คดีชั้น14

ครอบครัวเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่คลองเปรม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร คือการที่ครอบครัวได้เดินทางไปเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566 ภายใต้ระเบียบและข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์ การเยี่ยมครั้งนี้ถือเป็นที่จับตามองของสังคมและสื่อมวลชน

ครอบครัวเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยาของนายทักษิณ พร้อมด้วยบุตรสาวทั้งสองคน คือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ได้เดินทางไปเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นอกจากนี้ยังมีทีมทนายความ นำโดยทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ร่วมเดินทางไปด้วย

ทางกรมราชทัณฑ์ได้เตรียมความพร้อมของเรือนจำกลางคลองเปรมสำหรับการเยี่ยมญาติในครั้งนี้ โดยเป็นการเยี่ยมผ่านกระจก และมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเพื่อแนะนำระเบียบและข้อห้ามต่างๆ การเยี่ยมในครั้งแรกนี้ ทางเรือนจำได้อนุโลมให้เวลา 1 ชั่วโมง แต่สำหรับการเยี่ยมครั้งต่อไป จะจำกัดเวลาที่ 30 นาทีต่อครั้ง และอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้พร้อมกัน 3-4 คน

รายละเอียดการเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก

  • ผู้เข้าเยี่ยม: คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร, นางสาวพิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และทีมทนายความ
  • สถานที่: เรือนจำกลางคลองเปรม
  • ลักษณะการเยี่ยม: เยี่ยมผ่านกระจก
  • ระยะเวลา: 1 ชั่วโมง (ครั้งแรก), 30 นาที (ครั้งต่อไป)
  • จำนวนผู้เยี่ยม: 3-4 คนต่อครั้ง

การเดินทางมาเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ของครอบครัวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่พวกเขามีต่อนายทักษิณ แม้ว่าเขาจะอยู่ในสถานะของผู้ต้องโทษ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว และความรักความผูกพันที่ยังคงอยู่ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การได้รับกำลังใจจากคนในครอบครัว ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย

ที่มา – ครอบครัวเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

“ทักษิณ” ตัดผมแล้ว ทำใจได้ อยู่แดนพยาบาล

“ทักษิณ” ตัดผมแล้ว อยู่แดนพยาบาล! อธิบดีราชทัณฑ์ เผยล่าสุด “ท่านทำใจได้แล้ว” อ่านหนังสือ ดูทีวีคลายเครียด พร้อมยืนยันการเยี่ยมญาติวันนี้เป็นไปตามระเบียบ ไม่มี VVIP แน่นอน

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 15 กันยายน 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงกรณีการคุมขังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี และเมื่อวานนี้ครบ 5 วันที่ต้องกักโรคโควิด-19 ตามระเบียบของราชทัณฑ์แล้ว

พ.ต.ท.เชน ให้ข้อมูลว่า การเข้าเยี่ยมนายทักษิณวันนี้ ถือเป็นวันแรก และทางเรือนจำฯ ยึดตามระเบียบการเยี่ยมญาติอย่างเข้มงวด ไม่มีการเยี่ยมแบบ VVIP ครอบครัวของนายทักษิณต้องเข้าเยี่ยมเหมือนญาติผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ทั่วไป ซึ่งจะต้องเดินต่อแถวเรียงหนึ่ง ก่อนเข้าห้องเยี่ยม พร้อมพูดคุยผ่านกระจกใส ใช้โทรศัพท์พูดคุยสื่อสาร และญาติสามารถเข้าไปได้พร้อมกันทั้งหมด

ทั้งนี้ มีรายงานว่าสำหรับการคุมขังของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาด และได้กักโรคโควิด-19 ครบ 5 วันตามระเบียบตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว

โดยล่าสุดทางเรือนจำฯ ได้ให้นายทักษิณไปอยู่ที่ “แดนพยาบาล” ซึ่งรวมนักโทษผู้สูงอายุ พร้อมตัดผมแล้วตามระเบียบ ยังไม่ได้เริ่มให้ช่วยงานอะไร เพราะให้พักผ่อน คลายความเครียดก่อน

ส่วนสภาพจิตใจเบื้องต้นของนายทักษิณ เท่าที่สังเกตอาการ “ท่านทำใจได้แล้ว มียาโรคประจำตัวรับประทานตลอด อ่านหนังสือ และดูทีวีคลายเครียด“ โดยวันนี้จะมีญาติและครอบครัวชินวัตรเดินทางมาเยี่ยมเป็นครั้งแรก เวลา 10.00 น.

