คณะกรรมาธิการ

กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ สำหรับกรณีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยมีมติให้เร่งเดินหน้ากมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต หลังจากพบความผิดปกติในกระบวนการจัดสอบที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.)

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ประธานกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า แม้อธิการบดี มศว. จะไม่ได้เข้ามาชี้แจงต่อที่ประชุม แต่ทางกรรมาธิการเชื่อว่าปัญหานี้เป็นเรื่องของตัวบุคคลและกลุ่มเอกชนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำข้อสอบออกมา มากกว่าที่จะเป็นความผิดของตัวสถาบันการศึกษาเองทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้เข้าสอบทุกคน การปฏิรูปครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วน

แนวทางการจัดการและกมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

ปัญหาเรื่องการทุจริตสอบในอดีตส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนอย่างรุนแรง ทำให้แนวความคิดที่ว่า กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต กลายเป็นทางออกที่หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน โดยมีแผนการดำเนินงานดังนี้:

  • รื้อโครงสร้างกฎหมายที่ใช้ในการจัดสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่นทั้งหมด เพื่อปิดช่องโหว่เดิม
  • ตรวจสอบบริษัทเอกชนที่รับผิดชอบกระบวนการจัดสอบอย่างเข้มงวด
  • จัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามว่ามีข้าราชการหรือกลุ่มอิทธิพลใดเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้หรือไม่
  • สร้างระบบการคัดเลือกบุคคลที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ทางกรรมาธิการยังเน้นย้ำว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้จะต้องออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะการสอบบรรจุข้าราชการไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นอนาคตของคนนับพันคนที่ตั้งใจมาทำงานรับใช้ประชาชน หากระบบคัดเลือกยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ความเชื่อมั่นในระบบราชการไทยก็จะยิ่งถดถอยลงไปอีก

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของกรรมาธิการชุดนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐสภาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาคอร์รัปชันในระบบสอบคัดเลือก เราในฐานะประชาชนต้องช่วยกันจับตาดูการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ว่า จะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบให้มีความโปร่งใสแบบยั่งยืนได้จริงหรือไม่ เพราะการสอบเข้าทำราชการควรเป็นพื้นที่ของคนมีความสามารถอย่างแท้จริง ไม่ใช่พื้นที่ของเส้นสายหรือการทุจริตครับ

ที่มา – กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาโต้กลับนายสมชาย แสวงการ อดีต สว. กรณีที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีการสอดไส้กฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อล้างผิดคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. โดยทางฝั่งนายพิสิษฐ์ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ประเด็นที่คนกำลังให้ความสนใจคือ สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่าข้อมูลที่นายสมชายนำมาพูดนั้นคลาดเคลื่อนและอาจเป็นการเสพข่าวแบบไม่ละเอียด พร้อมทั้งจี้ให้มีการแก้ไขข่าวให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชน

รายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแก้กฎหมาย

ในการชี้แจงครั้งนี้ นายพิสิษฐ์ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ได้อธิบายว่า ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับที่กำลังพิจารณานั้น ไม่ได้มีการแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งแต่อย่างใด สาระสำคัญหลักที่มีการเพิ่มเติมมีเพียงเรื่อง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศเท่านั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อรองรับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เคยปิดสนามบิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็น สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างที่ถูกกล่าวหา

  • การพิจารณากฎหมายเน้นความถูกต้องตามหลักการนิติบัญญัติ
  • ไม่ได้มีการสอดไส้ประเด็นฮั้วเลือกตั้งหรือทุจริตใดๆ
  • กระบวนการทางกฎหมายยังคงเดิมตามสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรส่งมา

นายพิสิษฐ์ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยความอัดอั้นใจว่า สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. โดยเปรียบเปรยให้คนอ่านหนังสือให้ละเอียดเกินกว่า 8 บรรทัด เพื่อทำความเข้าใจบริบทของกฎหมาย แทนที่จะรีบนำข้อมูลที่ผิดพลาดออกมาวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้ภาพลักษณ์ของ สว. ชุดปัจจุบันเสียหาย

