมผัส การที่ “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการเมืองท้องถิ่นที่จะสร้างเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนร่วมกัน

ที่มา – “ชัชชาติ” พร้อมเปิดรับตรวจสอบ ชี้ กทม.มีฐานข้อมูลทรัพย์สินสาธารณะแล้ว

“ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์”

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก SEO การเมืองไทย! วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนๆ ที่ ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจจากผลสำรวจโพลล่าสุด โดยเฉพาะเรื่อง “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเป็นโอกาสทองของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการสื่อสารข้อมูลให้ครบถ้วนนะครับ มาฟังกันเลย!

ภาพรวมการเมืองไทยจากสวนดุสิตโพลและนิด้าโพล

จากผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยของสวนดุสิตโพลประจำเดือนเมษายน 2567 พบว่าความเชื่อมั่นทางการเมืองปรับลดลงเล็กน้อยจาก 3.89 เหลือ 3.79 คะแนน แต่สิ่งที่โดดเด่นคือแนวโน้ม “อนุรักษ์นิยม” ยังคงแข็งแกร่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็นแกนหลักที่ถูกจับตา ไม่ว่าจะมุมดีหรือวิจารณ์ ดร.ธนพร มองว่านี่คือสัญญาณว่าฐานการเมืองอนุรักษ์นิยมชัดเจนขึ้น มีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง เพิ่มความชอบธรรมในระยะยาว

นอกจากนี้ ผู้นำรัฐบาลอย่างนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ก็คะแนนนิยมสูง สะท้อนการฟื้นตัวของพรรคเพื่อไทย ผู้สนับสนุนเริ่มกลับมาเชื่อมั่น ในขณะที่ฝ่ายค้านสายก้าวหน้า แม้มี ส.ส. เยอะ แต่ยังปรับกลยุทธ์ไม่ทัน พรรคยังไม่เด่นเท่า บุคคลอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับโดดเด่นกว่าในบทบาทวิพากษ์

“ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์”

ประเด็นสำคัญที่ ดร.ธนพร ชี้คือผลนิด้าโพลเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ชาวภาคใต้ไม่ขวางโครงการนี้! นี่คือโอกาสใหญ่ของรัฐบาลท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย แต่ประชาชนยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่า ดร.ธนพร ย้ำว่ารัฐต้องสื่อสารสาธารณะให้ดี เปิดเผยข้อมูลครบ เปิดโอกาสมีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมั่น

ทำไม “ธนพร” อ่านโพล แล้วมองว่าเป็นโอกาสรัฐบาล

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือทางเชื่อมแผ่นดิน จะเชื่อมฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย ช่วยลดเวลาเดินทาง ลดค่าขนส่ง สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ นี่คือเมกะโปรเจกต์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) แต่ความเห็นแตกต่างแม้ในพรรคเดียวกัน ถือเป็นสัญญาณดีของประชาธิปไตย แสดงถึงการตรวจสอบถ่วงดุล รัฐบาลต้องเปิดรับฟังจริงจัง

  • ประโยชน์หลักของแลนด์บริดจ์: ลดเวลาเดินทางจาก 5-7 วันเหลือไม่กี่ชั่วโมง
  • เพิ่มการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ในภาคใต้
  • สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง สร้าง GDP ให้ประเทศโต
  • เชื่อมโยงกับนโยบาย EEC และเขตอ่าวไทย

ดร.ธนพร ยังวิเคราะห์คะแนนผู้นำว่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมนำ เช่น อนุทิน ยศชนัน อภิสิทธิ์ แสดงว่า “ขั้วอนุรักษ์นิยม” ยังเป็นสมดุลอำนาจหลักในไทยตอนนี้

สรุปแล้ว “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” เป็นสัญญาณบวก แต่ความสำเร็จอยู่ที่การสื่อสาร หากรัฐบาลทำได้ดี โครงการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยแน่นอน คุณคิดเห็นยังไงกับมุมมองนี้? มาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

นอกจากนี้ อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ SEO สดๆ ร้อนๆ นะครับ สมัครรับข่าวสารฟรีวันนี้!

ที่มา – “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” เป็นโอกาสรัฐบาลเดินหน้า แต่ต้องให้ข้อมูลครบถ้วน

เสียงเอกฉันท์! ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วม

จากผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล โดยมองว่าการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นสอบตกในทุกด้าน และเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมจากโซเชียลมีเดียมากกว่าช่องทางของหน่วยงานรัฐเสียอีก

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทแบงค็อกโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทั่วประเทศ จำนวน 960 คน เกี่ยวกับการจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมอย่างมาก โดยเมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพโดยรวมของการจัดการน้ำท่วม ประชาชนกว่า 92% ให้คะแนน “แย่มาก” และระดับความไม่พอใจโดยรวมสูงถึง 92.3%

เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก็ได้รับการประเมินว่า “สอบตก” โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 76.9% ที่มองว่าการช่วยเหลืออยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่” เมื่อพิจารณาถึงปัญหาที่ประชาชนพบเจอ พบว่าการทำงานของรัฐบาลมีข้อบกพร่องในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน ซึ่ง 84.6% มองว่าอยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่”

ความเร็วในการแจ้งเตือนภัยก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดย 46.20% มองว่าความเร็วในการแจ้งเตือนอยู่ในระดับ “แย่มาก” เช่นเดียวกัน รวมถึงการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ก็ถูกประเมินว่า “แย่มาก” และ “แย่” รวมกันถึง 67.3% เลยทีเดียว สำหรับข้อเสนอแนะที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงในการจัดการปัญหาน้ำท่วม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยประชาชน 100% เห็นพ้องกันว่ารัฐบาลต้องปรับปรุงในด้านนี้ ทั้งในแง่ของความรวดเร็วและความทั่วถึงของการช่วยเหลือ

ประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการให้แก้ไข

  • อันดับ 1: ปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินให้รวดเร็วและทั่วถึง (100%)
  • อันดับ 2: ปรับปรุงเรื่องการระบายน้ำ ติดตั้งและลอกท่อ (92.30%)
  • อันดับ 3: ปรับปรุงการจัดการข้อมูลและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ (88%)

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึง 84.60% พึ่งพาโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการรับทราบข่าวสารและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในยุคปัจจุบัน

จากผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล และต้องการให้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน การระบายน้ำ และการจัดการข้อมูล การที่ประชาชนหันไปพึ่งพาโซเชียลมีเดียในการรับข้อมูลข่าวสาร แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์

รัฐบาลควรนำผลสำรวจนี้ไปพิจารณาและปรับปรุงแผนการจัดการน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นไปอย่างยั่งยืนและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลครั้งนี้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อไป

ที่มา – เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล ชี้สอบตกทุกด้าน

Scroll to top