อย่างไรก็ตาม วันนี้ เวลา 10.00 น. ทางครอบครัวชินวัตร จะเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นอกจากทนายความส่วนตัวแล้ว ยังมีคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาว, ลูกเขย และบรรดาหลาน ๆ ของนายทักษิณ

ต่อมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี พร้อมทีมทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงที่เรือนจำกลางคลองเปรม และเข้าติดต่อเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ที่บริเวณศูนย์บริการร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขัง เพื่อยื่นคำร้องขอเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ตามระเบียบของเรือนจำ หลังจากครบกำหนดการกักโรคและสามารถเข้าเยี่ยมได้

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.42 น. คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา, พิณทองทา ชินวัตร ลูกสาว เดินทางมาเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีทนายความมายืนรอรับที่ทางเข้าเรือนจำ.

“ทักษิณ” ตัดผมแล้ว อยู่แดนพยาบาล

สถานการณ์ล่าสุดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรม กำลังเป็นที่จับตามองของสังคม หลายคนอยากทราบความเป็นอยู่ของท่านหลังต้องใช้ชีวิตในเรือนจำ

“ทักษิณ” ตัดผมแล้ว จริงหรือไม่?

ตามรายงานล่าสุด “ทักษิณ” ตัดผมแล้ว และปรับตัวเข้ากับชีวิตในเรือนจำได้ดี โดยย้ายไปอยู่แดนพยาบาล อ่านหนังสือ ดูทีวีคลายเครียด

การที่นายทักษิณสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ถือเป็นสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งทางจิตใจของท่าน อย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ทักษิณ” ตัดผมแล้ว อยู่แดนพยาบาล อธิบดีราชทัณฑ์ บอก “ท่านทำใจได้แล้ว”

“ทักษิณ” กักโรคครบ เตรียมเยี่ยมครอบครัว 15 ก.ย.นี้


ทักษิณ ชินวัตร” กักโรคครบ 5 วัน เตรียมเปิดให้ญาติเข้าเยี่ยมในวันที่ 15 ก.ย. นี้ อาการโดยรวมดีขึ้น ความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ โดยเบื้องต้นจะพักอยู่ในเเดนผู้สูงอายุก่อนเพื่อรอการจัดเเบ่งเเดน

วันที่ 14 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้าสู่กระบวนการกักโรคโควิด-19 เป็นเวลา 5 วัน ภายในเเดนเเรกรับของเรือนจำกลางคลองเปรม ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และจะสิ้นสุดการกักโรคในวันที่ 13 กันยายน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเยี่ยมญาติในวันจันทร์ที่ 15 กันยายน

ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อระหว่างบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการดูแลกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเยี่ยมผู้ต้องขังไว้ดังนี้

  1. บุคคลภายนอกต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ในการเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง โดยต้องเเสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่ออกโดยราชการที่มีรูปถ่าย เเก่เจ้าพนักงานเรือนจำ เพื่อบันทึกข้อมูลของผู้มาติดต่อเป็นหลักฐาน โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับผู้ต้องขัง ธุระ หรือประโยชน์ในการเข้าเยี่ยม
  2. การเยี่ยมหรือติดต่อ จะอนุญาตเฉพาะผู้ต้องขังที่ได้รับสิทธิ์เท่านั้น
  3. การเยี่ยมหรือติดต่อต้องเป็นไปตามวันเเละเวลาที่เรือนจำกำหนด หากมีเหตุพิเศษที่จำเป็นต้องพบผู้ต้องขัง นอกเหนือจากเวลาที่กำหนด จะต้องขออนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำ เเต่ต้องไม่ใช่ระหว่างเวลาที่ผู้ต้องขังอยู่ในห้องขัง เว้นเเต่ผู้บัญชาการเรือนจำจะเห็นสมควร

ระเบียบดังกล่าวยังระบุอีกว่า เพื่อประโยชน์ในการควบคุมความมั่นคงของเรือนจำ ผู้บัญชาการเรือนจำอาจกำหนดให้ผู้ต้องขัง เเจ้งรายชื่อบุคคลภายนอก ที่จะเข้ามาพบหรือติดต่อภายในเรือนจำล่วงหน้า โดยรายชื่อดังกล่าวจะต้องมีจำนวนไม่เกิน 10 คน หากต้องการเเก้ไขเปลี่ยนแปลง จะต้องเเจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ในกรณีที่มีเหตุพิเศษ ผู้บัญชาการเรือนจำสามารถพิจารณาอนุญาต ให้บุคคลภายนอกนอกเหนือจากที่ได้เเจ้งไว้ เข้าเยี่ยมหรือติดต่อได้

ในการเข้าเยี่ยมเเต่ละครั้ง จะอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ครั้งละ 1 คน เป็นเวลา 30-40 นาที เเละ 1 คน สามารถเข้าเยี่ยมได้วันละ 1 ครั้งเท่านั้น ญาติจะต้องเเสดงบัตรที่ออกโดยทางราชการ ต่อเจ้าพนักงานเรือนจำทุกครั้ง โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้

