คดีความ

ศาลยกฟ้อง แอม ไซยาไนด์ คดีวางยาเพื่อนล้างหนี้ พิสูจน์ไม่ได้ตายจากไซยาไนด์

ศาลยกฟ้อง แอม ไซยาไนด์ คดีวางยาเพื่อนล้างหนี้ พิสูจน์ไม่ได้ตายจากไซยาไนด์

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับคดีความของนางสรารัตน์ วุฒิตาภรณ์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ แอม ไซยาไนด์ ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีที่ 6 โดยมีผลให้ยกฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่นฯ เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าผู้ตายเสียชีวิตจากสารพิษจริง

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ใส่ไซยาไนด์ลงในอาหารเพื่อล้างหนี้สินที่มีต่อเพื่อนสนิท แต่เมื่อศาลได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงและผลการชันสูตรจากแพทย์แล้ว กลับพบว่าไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าผู้เสียชีวิตได้รับสารพิษชนิดนี้หรือไม่ การที่ศาลตัดสินให้มีการ ศาลยกฟ้อง แอม ไซยาไนด์ คดีวางยาเพื่อนล้างหนี้ พิสูจน์ไม่ได้ตายจากไซยาไนด์ ในครั้งนี้ จึงเป็นการยึดหลักการพิจารณาคดีตามพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด

รายละเอียดเจาะลึก: ทำไมศาลยกฟ้อง แอม ไซยาไนด์ คดีวางยาเพื่อนล้างหนี้ พิสูจน์ไม่ได้ตายจากไซยาไนด์?

หากจะพูดถึงที่มาของคดีนี้ ต้องย้อนกลับไปถึงความสัมพันธ์ของจำเลยและผู้ตายที่เป็นเพื่อนสนิทกัน โดยมีประเด็นเรื่องการเงินและวงแชร์เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการยุติธรรม การกล่าวหาว่าใครสักคนกระทำความผิดร้ายแรง จำเป็นต้องมีหลักฐานที่แน่นหนา ซึ่งในกรณีนี้:

  • ผลการชันสูตรจากแพทย์ระบุเพียงว่าผู้ตายเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว หรืออาจมาจากโรคประจำตัว
  • ไม่มีพยานบุคคลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือใส่ไซยาไนด์ลงในอาหาร
  • การยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยเป็นไปตามหลักกฎหมายอาญาที่ต้องพิจารณาจากรูปคดีเป็นหลัก

เป็นที่น่าสังเกตว่านี่ไม่ใช่คดีแรกของแอม โดยปัจจุบันมีคดีที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาทั้งหมด 15 คดี แบ่งเป็นคดีฆ่าผู้อื่น 14 คดี และพยายามฆ่าอีก 1 คดี ซึ่งที่ผ่านมาศาลมีคำตัดสินออกมาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และการยกฟ้องในหลายๆ คดีที่หลักฐานไม่เพียงพอ

สรุปแล้ว แม้ว่าสังคมจะตั้งคำถามมากมายกับพฤติกรรมของจำเลย แต่ศาลยังคงทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายที่ยึดมั่นในความถูกต้องของพยานหลักฐาน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีที่เหลือจะออกมาเป็นอย่างไร และความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผยในชั้นศาลจนสิ้นสุดกระบวนการหรือไม่

ที่มา – ศาลยกฟ้อง “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาเพื่อนล้างหนี้ พิสูจน์ไม่ได้ตายจากไซยาไนด์

ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงเกษตรกรรม เมื่อล่าสุดมีคำพิพากษาสำคัญออกมาว่า ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลได้วินิจฉัยคดีที่บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ กรณีการประกาศให้สารเคมีเหล่านี้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารจัดการสารเคมีเกษตรในประเทศไทย

รายละเอียดคำพิพากษาคดีแบนสารเคมีเกษตรที่ทุกคนต้องรู้

ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ศาลได้แบ่งประเด็นการตัดสินออกเป็นสองส่วนหลักเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ดังนี้:

  • ประเด็นความชอบด้วยกฎหมาย: การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือครอบครอง ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจเพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ดังนั้น ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้ยกฟ้องในส่วนของหน่วยงานที่ออกมาตรการดังกล่าว
  • ประเด็นภาระค่าใช้จ่าย: อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการสั่งให้เอกชนรับภาระค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีทั้งหมดโดยไร้มาตรการเยียวยานั้นไม่เป็นธรรม

