คนละครึ่งพลัส

ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี 11 มิ.ย. นี้

ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี 11 มิ.ย. นี้

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้ออกมาเน้นย้ำถึงกำหนดการประชุมสำคัญในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ เพื่อพิจารณาการทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ทำให้พ่อแม่หลายคนเสียสิทธิ์ในการรับสวัสดิการจากภาครัฐครับ

สรุปประเด็นการประชุมเรื่อง บัตรคนจน

ในการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 11 มิถุนายน ทางกระทรวงการคลังจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาและหาทางออกให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากบุตรหลานนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนตัว โดยนายเอกนิติย้ำชัดเจนว่า การ ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี ครั้งนี้จะทำเพียงเกณฑ์เดียวเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือกระทบกับหลักเกณฑ์ด้านอื่น เช่น การถือครองที่ดินครับ

  • เป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจริงๆ
  • ปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ์ให้มีความแม่นยำและละเอียดขึ้น
  • เร่งประสานกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่ค้นหาผู้ตกหล่น

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องนี้? คำตอบคือ รัฐบาลได้รับเสียงสะท้อนจากสังคมว่า มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากที่ไม่ได้เงินสนับสนุนจากลูกจริงๆ แต่กลับต้องเสียสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี ซึ่งเรื่องนี้สร้างความเดือดร้อนพอสมควร การจัดประชุมเพื่อ ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี จึงถือเป็นความพยายามของภาครัฐที่ต้องการเยียวยาและเข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริงครับ

นอกเหนือจากเรื่องภาษีแล้ว นายเอกนิติยังได้ระบุด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรกว่า 13.2 ล้านคน ซึ่งลงทะเบียนตั้งแต่ปี 2565 ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการตรวจสอบให้ทันสมัย เพราะสภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป้าหมายของโครงการคือการช่วยเหลือคนที่ยากลำบากที่สุด ดังนั้นการคัดกรองที่เข้มข้นขึ้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ

สำหรับใครที่รอฟังผลการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ ทางเราจะคอยติดตามข่าวสารและนำมาอัปเดตให้ทุกคนทราบทันทีครับ หากใครที่มีปัญหาเรื่องการลงทะเบียนหรือถูกตัดสิทธิ์โดยไม่เป็นธรรม นี่คือสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลกำลังหันมามองความเป็นจริงของสังคมมากขึ้นครับ ส่วนตัวมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความใส่ใจต่อข้อร้องเรียนเช่นนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะหัวใจสำคัญของสวัสดิการรัฐควรจะถึงมือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จริงๆ ไม่ใช่แค่การยึดติดกับตัวเลขหรือเงื่อนไขทางบัญชีเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “เอกนิติ” ย้ำ 11 มิ.ย. ทบทวน “บัตรคนจน” เกณฑ์เดียว ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษี

แห่ใช้สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส ซื้อตั๋ว บขส. คึกคัก

ช่วงนี้ใครที่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนาต้องไม่พลาด เพราะกระแสการแห่ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว บขส. คึกคักเป็นอย่างมาก หลังจากที่รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดย บขส. เผยว่าเพียงแค่ 8 วันแรกของการเปิดโครงการ ก็มีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาใช้สิทธิแล้วเกือบ 2,000 คนเลยทีเดียว

แห่ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว บขส. คึกคัก ใครยังไม่ใช้ รีบเช็กเงื่อนไขด่วน

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า โครงการนี้ถือว่าตอบโจทย์ชีวิตคนเดินทางอย่างมาก เพราะรัฐบาลช่วยซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายให้ถึง 60% ในขณะที่เราจ่ายเพียง 40% เท่านั้น ทำให้การเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะกลายเป็นเรื่องที่ประหยัดขึ้นมากจริงๆ สำหรับใครที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ อย่ารอช้าครับ เพราะการที่คนแห่ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว บขส. คึกคักขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้มีประโยชน์และเข้าถึงหัวใจคนเดินทางได้จริงครับ