  • บุคคลภายนอกที่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยม จะต้องอยู่ในบริเวณที่เรือนจำกำหนด
  • ห้ามนำสิ่งของใด ๆ เข้ามาหรือนำออกจากเรือนจำ หรือส่งมอบให้เเก่ผู้ต้องขัง โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ห้ามใช้โทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ ในขณะเยี่ยม
  • ห้ามรับฝากสิ่งของจากบุคคลภายนอกให้เเก่ผู้ต้องขัง

สำหรับรอบการเยี่ยมผู้ต้องขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม แบ่งเป็นรอบเช้าเเละรอบบ่าย โดยรอบเช้ามี 5 รอบ ตั้งเเต่เวลา 08:30-11:00 น. เเละรอบบ่ายมี 5 รอบ ตั้งเเต่เวลา 12:00-14:30 น.

ในการเยี่ยมญาติของนายทักษิณ ทางราชทัณฑ์คาดว่า จะมีกลุ่มครอบครัว ญาติ เพื่อน องค์กรสิทธิมนุษยชน ทั้งในเเละต่างประเทศ ที่ประสงค์จะเดินทางเข้าเยี่ยมเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ราชทัณฑ์จึงต้องวางเเผนบริหารจัดการ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้บัญชาการเรือนจำฯ ตามความเหมาะสม

พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันครบกำหนด 5 วัน ของการกักตัวเฝ้าระวังโรค อาการโดยรวมของนายทักษิณดีขึ้น ความดันโลหิตที่สูงก่อนหน้านี้ ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการเเยกแดน จะเป็นไปตามวงรอบของเเต่ละเรือนจำ ซึ่งทราบว่าเรือนจำจะมีการประชุมทุกเดือน โดยขณะนี้ยังไม่มีการเเยกเเดน ทำให้นายทักษิณจะอยู่ในเเดนของผู้สูงอายุก่อน เนื่องจากเป็นผู้ต้องขังที่มีอายุเกิน 65 ปี

สำหรับวันที่ 15 ก.ย. ที่จะอนุญาตให้ญาติเเละทนายความเข้าเยี่ยม เรือนจำมีความพร้อม เเต่จะไม่มีการจัดสถานที่เยี่ยมเป็นพิเศษ ทุกอย่างจะเป็นไปตามปกติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป นายทักษิณตั้งตารอวันนี้ เพราะจะได้พบกับครอบครัว ซึ่งเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต เบื้องต้นได้รับรายงานว่าจะมีญาติเข้าเยี่ยม เเต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร โดยการเยี่ยมจะเป็นการพูดคุยผ่านกระจกใส เนื่องจากการเยี่ยมยังไม่เป็นการเยี่ยมญาติเเบบใกล้ชิดที่สามารถสัมผัสกันได้ ส่วนการรักษาความปลอดภัย หากมีกลุ่มคนเสื้อเเดงเข้ามาให้กำลังใจ ก็จะประสานตำรวจท้องที่เข้ามาดูเเลอำนวยความสะดวก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อบุคคล 10 ท่าน ที่นายทักษิณได้เเจ้งไว้กับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อครั้งถูกส่งตัวออกไปรักษาภายนอกที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ประกอบไปด้วย น.ส.เเพทองธาร ชินวัตร, นายปิฎก สุขสวัสดิ์ (สามี น.ส.เเพทองธาร), น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์, นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ (สามี น.ส.พินทองทา), นายพานทองเเท้ ชินวัตร, และ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ (ภรรยาของนายพานทองเเท้)

ส่วนอีก 4 ท่านที่เหลือ คือ บรรดาหลาน ๆ ของนายทักษิณ จึงเป็นที่จับตาว่าในการเยี่ยมญาติครั้งนี้ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ บังคับโทษ 1 ปี จะมีบุคคลใดในครอบครัว ทยอยเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณภายในเรือนจำ ในวันเเละเวลาใด รวมถึงกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเเละคนใกล้ชิด

“ทักษิณ” กักโรคครบ เตรียมเยี่ยมครอบครัว 15 ก.ย.นี้

จับตาการเยี่ยม “ทักษิณ” หลังกักโรคครบ 5 วัน

การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร และการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ได้สร้างความสนใจให้กับสังคมอย่างมาก การเยี่ยมครอบครัวในวันที่ 15 กันยายนนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่หลายฝ่ายจับตามอง หวังว่ากำลังใจจากครอบครัว จะช่วยให้นายทักษิณสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่นี้ได้ เเละกระบวนการทางกฎหมายจะเป็นไปอย่างโปร่งใสเเละยุติธรรม

ที่มา – “ทักษิณ” กักโรคครบ 5 วัน ตั้งตารอเจอครอบครัว จับตาเยี่ยมครั้งแรก 15 ก.ย. 68