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการนำเสนอสู่สาธารณะ เพราะในยุคที่ข่าวสารกระจายตัวเร็ว การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจสร้างความเข้าใจผิดที่ยากจะแก้ไข และกระทบต่อความเชื่อมั่นในองค์กรระดับประเทศได้ การพูดคุยด้วยข้อเท็จจริงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่สร้างความแตกแยกในสังคม

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” สวน “สมชาย” ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ซัดอ่านหนังสือไม่ถึง 8 บรรทัด จี้แก้ข่าวด้วย

“ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแถลงข่าวโต้กลับนายภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ สส.พรรคประชาชน หลังจากที่ฝ่ายหลังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกรรมาธิการ (กมธ.) ด้วยถ้อยคำที่ดูเหมือนเป็นการดูถูกเหยียดหยามเพื่อนร่วมงาน ซึ่งประเด็นนี้ทำให้นายศุภชัยต้องออกมาปกป้องเกียรติของคณะกรรมาธิการอย่างตรงไปตรงมาว่า “ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

“ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่นายภาวุธแสดงความเห็นว่าบุคลากรที่ทำงานในกรรมาธิการขาดคุณภาพ ซึ่งนายศุภชัยมองว่าเป็นท่าทีที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน การที่ออกมาด่วนสรุปแบบนี้สะท้อนถึงวุฒิภาวะและการเรียนรู้งานในสภาฯ ที่ยังต้องการประสบการณ์อีกมาก

ทำไมการทำงานใน กมธ. ถึงสำคัญต่อการเมืองไทย?

การทำงานในชั้นกรรมาธิการนั้นเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของสภาฯ เพราะเป็นการรวมตัวจากหลายภาคส่วนเพื่อกลั่นกรองเนื้อหาและหาทางออกร่วมกัน ดังนั้น การจะก้าวเข้ามาทำหน้าที่ได้นั้น สมาชิกทุกคนต้องถอดหัวโขนของพรรคการเมืองออกแล้วมุ่งเน้นไปที่ “ประโยชน์ของประชาชน” เป็นที่ตั้ง คุณศุภชัยย้ำว่า “ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ. เพราะหลายคนใน กมธ. แม้ไม่มีความเชี่ยวชาญในบางด้าน แต่ก็มีความตั้งใจและประสบการณ์ด้านอื่นที่สามารถขับเคลื่อนงานได้เป็นอย่างดี

  • เคารพและให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน
  • เรียนรู้ระบบพรรคการเมืองและการทำงานร่วมกัน
  • มุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าการเอาชนะกัน

ในมุมของนายศุภชัย สิ่งที่ทำให้นายภาวุธพลาดไปคือการมองว่าตัวเองเป็นคนดีอยู่ฝ่ายเดียวในขณะที่คนอื่นแย่ไปหมด ซึ่งพฤติกรรมนี้ นายศุภชัยเปรียบเปรยว่าเป็นความอวดอุตริที่อาจทำให้เกิดความแตกแยกในสภาและลดทอนความน่าเชื่อถือของตนเองลง หากต้องการให้สังคมยอมรับ ควรพิสูจน์ที่ “ผลงาน” มากกว่าการออกมาวิจารณ์เพื่อสร้างความแตกแยก

ท้ายที่สุด การเมืองไทยยังคงต้องการการทำงานร่วมกันโดยใช้เหตุผลและการให้เกียรติกันและกัน หากคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามามีโอกาสทำงาน แต่กลับใช้แต่วิธีการดิสเครดิตผู้อื่น จะส่งผลเสียต่อภาพรวมของรัฐสภามากกว่าผลดี นักการเมืองทุกคนจึงควรยึดถือความเป็นมืออาชีพเป็นที่ตั้งครับ

ที่มา – “ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้

ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้

วงการการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าว่า ทางสภาฯ ได้เตรียมบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภาช่วงวันที่ 7-8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคอย เพื่อให้เห็นทิศทางว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศจะมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต

ทางด้านประธานสภาฯ ได้เน้นย้ำว่า แม้ **ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้** จะเป็นข่าวดี แต่กระบวนการหลังจากวาระที่ 1 ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของคณะกรรมาธิการ หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมือและไม่เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการพิจารณา โอกาสที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นจริงก็มีความเป็นไปได้สูง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการพูดคุยและเจตจำนงของทุกพรรคการเมืองที่ต้องการขับเคลื่อนร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยทุกคน

มุมมองต่อ “ระบอบสีน้ำเงิน” กับการเมืองไทย

สำหรับประเด็นร้อนแรงที่มีการพูดถึงในแวดวงการเมืองอย่างคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” นั้น ทางนายโสภณได้แสดงความคิดเห็นอย่างน่าสนใจว่า ตนมองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของสภาฯ แม้ว่าอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้างตามวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตย แต่ในท้ายที่สุดแล้วทุกคนควรต้องเคารพเสียงประชามติของประชาชนที่อยากเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า ประธานสภาฯ ย้ำชัดว่า “สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกถ้าไม่ยึดติด” เพราะการก้าวข้ามความขัดแย้งเดิมๆ คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างประโยชน์ให้แก่คนในชาติ

หากเรามองสถานการณ์ในมุมของความร่วมมือ สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปมีดังนี้:

  • การพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ของรัฐสภาในเดือนกรกฎาคมนี้
  • บทบาทของคณะกรรมาธิการที่จะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อให้กระบวนการต่างๆ เป็นไปตามกรอบเวลา
  • การจัดสรรพื้นที่ในการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนที่หลากหลาย

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องช่วยกันเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประเด็น **ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้** ให้สามารถหาจุดร่วมที่ดีที่สุดได้ การเมืองไทยต้องการความปรองดองมากกว่าความขัดแย้ง หากนักการเมืองทุกฝ่ายร่วมใจกันผลักดันให้กฎหมายรัฐธรรมนูญตอบโจทย์อนาคตของประเทศได้สำเร็จ เชื่อว่านี่จะเป็นชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง การก้าวข้ามผ่านเรื่องสีสันทางการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก หากทุกคนมองที่เป้าหมายสูงสุดคือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นตัวตั้ง

ที่มา – ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้ มองวาทะ “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่เป็นอุปสรรค

กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport

กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความโปร่งใสในโครงการภาครัฐ ล่าสุด นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 1,600 ล้านบาท โดยมีกำหนดเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงในวันที่ 4 มิถุนายนนี้

ทำไมโครงการ TH-AI Passport ถึงถูกเพ่งเล็ง?

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชน แต่ทว่ากลับเกิดข้อสังเกตมากมายจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและภาคประชาชน โดยเฉพาะในกระบวนการสำคัญดังนี้:

  • ขั้นตอนการอนุมัติโครงการที่ดูคลุมเครือ
  • การกำหนดราคากลางและการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจผิดปกติ
  • ความเชื่อมโยงที่น่าสงสัยของบริษัทเอกชนคู่สัญญา
  • เสี่ยงต่อปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินภาษีของประชาชน

นายพิทักษ์เดช ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า การดำเนินการตรวจสอบ กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน ในครั้งนี้ ไม่ใช่การก้าวก่ายอำนาจของหน่วยงานอื่น แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบตามหลักการธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับงบประมาณแผ่นดิน

ก้าวต่อไปของการตรวจสอบ

สำหรับการเรียกชี้แจงครั้งนี้ กมธ. จะมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดการร่างทีโออาร์ (TOR) ว่ามีการล็อกสเป็กหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการมีส่วนได้ส่วนเสียของเอกชนที่ได้รับงาน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการคำตอบ นอกจากนี้ การที่ กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน จะเป็นการพิสูจน์ว่าหน่วยงานเหล่านี้สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาได้มากน้อยเพียงใด

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการชี้แจงจะเป็นอย่างไร และโครงการนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความโปร่งใสจริงหรือไม่ เพราะเงิน 1,600 ล้านบาทนั้น มหาศาลเกินกว่าที่จะปล่อยให้เกิดคำถามคาใจโดยไม่มีคำตอบที่ชัดเจน หากพบความไม่โปร่งใส แน่นอนว่าจะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ดีต่อการทำงานของภาครัฐในอนาคต