รายละเอียดการใช้สิทธิ์และเงื่อนไขที่คุณต้องรู้

สำหรับเงื่อนไขการใช้สิทธิโครงการดังกล่าวนั้นไม่ยากอย่างที่คิด คุณสามารถทำผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ได้ง่ายๆ ที่ช่องจำหน่ายตั๋ว บขส. ทั่วประเทศกว่า 139 แห่ง ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 อย่าลืมเช็กเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนใช้งาน:

  • คุณได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุด 200 บาทต่อวัน หากค่าตั๋วเกินกว่านั้นต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มด้วยตัวเอง
  • สามารถใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดสมาชิก BKS Member (5-10%) ได้ด้วยนะ เพิ่มความคุ้มค่าเข้าไปอีก
  • ต้องจำไว้ว่า หากซื้อตั๋วด้วยสิทธินี้แล้ว ทาง บขส. จะไม่สามารถคืนตั๋วได้ในทุกกรณี
  • สำหรับการซื้อตั๋วให้ผู้อื่น ต้องแจ้งชื่อและเลขบัตรประชาชนตัวจริงของคนเดินทางให้ชัดเจนตั้งแต่วันที่ซื้อ

โครงการนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะได้ในราคาที่เบากระเป๋ามากขึ้น ไม่ว่าจะเดินทางกลับไปหาครอบครัวหรือออกไปพักผ่อนหย่อนใจ นับว่าเป็นมาตรการที่น่าชื่นชมครับ ใครที่สงสัยหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถกริ๊งกร๊างไปได้ที่เบอร์ 0-2936-3660 หรือดูรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ของ บขส. ได้เลยครับ หวังว่าทุกคนจะใช้ความคุ้มค่าจากโครงการนี้กันอย่างเต็มที่นะครับ!

ที่มา – แห่ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว บขส. คึกคัก ใครยังไม่ใช้ รีบเช็กเงื่อนไขด่วน

เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการพูดถึงสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กับกรณีที่ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี จนส่งผลกระทบทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ช่วยเหลือจากรัฐ ล่าสุด คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาไขข้อข้องใจและชี้แจงประเด็น เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง

สรุปประเด็น เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการคัดกรองผู้มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการให้เป็นผู้ที่เดือดร้อนและขัดสนจริงๆ เท่านั้น โดยที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ถือบัตรกว่า 13.2 ล้านคน ซึ่งมีทั้งผู้ที่เดือดร้อนจริงและผู้ที่อาจจะไม่ได้เดือดร้อนแต่ยังคงใช้สิทธิ์อยู่ ส่งผลให้เกิดข้อร้องเรียนมากมายว่ามีคนตกหล่นจากการสำรวจ

นายเอกนิติกล่าวว่า ในประเด็นเรื่องลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีโดยที่พ่อแม่ไม่ได้รับรู้ หรือไม่มีการดูแลจริงนั้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้รับสั่งการจากท่านนายกรัฐมนตรีให้รีบดำเนินการทบทวนด่วนที่สุด ทว่าสำหรับการยื่นภาษีในปีนี้ถือว่าไม่ทันการณ์ เนื่องจากกระบวนการทางภาษีได้เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงจะเริ่มจัดระเบียบใหม่สำหรับปีหน้าเป็นต้นไป

  • รัฐบาลเน้นความเป็นธรรมให้ผู้มีรายได้น้อยตัวจริง
  • เตรียมปรับปรุงเกณฑ์การคัดกรองเพื่อไม่ให้เกิดการแอบอ้างสิทธิ์
  • ผู้ที่ตกหล่นสามารถลงทะเบียนในโครงการเสริมอื่นๆ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับบรรดาผู้ที่พลาดสิทธิ์หรือถูกตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้ รัฐบาลยังมีทางเลือกให้ไปใช้สิทธิ์ในโครงการอื่น เช่น ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเปิดให้เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความช่วยเหลือจะไปถึงมือผู้ที่ต้องการที่สุดจริงๆ

