คนหาย

พบแล้ว ปู่-หลาน หลงป่าเชียงม่วน จ.พะเยา นาน 7 วัน

พบแล้ว ปู่-หลาน หลงป่าเชียงม่วน จ.พะเยา นาน 7 วัน

ข่าวดีที่หลายคนรอคอย เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่และทีมกู้ภัยสามารถช่วยเหลือ พบแล้ว ปู่-หลาน หลงป่าเชียงม่วน จ.พะเยา นาน 7 วัน หลังจากทั้งคู่ได้เข้าป่าไปหาเห็ดแล้วเกิดพลัดหลงจนขาดการติดต่อไปนานเกือบสัปดาห์ ท่ามกลางความห่วงใยของคนในครอบครัวและชาวบ้านในพื้นที่

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลเชียงม่วน จังหวัดพะเยา โดย นายนัก คำลือ อายุ 74 ปี และ นายราเมศร์ จันแดง อายุ 20 ปี ได้พากันเข้าป่าจนหลงทิศทาง เจ้าหน้าที่ใช้เวลาค้นหาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง พบแล้ว ปู่-หลาน หลงป่าเชียงม่วน จ.พะเยา นาน 7 วัน ในสภาพที่อ่อนเพลียอย่างหนักจากการขาดน้ำและอาหาร แต่โชคยังดีที่ทั้งสองยังมีสติครบถ้วน

รายละเอียดการช่วยเหลือจากทีมกู้ภัย

ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ ศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาฯ ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง และชาวบ้านออกค้นหาทุกตารางนิ้ว จนกระทั่งในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ก็ได้รับข่าวดีว่ามีการ พบแล้ว ปู่-หลาน หลงป่าเชียงม่วน จ.พะเยา นาน 7 วัน โดยทีมแพทย์และกู้ชีพจากโรงพยาบาลเชียงม่วนได้เร่งทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและให้สารน้ำทดแทนก่อนนำส่งโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก คือสภาพป่าที่ลึกและซับซ้อน แต่ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทำให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

  • ประเมินสุขภาพ: ทีมแพทย์ตรวจร่างกายอย่างละเอียด พบว่ามีอาการขาดน้ำ
  • การพักฟื้น: ทั้งคู่ต้องได้รับการฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังจากผ่านเหตุการณ์ตึงเครียดมาหลายวัน
  • การป้องกัน: ควรพกอุปกรณ์สื่อสารและแจ้งคนในครอบครัวทุกครั้งก่อนเข้าป่า

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับนักหาของป่าและชาวบ้านที่ต้องเข้าพื้นที่ป่าลึก ควรมีการเตรียมตัวให้พร้อมเสมอเพื่อป้องกันการพลัดหลง เพราะในสถานการณ์คับขัน ทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิตเสมอ ขอเป็นกำลังใจให้ทั้งสองท่านหายเป็นปกติโดยเร็วครับ

ที่มา – พบแล้ว “ปู่-หลาน” หลงป่าเชียงม่วน จ.พะเยา นาน 7 วัน พบอ่อนเพลียจากการขาดน้ำ

“เต้ ดราก้อนไฟว์”หายตัวจากบ้าน พบเป็นศพลอยน้ำบริเวณสะพานพระราม 7

เชื่อว่าแฟนเพลงยุค 2000s หลายคนคงคุ้นชื่อของบอยแบนด์ดังอย่างวง Dragon5 เป็นอย่างดี แต่วันนี้มีข่าวเศร้าที่ทำเอาหลายคนตกใจ เมื่อมีการยืนยันการเสียชีวิตของอดีตสมาชิกวง “เต้ ดราก้อนไฟว์”หายตัวจากบ้าน พบเป็นศพลอยน้ำบริเวณสะพานพระราม 7 สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวและแฟนคลับเป็นอย่างมาก

“เต้ ดราก้อนไฟว์”หายตัวจากบ้าน พบเป็นศพลอยน้ำบริเวณสะพานพระราม 7

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่มีการประกาศตามหาตัวคุณเต้ ธามัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ เต้ ดราก้อนไฟว์ หลังจากได้หายตัวไปจากหมู่บ้านย่านบางกรวย จังหวัดนนทบุรี โดยภาพล่าสุดคือการปั่นจักรยานออกจากบ้านไป ทำให้ครอบครัวและเพื่อนฝูงต่างพากันประกาศขอความช่วยเหลือผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อติดตามหาตัวโดยเร็วที่สุด

