คดี 112

“อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามองเกี่ยวกับมุมมองของ “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการถกเถียงเรื่องร่าง พ.ร.บ. เสริมสร้างสังคมสันติสุขในขณะนี้ครับ

“อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาให้ความชัดเจนถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนยังคงยืนกรานตามหลักการเดิม คือไม่สนับสนุนการนิรโทษกรรมในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 คดีทุจริต และคดีอาญาร้ายแรง แต่ในประเด็นเรื่องเยาวชนนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าเราควรเปิดช่องทางเพื่อการบำบัดฟื้นฟู แทนที่จะเป็นการปิดกั้นทุกทาง เพราะการ “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ อย่างสิ้นเชิง อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนรุ่นใหม่กับสถาบันฯ ในระยะยาว

มุมมองต่อการนิรโทษกรรมกับการรักษาความสัมพันธ์

ปัญหาที่เกิดขึ้นในสภาฯ คือความเข้าใจผิดจากการสื่อสารที่บิดเบือน นายอภิสิทธิ์ได้อธิบายว่าสิ่งที่ตนนำเสนอนั้น ไม่ใช่การนิรโทษกรรมคดี ม.112 ให้เยาวชนโดยตรง แต่เป็นการเสนอให้มีกระบวนการร้องขอเพื่อเข้าสู่แผนบำบัดฟื้นฟูตามหลักการเดียวกับศาลเยาวชน การที่สังคมจะมองว่า “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ จึงเป็นเรื่องของการสร้างความยืดหยุ่นที่เหมาะสมภายใต้กรอบของกฎหมาย

  • การนิรโทษกรรมต้องไม่เหมารวมคดีทุจริต
  • คดีอาญาร้ายแรงยังคงเป็นข้อต้องห้าม
  • เยาวชนควรได้รับโอกาสในการบำบัดฟื้นฟูแทนการผลักดันให้ห่างไกลจากสังคม

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้ดักทางประเด็นเรื่องการฮั้ว สว. โดยระบุว่าหากมีการนิรโทษกรรมให้ครอบคลุมไปถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงการเลือกตำแหน่ง สว. ย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการลงมติอาจเข้าข่ายกระทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง

โดยสรุปแล้ว การสร้างสันติสุขในสังคมไทยต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม ไม่ปล่อยให้เรื่องความเห็นต่างทางการเมืองกลายเป็นการปิดกั้นอนาคตของเยาวชน ซึ่งจะเป็นการดีกว่าหากเราหันมาหารือกันด้วยเหตุผลและรับฟังกันให้จบก่อนที่จะตัดสินความคิดของใครสักคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ

“มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112

“มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 พร้อมประเมินผลงานรัฐมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ล่าสุด โดยเฉพาะประเด็น “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญของพรรคในการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

นางมนพรระบุว่า ทางวิปรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยไม่มีการนิรโทษกรรมในส่วนของมาตรา 112 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งพรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะโหวตเห็นชอบตามนั้นทันที เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมกว่า 6,000 คน ที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ หากมัวแต่ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมจะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก

การประเมินผลงานรัฐมนตรีและจุดยืน “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112

ในส่วนของคำถามเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้คาดโทษรัฐมนตรีที่ไม่มีผลงานนั้น นางมนพรกล่าวอย่างมั่นใจว่าไม่รู้สึกกังวล เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยมีการประเมินผลงานกันทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างหนักเพื่อผลักดันนโยบายให้เป็นรูปธรรม

สิ่งที่น่าสนใจจากการแถลงครั้งนี้คือ:

  • พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความสามัคคีในชาติ
  • ยืนยันว่ากลไกศาลเยาวชนและครอบครัวมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลเยาวชนโดยไม่จำเป็นต้องพ่วงมาตรา 112 เข้ากับร่าง พ.ร.บ. นี้
  • การบริหารงานในพรรคนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น โปร่งใส และมีการตรวจสอบผลงานอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสกดดันเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี แต่ทางพรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนอย่างเต็มที่ การที่ “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 เป็นการแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่มุ่งเน้นความสงบเรียบร้อยและก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อให้ร่างกฎหมายที่ช่วยเหลือประชาชนจำนวนมากในวงกว้างสามารถผ่านสภาฯ ออกมาบังคับใช้ได้จริงโดยเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ การทำงานการเมืองในยุคปัจจุบันความเร็วและความถูกต้องต้องควบคู่กันไป การรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผ่านผลงานที่จับต้องได้ คือหัวใจหลักที่พรรคเพื่อไทยพยายามพิสูจน์ให้เห็นในทุกสัปดาห์ที่ผ่านไป เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลโหวตในสภาฯ จะนำพาประเทศก้าวไปสู่จุดที่สันติสุขได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “มนพร” เผย เพื่อไทยพร้อมโหวตหนุนไม่นิรโทษกรรม 112 ไม่ห่วงนายกฯ ขู่ปรับ ครม.

“นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

“นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าของร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งล่าสุด นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการพ่วงประเด็นที่สังคมกังวลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการ “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องย้ำไว้เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

เหตุผลที่ต้องยืนหยัดในหลักการไม่ล้างผิด

นายนิกรได้อธิบายถึงขั้นตอนการพิจารณาในวุฒิสภาว่า ทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์เดิม คือมุ่งเน้นการสร้างความสันติสุขและปิดฉากความขัดแย้งทางการเมืองที่สั่งสมมาเกือบ 20 ปี โดยมีหลักการ 3 ข้อที่ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ได้แก่:

  • การกระทำความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
  • การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
  • ความผิดที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดต่อส่วนตัวที่ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง

ดังนั้น สังคมจึงมั่นใจได้ว่าคำกล่าวที่ว่า “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง นั้นคือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในร่างกฎหมาย เพื่อให้การนิรโทษกรรมเป็นไปเพื่อผู้ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างแท้จริงเท่านั้น

สำหรับการแก้ไขในชั้นวุฒิสภาเกี่ยวกับการตัดคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ออกและการจัดลำดับความผิดใหม่ในบัญชีแนบท้ายนั้น เป็นเพียงการจัดการทางเทคนิคและศักดิ์ของกฎหมาย ไม่ใช่การเพิ่มเนื้อหาหรือช่องโหว่แต่อย่างใด ส่วนกระแสข่าวเรื่องการล้างผิดคดีโกงเลือกตั้ง นายนิกรขอยืนยันหนักแน่นว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น และหากสภาฯ เห็นชอบตามวุฒิสภา ก็คาดว่าเรื่องนี้จะได้ข้อสรุปในไม่ช้า

ท้ายที่สุด การผลักดันกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นความพยายามที่ยาวนานตั้งแตปี 2548 หากทุกฝ่ายเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข ก็จะเป็นการปิดฉากปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน และถือเป็นการก้าวเดินหน้าประเทศไปสู่ความปรองดองที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจให้ตรงกันในประเด็นนี้จึงสำคัญมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยในอนาคต

ที่มา – “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

“เลขาฯ กฤษฎีกา” ไม่มั่นใจ อัยการสูงสุดอุทธรณ์คดี 112 “ทักษิณ” ไม่กระทบพักโทษหรือไม่ แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี สืบทรัพย์ให้มาเป็นของแผ่นดิน

วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต ว่าการอุทธรณ์ของอัยการสูงสุด คดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะทำให้ไม่สามารถขอพักโทษจากคดีสืบเนื่องจากชั้น 14 ได้จริงหรือไม่ ว่าไม่น่าจะถูกตัดสิทธิการพักโทษ แต่ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน จึงไม่กล้าตอบคำถาม เนื่องจากกังวลว่าอาจผิด

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

ไม่แน่ใจกระทบพักโทษหรือไม่

ส่วนการที่สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ในคดี 112 จะส่งผลให้ไม่สามารถขอพักโทษได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษา ถือว่ายังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีอยู่ และการขอพักโทษก็น่าจะได้ ก่อนย้ำว่าการตอบคำถามของตนเป็นการตอบที่ยังไม่ได้ดูข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่าการที่จะขอพักโทษได้ ต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือจำคุกมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ต้องรับโทษ ก่อนจะขอพักโทษ และขั้นตอนการพักโทษก็ไม่มีหลักเกณฑ์การจำคุกขั้นต่ำกว่านี้แล้ว