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าว แนะนำให้คอยติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังต่อไปครับ เพราะรัฐบาลยืนยันแล้วว่าพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากสังคมเพื่อปรับแก้ไขหลักเกณฑ์ให้มีความยุติธรรมต่อนามสกุลคนไทยทุกครอบครัว

ที่มา – “เอกนิติ” ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่ แจงปีนี้ไม่ทันเหตุยื่นภาษีไปแล้ว

จี้ ก.คลัง แจง ปมพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ บัตรคนจน เหตุลูกลดหย่อนภาษี

จี้ ก.คลัง แจง ปมพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ บัตรคนจน เหตุลูกลดหย่อนภาษี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรียกกันติดปากว่า บัตรคนจน ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องการตัดสิทธิ์พ่อแม่หากลูกนำไปใช้ยื่นลดหย่อนภาษี โดยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กระทรวงการคลังเร่งชี้แจงความชัดเจนในเรื่องนี้โดยด่วน

นายชัยวัฒน์มองว่า จี้ ก.คลัง แจง ปมพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ บัตรคนจน เหตุลูกลดหย่อนภาษี เป็นเรื่องที่มีตรรกะไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากการที่ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีตามสิทธิทางกฎหมาย ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อแม่ซึ่งอาจไม่มีรายได้จริงต้องถูกตัดสิทธิ์สวัสดิการของรัฐ ดังนั้น กระทรวงการคลังในฐานะผู้ออกนโยบายหลัก จึงจำเป็นต้องเข้ามาชี้แจงว่าใช้ตรรกะใดในการพิจารณา เพื่อให้เกิดความชัดเจนและยุติธรรมแก่ผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง

มุมมองต่อการปรับปรุงเกณฑ์และทางออกของ จี้ ก.คลัง แจง ปมพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ บัตรคนจน เหตุลูกลดหย่อนภาษี

นอกจากประเด็นเรื่องการจัดสิทธิ์แล้ว นายชัยวัฒน์ยังให้มุมมองเชิงนโยบายเศรษฐกิจที่น่าสนใจ โดยมองว่าแทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการคัดกรองคนออก รัฐบาลควรหันมาเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งเขามีนโยบายที่โดดเด่นดังนี้:

  • หวย SME กทม.: เป็นการนำโมเดลความสำเร็จจากประเทศไต้หวันมาปรับใช้ โดยทุกการซื้อสินค้า 20 บาท ร้านค้า SME จะมีสิทธิลุ้นรางวัลเงินสด เพื่อจูงใจให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอย
  • กระจายรายได้สู่ฐานราก: เน้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับชุมชน ผ่านการดึงดูดให้ประชาชนเข้ามาอุดหนุนร้านค้า SME ในรูปแบบที่สนุกและเข้าถึงง่าย
  • การต่อยอดโครงการเดิม: ต่อยอดแนวคิดจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับชาวกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องเฝ้าดูท่าทีจากทางกระทรวงการคลังว่าจะมีการตอบรับอย่างไรต่อเสียงสะท้อนนี้ การปรับปรุงฐานข้อมูลให้ทันสมัยและสมเหตุสมผลถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายสวัสดิการที่ดี หากนโยบายภาครัฐยังคงทิ้งคนเปราะบางไว้ข้างหลังเพียงเพราะเงื่อนไขทางบัญชีที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนอย่างแน่นอน

คุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การใช้เกณฑ์ลดหย่อนภาษีมาเป็นตัวตัดสิทธิ์คนในครอบครัวเป็นเรื่องที่ยุติธรรมแล้วหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องปรับปรุงกติกาให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากกว่าระบบตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ที่มา – จี้ ก.คลัง แจง ปมพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ “บัตรคนจน” เหตุลูกยื่นลดหย่อนภาษี

เจาะลึกโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ยอดใช้จ่ายสนั่นเกิน 1.4 หมื่นล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ นั่นก็คือ ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งล่าสุดมียอดการใช้จ่ายสะสมทะลุหลัก 14,099 ล้านบาทไปเป็นที่เรียบร้อย บอกเลยว่ากระแสตอบรับดีเกินคาดจริงๆ ครับ