สรุปเหตุการณ์ “เต้ ดราก้อนไฟว์”หายตัวจากบ้าน พบเป็นศพลอยน้ำบริเวณสะพานพระราม 7

กระทั่งในช่วงบ่ายของวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่กู้ภัยและฝ่ายปฏิบัติการพิเศษทางน้ำได้รับแจ้งเหตุพบศพลอยน้ำบริเวณใต้สะพานพระราม 7 ซึ่งจากการเข้าตรวจสอบและนำร่างขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่ได้ยืนยันอัตลักษณ์บุคคลว่าผู้เสียชีวิตคือคุณเต้ อดีตสมาชิกบอยแบนด์ชื่อดัง โดยพบว่าในขณะเกิดเหตุผู้เสียชีวิตยังคงสะพายกระเป๋าติดตัวอยู่

รายละเอียดเบื้องต้นมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผู้เสียชีวิตคือคุณเต้ ธามัน เต้พันธ์ อดีตสมาชิกวง Dragon5
  • หายตัวไปหลังจากปั่นจักรยานออกจากบ้านพักในเขตบางกรวย
  • เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบศพลอยน้ำบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้สะพานพระราม 7
  • สภาพศพเบื้องต้นยังคงมีกระเป๋าสะพายติดตัวอยู่

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานและชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงยุค 2000s เลยทีเดียว เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวเต้ ดราก้อนไฟว์ และขอให้ดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับไปสู่สุคติในภพภูมิที่ดีนะครับ

ที่มา – “เต้ ดราก้อนไฟว์”หายตัวจากบ้าน พบเป็นศพลอยน้ำบริเวณสะพานพระราม 7

พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์

พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์ เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในญี่ปุ่น ทำให้สวนสัตว์ชื่อดังต้องปิดตัวชั่วคราว สร้างความตกใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเมือง

พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 สวนสัตว์อาซาฮิยามะ ในเมืองอาซาฮิกาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสวนสัตว์ยอดนิยมที่สุดของญี่ปุ่น ยังคงปิดให้บริการอยู่ เนื่องจากตำรวจกำลังเร่งค้นหาศพของหญิงสาวที่หายตัวไป โดยสามีของเธอซึ่งเป็นพนักงานสวนสัตว์สารภาพว่าได้นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์ที่ใช้กำจัดซากสัตว์ตายปกติ

นักข่าวจาก BBC, The Japan Times และ The Asahi Shimbun รายงานตรงกันว่า ชายคนนี้รับสารภาพต่อตำรวจหลังถูกสอบสวนเรื่องการหายตัวไปของภรรยา ภรรยาของเขาหายตัวไปตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม แต่ตำรวจเพิ่งได้รับแจ้งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จากเพื่อนของเธอ

รายละเอียดเหตุการณ์พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์

ตามรายงานของ Hokkaido Television Broadcasting ชายรายนี้ให้ปากคำด้วยความสมัครใจเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยบอกว่า “นำศพไปทิ้งในเตาเผาขยะของสวนสัตว์และเผาเป็นเวลาหลายชั่วโมง” ผู้ต้องสงสัยเป็นชายวัย 30 ปีต้นๆ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าภรรยาเสียชีวิตอย่างไร และเขาเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรมหรือไม่

สวนสัตว์อาซาฮิยามะเปิดครั้งแรกปี 2510 มีจุดเด่นในการจัดแสดงสัตว์แบบไม่ซ้ำใคร ทำให้ได้รับความนิยมสูง นักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน แต่ปีนี้ต้องปิดต่อเนื่องจนถึง 1 พฤษภาคมอย่างน้อย

นายฮิโรสุเกะ อิมาซุ นายกเทศมนตรีเมืองอาซาฮิกาวะ กล่าวในแถลงข่าวว่า “สถานการณ์นี้เป็นวิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กังวลใจมาก แต่เราจะเตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด”

ผลกระทบต่อสวนสัตว์และชุมชน

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงทำให้สวนสัตว์ปิด แต่ยังกระทบภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต สวนสัตว์แห่งนี้มีสัตว์น่ารักมากมาย เช่น เพนกวิน หมีแพนด้าแดง ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ การปิดตัวกระทบรายได้และชื่อเสียงอย่างหนัก

  • สวนสัตว์ปิดชั่วคราว ส่งผลต่อฤดูท่องเที่ยว
  • ตำรวจค้นหาศพในเตาเผาและพื้นที่ใกล้เคียง
  • ชุมชนท้องถิ่นช็อกกับเหตุการณ์สุดพิลึก