“กลุ่มคนเสื้อแดง” ให้กำลังใจทักษิณ หน้าเรือนจำ

“กลุ่มคนเสื้อแดง” รวมตัวให้กำลังใจ “ทักษิณ” พร้อมจัดกิจกรรม “กินข้าวเที่ยงพร้อมทักษิณ” บริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา แม้จะมีเหตุชุลมุนเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

กลุ่มผู้สนับสนุน นำโดย นายเทวินทร์ พูลทวี, นางประนอม พูลทวี และนายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงจากโคราชและราชบุรี เดินทางมารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีที่กำลังถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรมเป็นวันที่ 4

บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคัก กลุ่ม“กลุ่มคนเสื้อแดง” ปักหลักบริเวณฟุตบาทหน้าเรือนจำ พร้อมด้วยรถเครื่องเสียง นางประนอม พูลทวี และแกนนำคนอื่นๆ ได้นำอาหารหลากหลายชนิด เช่น ข้าวหมกไก่ ข้าวเหนียวมะม่วง น้ำดื่ม กล้วยทอด และข้าวโพดต้ม มาแจกจ่ายให้กับผู้ร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมรับประทานอาหารเที่ยงพร้อมกับทักษิณ แม้ตัวจะห่าง แต่ใจยังผูกพัน

ในช่วงเช้า เวลาประมาณ 10.13 น. ได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้นเล็กน้อย เมื่อมีชายวัยรุ่นขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายเข้ามาในพื้นที่ชุมนุม และได้มีปากเสียงกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ประชาชื่น ต้องเข้ามาระงับเหตุและควบคุมตัวชายดังกล่าวไปยังสถานีตำรวจเพื่อสอบสวนต่อไป

ทางด้านกรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารชี้แจงเรื่องการขยายอาณาเขตเรือนจำกลางคลองเปรม โดยระบุว่าเป็นการคืนพื้นที่เดิมที่เคยใช้เป็นพื้นที่ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 กลับมาให้เรือนจำกลางคลองเปรมดูแลตามเดิม

เนื่องจากปัจจุบันเรือนจำกลางคลองเปรมมีผู้ต้องขังจำนวนมาก และมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ประกอบกับมีผู้ต้องขังที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง การขยายพื้นที่จึงมีความจำเป็นเพื่อให้การดูแลผู้ต้องขังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กรมราชทัณฑ์ยังระบุอีกว่า การปรับเปลี่ยนอาณาเขตเรือนจำเป็นไปตามสถานการณ์และความเหมาะสมในการบริหารจัดการเรือนจำ โดยในปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ได้มีการประกาศกำหนดอาณาเขตของเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้การควบคุมและพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

“กลุ่มคนเสื้อแดง” ให้กำลังใจทักษิณ หน้าเรือนจำ

การรวมตัวของ“กลุ่มคนเสื้อแดง” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเชื่อมั่นที่พวกเขายังมีต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แม้ว่าเขาจะอยู่ในสถานะผู้ต้องขังก็ตาม การจัดกิจกรรม “กินข้าวเที่ยงพร้อมทักษิณ” เป็นสัญลักษณ์ของการอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ทำไม “กลุ่มคนเสื้อแดง” ถึงยังให้กำลังใจทักษิณ?

คำถามนี้อาจมีคำตอบที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับมุมมองและความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับกลุ่มผู้สนับสนุนเสื้อแดงนั้นมีความแน่นแฟ้นมายาวนาน จากนโยบายต่างๆ ที่เคยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมไทย และจากเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าเรือนจำคลองเปรม ก็แสดงให้เห็นถึงความเห็นต่างและความขัดแย้งที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย การแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครอง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม

การที่“กลุ่มคนเสื้อแดง” มาให้กำลังใจทักษิณ ถือเป็นการแสดงออกทางการเมืองอย่างหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางความคิดและความเชื่อในสังคมไทย สิ่งสำคัญคือการเคารพซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ไม่ว่าคุณจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร เราควรที่จะเคารพในสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นในการแสดงออกภายใต้กรอบของกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของสังคม เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนก็คือคนไทยที่ต้องอยู่ร่วมกันและสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น

ที่มา – “กลุ่มคนเสื้อแดง” มาให้กำลังใจ “ทักษิณ” ทำกิจกรรมกินข้าวหน้าเรือนจำคลองเปรม

“จเรตำรวจ” ปัดไม่ได้ดู ปมหมอช่วย “ทักษิณ”

“บิ๊กหวาน-จเรตำรวจ” ปัดไม่ได้ดูปม 2 หมอช่วย “ทักษิณ” นอนพักรักษาตัว ชั้น 14 รพ.ตำรวจ บอก ผบ.ตร.มอบรองจเรฯ ตรวจสอบ ส่วนการลงโทษก็ขึ้นอยู่กับ ผบ.ตร.

