คดีทุจริต

“อาสพลธ์” จี้ สถ. ส่งชื่อ 5,925 รายโยงทุจริตสอบท้องถิ่นให้ 5 หน่วยงานเช็กเส้นเงิน

“อาสพลธ์” จี้ สถ. ส่งชื่อ 5,925 รายโยงทุจริตสอบท้องถิ่นให้ 5 หน่วยงานเช็กเส้นเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้เข้าสอบจำนวนมาก ล่าสุด นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญโดยการจี้ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เร่งดำเนินการส่งรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกว่า 5,925 ราย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด

เปิดกลยุทธ์ “อาสพลธ์” จี้ สถ. ส่งชื่อ 5,925 รายโยงทุจริตสอบท้องถิ่นให้ 5 หน่วยงานเช็กเส้นเงิน

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการกู้คืนความยุติธรรมให้กับผู้เข้าสอบที่ใช้ความรู้ความสามารถอย่างสุจริต โดยนายอาสพลธ์ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการส่งรายชื่อดังกล่าวให้กับ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ป.ป.ช., ปปง., DSI, ป.ป.ท. และ CIB เพื่อขยายผลไปถึงตัวการใหญ่และผู้ได้รับผลประโยชน์จากขบวนการโกงสอบ โดยมีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนดังนี้:

  • การประสานความร่วมมือ: ใช้กลไก MOU ระหว่าง 5 หน่วยงานเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก
  • การตรวจสอบเส้นทางการเงิน: ปปง. จะเข้ามามีบทบาทหลักในการแกะรอยเส้นทางการเงินที่ผิดปกติของกลุ่มรายชื่อที่ถูกส่งมา
  • การดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด: ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องถูกถอนชื่อและดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น

นายอาสพลธ์ยังได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นว่า คดีนี้จะต้องมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นการเยียวยาจิตใจของผู้ที่ตั้งใจสอบและต้องเสียโอกาสไปจากขบวนการทุจริตนี้ การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการไทยให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น “อาสพลธ์” จี้ สถ. ส่งชื่อ 5,925 รายโยงทุจริตสอบท้องถิ่นให้ 5 หน่วยงานเช็กเส้นเงิน ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของไทยอีกครั้ง

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการดำเนินงานของทั้ง 5 หน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของงานภาครัฐ หากปล่อยให้มีการโกงเกิดขึ้นโดยไม่จัดการให้ถึงที่สุด อนาคตของระบบราชการไทยอาจสั่นคลอนได้ หวังว่าภายใน 30 วันนี้ เราจะได้รับข่าวดีที่แสดงถึงความยุติธรรมที่คืนกลับสู่มือคนเก่งที่ตั้งใจจริงครับ

ที่มา – “อาสพลธ์” จี้ สถ. ส่งชื่อ 5,925 รายโยงทุจริตสอบท้องถิ่นให้ 5 หน่วยงานเช็กเส้นเงิน

ปลัด มท. เร่งจัดการทุจริตสอบท้องถิ่น แจงอนุทินเพิกถอนเองไม่ได้

เป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้ากรณีปลัด มท. รุดรายงานนายกฯ แถลงทุจริตสอบท้องถิ่น แจง “อนุทิน” ไม่มีอำนาจเพิกถอนเอง โดยเน้นย้ำถึงขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อนและการตรวจสอบที่ต้องโปร่งใสที่สุด

สถานการณ์ล่าสุด: ปลัด มท. รุดรายงานนายกฯ แถลงทุจริตสอบท้องถิ่น แจง “อนุทิน” ไม่มีอำนาจเพิกถอนเอง

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเพื่อชี้แจงสถานการณ์ โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีได้ติดตามเรื่องการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ทั้งนี้ยังมีการพูดถึงประเด็นสำคัญว่าทำไมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถึงไม่สามารถใช้อำนาจสั่งเพิกถอนทันทีได้ ซึ่งเป็นคำถามที่สังคมสงสัย

ทำไมอนุทินถึงสั่งเพิกถอนเองไม่ได้?