เมื่อถามว่าหากนายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกมาจะสามารถเป็นผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า อันนี้ไปไกลแล้ว ตนชักงง ขอดูรายละเอียดก่อน และไม่กล้าตอบ เพราะอาจผิดพลาดได้

ขั้นตอนการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ที่ต้องขอศาล

ส่วนที่มีกรณีศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีภาษีของนายทักษิณ ต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการเช่นไร เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า กระทรวงการคลังไม่ต้องทำอะไร แต่ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นกระบวนการปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งจะสามารถยึดจากทรัพย์สินของนายทักษิณได้เลยหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่า ดำเนินการตามขั้นตอนปกติทางกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาก็ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นหลักปกติ ไม่ใช่กรณีใดกรณีหนึ่ง

ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดในการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ปเข้าสู่คลัง เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการสืบทรัพย์ ซึ่งต้องถามรายละเอียดจากกรมบังคับคดี

ทำความเข้าใจขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป และมีคำสั่งให้มีการชำระภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท กระบวนการหลังจากนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ขั้นตอนแรกที่กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการคือการขอหมายบังคับคดีจากศาล ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่กฎหมายกำหนดไว้ หลังจากนั้น กรมบังคับคดีจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการสืบทรัพย์สินของจำเลย และดำเนินการยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัพย์สินที่ได้จากการยึดทรัพย์ในคดีนี้ จะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการบังคับคดีแพ่ง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการดำเนินการยึดทรัพย์สินนั้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และความยากง่ายในการสืบทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี

ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ กระบวนการบังคับคดีอาจมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งจากฝ่ายจำเลย ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น การทำความเข้าใจในขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในกระบวนการยุติธรรม

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป:

  • กระทรวงการคลังต้องขอหมายบังคับคดีจากศาล
  • กรมบังคับคดีดำเนินการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์
  • ทรัพย์สินที่ยึดได้ตกเป็นของแผ่นดิน
  • ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการสืบทรัพย์

การบังคับคดีเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษากฎหมายและความยุติธรรมในสังคม การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – “เลขาฯ กฤษฎีกา” แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี

โพลชี้: พรรคประชาชนหนุนภูมิใจไทย เอื้อคดี สส.

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยหากพรรคประชาชนจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล โดยกังวลถึงข้อตกลงลับเพื่อช่วยเหลือคดีของอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการจับมือกันของสองพรรคใหญ่นี้จะส่งผลเสียต่อการเมืองมากกว่าผลดี

สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิคได้เปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ซึ่งทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,500 คน เกี่ยวกับ “ทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาชน” โดยสอบถามว่าต้องการเห็นพรรคประชาชนจับมือกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ผลปรากฏว่า 30.5% ไม่อยากเห็น และ 12.9% ไม่อยากเห็นอย่างยิ่ง

ในขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจบางส่วนระบุว่า อยากเห็นอย่างยิ่ง 13.5% และอยากเห็น 12.8% ส่วนที่เหลือ 20.2% ไม่แน่ใจ

เหตุผลที่พรรคประชาชนอาจสนับสนุนภูมิใจไทย

เมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่เป็นไปได้มากที่สุดที่พรรคประชาชนอาจตัดสินใจสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย พบว่า:

  • 42.5% ระบุว่า เพื่อทำข้อตกลงทางการเมืองในการช่วยเหลือกลุ่ม ส.ส. 44 คน ให้พ้นผิด
  • 17.4% เชื่อว่ามีอุดมการณ์และนโยบายที่สอดคล้องกัน
  • 15.5% มองว่าเพื่อสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • 10.4% เห็นว่าเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ต่อไปได้

ผลเสียหรือผลดีจากการจับมือของพรรคใหญ่?

