คณะรัฐมนตรี

“ทรงศักดิ์” คุยพีมูฟ ฟังเสียงค้านยุบธนาคารที่ดิน นัดถกอีกรอบ 4 ส.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาติดตามความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองกันครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องที่ดินทำกินที่เป็นปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับ “ทรงศักดิ์” คุยพีมูฟ ฟังเสียงค้านยุบธนาคารที่ดิน นัดถกอีกรอบ 4 ส.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

“ทรงศักดิ์” คุยพีมูฟ ฟังเสียงค้านยุบธนาคารที่ดิน นัดถกอีกรอบ 4 ส.ค.นี้

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้เปิดโต๊ะเจรจากับตัวแทนกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ (P-Move) ณ สำนักงาน ก.พ. เดิม โดยมีประเด็นหลักคือข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ที่กำลังเป็นกระแสคัดค้านจากภาคประชาชน

ทำไมต้องจับตาการประชุม “ทรงศักดิ์” คุยพีมูฟ ฟังเสียงค้านยุบธนาคารที่ดิน นัดถกอีกรอบ 4 ส.ค.นี้

จากการหารือที่ยาวนานกว่า 2 ชั่วโมง นายทรงศักดิ์ได้รับทราบข้อเสนอของกลุ่มพีมูฟแล้ว โดยสรุปประเด็นสำคัญที่กลุ่มพีมูฟเรียกร้องได้ดังนี้:

  • ขอให้ทบทวนการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) เพื่อให้การกระจายการถือครองที่ดินดำเนินต่อไปได้
  • เร่งรัดการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562
  • ปรับปรุง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ภายใต้การดูแลของ คทช.

โดยในการประชุมรอบถัดไปวันที่ 4 สิงหาคมนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น และมีกระแสข่าวว่านายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล ก.พ.ร. อาจเข้าร่วมวงหารือด้วย เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนที่สุดให้กับพี่น้องเกษตรกรและผู้เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน

การที่รัฐบาลเปิดกว้างรับฟังเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ เราคงต้องมารอลุ้นกันว่าผลสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร การคงไว้ซึ่งธนาคารที่ดินอาจเป็นคำตอบสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ แต่รัฐบาลจะปรับโครงสร้างอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้นคือโจทย์ใหญ่ที่ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “ทรงศักดิ์” คุยพีมูฟ ฟังเสียงค้านยุบธนาคารที่ดิน นัดถกอีกรอบ 4 ส.ค.นี้

จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ปมสารหนูตกค้าง

เชื่อว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกกและแม่น้ำสายสำคัญหลายแห่ง กำลังเฝ้ารอคอยความหวังจากการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมา หลังจากต้องทนทุกข์อยู่กับมลพิษในน้ำมายาวนานกว่า 1 ปีเต็ม วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความเข้าใจกับประเด็น จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ร่างข้อตกลงนี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่กลับกลายเป็นการผูกมัดตัวเองของภาครัฐเสียมากกว่า

วิเคราะห์ร่างข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ที่ชาวบ้านควรรู้

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของร่างข้อตกลง (TOR) ฉบับที่จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ซึ่งประเด็นสำคัญที่น่ากังวลคือ การที่ไทยอาจต้องยอมจำนนต่อเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลสารพิษ หากไม่มีการเซ็นยินยอมจากทั้งสองฝ่าย ชาวไทยก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทราบว่าน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคอยู่นั้นมีสารหนูหรือโลหะหนักเกินมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากในมุมมองของความปลอดภัยในชีวิตประชาชน

ทำไมการ จับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ ไทย-เมียนมา ถึงเป็นเรื่องเร่งด่วน?

ปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามแดนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะชาวบ้านในพื้นที่ต้องหยุดจับปลา หยุดให้ลูกหลานลงเล่นน้ำ เพราะกลัวสารหนูและแคดเมียม แต่ร่างข้อตกลงที่ใช้เวลาเตรียมการมาถึง 1 ปี กลับมุ่งเน้นเพียงการตรวจวัดมลพิษโดยขาดมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ไม่มีการแก้ปัญหาที่ต้นตอ: ร่างฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงการจัดการเหมืองแร่ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษเลย
  • การเปิดเผยข้อมูลที่ล่าช้า: การกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองประเทศก่อนเปิดเผยข้อมูล เป็นการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ของประชาชนไทยโดยตรง
  • กรอบการทำงานที่จำกัด: ร่างนี้เน้นเฉพาะจังหวัดเชียงราย แต่ละเลยผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นอย่าง แม่ฮ่องสอน หรือระนอง

ข้อเสนอของทางพรรคประชาชนถือเป็นทางออกที่รัฐบาลควรพิจารณาอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลผลตรวจสารพิษสู่สาธารณะได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต รวมถึงการมีกลไกตรวจสอบร่วมกันในพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิด เพื่อหยุดยั้งการปนเปื้อนตั้งแต่วงจรต้นทาง ไม่ให้ไทยต้องกลายเป็นทางผ่านของแร่พิษอีกต่อไป

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเลือกระหว่างการเกรงใจเพื่อนบ้านกับการปกป้องสุขภาพของคนในชาติ การแก้ปัญหาแม่น้ำเป็นพิษต้องมีความจริงใจมากกว่าแค่การตรวจน้ำรายจังหวัด แต่ต้องเป็นการจัดการเชิงระบบที่ยั่งยืน เพื่อให้สายน้ำของไทยกลับมาอุดมสมบูรณ์และปลอดภัยสำหรับทุกคนอีกครั้ง

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ชวนจับตาข้อตกลงแม่น้ำเป็นพิษ “ไทย-เมียนมา” ชี้ 1 ปีที่ชาวบ้านริมน้ำกกต้องอยู่กับสารหนู

อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น

เชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ภายในคณะรัฐมนตรี ล่าสุดกลายเป็นสีสันและประเด็นร้อนที่หลายคนพูดถึง เมื่อ อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น ให้เห็นผ่านสื่อแบบชัดเจน เรียกได้ว่างานนี้สยบทุกข่าวลือที่เคยเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปได้แบบสวยงามครับ

อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ และนางนาที รัชกิจประการ พร้อมติดตลกกับผู้สื่อข่าวว่านี่คือทีม “2 น. 1 พ.” (น.นาที, น.หนู) ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าความสัมพันธ์ยังคงแน่นแฟ้น ไม่ได้มีรอยร้าวอย่างที่หลายฝ่ายกังวลกัน

มุมมองจาก อนุทิน ควง พิพัฒน์ สยบรอยร้าว ยัน ครม.ทำงานราบรื่น

นอกจากบรรยากาศที่ผ่อนคลายแล้ว นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงการทำงานของรัฐบาลว่า ทุกคนในคณะรัฐมนตรีมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันงานเพื่อประเทศชาติในทุกมิติ โดยมีประเด็นสำคัญที่กำลังขับเคลื่อน ดังนี้:

  • การแก้ไขปัญหาคดีบุกรุกป่าในจังหวัดภูเก็ต โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นแกนนำ
  • การตีความกฎหมายอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการบุกรุกพื้นที่รัฐ
  • การรับฟังคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นายอนุทินยังได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจว่า เราควรยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก อย่าใช้ความรู้สึกส่วนตัวหรือบทวิเคราะห์จากสื่อในการตัดสินผลงานของรัฐบาล เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ผลลัพธ์ของงาน” ที่กำลังก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ครับ

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการทำงานของรัฐบาลมากกว่าการจับผิดเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว หากการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ก็ย่อมเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวครับ

ที่มา – “อนุทิน” ควง “พิพัฒน์-นาที” สยบรอยร้าว ติดตลก 2 น. 1 พ. ยัน ครม.เดินหน้าทำงานร่วมกันราบรื่น

ครม. เห็นชอบให้คงภาษี VAT 7% อีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 2570