ที่มา – กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน

“ปลัดพาณิชย์” ดึง “ศุภจี” ออกจากวงสัมภาษณ์ ดราม่าทุเรียน

เหตุการณ์ร้อนแรงในวงการการเมืองเศรษฐกิจไทย เมื่อ“ปลัดพาณิชย์” ดึง “ศุภจี” ออกจากวงสัมภาษณ์ หลังสื่อจี้ถาม ปม ดราม่าไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ตรงปก กลายเป็นประเด็นที่คนจับตามอง สะท้อนปัญหาการสื่อสารและการแก้ไขราคาพืชผลทางการเกษตร วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และมันส่งผลกระทบอย่างไรต่อภาพลักษณ์ของรัฐมนตรี

“ปลัดพาณิชย์” ดึง “ศุภจี” ออกจากวงสัมภาษณ์ หลังสื่อจี้ถาม ปม ดราม่าไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ตรงปก

วันที่ 29 เมษายน 2567 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังเผชิญคำถามจากสื่อมวลชนอย่างหนักหน่วง กรณีสภาผู้แทนราษฎรเตรียมตั้งกระทู้ถามเรื่องการไลฟ์สดขายทุเรียน และการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เพื่อแก้ไขปัญหาราคาพืชผล ซึ่งฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า “แก้ปัญหาไม่ถูกจุด เกาไม่ถูกที่คัน”

สื่อพยายามดึงตัวนางศุภจีให้เข้าวงสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ แต่นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาขัดขวาง โดยพยายามดึงตัวนางศุภจีออกจากวงถึง 3 ครั้ง อ้างว่ามีภารกิจต่อไป สุดท้ายนางศุภจีกล่าวสั้นๆ ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของกมธ. ว่าใครตั้ง และมีสาระอย่างไร จะขอไปศึกษาก่อน

ดราม่าไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ตรงปกคืออะไร

ประเด็นหลักคือการไลฟ์สดขายทุเรียนของนางศุภจีร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ในราคาเพียง 100 บาทต่อลูก แต่เมื่อลูกค้าสั่งซื้อแล้ว สินค้าที่ส่งมาถึงไม่ตรงปก ลูกทุเรียนขนาดเล็ก คุณภาพต่ำ สร้างความไม่พอใจให้ผู้บริโภคจำนวนมาก ฝ่ายค้านโจมตีว่าเป็นการทำลายกลไกตลาด ทำให้ราคาทุเรียนตกต่ำ และไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรี

  • ไลฟ์ขายทุเรียนราคาถูกเพื่อช่วยเกษตรกร แต่ถูกมองว่าเป็นการแข่งขันไม่เป็นธรรม
  • ผู้บริโภคร้องเรียนสินค้าไม่ตรงปก ไม่สด ไม่ใหญ่ตามโฆษณา
  • กระทบภาพลักษณ์กระทรวงพาณิชย์ในการคุ้มครองผู้บริโภค

นางศุภจีตอบสื่อว่า ยังไม่ได้ดูคลิปไลฟ์เอง และกดสั่งซื้อไม่ทัน ส่วนเรื่องไม่ตรงปกต้องให้หน่วยงานตรวจสอบดูแลต่อไป

ฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามและวิจารณ์รัฐบาลอย่างไร

ฝ่ายค้านมองว่าการไลฟ์ดังกล่าวไม่ช่วยแก้ปัญหาจริง แต่กลับทำให้ราคาพืชผลผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะทุเรียนที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย สภาฯ เตรียมตั้งกระทู้ถาม และกมธ.เศรษฐกิจเพื่อตรวจสอบ นางศุภจีโต้ว่า การตั้งกมธ.นี้แก้ไม่ถูกจุด เพราะปัญหาหลักคือห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่แค่ราคาขายปลีก

เหตุการณ์“ปลัดพาณิชย์” ดึง “ศุภจี” ออกจากวงสัมภาษณ์ หลังสื่อจี้ถาม ปม ดราม่าไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ตรงปกนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์หนัก สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านในประเด็นเศรษฐกิจเกษตร นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการควบคุมคุณภาพสินค้าออนไลน์ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะไลฟ์คอมเมิร์ซที่กำลังบูม แต่ขาดการกำกับดูแล