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาวิเคราะห์ว่า อาจเกิดจากปัญหาครอบครัวหรือความเครียดในการทำงาน แต่ต้องรอผลสอบสวน

ความนิยมของสวนสัตว์อาซาฮิยามะ

สวนสัตว์นี้มีผู้เยี่ยมชมปีละหลายล้านคน จุดเด่นคือการให้สัตว์เคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่กรงแคบๆ ทำให้เป็นต้นแบบสวนสัตว์สมัยใหม่ เหตุการณ์พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์ จึงยิ่งน่าเศร้าเพราะทำลายภาพลักษณ์

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เตือนใจให้เราดูแลสุขภาพจิต และให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น สวนสัตว์ควรมีมาตรการตรวจสอบพนักงานเข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันปัญหา

หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – พนักงานสวนสัตว์ญี่ปุ่น นำศพภรรยาไปเผาในเตาเผาซากสัตว์

ฆ่าหั่นศพหนุ่มต่างชาติ ฝังดินบางละมุง ปมแค้นหนี้

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในพื้นที่บางละมุง เมื่อพบศพหนุ่มต่างชาติถูกฆ่าหั่นศพหนุ่มต่างชาติ ฝังดินในพื้นที่บางละมุง คาดปมแค้นไม่จ่ายหนี้ อย่างโหดร้าย คดีนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ชาวชลบุรีและนักท่องเที่ยวต่างหวาดกลัว หนุ่มรัสเซียรายนี้หายตัวไปนานกว่า 20 วัน ก่อนตำรวจจะค้นพบร่างที่ถูกแยกชิ้นส่วนฝังซ่อนไว้หลายจุด ปมการสังหารเชื่อมโยงกับหนี้สินมหาศาลกว่า 3 ล้านบาท

ฆ่าหั่นศพหนุ่มต่างชาติ ฝังดินในพื้นที่บางละมุง คาดปมแค้นไม่จ่ายหนี้

คดีฆ่าหั่นศพหนุ่มต่างชาติ ฝังดินในพื้นที่บางละมุง คาดปมแค้นไม่จ่ายหนี้ เริ่มต้นจากนายมิคาอิล เอเมเลียนอฟ อายุ 30 ปี สัญชาติรัสเซีย ที่หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2569 แม่ของเขา นางโอลก้า ลาซาเบนโก้ อายุ 51 ปี บินตรงจากรัสเซียมาแจ้งความที่ สภ.หนองปรือ เพราะกังวลลูกชายตกอยู่ในอันตราย ก่อนหน้านั้น ลูกชายถูกเพื่อนชาวรัสเซียข่มขู่ผ่านแชท เรียกร้องหนี้ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.7 ล้านบาท โดยขู่ว่าถ้าไม่จ่ายจะเอาชีวิตและขายอวัยวะ

การสืบสวนและการพบศพ

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. ชุดสืบสวนนำโดย พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผกก.สภ.หนองปรือ และ พ.ต.อ.ภาสกร ไพจิตต์ ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชลบุรี ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและแกะรอย จนนำไปสู่ที่ดินรกร้าง 10 ไร่ ในซอยพัฒนาการ 4 หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบศพถูกหั่นแยกชิ้นส่วนฝังดิน 5 จุด ห่างกัน 1-2 เมตร บางชิ้นห่อถุงดำ บางชิ้นห่อเสื้อผ้าที่ตรงกับชุดสุดท้ายของผู้ตาย คือเสื้อคอกลมสีดำและกางเกงขายาวสีเขียวอ่อน

พล.ต.ต.พงษ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี นำทีมพิสูจน์หลักฐานและแพทย์เวรลงพื้นที่ชันสูตร เบื้องต้นยืนยันเป็นนายมิคาอิล หลังหายตัวไป 23 วัน การฝังศพแบบนี้แสดงถึงความโหดเหี้ยมของผู้ก่อเหตุ

  • จุดฝังศพทั้ง 5 จุด ริมบ่อน้ำในที่ดินรกร้าง
  • ชิ้นส่วนห่อถุงดำและเสื้อผ้า
  • เสื้อผ้าตรงกับกล้องวงจรปิดวันสุดท้าย
  • ปมหนี้ 120,000 USD จากแชทข่มขู่