ผลการตัดสินในประเด็นหลังนี้เอง ทำให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของกรมวิชาการเกษตร เนื่องจากเห็นว่าการบังคับให้ผู้ผลิตรับภาระเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีการช่วยเหลือเป็นการสร้างภาระที่เกินสมควร ส่งผลให้กรมวิชาการเกษตรต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 116.9 ล้านบาทให้กับเอกชนผู้ฟ้องคดี ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนในอนาคต

บทเรียนจากกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เป้าหมายในการรักษาความปลอดภัยต่อชีวิตของคนในชาติจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม แต่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการลงทุน จำเป็นต้องมีความรอบคอบและมองหามาตรการเยียวยาที่เหมาะสมควบคู่กันไปด้วย มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในระยะยาวได้

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นหมุดหมายที่แสดงถึงความใส่ใจต่อสุขภาวะของสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า หน่วยงานภาครัฐเองก็ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนทุกมิติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านสุขภาพและระบบธุรกิจการเกษตรของไทยสืบไป

ที่มา – ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย

“สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ปมแม่ค้าขายหมูเป็น สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อ “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว. โดยนางแดง กองมา สมาชิกวุฒิสภา ได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทจากการโฆษณา ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ เพื่อปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง หลังจากถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง

“สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในทำนองตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของนางแดง ในการสมัครเป็น สว. กลุ่มที่ 10 โดยมองว่าการระบุอาชีพเป็นแม่ค้าขายหมูอาจไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของกลุ่มอาชีพดังกล่าว ซึ่งทางด้านนางแดงมองว่าการกระทำนี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลและทำให้สังคมเข้าใจผิด

เปิดใจ “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

นางแดงเปิดเผยว่า ตนรู้สึกถูกคุกคามจากการที่นายยิ่งชีพโพสต์ข้อความในลักษณะเชิญชวนให้คนติดตามและถ่ายรูปตนขณะลงพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสร้างความไม่ปลอดภัย โดยนางแดงได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • ยืนยันว่าตนมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และผ่านการวินิจฉัยจาก กกต. เรียบร้อยแล้ว
  • มองว่าอาชีพแม่ค้าขายหมูเป็นอาชีพสุจริต ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เข้าสู่ตำแหน่ง สว. ได้ตามกติกา
  • การกระทำของนายยิ่งชีพถือเป็นการด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยอาศัยสถานะความเป็นนักกฎหมายมากดทับผู้อื่น

นางแดงยังได้ฝากแง่คิดถึงนายยิ่งชีพว่า ควรลดอัตตาและเลิกทำตัวแบบจมไม่ลง พร้อมยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงและรักษาเกียรติยศของครอบครัว ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้แทนที่ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ตั้งเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แทนการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมหรือด้อยค่ากันไปมา

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองควรมีเส้นแบ่งที่ตรงไหน? ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

แม่ขอถอนฟ้อง ทราย สก๊อต หวังพูดคุยเพื่อเยียวยาสัมพันธ์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวกรณีความขัดแย้งภายในครอบครัวของ คุณจีรานุช ภิรมย์ภักดี กับลูกชายอย่าง คุณทราย สก๊อต ซึ่งล่าสุดถือเป็นข่าวดีเมื่อคุณแม่ตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อถอนฟ้องคดีดังกล่าว โดยหวังจะเปิดช่องว่างให้ทั้งสองฝ่ายได้หันหน้ามาปรับความเข้าใจกันอีกครั้ง

แม่ขอถอนฟ้อง ทราย สก๊อต หวังพูดคุยเพื่อหาทางออก เยียวยาความสัมพันธ์

การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ที่เป็นแม่ เพราะการต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายจัดการกับลูกถือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่คุณจีรานุชพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด ท่านได้เปิดเผยถึงเหตุผลที่เลือก แม่ขอถอนฟ้อง ทราย สก๊อต หวังพูดคุยเพื่อหาทางออก เยียวยาความสัมพันธ์ ในครั้งนี้ว่าเป็นเพราะความรักและสายใยความเป็นแม่ลูกที่ยังคงแน่นแฟ้น และเชื่อมั่นว่าการพูดคุยด้วยความเข้าใจมีค่ามากกว่าการเอาชนะกันในศาล