จากข้อมูลล่าสุด ราคาทุเรียนในตลาดส่งออกปีนี้ผันผวนจากปัจจัยสภาพอากาศและความต้องการจากจีน หากรัฐบาลต้องการช่วยเกษตรกร ควรโฟกัสที่การพัฒนาตราสินค้า สร้างแบรนด์ และเจรจาสัญญาระยะยาวกับผู้ซื้อต่างประเทศมากกว่าไลฟ์ขายแบบฉุกระยะสั้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญว่ารัฐมนตรีควรโปร่งใสและตอบคำถามสื่ออย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน การดึงตัวออกจากวงสัมภาษณ์อาจทำให้เกิดข่าวลือมากขึ้น คุณคิดว่าศุภจีควรจัดการดราม่านี้อย่างไร? คอมเมนต์บอกความเห็นของคุณด้านล่าง และกดแชร์เพื่อติดตามข่าวอัปเดตการเมืองเศรษฐกิจไทยต่อไป!

ที่มา – “ปลัดพาณิชย์” ดึง “ศุภจี” ออกจากวงสัมภาษณ์ หลังสื่อจี้ถาม ปม ดราม่าไลฟ์สดขายทุเรียนไม่ตรงปก

“ภราดร” ปัดตอบ สส. ออกไลน์ ปมชวดประธาน กมธ.

"ภราดร" ปัดตอบ สส. ออกไลน์ ปมชวดประธาน กมธ. กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะภายในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มีกระแสข่าว สส.บางคนไม่พอใจจนออกจากกลุ่มไลน์พรรค หลังมีรายชื่อหลุดประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ 14 คณะ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคนคาดหวังแต่พลาดโอกาส นายภราดร ปริศนานันทกุล ในฐานะแกนนำพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชิลๆ ยืนยันว่าทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีรอยร้าวอะไร

"ภราดร" ปัดตอบ สส. ออกไลน์ ปมชวดประธาน กมธ.

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 29 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดรได้เผยว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมเคาะรายชื่อประธานกมธ. 14 คณะอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า หลังจากกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะประชุมอีกครั้ง เพื่อเร่งตั้งกมธ.ให้เร็วที่สุด รายชื่อที่หลุดออกมาเป็นเพียงกระแสข่าวเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง

เมื่อผู้สื่อข่าวจี้ถามถึง สส.ที่คาดว่าจะได้เป็นประธานกมธ.แต่ชื่อไม่ติดบัญชี จนเกิดความไม่พอใจออกจากไลน์กลุ่ม นายภราดรตอบแบบขำๆ ว่า “โทรศัพท์เสีย จนไลน์เด้งหรือไม่” แสดงถึงสไตล์การรับมือที่ผ่อนคลาย ไม่ตีโพยตีพาย

หลักการเยียวยาของพรรคต่อ สส. ชวดตำแหน่ง

สำหรับการเยียวยาคนที่ไม่ได้ตำแหน่ง นายภราดรย้ำชัดว่าตำแหน่งประธานกมธ.มีจำกัด แต่พรรคมี สส.เก่งๆ เยอะแยะ ดังนั้นไม่สามารถแจกจ่ายให้ทุกคนได้ พรรคจะบริหารจัดการอย่างเป็นธรรมสูงสุดต่อทุกฝ่าย เมื่อถามว่าจะเกิดรอยร้าวในพรรคหรือไม่ เขาตอบสั้นๆ ว่า “คงไม่ครับ เรื่องบ้านเราก็คุยกันในบ้าน” สะท้อนความมั่นใจในการรวมพรรค

  • รายชื่อประธานกมธ. จะประกาศสัปดาห์หน้า
  • กก.บห. ประชุมเพื่อยืนยันรายชื่อ
  • ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมทุกคน
  • ปัญหาไลน์กลุ่มแก้ได้ด้วยการคุยกัน
  • ไม่ปล่อยให้เกิดรอยร้าวภายใน

บริบทการเมืองพรรคภูมิใจไทยกับตำแหน่งกมธ.

พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มี สส.กว่า 70 คน ถือเป็นพรรคใหญ่รองจากเพื่อไทย ตำแหน่งประธานกมธ.สามัญมีความสำคัญมาก เพราะควบคุมการพิจารณากฎหมาย วาระการประชุม และอิทธิพลในสภา การจัดสรรตำแหน่งจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กระแสข่าวครั้งนี้เกิดจากความคาดหวังสูงของ สส.รุ่นใหม่ที่อยากมีบทบาท แต่พรรคต้องพิจารณาประสบการณ์และสมดุลอำนาจ

"ภราดร" ปัดตอบ สส. ออกไลน์ ปมชวดประธาน กมธ. แบบนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคมีกลไกจัดการภายในที่ดี ไม่ปล่อยให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ในอดีตพรรคการเมืองไทยเคยแตกแยกจากปัญหาแบ่งเก้าอี้แบบนี้หลายครั้ง เช่น กรณีพรรคประชาธิปัตย์หรือชาติไทยพัฒนา แต่ภท.ดูจะเรียนรู้บทเรียนแล้ว โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ก็มักเน้นสามัคคี

ผลกระทบที่อาจเกิดหากไม่จัดการดี

หากปล่อยให้รอยร้าวลุกลาม อาจกระทบคะแนนในสภาฯ โดยเฉพาะในการโหวตกฎหมายสำคัญอย่างงบประมาณหรือ พ.ร.บ.ต่าง ๆ แต่จากคำพูดของนายภราดร เชื่อว่าพรรคจะเคลียร์ได้รวดเร็ว สส.ที่ออกไลน์น่าจะกลับมาเร็วๆ นี้ เพราะการเมืองไทยเน้นผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าความขัดแย้งส่วนตัว

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เช่น การผลักดันนโยบายเกษตรและสาธารณสุข การรักษาความเป็นเอกภาพจึงยิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านฉวยโอกาส

สรุปแล้ว "ภราดร" ปัดตอบ สส. ออกไลน์ ปมชวดประธาน กมธ. ครั้งนี้เป็นแค่เรื่องเล็กที่พรรคจัดการได้ แสดงถึงความเป็นมืออาชีพในการบริหารภายใน

ความเห็นของเรา: เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนว่าพรรคการเมืองต้องสื่อสารโปร่งใสตั้งแต่ต้น เพื่อลดความเข้าใจผิด คุณคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจะจัดการอย่างไรต่อ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – "ภราดร" ปัดตอบ สส. ออกไลน์กลุ่ม ปมชวดประธาน กมธ. เชื่อคุยกันได้ไม่เกิดรอยร้าว

“วันนอร์” ถก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 10-11 ธ.ค.นี้

“วันนอร์” บรรจุแล้ว ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง 10-11 ธ.ค.นี้ จ่อนัดประชุมวิป 3 ฝ่ายกำหนดกรอบแบ่งเวลา

วันที่ 4 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้บรรจุวาระการนัดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ วันที่ 10-11 ธ.ค. เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสอง ระหว่างวันที่ 10-11 ธ.ค. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวว่า วิป 3 ฝ่าย นัดหารือถึงการเตรียมความพร้อมประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 8 ธ.ค. เท่าที่ประเมินคิดว่า ระยะเวลา 2 วัน น่าจะเพียงพอในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสอง แม้จะมีประเด็นพิจารณาค่อนข้างมาก และมีกมธ.สงวนความเห็นไว้ทุกมาตรา แต่บางมาตราที่มีการแก้ไข แต่ได้ปรับเนื้อหาตามกัน ส่วนการกำหนดกรอบเวลาวาระสอง ว่า แต่ละฝ่ายจะได้เวลาอภิปรายเท่าใด ยังไม่สามารถกำหนดได้ ต้องรอหารือในวิป 3 ฝ่าย

“วันนอร์” บรรจุแล้ว ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง 10-11 ธ.ค.นี้

การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสองที่จะมีขึ้นในวันที่ 10-11 ธันวาคมนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อน และส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการเมืองและสังคมไทย ดังนั้น การพิจารณาในครั้งนี้จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ให้ความสำคัญกับการประชุมครั้งนี้เป็นอย่างมาก โดยได้บรรจุวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในวาระการประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้ร่วมกันพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ความพร้อมของวิป 3 ฝ่าย