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีลบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ 2 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้พักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งแพทยสภาได้มีมติลงโทษพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไปแล้ว ว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีรองจเรตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน และขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ถามถึงการดำเนินการทางปกครอง หลังจากแพทยสภามีมติ และ ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว พล.ต.อ.ธัชชัย ชี้แจงว่า ตนไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง จึงไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้ ต้องสอบถามจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ส่วนการพิจารณาว่าจะเพียงพอต่อการดำเนินการทางปกครองหรือไม่ อยู่ที่ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับมอบหมาย คือ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ

จเรตำรวจ

ประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งล่าสุด พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีลบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของเรื่องนี้ โดยระบุว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีที่แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ 2 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือให้นายทักษิณ พักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แพทยสภาได้มีมติลงโทษพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ของแพทย์ทั้งสองราย อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.ธัชชัย ได้ชี้แจงว่า ตนเองไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการทางปกครองหลังจากที่แพทยสภามีมติและ ป.ป.ช. ชี้มูล ดังนั้นจึงไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้ และต้องสอบถามจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

บทบาทและความรับผิดชอบของจเรตำรวจ

หลายคนอาจสงสัยว่า จเรตำรวจมีบทบาทและความรับผิดชอบอย่างไรในกรณีนี้ เพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น จเรตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่ในการตรวจสอบและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ รวมถึงการดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการตำรวจที่กระทำผิด

ในกรณีนี้ แม้ว่าจเรตำรวจแห่งชาติจะไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการทางปกครอง แต่ก็มีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการตรวจสอบให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากกรณีนี้คือ ความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ปกติ หรือการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่มีความ sensitive ทางการเมือง การยึดมั่นในหลักการของความถูกต้อง เป็นธรรม และโปร่งใส จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับข้าราชการตำรวจ

การที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่ผลการสอบสวนจะต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – “จเรตำรวจ” ปัดไม่ได้ดูปม 2 หมอช่วย “ทักษิณ” นอนพักรักษาตัว ชั้น 14 รพ.ตำรวจ

ราชทัณฑ์เผย ทักษิณนอนเรือนจำคืนที่ 2 หลับสนิท

จากกรณีที่ กรมราชทัณฑ์ ได้รายงานอาการของ “ทักษิณ” ในการนอนเรือนจำกลางคลองเปรมคืนที่ 2 พบว่า นอนหลับสนิท ไม่ซึมเศร้า ทานข้าวได้ครบทุกมื้อ และไม่มีอาการเครียด สามารถปรับตัวได้ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้รับตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อคุมขังตามคำพิพากษาของศาลให้บังคับโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี ต่อมา เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งกรมราชทัณฑ์กำหนดให้เป็นเรือนจำศูนย์กลางระหว่างการพิจารณาคดี (HUB) ได้ดำเนินการย้ายนายทักษิณไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากเป็นนักโทษเด็ดขาด เพื่อแยกการปฏิบัติตามประเภทของผู้ต้องขังให้เหมาะสม ตามที่มีรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

ล่าสุด วันที่ 11 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากภายในกรมราชทัณฑ์ว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างการกักโรคโควิด-19 เป็นเวลา 5 วัน ภายในเรือนจำกลางคลองเปรม โดยอาการนอนห้องกักโรคในคืนที่สอง พบว่าเมื่อคืนวันที่ 10 กันยายน นายทักษิณ แม้จะมีอายุ 76 ปี แต่ยังคงนอนหลับได้เป็นปกติ ไม่มีอาการนอนกระสับกระส่าย รวมถึงไม่มีอาการเครียดหรือซึมเศร้าให้เห็น ค่อนข้างปรับตัวได้ดี การรับประทานอาหาร สามารถรับประทานได้ครบทุกมื้อ และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำของราชทัณฑ์เป็นอย่างดี

ราชทัณฑ์เผย ทักษิณนอนเรือนจำคืนที่ 2 หลับสนิท

นอกจากนี้ รายงานภายในกรมราชทัณฑ์ยังเปิดเผยว่า การป้องกันความปลอดภัยในการคุมขังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ราชทัณฑ์ค่อนข้างเข้มงวด โดยมีการมอบหมายผู้ต้องขังที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่าผ่านการอบรมทักษะต่างๆ ทั้งการช่วยเหลือพยาบาล หรือการช่วยงานเรือนจำ และมีความประพฤติดีเยี่ยม มาเป็นผู้ช่วยเหลือดูแลนายทักษิณระหว่างถูกคุมขัง เพราะต้องยอมรับว่าภายในเรือนจำนั้น ไม่มีใครรู้ได้ว่าใครชอบหรือไม่ชอบกันอย่างไร ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ ดังนั้น ราชทัณฑ์จึงต้องวางมาตรการดูแลให้เหมาะสม