มุมมองความสัมพันธ์และคำแนะนำจากศาล

ในการไกล่เกลี่ยครั้งที่ผ่านมา ศาลแพ่งพระโขนงได้ให้คำแนะนำอย่างอบอุ่นให้ทั้งคู่หันหน้ามาคุยกัน ซึ่งคุณจีรานุชก็น้อมรับคำแนะนำนั้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง จนเป็นที่มาของการขอถอนฟ้องเพื่อ แม่ขอถอนฟ้อง ทราย สก๊อต หวังพูดคุยเพื่อหาทางออก เยียวยาความสัมพันธ์ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ความพยายามในการประคับประคองครอบครัวให้ดีที่สุด
  • การหลีกเลี่ยงปัญหาไม่ให้บานปลายไปกระทบถึงชื่อเสียงของตระกูลหรือบริษัท
  • การมุ่งเน้นไปที่การเยียวยาจิตใจของลูกทั้งสองคน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวการถอนฟ้องเกิดขึ้น แต่คุณจีรานุชก็ยืนยันว่าท่านรักลูกทั้งสองคนอย่างเท่าเทียมกันมาโดยตลอด และหากลูกต้องการพิสูจน์ความจริงในกระบวนการยุติธรรม ท่านก็พร้อมที่จะเคารพการตัดสินใจนั้นเช่นกัน สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการลดช่องว่างระหว่างแม่และลูก เพื่อให้ครอบครัวกลับมาเป็นที่พักพิงที่อบอุ่นสำหรับทุกคนอีกครั้ง

ในมุมมองของเรา นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้ในสถานการณ์ที่แตกหักที่สุด ความรักและความเข้าใจของแม่ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดเสมอ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาจุดสมดุลและหันหน้ามาปรับความเข้าใจกันได้สำเร็จ เพื่อความสงบสุขภายในครอบครัวที่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – แม่ขอถอนฟ้อง “ทราย สก๊อต” หวังพูดคุยเพื่อหาทางออก เยียวยาความสัมพันธ์

ศาลสั่ง กห.-ทหาร ชดใช้ 4.9 ล้าน ให้แม่พลทหารยุทธกินันท์

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำข่าวสุดสะเทือนใจเรื่องการเสียชีวิตของพลทหารในค่ายได้เป็นอย่างดี ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญในคดีที่ ศาลสั่ง กห.-ทหาร ชดใช้ 4.9 ล้าน ให้แม่ “พลทหารยุทธกินันท์” ถูกทำร้ายดับในค่ายทหาร ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความยุติธรรมและวัฒนธรรมความรุนแรงภายในหน่วยงานทหาร

ศาลสั่ง กห.-ทหาร ชดใช้ 4.9 ล้าน ให้แม่ “พลทหารยุทธกินันท์” ถูกทำร้ายดับในค่ายทหาร

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อปี 2560 พลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม ได้ถูกทำร้ายร่างกายอย่างทารุณภายในค่ายทหารจนเสียชีวิต นำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากศาลแพ่งโดยคุณแม่เรณู หมดราคี มารดาผู้สูญเสีย โดยได้รับการช่วยเหลือจากสภาทนายความ ล่าสุดศาลได้ตัดสินให้จำเลยซึ่งประกอบด้วยกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และกลุ่มทหารที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันชดใช้เงินรวมทั้งสิ้นกว่า 4.9 ล้านบาท เพื่อเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้น

รายละเอีดคำตัดสินในคดี ศาลสั่ง กห.-ทหาร ชดใช้ 4.9 ล้าน ให้แม่ “พลทหารยุทธกินันท์” ถูกทำร้ายดับในค่ายทหาร

คำพิพากษาครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของค่าชดเชยเงินทอง แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการดูแลพลทหาร ดังนี้:

  • พฤติการณ์การทำร้ายร่างกายมีความโหดร้ายเกินกว่าเหตุ ทั้งการซ้อม การตีตรวน และการปล่อยให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยไม่ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล
  • การทำร้ายเกิดขึ้นภายในเรือนจำทหาร ซึ่งควรเป็นพื้นที่ควบคุมภายใต้ระเบียบวินัย แต่กลับมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
  • ศาลเล็งเห็นว่ากระทรวงกลาโหมและกองทัพบกมีส่วนต้องรับผิดชอบร่วมกับจำเลยที่เกี่ยวข้องในการกระทำละเมิดครั้งนี้

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของพลทหารยุทธกินันท์นั้นประเมินเป็นมูลค่าไม่ได้ การที่ศาลแพ่งมีคำสั่งเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญไปยังหน่วยงานความมั่นคงว่า ชีวิตคนมีค่าเหนือสิ่งอื่นใด และวัฒนธรรมการลงโทษที่เกินกว่าเหตุแบบนี้ไม่ควรมีที่ยืนในสังคมไทยอีกต่อไป

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้เราต้องร่วมกันตรวจสอบและผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบในค่ายทหารอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ลูกหลานคนไหนต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากผู้บังคับบัญชาหรือระบบที่ขาดการควบคุมกันอีกต่อไป ความยุติธรรมอาจมาช้า แต่ในกรณีนี้ศาลก็ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมาเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีให้กับพลทหารยุทธกินันท์และครอบครัวได้สำเร็จ

ที่มา – ศาลสั่ง กห.-ทหาร ชดใช้ 4.9 ล้าน ให้แม่ “พลทหารยุทธกินันท์” ถูกทำร้ายดับในค่ายทหาร

ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการกล่าวถึงกรณีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงข้อพิพาททางกฎหมายกับ นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.พรรคประชาชน โดยประเด็นหลักที่หลายคนสนใจคือกรณี ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าการดำเนินการทางกฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อหวังปิดกั้นการตรวจสอบในปัจจุบัน

ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

นายสุชาติได้ชี้แจง ณ ทำเนียบรัฐบาลว่า ความเคลื่อนไหวในการยื่นฟ้องนางสาวรักชนกในข้อหาหมิ่นประมาทและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จนั้น ได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่การตอบโต้หลังจากการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ตามที่มีกระแสข่าวลืออ้างถึง ทั้งนี้เป็นไปตามสิทธิในการปกป้องชื่อเสียงจากการถูกกล่าวหาว่าโกงเลือกตั้ง

รายละเอียดการฟ้องและประเด็นที่ ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

สำหรับคดีความที่เกิดขึ้นนั้น ฝ่ายทนายความของนายสุชาติได้สรุปประเด็นการฟ้องร้องไว้ทั้งหมด 4 คดีหลักๆ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่นายสุชาติมองว่าเป็นการหมิ่นประมาทและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ ดังนี้:

  • คดีเกี่ยวกับกรณีตึกสกายไนน์
  • คดีกล่าวหาว่าเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง
  • คดีโพสต์กล่าวหาว่าปกป้องคนผิดในกรณีผลสำรวจสินบนของ กกร.
  • คดีโพสต์กล่าวหาว่าเป็นคนถ่อยและมีกิริยาต่ำทราม

นายสุชาติกล่าวเน้นย้ำว่า การที่ศาลเพิ่งนัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับจังหวะเวลาในการทำงานของคณะกรรมาธิการที่ไอซ์เป็นประธานอยู่แต่อย่างใด เป็นเพียงขั้นตอนตามกระบวนการของศาลที่เพิ่งมาถึงคิวตรวจสอบในส่วนนี้เท่านั้น การที่ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้นานถึงหลายเดือน จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าเรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายปกติ ไม่ใช่ความพยายามในการสะกัดกั้นการทำหน้าที่ตรวจสอบของ สส.ฝ่ายค้าน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่นักการเมืองออกมาปกป้องสิทธิ์ของตนเองผ่านกระบวนการศาลถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามผลการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะทั้งการทำหน้าที่ตรวจสอบของ สส. และการใช้สิทธิ์ทางกฎหมายของรัฐมนตรี ต่างก็เป็นกลไกที่ช่วยให้สังคมได้รับรู้ความจริงในหลายๆ แง่มุมที่สังคมกำลังตั้งคำถามอยู่