คำชี้แจงจากปลัด มท. รุดรายงานนายกฯ แถลงทุจริตสอบท้องถิ่น แจง “อนุทิน” ไม่มีอำนาจเพิกถอนเอง ได้ระบุชัดเจนว่าคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีองค์ประกอบที่หลากหลาย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจะดำเนินการใดๆ จึงต้องผ่านที่ประชุมคณะกรรมการตามกฎหมาย ไม่ใช่การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของบุคคลเพียงคนเดียว

จากการตรวจสอบพบความผิดปกติของคะแนนสอบกว่า 5,814 ตำแหน่ง ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ดังนี้:

  • กลุ่มที่ 1: ผู้ที่คะแนนถูกอัพขึ้นเพื่อให้สอบผ่าน ทั้งที่ควรจะสอบตก (3,621 คน)
  • กลุ่มที่ 2: ผู้ที่ทำคะแนนได้อยู่แล้ว แต่มีการอัพคะแนนเพิ่มเพื่อให้ได้ลำดับต้นๆ (1,713 คน)
  • กลุ่มที่ 3: ผู้ที่มีความผิดปกติเรื่องการสแกนกระดาษคำตอบ ต้องตรวจสอบร่วมกับ ป.ป.ช. (480 คน)

สำหรับตำแหน่งที่ถูกพบว่าทุจริต ปลัด มท. ย้ำว่าจำเป็นต้องปล่อยว่างไว้ก่อนจนกว่ากระบวนการตรวจสอบของ ป.ป.ช. จะเสร็จสิ้น เพื่อความยุติธรรมต่อผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถที่แท้จริง อีกทั้งยังต้องรอมติจากคณะกรรมการกลางในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ เพื่อหาทางออกที่ถูกต้องตามระเบียบต่อไป

เราคงต้องจับตาดูกันว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร การตรวจสอบครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการล้างบางการทุจริตในระบบราชการ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่จะเข้ามาทำงานให้ประชาชนทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกด้วยความโปร่งใสและยุติธรรมที่สุด ใครที่มีข้อสงสัยหรือมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถร่วมกันติดตามความคืบหน้าได้ต่อไปครับ

ที่มา – ปลัด มท. รุดรายงานนายกฯ แถลงทุจริตสอบท้องถิ่น แจง “อนุทิน” ไม่มีอำนาจเพิกถอนเอง

“ภคมน” เรียกร้อง “วรศิษฎ์” มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นคดีใหญ่ที่มีความเสียหายมหาศาล ล่าสุดทาง ป.ป.ช. ได้ยกระดับเป็นคดีพิเศษโดยมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนกว่า 6,000 ราย ท่ามกลางความสงสัยว่าขบวนการนี้อาจมีทั้งข้าราชการระดับสูงและฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหลัง

“ภคมน” เรียกร้อง “วรศิษฎ์” มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์กลับเข้มข้นขึ้นเมื่อหนึ่งในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาคือ นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล ซึ่งเป็นคุณลุงของนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) ทำให้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส. พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใส โดยมองว่าการที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโดยตรง กลับมีญาติใกล้ชิดเข้าไปพัวพันคดีเสียเอง ย่อมทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความขัดแย้งเชิงจริยธรรมกับการตรวจสอบที่โปร่งใส

น.ส.ภคมนย้ำว่า การที่ “ภคมน” เรียกร้อง “วรศิษฎ์” มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นั้น ไม่ใช่เรื่องของการปรักปรำ แต่เป็นเรื่องของการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่ดี ซึ่งในมุมมองของคุณธรรมจริยธรรม การมีคนใกล้ตัวเป็นผู้ถูกกล่าวหาควรเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะแสดงสปิริต เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปได้อย่างไร้ข้อกังขาจากสังคม

ประเด็นที่น่าสนใจที่คุณภคมนได้ชี้ให้เห็นคือเรื่องของความรู้สึกของประชาชน ดังนี้:

  • ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานรัฐ
  • ความกังขาว่ารัฐมนตรีจะกล้า “ขุดรากถอนโคน” หรือ “สาวให้ถึงตอ” ได้จริงหรือไม่ในเมื่อผู้ถูกกล่าวหาคือคนในครอบครัว
  • ความโปร่งใสของพยานหลักฐานที่อาจถูกแทรกแซงได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การ “ภคมน” เรียกร้อง “วรศิษฎ์” มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลว่า หากยังเพิกเฉยต่อความรู้สึกของภาคประชาชน ตำแหน่งหน้าที่และความมั่นคงทางการเมืองในอนาคตอาจได้รับผลกระทบไปไม่มากก็น้อย การแสดงความบริสุทธิ์ใจโดยการถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบจึงอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนายวรศิษฎ์ในขณะนี้ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนย่อมต้องการเห็นความยุติธรรมที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่คำพูดที่ปิดบังข้อเท็จจริงด้วยนามสกุลที่เหมือนกัน