มาตรการดูแล “ทักษิณ” ในเรือนจำ

มาตรการดูแลความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นเรื่องที่กรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของทุกฝ่าย การจัดผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดีมาช่วยดูแลเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดังกล่าว แต่ก็ต้องมีการประเมินความเสี่ยงและทบทวนมาตรการอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ในส่วนของความเป็นไปได้ที่นายทักษิณจะออกมาบริการงานสาธารณะของเรือนจำฯ เกี่ยวกับเชิงวิชาการตามงานหนังสือนั้น ทางกรมราชทัณฑ์แจ้งว่า การที่เรือนจำจะนำผู้ต้องขังเด็ดขาดออกมาบริการงานสาธารณะ จะต้องมีการเขียนโครงการเพื่อขออนุมัติก่อน ยกตัวอย่างเช่น กรณีของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ที่เคยออกมาเล่นดนตรี เพราะเป็นโครงการฝึกอบรมเกี่ยวกับทักษะดนตรี จึงสามารถออกมาบริการงานสาธารณะได้

เรื่องราวของนายทักษิณที่ ราชทัณฑ์ดูแลในเรือนจำ ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทุกคนอย่างเท่าเทียมและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และการที่ราชทัณฑ์ออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่องก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

การที่ราชทัณฑ์ ดูแลนักโทษอย่างดีถือเป็นมาตรฐานที่สำคัญ แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพื่อความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำภายในเรือนจำ

ที่มา – “ราชทัณฑ์” เผย “ทักษิณ” นอนเรือนจำคืน 2 หลับสนิท ไม่ซึมเศร้า ทานข้าวได้ครบมื้อ

“ทักษิณ” นอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก หลับสนิทจริงหรือ?

“ทักษิณ” นอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก หลับสนิท

จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าเรือนจำคลองเปรม ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของท่านในเรือนจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวที่ว่า “ทักษิณนอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก หลับสนิทเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทางกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้

กรมราชทัณฑ์รายงานว่า “ทักษิณ” นอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก สามารถปรับตัวได้ดี นอนหลับสนิท รับประทานอาหารได้ และไม่ได้แสดงอาการเครียดแต่อย่างใด ข้อมูลนี้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก หลายคนอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันของอดีตนายกรัฐมนตรีในเรือนจำ

รายละเอียดชีวิตประจำวันของ “ทักษิณ” ในเรือนจำคลองเปรม

แม้ว่าจะเป็นผู้ต้องขังใหม่ แต่ “ทักษิณนอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ ตามกระบวนการมาตรฐาน เริ่มต้นด้วยการกักโรคเป็นเวลา 5 วัน เพื่อสังเกตอาการและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ

ในระหว่างการกักโรค เจ้าหน้าที่เรือนจำได้ดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของนายทักษิณอย่างใกล้ชิด มีการตรวจสุขภาพประจำตัว ตรวจสอบยาที่ต้องรับประทาน และให้คำปรึกษาด้านจิตใจเพื่อให้ผู้ต้องขังปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้

นอกจากนี้ นายทักษิณยังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ปฏิบัติตามกฎระเบียบของเรือนจำ และไม่ได้ร้องขอสิทธิพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น การปรับตัวอย่างรวดเร็วของนายทักษิณ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งทางจิตใจและความพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

กระบวนการแรกรับผู้ต้องขังใหม่ในเรือนจำ

การย้ายนายทักษิณจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครมายังเรือนจำกลางคลองเปรม เป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การตรวจร่างกาย การสอบถามประวัติ การให้คำแนะนำ ไปจนถึงการจัดเตรียมที่พักอาศัย

กระบวนการแรกรับผู้ต้องขังใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ต้องขังต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ กฎระเบียบใหม่ และสังคมใหม่ เจ้าหน้าที่เรือนจำจึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ต้องขังสามารถปรับตัวได้โดยเร็วและไม่เกิดปัญหาในภายหลัง

สิ่งที่ต้องจับตามองหลังจากนี้

หลังจากพ้นระยะกักโรคแล้ว นายทักษิณจะได้รับการย้ายไปยังแดนผู้ต้องขังทั่วไป และใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ สิ่งที่น่าจับตามองคือ นายทักษิณจะปรับตัวเข้ากับชีวิตในแดนผู้ต้องขังได้อย่างไร จะมีกิจกรรมอะไรที่ทำร่วมกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ บ้าง และสุขภาพร่างกายและจิตใจของท่านจะเป็นอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาในขณะนี้ บ่งชี้ว่า “ทักษิณนอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก นั้นสามารถปรับตัวได้ดี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการใช้ชีวิตในเรือนจำต่อไปในอนาคต