ข่าวดีสำหรับคนไทยทุกคนครับ! ล่าสุดมีมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า ครม. เห็นชอบให้คงภาษี VAT 7% อีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 2570 ซึ่งถือเป็นข่าวที่ช่วยลดความกังวลใจให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ใครที่กำลังวางแผนจับจ่ายใช้สอย หรือทำธุรกิจอยู่ สบายใจกันได้ยาวๆ เลยครับ

ครบทุกรายละเอียด ครม. เห็นชอบให้คงภาษี VAT 7% อีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 2570

การตัดสินใจครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องการการกระตุ้น โดยกระทรวงการคลังได้เสนอให้มีการขยายระยะเวลาจากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนปี 2569 ขยายออกไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนปี 2570 ทำให้เรายังคงจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราเดิมที่ 7% ต่อไปอีกหนึ่งปีเต็มๆ ครับ

ทำไมการคงภาษี VAT 7% ถึงส่งผลดีกับเศรษฐกิจ?

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ ครม. เห็นชอบให้คงภาษี VAT 7% อีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 2570 นั้นมีความสำคัญอย่างไรบ้าง? มาดูกันครับ:

  • ช่วยคงกำลังซื้อ: เมื่อภาษีไม่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจึงไม่ขยับตัวสูงขึ้นตาม ทำให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
  • ส่งเสริมภาคการลงทุน: บรรดาผู้ประกอบการและนักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
  • กระตุ้นการบริโภค: เมื่อประชาชนรู้สึกว่าราคาสินค้าไม่แพงจนเกินไป ย่อมส่งผลดีต่อตัวเลขการจับจ่ายใช้สอยในภาพรวมของประเทศ

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี ตามมติที่ประชุมทางภาครัฐได้ระบุไว้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่นที่สุดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ครับ

ในมุมมองของผม มาตรการนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพยุงสถานการณ์ค่าครองชีพได้ดีจริงๆ ในช่วงเวลาที่โลกและเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง การมีภาระภาษีที่คาดการณ์ได้จะช่วยให้เราวางแผนการเงินในอนาคตได้แม่นยำขึ้น หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยสร้างกำลังใจให้กับทุกคนในการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจต่อไปครับ

ที่มา – ครม. เห็นชอบให้คงภาษี VAT 7% อีก 1 ปี สิ้นสุด 30 ก.ย. 2570

ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างองค์กรภาครัฐกันมาบ้างแล้ว ล่าสุดทางคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางของข้าราชการไทย โดยระบุว่า ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งคนในระบบราชการและงบประมาณแผ่นดินโดยตรง

ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ

เหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ เพราะเป้าหมายหลักคือการปรับลดขนาดองค์กรจากเดิมที่มีข้าราชการรวมกันกว่า 3 ล้านคน ให้กระชับขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และนำงบประมาณที่ประหยัดได้มาปรับฐานเงินเดือนและสวัสดิการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดคนเก่งรุ่นใหม่เข้ามาทำงานราชการนั่นเอง โดยคุณปกรณ์ได้ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างโปร่งใสที่สุด

มาตรการคุมอัตรากำลังและอนาคตข้าราชการไทย

สำหรับประเด็นที่ว่า ปกรณ์ เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ นั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไล่ปลดใครออกกะทันหัน แต่เน้นไปที่การ:

  • ยุบเลิกตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
  • ตรวจสอบตำแหน่งที่ไม่จำเป็นเพื่อลดภาระงบประมาณ
  • รักษาสมดุลระหว่างการบริหารทรัพยากรบุคคลกับการคลังของประเทศ

ในปัจจุบัน รัฐบาลกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสทองที่ข้าราชการหรือผู้สนใจจะได้ร่วมเสนอแนะแนวทาง เพื่อให้มาตรการนี้ออกมาตอบโจทย์การบริหารงานในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

หากถามถึงมุมมองส่วนตัว ผมมองว่านี่คือสัญญาณการปรับตัวที่จำเป็นมากในโลกปัจจุบันครับ แม้องค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกยังต้องลดขนาดเพื่อความคล่องตัว การที่ภาครัฐหันมาปรับโครงสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นนี้ จะช่วยให้การบริหารงานมีความยืดหยุ่นขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้ดีที่สุดคือการสร้างความชัดเจนให้กับบุคลากรที่จะได้รับผลกระทบ รวมถึงการรักษาระดับคุณภาพการบริการประชาชนให้คงเดิมในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้

หากคุณมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการนี้ อย่าลืมเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ได้เลยครับ เสียงสะท้อนของคุณมีค่าสำหรับการพัฒนาระบบราชการไทยให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – “ปกรณ์” เผย ส.ค.นี้ เตรียมชง ครม. คุมอัตราข้าราชการ-ยุบอัตราเกษียณอายุ

ครม. เห็นชอบผลักดันโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึง ยกระดับทักษะประชาชน–ความปลอดภัยไซเบอร์

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกันมาบ้างแล้ว ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างถ้อยแถลงรัฐมนตรีเอเปคด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ประจำปี 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างสังคมดิจิทัลให้เข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายหลักคือ ครม. เห็นชอบผลักดันโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึง ยกระดับทักษะประชาชน–ความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวทันนวัตกรรมใหม่ๆ ของโลก

ครม. เห็นชอบผลักดันโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึง ยกระดับทักษะประชาชน–ความปลอดภัยไซเบอร์

การประชุมเอเปคครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของระดับนโยบาย แต่เป็นความร่วมมือที่จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตคนไทย รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท ผู้สูงอายุ หรือคนพิการ สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ

ทำไมต้องเร่งเครื่องเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและทักษะดิจิทัล?

เมื่อโลกเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวตามความร่วมมือในกรอบเอเปค ซึ่งถือว่า ครม. เห็นชอบผลักดันโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึง ยกระดับทักษะประชาชน–ความปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีประเด็นน่าสนใจดังนี้:

  • การขยายโอกาสดิจิทัล: เน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ราคาเข้าถึงได้ เพื่อให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากบริการออนไลน์ได้จริง
  • การพัฒนาทักษะแห่งอนาคต: สนับสนุนการฝึกอบรมสายอาชีพ เพื่อสร้างแรงงานที่เข้าใจการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์
  • ความปลอดภัยออนไลน์: ยกระดับมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์ เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน
  • สนับสนุนผู้ประกอบการ: เพิ่มแหล่งเงินทุนให้กลุ่ม SMEs และสตาร์ตอัป เพื่อให้มีทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยกังวลมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรั่วไหลของข้อมูล หรือมิจฉาชีพออนไลน์ การร่วมมือกับสมาชิกเอเปคจะช่วยให้ไทยได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการคัดกรองเนื้อหาเท็จ (Fake News) รวมถึงการใช้ AI มาเป็นเครื่องมือป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่รัดกุมยิ่งขึ้น

ในฐานะประชาชน เราควรจับตามองนโยบายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากไทยทำได้สำเร็จ สิ่งที่จะตามมาคือเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการรายย่อยจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นในการใช้งานเทคโนโลยีของคนไทยทุกคน นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ที่เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ครม. เห็นชอบผลักดันโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึง ยกระดับทักษะประชาชน–ความปลอดภัยไซเบอร์

รัฐบาลพร้อมส่งรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน UPR ชูผลงานปฏิรูปกฎหมาย ขยายโอกาสประชาชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับก้าวย่างที่สำคัญของประเทศไทยในเวทีโลกมาฝากกันครับ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งทางรัฐบาลได้ออกมาประกาศความพร้อมในการส่งรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย หรือที่รู้จักกันในกลไก รัฐบาลพร้อมส่งรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน UPR ชูผลงานปฏิรูปกฎหมาย ขยายโอกาสประชาชน รอบที่ 4 ให้กับทางสหประชาชาตินั่นเองครับ

รัฐบาลพร้อมส่งรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน UPR ชูผลงานปฏิรูปกฎหมาย ขยายโอกาสประชาชน