สรุปภาพรวมความสำเร็จของโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส

จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการคลัง โครงการไทยช่วยไทยพลัส ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยหมุนเวียนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรากหญ้าได้เป็นอย่างดี โดยมีประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 26 ล้านราย สะท้อนให้เห็นว่านโยบายนี้สามารถตอบโจทย์การลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนได้ตรงจุด

ตัวเลขที่น่าสนใจจากโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส

  • มียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 14,099.82 ล้านบาท
  • มีประชาชนที่ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้ว จำนวน 1.4 แสนราย
  • ร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมโครงการเกือบ 1 ล้านร้านค้า

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงร้านค้าชุมชนทั่วประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว เพราะเงินทุกบาทที่ไหลเวียนในระบบนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ค้าและเพิ่มกำลังซื้อให้กับคนตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างแท้จริง

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะรัฐบาลกำลังเตรียมยกระดับความสะดวกในการใช้จ่ายด้วยการเปิดให้ใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นครับ

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงเงินสนับสนุนชั่วคราว แต่เป็นการสร้างฐานให้กับร้านค้าท้องถิ่น ให้คุ้นเคยกับการทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการทำมาค้าขายในอนาคต หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ใช้สิทธิแล้ว อย่าลืมสนับสนุนร้านค้าในชุมชนใกล้บ้านกันเยอะๆ นะครับ เพราะการกินใช้ในร้านค้ารายย่อยคือหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจบ้านเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน คนใช้ครบ 1,000 บาทแล้ว 1.4 แสนราย

ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตรวจสอบดูแลผู้บริโภคในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างย่านห้วยขวางมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุด ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องการใช้เงินตราต่างประเทศจ่ายค่าอาหารในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่

ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา

คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นร้อนนี้ โดยระบุว่าทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ประสานให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในย่านห้วยขวางทันที เพื่อให้มั่นใจว่าการทำธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการรับชำระเงินที่ต้องเป็นไปตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ

มาตรการดูแลร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับโครงการรัฐที่หลายคนให้ความสนใจอย่าง ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา นั้น ทางรัฐบาลเน้นย้ำว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 99% ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และไม่มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด

  • พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่มีความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค
  • กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลเรื่องการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน
  • หากพบการเอาเปรียบ ประชาชนสามารถแจ้งสายด่วนกระทรวงพาณิชย์ได้ทันที

รัฐมนตรีศุภมาสยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังไม่พบการร้องเรียนในวงกว้างในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ยอดขายร้านค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมา การที่มีกระแสข่าวออกมาบ้างนั้น หลายครั้งเกิดจากการคาดการณ์ล่วงหน้ามากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ครับ

ในมุมมองของเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสครับ การที่ภาครัฐออกมาตรวจตราถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและคนไทยด้วยกันเอง หากเพื่อนๆ ท่านใดพบเห็นร้านค้าที่ไม่ติดป้ายราคา หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สามารถช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสได้ เพื่อให้สังคมการค้าของเราเป็นธรรมและน่าอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ส่ง สคบ. ลงตรวจห้วยขวาง ปมร้านค้ารับเฉพาะเงินหยวน มั่นใจร้านไทยช่วยไทยพลัส ไม่ขึ้นราคา

ไทยช่วยไทย ดัน SME และ OTOP สู่ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ

เชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีทองของผู้ประกอบการรายย่อยอย่างแท้จริง เพราะล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าโครงการสุดปังอย่าง ไทยช่วยไทย ดัน SME และ OTOP สู่ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ยุคดิจิทัลที่ใครๆ ก็ช้อปปิ้งผ่านหน้าจอกันทั้งนั้น งานนี้มีการผนึกกำลังจาก 3 หน่วยงานใหญ่ ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงพาณิชย์ และไปรษณีย์ไทย เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้สินค้าชุมชนของเราได้ไปไกลระดับประเทศ

ไทยช่วยไทย ดัน SME และ OTOP สู่ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ

โครงการนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่จัดเต็มมาตรการช่วยเหลือแบบครบวงจรผ่านแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงเกินไป โดยความน่าสนใจของโครงการนี้มีดังนี้ครับ:

  • ยกเว้นค่า GP: ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ลดต้นทุนได้มหาศาล มีกำไรเหลือไปพัฒนาธุรกิจต่อ
  • ส่วนลดเพื่อผู้บริโภค: รัฐบาลแจกโค้ดส่วนลด 100 บาท เมื่อมียอดซื้อครบ 200 บาท ช่วยกระตุ้นยอดขายแบบเห็นผลจริง
  • ค่าส่งสุดถูก: ไปรษณีย์ไทยจัดโปรส่งสินค้าเริ่มต้นเพียง 20 บาท และยังมีคูปองส่งฟรีให้อีกด้วย

ทำไมโครงการไทยช่วยไทย ดัน SME และ OTOP สู่ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ ถึงน่าสนใจ?

สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือการดึง Influencer เข้ามาช่วยรีวิวและจัดไลฟ์สดขายสินค้าครับ วิธีนี้จะทำให้คนไทยได้เห็นเสน่ห์ของสินค้า OTOP มากขึ้น และเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ให้กับ SME ที่อาจจะยังไม่ถนัดเรื่องการทำการตลาดดิจิทัล ซึ่งถือว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาของพี่น้องชาวไทยได้ตรงจุดจริงๆ

ผมมองว่านี่คือโอกาสทองที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาด เพราะการมีแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถืออย่าง ThailandPostMart มาเป็นตัวช่วย จะสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อได้มากกว่าการขายผ่านหน้าเพจส่วนตัวเพียงอย่างเดียว การร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างสมดุลให้กับเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ SME หรือมีสินค้า OTOP อย่าลืมเข้าไปศึกษาข้อมูลและสมัครเข้าร่วมโครงการกันนะครับ นี่คือโอกาสที่คุณจะได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และพาธุรกิจเข้าสู่โลกออนไลน์แบบมืออาชีพ สู้ๆ ไปด้วยกันครับกับเศรษฐกิจไทย!

ที่มา – รัฐบาลเดินหน้า ไทยช่วยไทย ดัน SME และ OTOP สู่ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ

นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด

นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่ตลาดสดอยู่ไม่น้อย เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยจริงและติดตามความคืบหน้าของโครงการ นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด ซึ่งถือเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

จากการลงพื้นที่ตลาดศรีย่าน นายกรัฐมนตรีได้เห็นภาพความคึกคักของการจับจ่ายใช้สอย พี่น้องประชาชนต่างให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยมในการใช้สิทธิผ่านโครงการ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านก๋วยเตี๋ยวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงร้านของชำ ร้านผลไม้ และกิจการขนาดเล็กทั่วทุกมุมเมือง การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่มือประชาชนโดยตรง

เสียงสะท้อนจากประชาชนเมื่อ นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด

เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกของประชาชน นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เสียงสะท้อนที่ได้รับกลับมาส่วนใหญ่คือ “ขออย่าได้หยุด” เพราะโครงการนี้ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าครองชีพได้จริง ทำให้นายกฯ ถึงกับลั่นวาจาว่ารัฐบาลจะต้อง “หาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ” เพื่อนำโครงการดีๆ มาสนับสนุนคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ต่อเนื่องไม่ขาดตอน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้กำหนดแนวทางในการดำเนินนโยบายในอนาคต ดังนี้:

  • การหมุนเวียนเศรษฐกิจ: เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงระบบเพื่อรับสิทธิได้อย่างทั่วถึง
  • การรับฟังความเห็น: พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของชาวบ้าน
  • การประชาสัมพันธ์: ปรับกลยุทธ์ให้เข้าถึงผู้ที่ยังไม่ทราบวิธีใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหลักเกณฑ์การลดหย่อนภาษีนั้น นายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเปิดใจรับฟังทุกความคิดเห็นและยินดีที่จะแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างเป็นธรรมที่สุด โดยจะไม่มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์กะทันหันในรอบปัจจุบัน แต่จะนำข้อผิดพลาดหรือสิ่งที่คาดไม่ถึงไปปรับปรุงพัฒนาในโครงการต่อๆ ไป