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับประสบการณ์เช่นนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกคน ว่าไม่ว่าใครก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

ที่มา – “ทักษิณ” นอนเรือนจำคลองเปรมวันแรก หลับสนิท ไม่เครียด

ทนายยังไม่เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” รถตู้เบนซ์เข้าเรือนจำ

“ทนายวิญญัติ” ยังไม่มีกำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ล่าสุดพบรถตู้เบนซ์ “ครอบครัวชินวัตร” เข้าพื้นที่เรือนจำคลองเปรม

วันที่ 10 ก.ย. 2568 มีรายงานว่า ความเคลื่อนไหวที่บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มีสื่อมวลชนมาปักหลักเฝ้ารอติดตามกรณีของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำเมื่อคืนนี้ โดยคาดว่าในตอนนี้ยังอยู่ในห้องกักโรคตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ โดยระหว่างนี้คนที่จะเข้าเยี่ยมได้มีแค่ทนายความเท่านั้น หลังจากนี้อีก 5 วัน ครอบครัวจึงจะสามารถเข้าเยี่ยมได้

ขณะที่ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของ นายทักษิณ เผยว่า ในวันนี้ไม่มีกำหนดที่จะเข้าเยี่ยมนายทักษิณเนื่องจากติดธุระ

ทั้งนี้ ยังมีรายงานอีกว่า บริเวณด้านหน้าเรือนจำ เวลา 9.45 น. พบรถตู้เบนซ์ ทะเบียน ธห 1155 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของครอบครัวชินวัตร ผ่านบริเวณหน้าเรือนจำมุ่งไปทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพ แต่ไม่ได้จอด จากนั้นผ่านไปประมาณ 20 นาที รถคันดังกล่าว ก็ขับออกไปจากพื้นที่ของเรือนจำกลางคลองเปรม.

ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” พบรถตู้เบนซ์ “ครอบครัวชินวัตร” เข้าพื้นที่เรือนจำ

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นที่จับตาของสื่อมวลชนและประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเข้าเยี่ยมของทนายความและครอบครัว หลังจากที่ท่านถูกคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อคืนที่ผ่านมา ข่าวล่าสุดรายงานว่าทนายความยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ในวันนี้

ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ในช่วงแรกของการคุมขัง ผู้ต้องขังจะต้องอยู่ในห้องกักโรคเพื่อสังเกตอาการ และในช่วงเวลานี้ ผู้ที่จะสามารถเข้าเยี่ยมได้คือทนายความเท่านั้น ทำให้ประเด็นเรื่องทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” กลายเป็นที่สนใจของหลายฝ่าย ว่าจะมีผลต่อกระบวนการทางกฎหมาย หรือการดำเนินการใดๆ หรือไม่

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ”

ถึงแม้ว่าทนายความจะยังไม่มีกำหนดเข้าเยี่ยมในวันนี้ แต่มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือการปรากฏตัวของรถตู้เบนซ์ของครอบครัวชินวัตร บริเวณด้านหน้าเรือนจำ ทำให้เกิดคำถามว่าครอบครัวมีความพยายามที่จะเข้าเยี่ยมหรือไม่ หรือมีเหตุผลอื่นใดในการเดินทางมายังบริเวณเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารถตู้คันดังกล่าวไม่ได้จอดที่เรือนจำกลางคลองเปรม แต่ได้ขับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนที่จะขับออกจากพื้นที่ไปในเวลาต่อมา ซึ่งยังไม่มีการยืนยันถึงเหตุผลของการเดินทางมายังบริเวณเรือนจำในครั้งนี้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หลังจาก 5 วัน ครอบครัวจึงจะสามารถเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ได้ตามระเบียบ ดังนั้น การปรากฏตัวของรถตู้เบนซ์ของครอบครัวชินวัตร อาจเป็นการมาเพื่อสังเกตการณ์ หรือเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าเยี่ยมในอนาคต

สถานการณ์เรื่อง ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” และความเคลื่อนไหวของครอบครัวชินวัตร ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม และความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อนายทักษิณ ชินวัตร

การที่ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” อาจมีเหตุผลส่วนตัวหรือข้อจำกัดทางธุระ แต่ก็อาจส่งผลต่อการเตรียมตัวด้านกฎหมายและการให้คำปรึกษาแก่นายทักษิณได้เช่นกัน ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับประชาชนที่สนใจข่าวสารเกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร และสถานการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

การเข้าเรือนจำของนายทักษิณและการที่ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

ในส่วนของครอบครัวชินวัตร การปรากฏตัวของรถตู้เบนซ์บริเวณเรือนจำ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความผูกพันที่มีต่อนายทักษิณ แม้ว่าจะยังไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ในทันที แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้กำลังใจและสนับสนุน