เมื่อถามถึงมุมมองว่าการที่พรรคใหญ่สองพรรคจับมือกันจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อระบบการเมืองไทยในภาพรวมอย่างไรบ้าง พบว่า:

  • 62.9% เห็นว่ามีผลเสียมากกว่า
  • 7.7% เชื่อว่ามีผลดีมากกว่า
  • 29.4% ยังไม่แน่ใจ

จากผลสำรวจนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงกังวลเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงทางการเมืองที่ไม่โปร่งใส การช่วยเหลือพวกพ้อง และผลเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบการเมืองโดยรวมของประเทศ ความโปร่งใสและความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญนี้

การที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคประชาชนหนุนภูมิใจไทย สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อการเมืองไทยในปัจจุบัน ประชาชนต้องการเห็นการเมืองที่ใสสะอาด ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคประชาชนหนุนภูมิใจไทยจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงเสียงสะท้อนของประชาชน เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง การที่พรรคประชาชนหนุนภูมิใจไทยหรือไม่ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองไทยในอนาคต

อนาคตทางการเมืองของไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจับมือกันของพรรคการเมืองต่างๆ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ที่มา – โพลไม่หนุนพรรคประชาชนโหวตให้ภูมิใจไทย ชี้หากจับมือเอื้อช่วยคดี 44 สส.ก้าวไกล

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดีทักษิณ ม.112 ชี้ยังมีขั้นตอน

“วันนอร์” ย้ำคดี ม.112 “ทักษิณ” เป็นอำนาจหน้าที่ตุลาการ ไม่เกี่ยวข้องนิติบัญญัติ ต้องเคารพศาล ไม่ขอวิจารณ์ ส่อนัยยะใดโยงสถานการณ์การเมืองไทย ชี้เรื่องยังอีกยาว แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 จากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ต่างประเทศเมื่อปี 2558 ว่า เราต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของนายทักษิณกับศาล เมื่อศาลยกฟ้อง หรือจะพิจารณาอย่างไร เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนจะมองว่ามีนัยยะทางการเมืองอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ในฐานะประธานสภาฯ ไม่สามารถพิพากษ์วิจารณ์ได้ เป็นเรื่องที่บ้านเมืองจะต้องมีกติกา เมื่อศาลได้วินิจฉัยไปแล้วก็เป็นเรื่องของฝ่ายตุลาการ เราก็ต้องรับฟัง แต่ขั้นตอนก็ยังมีอีก เพราะเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ก็ต้องให้ความเคารพ ส่วนเหตุการณ์ของการเมืองก็เป็นเรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวกับเรื่องของคำวินิจฉัยของศาล ถ้าเราไปวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล บ้านเมืองก็จะยุ่งยาก จึงขอให้แยกกันทำหน้าที่ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติให้ดี.

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองคือ คดีความของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อสังคมไทย ในเรื่องนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม และการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ

ความเห็นของวันนอร์ต่อคดี ม.112 ทักษิณ

นายวันนอร์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า คดีของนายทักษิณที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินคดีดังกล่าว การแสดงความเห็นของนายวันนอร์เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สภาผู้แทนราษฎรจะไม่เข้าไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม และจะเคารพการตัดสินใจของศาล

นอกจากนี้ นายวันนอร์ยังได้กล่าวถึงขั้นตอนของคดีว่า ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการต่อไป เนื่องจากเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น การกล่าวถึงขั้นตอนที่ยังเหลืออยู่เป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ด่วนสรุป และให้รอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

โดยสรุปแล้ว ท่าทีของนายวันนอร์ต่อคดี วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก ของนายทักษิณ คือ การเคารพกระบวนการยุติธรรม การแบ่งแยกอำนาจ และการรอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ท่าทีดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความเป็นกลาง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการของประชาธิปไตย

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก และยังเน้นย้ำว่าการที่นักการเมืองหรือบุคคลภายนอกเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลนั้น อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในบ้านเมืองได้ ดังนั้น จึงควรให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยฝ่ายนิติบัญญัติก็มุ่งเน้นไปที่การออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ความเห็นของนายวันนอร์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจของแต่ละฝ่าย การที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้ ย่อมมีผลต่อการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