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? การถอนตัวจะส่งผลต่อความโปร่งใสในคดีนี้จริงหรือไม่ ร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – “ภคมน” เรียกร้อง “วรศิษฎ์” มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

ป.ป.ช. เตรียมไต่สวนคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นสัปดาห์หน้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีประเด็นร้อนแรงในแวดวงราชการที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของการป.ป.ช. เตรียมไต่สวนคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นสัปดาห์หน้า หลังจากที่มีข่าวฉาวเรื่องการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากครับ

ป.ป.ช. เตรียมไต่สวนคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นสัปดาห์หน้า

ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ออกมาเคลื่อนไหวแล้ว โดยระบุว่าการตรวจสอบในระยะแรกได้มีการรวบรวมหลักฐานสำคัญไว้เกือบครบถ้วนแล้ว และเตรียมจะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

รายละเอียดการตรวจสอบและการดำเนินคดี

สำหรับประเด็นที่คนให้ความสนใจมากที่สุดคือเรื่องของผลสอบที่ถูกแก้ไข และการเรียกรับเงินหลักแสนบาทเพื่อให้สอบผ่าน โดยมีประเด็นหลักที่ทาง ป.ป.ช. จะดำเนินการดังนี้ครับ:

  • เร่งตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อหาความเชื่อมโยงของผลประโยชน์
  • ประสานงานกับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการในคดีปลอมแปลงเอกสารและผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • ร่วมมือกับคณะกรรมการของกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ข้อมูลมีความแม่นยำ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร สำหรับการที่ป.ป.ช. เตรียมไต่สวนคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นสัปดาห์หน้า ทางหน่วยงานได้วางกรอบเวลาไว้อย่างชัดเจนว่า คาดว่าจะสามารถปิดคดีได้ภายใน 3-6 เดือน เนื่องจากเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคมและต้องสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นโดยเร็วครับ

ในฐานะประชาชนที่สนใจบ้านเมือง ผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีที่หน่วยงานรัฐกำลังตื่นตัวในการปราบปรามการทุจริต เพราะการสอบข้าราชการควรจะเป็นเวทีที่ยุติธรรมสำหรับทุกคนที่มีความสามารถจริง ไม่ใช่เวทีที่มีการซื้อขายตำแหน่งกันแบบที่ปรากฏเป็นข่าว การจัดการคนผิดอย่างเด็ดขาดจะเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับผู้ที่คิดจะใช้ช่องว่างของกฎหมายแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนครับ เราคงต้องคอยติดตามความคืบหน้ากันต่อไปว่าใครจะถูกเชือดบ้างในคดีนี้

ที่มา – ป.ป.ช. เตรียมไต่สวนคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นสัปดาห์หน้า คาด 3-6 เดือนปิดคดีได้

ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงที่กำลังเขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสเปนอย่างหนัก เมื่อล่าสุดมีข่าวใหญ่ว่า ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองที่ดุเดือด โดยเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันได้เลยทีเดียว

ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

ผู้พิพากษาฮวน คาร์ลอส เปนาโด ได้มีคำสั่งให้ เบโกญา โกเมซ ภรรยาของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ ในข้อหาใช้อิทธิพลโดยมิชอบและคอร์รัปชัน นอกจากการตั้งข้อหาแล้ว ศาลยังมีคำสั่งมาตรการคุมเข้มด้วยการให้ส่งมอบหนังสือเดินทาง และห้ามไม่ให้เธอเดินทางออกนอกประเทศสเปนโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ต้องมารายงานตัวต่อศาลทุกๆ สองสัปดาห์ เนื่องจากทางศาลมองว่ามีพฤติการณ์ความเสี่ยงที่อาจหลบหนีได้

เบื้องลึกมรสุมคดีความ ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต

สำหรับที่มาของคดีนี้ เริ่มต้นขึ้นจากการสืบสวนที่ยาวนานเกือบ 2 ปี เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่านางโกเมซได้ใช้สถานะภรรยาผู้นำรัฐบาลในการวิ่งเต้นและใช้อิทธิพลเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีให้ได้รับสัมปทานจากรัฐ นอกจากนี้ยังมีข้อหาเพิ่มเติมเรื่องการใช้งบประมาณแผ่นดินโดยมิชอบ อีกทั้งยังเกี่ยวพันไปถึงกลุ่มนักธุรกิจและบริษัทที่ปรึกษาที่ต้องขึ้นศาลในฐานะจำเลยร่วมด้วย

  • นางโกเมซปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยยืนยันในความบริสุทธิ์
  • นายกฯ ซานเชซมองว่าเป็นขบวนการทางการเมืองที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล
  • ฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้มีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
  • พรรคสังคมนิยมประณามว่านี่คือการล่าแม่มดทางการเมือง

สถานการณ์นี้กลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะนอกจากคดีของภริยานายกฯ แล้ว รัฐบาลสเปนยังต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองจากหลายทิศทาง ทั้งข้อกล่าวหาการรับสินบนของอดีตรัฐมนตรี และประเด็นอื้อฉาวของผู้นำทางการเมืองในพรรคเดียวกัน ซึ่งสร้างความกดดันอย่างมหาศาลให้กับนายกรัฐมนตรีซานเชซก่อนที่จะถึงฤดูกาลเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า

บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องรอติดตามกระบวนการของศาลกันต่อไป แต่เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้เห็นว่า ในระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นใครก็ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายและการตรวจสอบอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด ย่อมส่งผลกระทบต่อทิศทางการเมืองของสเปนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – ศาลสเปนสั่งภรรยานายกฯ ซานเชซขึ้นศาลคดีทุจริต ยึดพาสปอร์ต-ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

เสรีพิศุทธ์ จี้นายกฯ สางปมเขากระโดง อัดยับ ศุภชัย

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อรัฐบาล เพื่อขอให้เร่งดำเนินการในคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยในบทความนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญของข่าว เสรีพิศุทธ์ จี้นายกฯ สางปมเขากระโดง อัดยับ ศุภชัย ให้ทุกคนได้เข้าใจกันครับ

เสรีพิศุทธ์ จี้นายกฯ สางปมเขากระโดง อัดยับ ศุภชัย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินทางไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยมีเนื้อหาสำคัญคือการขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความล่าช้าในการเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินเขากระโดง ทั้งที่มีคำพิพากษาจากศาลฎีกาและศาลปกครองถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินดังกล่าวกว่า 5,000 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท.

ความเคลื่อนไหวในประเด็น เสรีพิศุทธ์ จี้นายกฯ สางปมเขากระโดง อัดยับ ศุภชัย

นอกจากนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังได้ตอกกลับนายศุภชัย ใจสมุทร ที่ออกมาระบุว่าจะดำเนินคดีกับผู้กล่าวหา โดยท่านได้ตั้งคำถามอย่างเผ็ดร้อนถึงการกระทำดังกล่าวว่าทำไปเพื่ออะไร และยืนยันว่าหน้าที่ของท่านคือการตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้าน ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงใจใครทั้งสิ้น รวมถึงมีการพาดพิงถึงความไม่โปร่งใสในแวดวงการเมืองและกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างดุเดือด

ประเด็นที่น่าจับตามองในตอนนี้ ได้แก่:

  • การเรียกร้องให้ตรวจสอบอธิบดีกรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • การทวงคืนที่ดินเขากระโดงกว่า 5,000 ไร่ ให้กลับมาเป็นพื้นที่ของการรถไฟฯ อย่างถูกต้อง
  • การขยายผลตรวจสอบกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงบุคคลสำคัญในฟากฝั่งการเมือง
  • ความร่วมมือของเครือข่ายนักศึกษาและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่มาร่วมกดดันให้เกิดความยุติธรรม

ในฐานะประชาชนผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องเฝ้ามองกันต่อไปว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไรกับปมที่ดินเขากระโดงที่ยืดเยื้อมานาน เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานเพื่อชาติ หากปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังเช่นนี้ต่อไป อาจกลายเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” จี้นายกฯ สางปมเขากระโดง อัดยับ ‘ศุภชัย’ เอาใจนาย ขู่ฟ้องกราวรูดหากคดีอืด

ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว ศักดิ์สยาม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อทางแกนนำพรรคประชาชนได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดย ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” สงสัยช่วยน้ำเงินหรือไม่ ในคดีซุกหุ้นอันเป็นมหากาพย์ที่ยืดเยื้อมานาน งานนี้ทำเอาหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและหน้าที่ในการตรวจสอบขององค์กรอิสระอย่างตรงไปตรงมา

ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม”

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแฉพฤติการณ์สุดน่าสงสัยของการทำงาน ป.ป.ช. โดยแยกเป็น 3 ประเด็นหลักที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับอดีตรัฐมนตรีคมนาคม ดังนี้ครับ:

  • การยุติเรื่องบัญชีทรัพย์สินเท็จ: ป.ป.ช. เลือกสนใจเพียงการถือหุ้นบางส่วน แต่กลับเพิกเฉยต่อหลักฐานเรื่องเงินให้กรรมการกู้ยืมที่พบในเอกสาร ซึ่งเป็นจุดที่ชวนให้สงสัยว่ามีการตรวจสอบอย่างครบถ้วนตามคำร้องหรือไม่
  • การตีความกฎหมายขัดกันแห่งผลประโยชน์: ป.ป.ช. อ้างว่าไม่พบการแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งที่ตามมาตรา 126 (2) เพียงแค่การถือหุ้นเกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดก็มีความผิดชัดเจนแล้ว แต่ ป.ป.ช. กลับเลือกไปไต่สวนเรื่องการใช้อำนาจแทน
  • การปิดกั้นการมีส่วนร่วมและไม่แจ้งผลกับผู้ร้อง: ตลอดกระบวนการที่ผ่านมา ผู้ร้องไม่เคยได้รับจดหมายเรียกตัวหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เป็นการตอกย้ำว่ากระบวนการมีความเป็นส่วนตัวสูงจนน่ากังขา

ทำไมพรรคประชาชนถึงมองว่า ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม”?

ทางด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้เสริมความเห็นว่า พฤติกรรมที่ ป.ป.ช. แสดงออกนั้นสะท้อนถึงการละเว้นหน้าที่อย่างชัดเจน การที่ไม่มีการนำข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้พิจารณามาประกอบกัน ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่านี่คือการเลือกปฏิบัติหรือช่วยเหลือฝั่งการเมืองใดหรือไม่ เพราะหากปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ก็อาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรอิสระในระยะยาว

บทสรุปของเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มันคือคำถามถึง “ความเป็นธรรม” ในระบบตรวจสอบของประเทศไทย หาก ป.ป.ช. ไม่สามารถตอบคำถามต่อสาธารณะถึงกระบวนการที่โปร่งใสได้ ก็คงยากที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน นี่จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่าการตรวจสอบนักการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามขั้นตอน แต่คือการยึดถือหลักกติกาสากลที่ทุกคนต้องเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายครับ

ที่มา – ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” สงสัยช่วยน้ำเงินหรือไม่

ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน

ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน

เหตุการณ์การเมืองในฟิลิปปินส์กำลังร้อนระอุ หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวนายโฮเซ “จิงกอย” เอสตราดา สมาชิกวุฒิสภาชื่อดัง ซึ่งมีส่วนพัวพันกับข้อหาทุจริตงบประมาณแผ่นดิน งานนี้ถือเป็นกรณีศึกษาครั้งใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังจับตามองว่า ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน ครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างไรบ้าง

จากการสืบสวนพบหลักฐานมัดตัวว่ามีการยัดไส้งบประมาณโครงการป้องกันน้ำท่วมในงบรายจ่ายประจำปี 2025 โดยเอื้อประโยชน์ให้แก่เครือข่ายของตนเอง คิดเป็นมูลค่าสินบนสูงถึง 302 ล้านบาท ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นรุนแรงทุกปี งบประมาณดังกล่าวจึงมีความจำเป็นต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างสูงสุด

เบื้องลึกเบื้องหลังกรณี ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน

การดำเนินคดีในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัว สว. เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงอดีตรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการ รวมถึงเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างอีกหลายแห่ง ซึ่งล้วนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในขบวนการฉ้อราษฎร์บังหลวงระดับชาติ โดยทาง สว. เอสตราดาได้ออกมาประกาศยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองผ่านสื่อ พร้อมอ้างว่าการกระทำของรัฐบาลเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อบีบให้เขายอมเปลี่ยนข้างในการโหวตคดีสำคัญของวุฒิสภา

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน ในครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผลต่อคะแนนเสียงในสภา: สว. เอสตราดาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่จะตัดสินคดีถอดถอนรองประธานาธิบดีซารา ดูเตอร์เต
  • ภาพลักษณ์ประเทศ: กระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเติบโตในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • การยกระดับการตรวจสอบ: จะทำให้ประชาชนตื่นตัวและตั้งคำถามกับการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ คดีนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระบวนการยุติธรรมในฟิลิปปินส์ว่าสามารถจัดการกับผู้มีอิทธิพลทางการเมืองได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายระบุว่าโทษสูงสุดของคดีนี้คือจำคุกตลอดชีวิตและไม่มีสิทธิ์ประกันตัว เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะสะเทือนเก้าอี้รัฐบาลไปได้ไกลเพียงใด และประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมจากการทุจริตที่เกิดขึ้นหรือไม่