สถานการณ์ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป และหวังว่าทุกฝ่ายจะเคารพในกระบวนการยุติธรรม และให้ความเป็นธรรมแก่นายทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มที่

ที่มา – ทนายยังไม่กำหนดเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” พบรถตู้เบนซ์ “ครอบครัวชินวัตร” เข้าพื้นที่เรือนจำ

พินทองทา โพสต์ซึ้ง! ชี้ “ทักษิณ” วีรบุรุษในใจ


“เอม พินทองทา” บุตรสาวคนกลางของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความสุดซึ้งถึงคุณพ่อ โดยยกให้เป็นวีรบุรุษที่สุดยอดในใจ พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ครอบครัวอย่างท่วมท้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ข้อความดังกล่าวได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารและให้กำลังใจครอบครัวชินวัตรเป็นอย่างมาก

พินทองทา ยกย่อง “ทักษิณ” วีรบุรุษที่สุดยอดในใจ

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ได้โพสต์ภาพหอมแก้มคุณพ่อ ทักษิณ ชินวัตร พร้อมบรรยายความรู้สึกจากใจว่า ไม่ว่าใครจะเรียกท่านว่าอะไร คุณพ่อก็คือ วีรบุรุษที่สุดยอดในใจ ของพวกเราเสมอ เธอเน้นย้ำว่า เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นที่เข้าใจอย่างแท้จริง และความเข้าใจนี้เองที่ทำให้เธอภาคภูมิใจในความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความเสียสละของผู้เป็นพ่อ

พินทองทา ยังกล่าวถึงการตัดสินผู้อื่นของบางคนที่มักคิดว่าตนเองถูกต้องเสมอ แต่สำหรับเธอและครอบครัวแล้ว การอยู่เคียงข้างกันในทุกช่วงเวลาของชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด แม้จะมีคนที่เคยรักกันหักหลังกันไปบ้าง แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่มอบความรักและกำลังใจให้เสมอมา เธอกล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้คุณพ่อและครอบครัวอย่างล้นหลาม และรับปากว่าจะเข้มแข็งให้ได้ในทุกๆ วัน

ข้อความของพินทองทา สะท้อนให้เห็นถึงความรักและความผูกพันในครอบครัวชินวัตรอย่างชัดเจน แม้จะเผชิญกับความท้าทายและอุปสรรคมากมาย แต่พวกเขาก็ยังคงให้กำลังใจและสนับสนุนซึ่งกันและกันเสมอมา

ทำไม “ทักษิณ” ถึงเป็นวีรบุรุษที่สุดยอดในใจ พินทองทา?

คำถามนี้อาจมีคำตอบที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่สำหรับพินทองทาแล้ว ความเป็น วีรบุรุษที่สุดยอดในใจ ของทักษิณ อาจมาจากความกล้าหาญในการตัดสินใจ ความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติ และความเสียสละเพื่อครอบครัวและคนที่รัก แม้ว่าทักษิณจะเคยเผชิญกับข้อกล่าวหาและวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่สำหรับคนในครอบครัวแล้ว ท่านก็ยังคงเป็นบุคคลที่พวกเขารักและเคารพเสมอ

นอกจากนี้ พินทองทายังได้กล่าวถึงการที่ได้รับพลังบวกจากคุณพ่อเสมอ ทำให้พวกเขามีกำลังใจในการเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น การที่คนในครอบครัวให้กำลังใจซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

“ผู้นำที่เข้มแข็งและมีความหวัง คอยมอบพลังบวกให้พวกเราเสมอ ทำให้พวกเราเข้มแข็งและมีความหวัง และพร้อมผ่านเรื่องราว เหล่านี้ “ด้วยกัน” แน่นอน… เราร้องไห้ด้วยกัน…หัวเราะด้วยกัน…และฮึดสู้ด้วยกัน …“เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” (ด้วยกัน)” พินทองทากล่าว

ท้ายที่สุด เอม พินทองทา และครอบครัว ขอขอบคุณจากใจ สำหรับทุกๆกำลังใจที่ส่งมาให้คุณพ่อและครอบครัวอย่างท่วมท้น พวกเราซาบซึ้งถึงพลังงานดีดีเหล่านี้ และมันเป็นกำลังใจให้พวกเราอย่างมากมายจริงๆค่ะ ลูกจะเข้มแข็งให้ได้ทุกวันค่ะ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความรักและความเข้าใจในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การที่คนในครอบครัวให้กำลังใจและสนับสนุนซึ่งกันและกัน จะช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงคุณค่าของบุคคลที่เรารักและเคารพ และพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ที่มา – “พินทองทา” โพสต์รูปหอมแก้ม “ทักษิณ” ชี้เป็นวีรบุรุษที่สุดยอดในใจเรา

Scroll to top