การจัดทำรายงานฉบับสำคัญนี้ ไม่ใช่แค่การรวบรวมเอกสารไปส่งที่เจนีวาเท่านั้นนะครับ แต่เป็นการสรุปผลงานที่รัฐบาลได้ขับเคลื่อนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยชูจุดเด่นที่น่าภาคภูมิใจคือการปฏิรูปกฎหมายหลายฉบับที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและขยายโอกาสให้กับประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยเข้าถึงสิทธิได้ยาก ให้กลับมามีความหวังและได้รับการคุ้มครองตามหลักสากลครับ

ก้าวสำคัญด้านกฎหมายและสวัสดิการสังคม

หากพูดถึงไฮไลท์ที่เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด รัฐบาลพร้อมส่งรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน UPR ชูผลงานปฏิรูปกฎหมาย ขยายโอกาสประชาชน ต้องบอกว่าเป็นที่น่าจับตามองมากครับ เพราะไทยได้มีการผลักดันกฎหมายสำคัญ เช่น:

  • กฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อความเท่าเทียมในสังคม
  • พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
  • พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย
  • การปรับปรุงพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ให้สิทธิลาคลอดเพิ่มเป็น 120 วัน และสิทธิลาช่วยคลอดสำหรับคู่สมรส

นอกจากนี้ ในด้านสุขภาพ ระบบ 30 บาทรักษาทุกที่ และโครงการพาเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา (OBEC Zero Dropout) ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนในทุกช่วงวัยจริงๆ ครับ

แม้ว่าเราจะเห็นถึงความคืบหน้ามากมาย แต่รัฐบาลก็น้อมรับถึงความท้าทายที่ยังรออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ หรือการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อเดินต่อไปด้วยกัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยต้องการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งในเวทีโลก เพื่อสร้างมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีและยั่งยืนให้แก่ประชาชนทุกคนอย่างแท้จริงครับ

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการก้าวย่างของไทยในเวทีสิทธิมนุษยชนโลกครั้งนี้? การเปลี่ยนแปลงที่เห็นเหล่านี้เพียงพอหรือยังในมุมมองของคุณ หรือมีส่วนไหนที่อยากให้เร่งแก้ไขมากที่สุด สามารถมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – รัฐบาลพร้อมส่งรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน UPR ชูผลงานปฏิรูปกฎหมาย ขยายโอกาสประชาชน

ครม. ไฟเขียว ขรก. พนักงานรัฐ ลาบวชถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

เชื่อว่าเพื่อนๆ ข้าราชการและพนักงานรัฐหลายท่านคงได้รับทราบข่าวดีล่าสุด เมื่อทางคณะรัฐมนตรีมีมติสำคัญในการสนับสนุนให้บุคลากรภาครัฐได้มีโอกาสทำความดีครั้งยิ่งใหญ่ การที่ ครม. ไฟเขียว ขรก. พนักงานรัฐ ลาบวชถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” นับเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาบุญเป็นอย่างยิ่งครับ

ครม. ไฟเขียว ขรก. พนักงานรัฐ ลาบวชถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

โครงการนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่รัฐบาลตั้งใจสนับสนุนให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ และลูกจ้างหน่วยงานรัฐ ได้เข้าร่วมโครงการอุปสมบทและปฏิบัติธรรม ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดียและเนปาล ระหว่างวันที่ 7-19 สิงหาคม 2569 โดยหัวใจสำคัญคือการเฉลิมพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

รายละเอียดการเข้าร่วมโครงการสำหรับข้าราชการ

สำหรับประเด็นที่น่าสนใจหลังจาก ครม. ไฟเขียว ขรก. พนักงานรัฐ ลาบวชถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง” คือสิทธิพิเศษในการลางาน โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมจะไม่ถือเป็นวันลาปกติและนับเป็นการปฏิบัติราชการ ซึ่งถือเป็นการเอื้ออำนวยความสะดวกจากภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยโครงการเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจอายุระหว่าง 20-75 ปี จำนวนรวม 220 คน แบ่งเป็นกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ดังนี้:

  • บรรพชา – อุปสมบท (สุภาพบุรุษ) จำนวน 80 คน
  • บวชชีพรหมโพธิ (สุภาพสตรี) จำนวน 80 คน
  • ถือบวชปฏิบัติธรรม (สุภาพบุรุษ – สุภาพสตรี) จำนวน 40 คน
  • จิตอาสาคณะดำเนินโครงการฯ จำนวน 20 คน

การจัดโครงการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสดีที่จะช่วยให้ข้าราชการได้รับความสงบทางจิตใจและเข้าใจหลักธรรมคำสอนเพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสมดุล

หากคุณเป็นหนึ่งในบุคลากรภาครัฐที่มีความศรัทธาและต้องการมีส่วนร่วมในกุศลครั้งสำคัญนี้ อย่าลืมศึกษารายละเอียดและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการรับสมัครนะครับ การสนับสนุนจาก ครม. ในครั้งนี้ถือเป็นแรงผลักดันให้ข้าราชการไทยได้ทำหน้าที่ทั้งในฐานะผู้ให้บริการประชาชนและผู้นำทางจิตวิญญาณไปพร้อมๆ กัน นับเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างสังคมแห่งการให้และปฏิบัติธรรมครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียว ขรก. พนักงานรัฐ ลาบวชถวาย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

อนุทิน พอใจรัฐมนตรีปรับปรุงงานประชาสัมพันธ์ ทำงานเป็นทีม

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกัน โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเผยถึงทิศทางการทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่หลายคนจับตามองกันอย่างใกล้ชิดครับ

อนุทิน พอใจรัฐมนตรีปรับปรุงงานประชาสัมพันธ์ ทำงานเป็นทีม

เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านนายกฯ ได้กำชับเรื่องการสื่อสารและการทำหน้าที่ของเหล่ารัฐมนตรีให้มีความกระชับและมุ่งเน้นผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งล่าสุด อนุทิน พอใจรัฐมนตรีปรับปรุงงานประชาสัมพันธ์ ทำงานเป็นทีม อย่างเห็นได้ชัด โดยท่านกล่าวว่าเมื่อดูภาพรวมแล้วทุกอย่างดูดีขึ้นมาก รัฐมนตรีแต่ละท่านเริ่มปรับตัวในการสื่อสารเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากขึ้น และลดการพูดในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ออกไปได้ดีทีเดียวครับ

บทบาททีมโฆษกและการทำงานแบบบูรณาการ

นอกจากรัฐมนตรีแล้ว ทีมโฆษกของกระทรวงต่างๆ ก็ได้รับคำชมไปด้วยครับ ท่านนายกฯ เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้คือความสามัคคี การสื่อสารต้องมุ่งเน้นที่ผลงาน (Result-oriented) โดยทุกคนต้องทำงานกันเป็นทีม เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เป็นเรื่องดีๆ และการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริงครับ

  • เน้นสื่อสารเฉพาะเรื่องที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์
  • ทำงานเป็นทีมเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐบาล
  • แสดงความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลงานสู่ประชาชน

ในอีกประเด็นสำคัญที่หลายคนกังวล คือเรื่องการคัดเลือกหรือการสอบทุจริตท้องถิ่น ซึ่งท่านอนุทินก็ยืนยันอย่างชัดเจนว่า กฎต้องเป็นกฎ การตัดสินใจของคณะกรรมการกลางฯ ต้องเป็นไปตามมติและหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด จะใช้ความพอใจส่วนตัวมาตัดสินไม่ได้ โดยท่านมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของ OECD แต่อย่างใด เพราะเรามีระบบตรวจสอบที่ดำเนินการรวดเร็วและเป็นธรรมครับ

โดยสรุปแล้ว การปรับตัวของรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ หากรัฐมนตรีทุกท่านยังคงยึดมั่นในการทำงานเป็นทีมและเน้นสื่อสารสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริงๆ เชื่อว่าความเชื่อมั่นของรัฐบาลจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอนครับ เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรกับการทำงานของรัฐบาลในชุดนี้บ้าง ลองคอมเมนต์มาแลกเปลี่ยนกันได้เลยนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” พอใจรัฐมนตรีปรับปรุงงานประชาสัมพันธ์ ชม ดูดี ทำงานเป็นทีม

Scroll to top