ที่มา – “วันนอร์” ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

ทนายยัน! “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน

ทนายวิญญัติยืนยันหนักแน่น! วันที่ 9 กันยายนนี้ ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปฟังคำสั่งศาลฎีกาฯ ในคดีชั้น 14 ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน พร้อมลั่นไม่ให้ค่าข่าวลือที่ว่า “ทักษิณ” เตรียมหลบหนีออกนอกประเทศหลังฟังคำสั่ง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน (อ.1860/2567) ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีที่นายทักษิณเคยให้สัมภาษณ์สื่อทีวีเกาหลีใต้ในปี 2558 ซึ่งพาดพิงสถาบันกษัตริย์ โดยนายทักษิณได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในครั้งนั้น

ผลการพิจารณาคดีในครั้งนั้น ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง “นายทักษิณ ชินวัตร” ในคดี ม.112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

ทนายยืนยัน “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน

ล่าสุด นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมากล่าวถึงความคืบหน้าในคดี “ชั้น 14” ที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 9 กันยายน 2568 โดยยืนยันว่านาย “ทักษิณ” จะเดินทางไปฟังคำสั่งด้วยตนเองอย่างแน่นอน

ทำไมต้อง “คดีชั้น 14”?

คำว่า “คดีชั้น 14” นี้ เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคม ซึ่งหมายถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ทำให้เกิดข้อสงสัยและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ตามมา

ทนายวิญญัติยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาไม่ให้ความสำคัญกับข่าวลือที่ว่านายทักษิณอาจจะหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงคดี “ชั้น 14” นี้ โดยเน้นย้ำว่านายทักษิณพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกลับมาของนายทักษิณและการดำเนินคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ความสำคัญของวันที่ 9 กันยายน: วันที่ 9 กันยายนนี้จึงเป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นวันที่ศาลฎีกาฯ จะมีคำสั่งในคดี “ชั้น 14” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายและการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือท่าทีของกลุ่มต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายต่อต้านนายทักษิณ ซึ่งต่างก็จับจ้องไปยังผลการตัดสินในคดีนี้อย่างใจจดใจจ่อ

  • การตัดสินใจของศาลฎีกาฯ จะเป็นไปในทิศทางใด?
  • นายทักษิณจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่?
  • ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศจะเป็นอย่างไร?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคำตอบในวันที่ 9 กันยายนที่จะถึงนี้

การเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน: คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในยุคเปลี่ยนผ่าน

ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพกฎหมายและรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสงบสุขและมั่นคง การเดินทางกลับประเทศไทยของทักษิณ ชินวัตร และการดำเนินการทางกฎหมายที่ตามมา จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรติดตามอย่างใกล้ชิดและพิจารณาด้วยความรอบคอบ

ดังนั้นการที่ทนายออกมาย้ำว่า “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน จึงเป็นการดับกระแสข่าวลือต่างๆ และยืนยันความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ทนายยัน “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง ลั่นไม่ให้ค่าข่าวลือเตรียมเผ่นออกนอก

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ


“ภูมิธรรม” เผย “ทักษิณ” รอดคดี 112 ศาลอาญายกฟ้อง ถือเป็นข้อยุติ ย้ำ ไม่มีสัญญาณทางการเมือง มั่นใจสิ่งที่ทำไม่มีผิดกฎหมาย บอก ยังไม่ได้คุย “นายกฯ อิ๊งค์” หลังไปแจงศาลรัฐธรรมนูญปมคลิปเสียง

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีความผิดมาตรา 112 จะเป็นผลบวกต่อรัฐบาลหรือไม่ ว่า ตนเพิ่งทราบว่าพ้นเรื่องมาตรา 112 ไปแล้ว และศาลได้ยกฟ้องเพราะไม่มีข้อมูลที่เป็นจริงในการพิจารณา ดังนั้นถือเป็นข้อยุติ ศาลก็พิจารณาเป็นเรื่องๆ อย่าไปผูกโยงกัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หมายความว่าอย่าเอาคำพิพากษาของศาลมาผูกกับสัญญาณการเมืองใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า ไม่มีสัญญาณทางการเมืองหรอก แต่คือความเป็นจริง ที่ศาลพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนจะทำให้ขวัญกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยดีขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรมระบุว่า ขวัญและกำลังใจสมาชิกพรรคดีมาตลอด เพราะเรามั่นใจในสิ่งที่ทำว่าไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย

สำหรับคดีความต่างๆ ที่ผ่านมา รัฐบาลมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะอยู่จนครบวาระ นายภูมิธรรม ระบุ มั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ใจ และตั้งใจบริหารและทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารับอาสามาแล้ว เราจะทำให้ดีที่สุด อะไรที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาคดีความก็ขอให้ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้มีผลอะไรต่อเรา เพราะเรารู้ว่าศาลใช้ดุลยพินิจพิจารณาตามความยุติธรรมอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย เพราะเมื่อวาน (21 สิงหาคม 2568) ทำงานจนดึก วันนี้ก็ตื่นสายหน่อย เพราะตื่นเช้ามาหลายสัปดาห์แล้ว.

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

จากกรณีที่ศาลอาญายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในคดีความผิดมาตรา 112 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นข้อยุติแล้ว และไม่ควรนำไปเชื่อมโยงกับสัญญาณทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ท่าทีของภูมิธรรมต่อคดี 112 ของทักษิณ

นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่า ขวัญและกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังดีอยู่เสมอ เพราะมั่นใจในการกระทำที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายควรดำเนินไปตามความยุติธรรม

การที่ศาลยกฟ้องในคดี 112 ของนายทักษิณ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย หลายคนอาจมองว่านี่เป็นสัญญาณทางการเมืองบางอย่าง แต่ทางนายภูมิธรรมได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นเช่นนั้น

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ และไม่ต้องการให้มีการนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับการเมือง

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน โดยระบุว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากการชี้แจง

โดยสรุปแล้ว ภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการทางกฎหมาย และการที่ศาลได้พิจารณาคดี 112 ของนายทักษิณแล้วถือเป็นข้อยุติ และไม่ควรมีการนำเรื่องนี้ไปผูกโยงกับประเด็นทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และการตัดสินใจของศาลในคดีสำคัญต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกของประชาชน การที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างรอบด้าน ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ถือเป็นข้อยุติ ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 อย่าผูกโยงสัญญาณการเมือง

ทนายยื่นขอศาลเพิกถอนห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ก่อนหน้านี้ศาลได้มีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ล่าสุด ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เตรียมดำเนินการทางกฎหมายเพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยอ้างอิงจากผลของคดีล่าสุด

ทนายวิญญัติ ยันเตรียมยื่นเรื่องขอศาลเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

จากกรณีที่ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112) ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนายทักษิณได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าว

ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะยื่นเรื่องต่อศาลอาญา เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งห้าม **“ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** หลังจากที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีมาตรา 112 ไปก่อนหน้านี้

เหตุผลสำคัญที่ทนายวิญญัติเตรียมยื่นเรื่องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งห้ามนาย **“ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** นั้น มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ศาลอาญายกฟ้องคดีมาตรา 112 เนื่องจากหลักฐานไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้นำเข้าข้อมูล และไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงถึงนั้นคือพระมหากษัตริย์ ทำให้ไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ทำไมต้องขอเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

การที่ศาลยกฟ้องคดีมาตรา 112 ทำให้นายทักษิณไม่มีข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าวอีกต่อไป ดังนั้น การที่ยังมีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศอยู่ จึงอาจเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเดินทางของนายทักษิณโดยไม่จำเป็น ทนายวิญญัติจึงเห็นสมควรที่จะยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาทบทวนคำสั่งดังกล่าว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จะส่งผลต่อการเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณหรือไม่ เนื่องจากยังมีคดีความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณที่ยังไม่สิ้นสุด

การดำเนินการของทนายวิญญัติในครั้งนี้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของลูกความ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายความพึงกระทำ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าจะเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร และจะมีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างไรบ้าง การขอ**เพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ต้องจับตา

ที่มา – ทนายวิญญัติ ยันเตรียมยื่นเรื่องขอศาลเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

Scroll to top