ที่มา – ปัดฟ้องปิดปาก “สุชาติ” ยันฟ้องหมิ่น “ไอซ์” กล่าวหาโกงเลือกตั้ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ปลดล็อกท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อพรรคภูมิใจไทยเคาะมติเอกฉันท์ เดินหน้าเตรียมยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราอย่างเป็นทางการ โดยเน้นเป้าหมายไปที่การปรับโครงสร้างประเทศให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ก้าวทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้รายละเอียดว่า พรรคมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ไขใน 2 ประเด็นหลัก นั่นคือการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ และการปลดล็อกอำนาจการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้จริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจสู่ภูมิภาคอย่างแท้จริง

เหตุผลเบื้องหลังการดัน ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา

สำหรับการยกเลิกหมวดการปฏิรูปประเทศ พรรคภูมิใจไทยมองว่าการคงกฎเกณฑ์ที่ตายตัวไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่คอยขัดขวางการแก้ปัญหาในมิติภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การปรับโครงสร้างนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการปัญหาของประเทศได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเด็นภาษีท้องถิ่นนั้น จะช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องงบประมาณแผ่นดินที่จำกัด ทำให้ท้องถิ่นสามารถนำรายได้มาต่อยอดและพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

  • การยกเลิกหมวดปฏิรูปประเทศ: เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน
  • ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น: ให้อำนาจท้องถิ่นตรากฎหมายจัดเก็บภาษีเอง
  • แนวทางการดำเนินการ: ยื่นแก้ไขแบบรายมาตรา ซึ่งสามารถทำได้ตามสิทธิโดยไม่ต้องผ่านประชามติ

นอกจากประเด็นรัฐธรรมนูญแล้ว นายศุภชัยยังได้โต้กลับกรณีข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง โดยชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของบางบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีคดีความในอดีตนั้น ควรกลับมามองดูตัวเองบ้าง โดยเฉพาะประเด็นการรุกล้ำลำน้ำที่เคยถูกศาลตัดสินให้รื้อถอน ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้มาตรฐานจริยธรรมในการตรวจสอบผู้อื่น

การตัดสินใจของพรรคในการรันภารกิจ ภูมิใจไทย ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเมือง แต่ยังเป็นความพยายามในการปรับปรุงกลไกพื้นฐานของประเทศให้ใช้งานได้จริงในยุคสมัยใหม่ ต้องรอดูกันต่อไปว่าความเคลื่อนไหวนี้จะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริงเพียงใดในสมัยประชุมหน้า

คุณล่ะคิดอย่างไรกับการที่พรรคการเมืองหันมาผลักดันการกระจายอำนาจด้วยการปลดล็อกภาษีท้องถิ่น? นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนในพื้นที่สามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าเดิมหรือไม่?

ที่มา – “ภูมิใจไทย” มติเอกฉันท์ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา โละหมวดปฏิรูปประเทศ-ปลดล็อกภาษีท้องถิ่น

นายกฯลั่นลอบยิงกมลศักดิ์ ส.ส.ฯเป็นเรื่องการเมือง

นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง เหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ สร้างความฮือฮาในวงการเมืองไทย โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวมุ่งหวังเอาชีวิตและเชื่อมโยงกับเรื่องการเมืองอย่างชัดเจน ทำให้ทุกฝ่ายจับตามองสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างใกล้ชิด

นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 20 มี.ค. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์คนร้ายลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่า การทำร้ายร่างกายที่มุ่งหวังเอาชีวิต ส.ส. ถือเป็นเรื่องการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย การกระทำนี้ถือเป็นเรื่องอุกอาจมาก โชคดีที่ผู้บาดเจ็บรอดชีวิตมาได้ แต่ก็สร้างความเสียหายและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่

นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง: รายละเอียดคำให้สัมภาษณ์

นายอนุทิน เน้นย้ำว่า ตนได้สอบถามความสถานการณ์จากนายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติแล้ว โดยได้รับแจ้งว่านายกมลศักดิ์ปลอดภัย แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นใกล้บ้านพักในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งของเขา นายกฯ ย้ำชัดเจนว่าจะเร่งรัดเจ้าหน้าที่ติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