โดยสรุปแล้ว การทำงานของรัฐบาลในชุดนี้เน้นไปที่การเอาใจใส่ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชน หากนโยบายใดได้รับเสียงตอบรับที่ดี ก็มีแนวโน้มที่จะต่อยอดและเพิ่มมาตรการใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้นำให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่จริงเพื่อฟังคำตอบจากปากของชาวบ้านโดยตรง ทั้งนี้ เชื่อว่าในอนาคตเราจะได้เห็นมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนรายได้ในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนให้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – นายกฯ ปลื้ม กระแสไทยช่วยไทยพลัส คึกคัก ชาวบ้านขออย่าหยุด ลั่นต้องหาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ

เตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด ผิดฐานฉ้อโกง

เตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด ผิดฐานฉ้อโกง

ในช่วงที่โครงการของรัฐออกมาเพื่อช่วยเหลือปากท้องพี่น้องประชาชนอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” หลายคนคงกำลังได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย แต่ทราบหรือไม่ว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้คุณติดคุกได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการนำสิทธิไปเปลี่ยนเป็นเงินสด ซึ่งทางภาครัฐได้ออกมาเตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายร้ายแรง

การแลกสิทธิเป็นเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริงนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการผิดเงื่อนไขโครงการเพียงอย่างเดียว แต่ความผิดในครั้งนี้ร้ายแรงถึงขั้นถูกดำเนินคดีอาญาภายใต้ฐานความผิดฉ้อโกง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 3 ปี หรือปรับสูงสุด 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 341 เลยทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นร้านค้าหน้าใหม่หรือประชาชนทั่วไป ต้องระวังให้ดีอย่าหลงเชื่อคำชักชวนของมิจฉาชีพที่อาจโพสต์เชิญชวนในโซเชียลมีเดีย

กฎเหล็กที่ต้องรู้ก่อนพลาดติดคุกจากการแลกเปลี่ยนสิทธิ

ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นสำคัญ? เพราะรัฐบาลต้องการให้เงินช่วยเหลือตกถึงมือประชาชนและกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยจริงๆ การที่ร้านค้าและประชาชนแอบดีลกันเพื่อแปลงสิทธิเป็นเงินสด จึงถือเป็นการทุจริตที่ทำลายกลไกของโครงการ เตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด จึงเป็นสิ่งที่ต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบการกระทำความผิด มาตรการขั้นเด็ดขาดที่รัฐจะดำเนินการมีดังนี้:

  • ระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าที่กระทำผิดทันที
  • ระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการรัฐอื่นๆ ทั้งหมดของบุคคลนั้น
  • ต้องชดใช้เงินคืนให้แก่รัฐเต็มจำนวน
  • ส่งรายชื่อผู้โพสต์เชิญชวนให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดี

โครงการนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยให้พี่น้องคนไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจและภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยรัฐช่วยจ่ายให้ถึง 60% และประชาชนช่วยสมทบเองเพียง 40% หากนำสิทธิมาทำผิดวัตถุประสงค์ นอกจากจะเสียโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือในอนาคตแล้ว ยังอาจต้องเสียประวัติอาชญากรรมอีกด้วย

หากคุณพบเห็นพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริต หรือพบการโกงในโครงการ เตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมค้าภายใน 1569 หรือติดต่อกระทรวงการคลังและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเป็นหูเป็นตาถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โครงการของรัฐดำเนินต่อไปได้อย่างโปร่งใสและยั่งยืน พวกเราต้องช่วยกันรักษาโอกาสเหล่านี้ไว้ให้คนไทยทุกคน แทนที่จะกระทำผิดเพื่อหวังเงินสดเพียงช่วงสั้นๆ ครับ

ที่มา – เตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด ผิดฐานฉ้อโกง คุก 3 ปี ปรับ 6 หมื่น

Scroll to top