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้กล่าวถึงความพร้อมในการประชุมร่วมรัฐสภา โดยวิป 3 ฝ่ายจะมีการนัดหารือเพื่อเตรียมความพร้อมในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ เพื่อกำหนดกรอบเวลาในการอภิปรายและพิจารณารายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แม้ว่าจะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาค่อนข้างมาก และมีกรรมาธิการสงวนความเห็นไว้ในทุกมาตรา แต่ทางวิปรัฐบาลเชื่อมั่นว่า ระยะเวลา 2 วัน น่าจะเพียงพอต่อการพิจารณา เนื่องจากบางมาตราที่มีการแก้ไขได้มีการปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกันแล้ว อย่างไรก็ตาม การกำหนดกรอบเวลาในการอภิปรายของแต่ละฝ่ายยังไม่สามารถสรุปได้ และจะต้องรอการหารือในวิป 3 ฝ่ายอีกครั้ง

การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทาง เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพิจารณา จะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การประชุมเพื่อพิจารณา “วันนอร์” บรรจุแล้ว ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง 10-11 ธ.ค.นี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

ติดตามความคืบหน้าของการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ “วันนอร์” บรรจุแล้ว ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง 10-11 ธ.ค.นี้ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดและความคืบหน้าของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ที่มา – “วันนอร์” บรรจุแล้ว ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง 10-11 ธ.ค.นี้

“พริษฐ์” มั่นใจ! แก้รัฐธรรมนูญเสร็จก่อนสิ้นปี

“พริษฐ์” ยืนยันพรรคประชาชน สู้เต็มที่แม้หลายข้อเสนอแพ้การลงมติในชั้น กมธ. มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี เชื่อ “สูตร 20 หยิบ 1” ป้องกันผูกขาดได้

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึง ความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าตั้งแต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ห้ามไม่ให้ “ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง” ส่งผลให้ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถเสนอ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้อีกต่อไป ทำให้ทั้ง 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 3 พรรคการเมืองหลักที่ถูกพิจารณาในวาระที่ 1 เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 ก็ไม่มีร่างไหนที่เสนอให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

เเจง กมธ. ปชน. สู้เต็มที่

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการได้ลงมติ 3 ข้อเสนอหลักในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนที่พยายามมุ่งสู่เป้าหมายให้มี

  1. สภาที่ปรึกษาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมาธิการมีมติ ให้ตัดสภาที่ปรึกษาออก โดยมีแค่กรรมาธิการ 8 คนจากพรรคประชาชนที่ลงมติให้คงสภาที่ปรึกษาไว้ ส่วนอีก 23 คนเห็นควรให้ตัดออก และ 3 คนงดออกเสียง
  2. เปิดให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้งเพื่อคัดกรองผู้ร่างมาเบื้องต้นให้เหลือ 70 คน ก่อนจะส่งต่อให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมาธิการมีมติให้ตัดกลไกดังกล่าวออก
  3. การให้รัฐสภาคัดเลือกผู้ร่างโดยใช้สูตร “20 หยิบ 1” แทนการใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก : สำหรับสูตร 20 หยิบ 1 นั้นคือการกำหนดว่าในเมื่อสมาชิกรัฐสภามี 700 คน และผู้ร่างมี 35 คน จึงควรให้สมาชิกรัฐสภาที่รวมตัวกันได้ 20 คน สามารถมีสิทธิคัดเลือกผู้ร่างได้หนึ่งคน ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่ง และทำให้คณะผู้ร่างมีตัวแทนที่หลากหลายจากทุกกลุ่มความคิด

ฉันทามติสูตร 20 หยิบ 1

โฆษกพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ในทางกลับกัน หากรัฐสภาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่งมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา เช่น สส. และ สว. รวมกันเกิน 350 คน ก็อาจใช้เสียงข้างมากผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างได้ทั้ง 35 คน หรือ 100% แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งสำหรับข้อเสนอนี้ น่ายินดีที่คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นด้วย แทบเรียกว่าเป็นฉันทามติ ให้ใช้สูตร 20 หยิบ 1 แทนใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก

ผิดหวังและยินดี

ในมุมมองของพรรคประชาชน ผลการลงมติของคณะกรรมาธิการจึงเป็นเรื่องที่ทั้งน่าผิดหวังและน่ายินดีผสมกันไป เพราะแม้พรรคไม่สามารถโน้มน้าวให้กรรมาธิการจากพรรคอื่นๆ และ สว. เห็นด้วยกับเราใน 2 จาก 3 ข้อเสนอ แต่สามารถผลักดัน 1 จาก 3 ข้อเสนอ (สูตร 20 หยิบ 1) ได้สำเร็จ จึงรับประกันได้ว่าการคัดเลือกผู้ร่างโดยรัฐสภาจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และประชาชนยังมีส่วนร่วมได้บ้างในการกำหนดผู้ร่างผ่านคูหาเลือกตั้ง สส. เพราะหากประชาชนเลือก สส. จากพรรคใดเยอะ พรรคดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิในการคัดเลือกผู้ร่างที่มีจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญใกล้เคียงกันได้เยอะขึ้น

ฉะกังวลแต่ไม่เสนอทางออก

อย่างไรก็ตาม มีกรรมาธิการบางท่านมีความกังวลว่า สูตร 20 หยิบ 1 อาจไม่ใช่ยาวิเศษเสียแล้ว เพราะประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมคัดกรองผู้ร่างมาเบื้องต้น แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้คือ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ รวมถึงกรรมาธิการดังกล่าว ไม่ได้ลงมติเห็นชอบกับข้อเสนอของพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ได้เสนอวิธีการอื่นที่จะป้องกันการผูกขาด มิหนำซ้ำร่างที่พรรคต้นสังกัดของกรรมาธิการดังกล่าวเสนอ ก็กำหนดว่าในขั้นตอนสุดท้ายที่รัฐสภาคัดเลือก สสร. ให้รัฐสภาใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการผูกขาดกว่าสูตร 20 หยิบ 1

ย้ำ กมธ.ไม่ได้ลงมติที่มา สสร.

นอกจากนี้มีความพยายามในการสร้างความเข้าใจจากบางภาคส่วนว่าการไม่เติม สสร. ตามข้อเสนอของกรรมาธิการพรรคเพื่อไทย เป็นการทำให้ผู้ร่างยึดโยงกับประชาชนน้อยลง นั้น โฆษกพรรคประชาชนยืนยันว่า สสร. ที่กรรมาธิการเพื่อไทยเสนอให้เติมเข้ามา ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ในการลงมติว่าจะเติม สสร. หรือไม่ ก็ไม่ได้เป็นการลงมติว่า สสร. จะมีที่มาอย่างไร เพียงแต่เป็นการลงมติว่ากลไกผู้ร่างจะมี 1 ระดับ (กรรมาธิการร่าง) หรือ 2 ระดับ (สสร. และ กรรมาธิการยกร่าง)

พร้อมผลักดันให้เสร็จก่อนสิ้นธ.ค.

ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคประชาชนจะทำเต็มที่ในการจูงมือทุกภาคส่วนในกรรมาธิการเพื่อเดินหน้าพิจารณามาตราที่เหลืออยู่ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โดยอย่างน้อยที่สุดควรจะพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาวาระ 2 ในต้นเดือนธันวาคม และให้รัฐสภาพิจารณาวาระ 3 เสร็จก่อนสิ้นเดือนธันวาคม

“พริษฐ์” มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี

สถานการณ์การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง แม้จะมีความท้าทายและอุปสรรคมากมาย แต่ความมุ่งมั่นของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชน ก็ยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ

ทำไม “พริษฐ์” ถึงมั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี?

ความมั่นใจของนายพริษฐ์ฯ มาจากความคืบหน้าในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นกรรมาธิการ แม้ว่าบางข้อเสนอจะไม่ได้รับการเห็นชอบ แต่ก็ยังมีประเด็นที่ได้รับการสนับสนุน เช่น สูตร 20 หยิบ 1 ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าการคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ถูกผูกขาด

การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว และยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางความคิดเห็นระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ หรืออุปสรรคทางกฎหมาย การที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่เราในฐานะประชาชนทำได้ คือการติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” มั่นใจผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จจากรัฐสภาก่อนสิ้นปี

Scroll to top