  • มุ่งหวังเอาชีวิต: นายกฯ เชื่อว่าคนร้ายตั้งใจสังหาร ส.ส.กมลศักดิ์อย่างแท้จริง
  • ถือเป็นเรื่องการเมือง: การโจมตี ส.ส. ถือเป็นการแทรกแซงทางการเมืองโดยตรง
  • เร่งดำเนินคดี: สั่งการเจ้าหน้าที่เร่งล่าตัวผู้ต้องหา
  • สอบถามพรรคประชาชาติ: ติดต่อนายซูการ์โน ยืนยัน ส.ส.ปลอดภัย
  • ไม่ทราบรายละเอียดท้องถิ่น: นายกฯ ระบุยังไม่ทราบเจาะจงว่าเป็นการเมืองท้องถิ่นหรือไม่

บริบทเหตุการณ์ลอบยิงในพื้นที่ชายแดนใต้

จังหวัดนราธิวาสเป็นหนึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังคงมีปัญหาความไม่สงบมาอย่างยาวนาน พรรคประชาชาติซึ่งมี ส.ส.ส่วนใหญ่จากพื้นที่นี้ เป็นพรรคที่เน้นนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะท้องถิ่น โดยเฉพาะประเด็นมุสลิมและความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับรัฐ เหตุการณ์ลอบยิงครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่นายกมลศักดิ์กำลังเดินทางกลับบ้านพักใกล้จุดเกิดเหตุ ทำให้เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่นหรืออุดมการณ์ที่รุนแรง แม้ตำรวจจะยังไม่สรุปสาเหตุ แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่นักการเมืองในพื้นที่ต้องเผชิญ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์รุนแรงในภาคใต้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิด ลอบยิง หรือข่มขู่บุคคลสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การเมืองไทยโดยรวม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับ ส.ส. และนักการเมืองในพื้นที่เสี่ยงให้มากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และประสานงานระหว่างหน่วยงานความมั่นคง

ผลกระทบและมาตรการที่ควรดำเนินการ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสะเทือนใจให้ครอบครัวผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะในสภาที่พรรคเล็กอย่างประชาชาติมีบทบาทสำคัญในการโหวตประเด็นสำคัญ รัฐบาลควรออกมาตรการเร่งด่วน เช่น

  • จัดตั้งหน่วยงานพิเศษสืบสวนคดีนักการเมืองถูกลอบโจมตี
  • เพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงใน 3 จังหวัดใต้
  • ส่งเสริมการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่น
  • ปกป้องสิทธิ ส.ส.ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังควรมีการประชุมหารือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อหาทางออกระยะยาวในการดับไฟใต้ให้สงบสุขอย่างยั่งยืน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมืองนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยเฉพาะในพื้นที่ขัดแย้ง รัฐบาลต้องแสดงความเด็ดขาดในการปกป้องประชาธิปไตยและชีวิตนักการเมืองทุกคน คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ลั่นลอบยิง กมลศักดิ์ สส.พรรคประชาชาติ มุ่งหวังเอาชีวิต ถือเป็นเรื่องการเมือง

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

“จิรายุ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรีหลายคนไม่ “ขาว” แฉบางคนกรอกข้อมูลแต่งตั้งเท็จ เรียกร้อง สลค. เปิดเผย หากเฉยจะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 

วันที่ 19 ก.ย. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐมนตรีของรัฐบาล “หนู1” หลายคนมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าทุจริตในอดีตมีเรื่องร้องเรียน มีคดีในองค์กรอิสระ จำนวนมาก บางคนถูกชี้มูลความผิดโดย ปปช. บางคนเป็นอดีตข้าราชการเก่าที่มีคดีความทั้งส่วนของDSI ของตำรวจและองค์กรอิสระ

ซัดปชน. ดิวปีศาจ

นอกจากนี้ยังพบ บางคน มีสำนักข่าวขุดคุ้ยพฤติกรรม ว่ามีการเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน มีเงินนอกระบบโอนไปสู่บัญชีของตนเองจำนวนมาก และพบเส้นทางการเงิน โอนต่อไปดูแล สส.หลายคน ซึ่งมีพยานหลักฐานครบถ้วน ซึ่งเรื่องนี้ ทั้งสื่อมวลชน และพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านจะตรวจสอบ และดำเนินคดีอย่างเต็มที่ กับรัฐบาลเต้าหู้ยี้อย่างแน่นอน

“พรรคประชาชนที่วัยรุ่นคาดหวังไว้จะต้องรับผิดชอบในการโหวต เพราะดูจาก 1 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นได้ชัดแล้วว่ามีการ“ดิวปีศาจ” น้ำเงิน+ส้ม กันมาตั้งแต่ต้น MOA ก็แค่พิธีกรรมใช่หรือไม่ 

เรียกร้อง สลค.เปิดข้อมูล รมต.