ที่มา – ฟิลิปปินส์จับกุม สว.ดัง คดีทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วม พบรับสินบน 300 ล้าน

“พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม”

ข่าวการเมืองร้อนแรงล่าสุด! “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช. กลายเป็นประเด็นที่คนไทยหลายคนจับตามอง โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ไม่ยอมปล่อยผ่านการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีปกปิดบัญชีทรัพย์สินและซุกหุ้น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ามีมูลจนต้องพ้นจากตำแหน่ง

“พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้รับหลักฐานจากนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อนำไปประกอบคำร้องของฝ่ายค้าน ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ตั้งกรรมการอิสระไต่สวน ป.ป.ช. หลังจาก ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องในคดีดังกล่าว นายพริษฐ์ยืนยันว่าฝ่ายค้านกำลังร่างคำร้องให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีสมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อเกิน 140 เสียงแล้ว

ผู้สนับสนุนจำนวนมากจากหลายพรรค

  • ส.ส.พรรคประชาชน 119 คน
  • ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน
  • ส.ส.พรรคเสรีรวมไทย 1 คน
  • ส.ส.พรรคไทยภักดี 1 คน
  • ส.ว.ราว 10 คน

คำร้องยังรอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น รายละเอียดการดำเนินการของ ป.ป.ช. ในทุกขั้นตอน รวมถึงคำชี้แจงจากนายศักดิ์สยาม และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้

3 ปมพิรุธหลักที่ ป.ป.ช. ต้องชี้แจงต่อสังคม

นายพริษฐ์เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญที่คำร้องจะชี้ให้เห็นความผิดปกติของ ป.ป.ช. ซึ่งต้องตอบคำถามสังคมให้ชัดเจน

  • ปมที่ 1: ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเส้นทางการเงินในคดีนายศักดิ์สยาม แต่ ป.ป.ช. ไม่นำเอกสารเหล่านี้มาพิจารณา ไม่มีข้อสรุปเรื่องยื่นบัญชีเท็จหรือซุกหุ้น ซึ่งนำไปสู่การพ้นตำแหน่ง
  • ปมที่ 2: ไม่มีการตรวจสอบทุกข้อกล่าวหาตามคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. อย่างครบถ้วน
  • ปมที่ 3: กระบวนการไต่สวนผิดวิสัย ผู้ร้องอย่างนายปกรณ์วุฒิ ไม่เคยได้รับการติดต่อ จนรู้ผลยกคำร้องพร้อมสื่อมวลชน ขัดต่อ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 51 ที่ต้องตั้งกรรมการไต่สวนคดีสำคัญ และมาตรา 49 ที่ต้องแจ้งผู้ร้องหากปัดตกเบื้องต้น แต่ไม่เคยแจ้ง

นายพริษฐ์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ป.ป.ช. อาจใช้ช่องทางพิจารณาเบื้องต้นแล้วยกฟ้อง โดยไม่ไต่สวนจริง ซึ่งเป็นข้อพิรุธร้ายแรง แม้จะยื่นให้ ป.ป.ช. ทบทวน แต่ไม่หยุดการเดินหน้าถอดถอนตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ

พื้นหลังคดี “ศักดิ์สยาม” และบทบาท ป.ป.ช.

ย้อนไปคดีของนายศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อปี 2566 ว่าปกปิดหุ้นในบัญชีทรัพย์สิน ทำให้พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม แต่ ป.ป.ช. กลับยกคำร้องที่นายปกรณ์วุฒิยื่น เรื่องปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยไม่ชี้แจงกระบวนการ ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลางและประสิทธิภาพของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการปราบปรามทุจริต หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรม

ด้าน “ทนายอั๋น” ระบุว่าจะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 ชื่อ เพื่อร่วมยื่นถอดถอน ป.ป.ช. และหวังว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ จะไม่ยื้อเรื่องนี้

กรณี “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช. แสดงให้เห็นถึงพลังของฝ่ายค้านและประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นบทเรียนสำคัญว่าหน่วยงานปราบทุจริตต้องโปร่งใส มิเช่นนั้นจะถูกตั้งคำถามได้ทุกเมื่อ

ความเห็นของเรา: การเคลื่อนไหวครั้งนี้หากสำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนในการกำกับดูแล ป.ป.ช. ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สะท้อนหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช.

Scroll to top