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า ต่อจากนี้ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน ขอให้ สลค.เปิดเผยข้อมูลใบกรอกประวัติการแต่งตั้ง หากเพิกเฉย จะใช้พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ให้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยเอกสารในการกรอกประวัติเพื่อเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ว่า ได้กรอกประวัติครบถ้วน มีท่าน รมต.กรอกความเท็จไว้กี่ข้อ หากตอบคำถามทั้ง 14 ข้อ ว่า“ไม่เคย”ทุกข้อ เหมือนกับการเสนอชื่อข้าราชการการเมือง ซึ่งการเป็นรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ และซื่อสัตย์ มีจริยธรรม เป็นที่ประจักษ์มากกว่าข้าราชการการเมืองทั่วไป ก็จะนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลความจริง เช่น เคยมีเรื่องร้องเรียน มีคดีความหรือคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการ ก็จะเห็นได้ทันทีว่ารัฐมนตรีคนไหนโกหกกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จไว้บ้าง ก็จะดำเนินการเพื่อถอดถอนและเอาผิดต่อไป

เย้ยตั้งรมต.เต้าหู้ยี้

“รัฐบาล 4 เดือน ที่พรรคประชาชน กล้าโหวตเป็นนั่งร้านให้นี้ ไม่มีจริง เพราะหากมีจริงต้องสวยงามกว่านี้ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ “รมต.เต้าหู้ยี้” ต่างตอบแทนมาเป็นรัฐมนตรี เมื่อพรรคประชาชน โหวตเป็น “นั่งร้าน” ย่อมต้องรับผิดชอบสิ่งที่จะเกิดขึ้น นับจากนี้ “ดิวปีศาจ” หรือ “ดิวลับ” ที่เกิดขึ้น จะเป็นการหักศรัทธาของคนรุ่นใหม่ที่ไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไป” นายจิรายุ กล่าว

จิรายุเย้ย! รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” ประวัติไม่ขาว

จากกรณีข่าวดังกล่าว นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐมนตรีหลายท่านในรัฐบาลปัจจุบัน โดยใช้คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” เพื่อสื่อถึงประวัติที่ไม่โปร่งใส และอาจมีข้อกังขาในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ประเด็นนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ และในหมู่ประชาชนที่ติดตามข่าวสารทางการเมือง

รัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” คืออะไร?

คำว่า “รัฐมนตรีเต้าหู้ยี้” ในบริบทนี้ หมายถึง รัฐมนตรีที่อาจมีประวัติที่ไม่ชัดเจน มีเรื่องร้องเรียน หรือมีคดีความที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

นายจิรายุยังได้เรียกร้องให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เปิดเผยข้อมูลในใบกรอกประวัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน หาก สลค. ไม่ให้ความร่วมมือ นายจิรายุเตรียมที่จะใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณชน

ประเด็นสำคัญที่นายจิรายุเน้นย้ำคือ การที่รัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มีความซื่อสัตย์ และมีจริยธรรมเป็นที่ประจักษ์ การกรอกข้อมูลที่เป็นเท็จในการแต่งตั้งถือเป็นเรื่องร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถอดถอนและดำเนินคดีได้

การออกมาเปิดเผยข้อมูลและวิพากษ์วิจารณ์ของนายจิรายุครั้งนี้ จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ของรัฐบาล รวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนตรวจสอบและติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมออกมาอีกในอนาคต เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น การตรวจสอบประวัติรัฐมนตรี และการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และต่อการพัฒนาการเมืองไทยให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้น กรณีรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ จิรายุ ” เย้ยรัฐมนตรี “เต้าหู้ยี้” พบประวัติรัฐมนตรี หลายคนไม่ “ขาว”

Scroll to top