ผู้ต้องสงสัยและปมเบื้องหลัง

ตำรวจสืบสวนจังหวัดชลบุรี จับผู้ต้องสงสัยชาวต่างชาติได้ในกรุงเทพฯ แล้ว กำลังสอบสวน ปมหลักคือฆ่าหั่นศพหนุ่มต่างชาติ ฝังดินในพื้นที่บางละมุง คาดปมแค้นไม่จ่ายหนี้ จากหนี้ที่ค้างชำระ ชาวต่างชาติในพัทยาและบางละมุงมักมีปัญหาแบบนี้เพราะธุรกิจสีเทา การฆ่าโหดเช่นนี้เตือนถึงอันตรายของหนี้สินในชุมชนต่างชาติ

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างชลบุรี ที่มีชาวต่างชาตินักลงทุนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก บางละมุงซึ่งเป็นย่านพัทยาใกล้เคียง มักเกิดคดีรุนแรงจากปมธุรกิจและหนี้สิน ตำรวจเพิ่มมาตรการตรวจสอบกล้อง CCTV และลาดตระเวนเพื่อป้องกัน

นอกจากนี้ คดีนี้ยังโยงใยกับปัญหาชาวต่างชาติที่เข้ามาในไทยเพื่อหลบหนีหรือทำธุรกิจผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้มงวดมากขึ้น

สรุปแล้ว คดีฆ่าหั่นศพนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาหนี้สินสามารถนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้ หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบสิ่งผิดปกติในพื้นที่ โปรดแจ้งตำรวจทันที เพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเหตุการณ์ร้อนในชลบุรีได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยสังคม!

ที่มา – ฆ่าหั่นศพหนุ่มต่างชาติ ฝังดินในพื้นที่บางละมุง คาดปมแค้นไม่จ่ายหนี้

พิรุธ! สาวหายตัวปริศนาที่ลาว อดีตผัวกลับอเมริกา

เรื่องราวสุดสะเทือนใจ! ครอบครัวออกมาเปิดเผยถึงความผิดปกติ กรณีสาวไทยเชื้อสายม้ง หายตัวปริศนาที่ลาว หลังเดินทางไปเที่ยวกับอดีตสามีชาวอเมริกัน ซึ่งขณะนี้ได้เดินทางกลับสหรัฐอเมริกาไปแล้ว ลูกชายเผยแม่เคยสั่งเสียไว้ หากเกิดอะไรขึ้น คนร้ายมีเพียงคนเดียวเท่านั้น

จากกรณีการหายตัวไปอย่างลึกลับของ น.ส.ทัศนีย์ แซ่ลี สาวไทยวัย 45 ปี จากเพชรบูรณ์ ที่ได้เดินทางไปเที่ยวประเทศลาวกับอดีตสามีในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ครอบครัวเป็นกังวลอย่างมาก

นายวิญญู มงคลคีรีโรจน์ ลูกชายของ น.ส.ทัศนีย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า แม่ของตนได้หย่าร้างกับพ่อ ก่อนที่จะพบรักกับนายจอร์จ ชาวม้งอเมริกัน ที่เดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยเมื่อปี 2554 ทั้งคู่ได้แต่งงานกันตามประเพณีม้งในปี 2557 และมีลูกสาวด้วยกัน ปัจจุบันอายุ 13 ปี โดยนายจอร์จจะเดินทางไปมาระหว่างอเมริกาและไทย ปีละ 2-3 ครั้ง

นายวิญญูเล่าต่อว่า นายจอร์จมีภรรยาอยู่ที่อเมริกาแล้ว และแม่ของตนเป็นภรรยาคนที่สอง ตลอดเวลาที่ผ่านมา นายจอร์จมักจะแสดงอาการหึงหวงแม่ของตน และทำร้ายร่างกายอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งเมื่อสองปีก่อน ทั้งคู่ได้เลิกรากันไป แต่ก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยมา

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 นายจอร์จได้เผาบ้านของแม่ตน แต่โชคดีที่ตนกลับมาพบเสียก่อนและช่วยดับไฟไว้ได้ทัน แม่จึงไปแจ้งความไว้ แต่ไม่ได้ดำเนินคดี จากนั้นนายจอร์จก็ได้ขู่ฆ่าคนในครอบครัวของตนผ่านข้อความเสียง ทำให้ทุกคนเป็นห่วงความปลอดภัยของแม่

คำสั่งเสียก่อนหายตัวปริศนาที่ลาว

นายวิญญูเล่าทั้งน้ำตาว่า แม่เคยบอกว่านายจอร์จขู่ว่าจะพาไปฆ่าทิ้งที่ลาว ให้หาศพไม่เจอ และแม่ยังได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เข็กน้อย ว่าหากเกิดอะไรขึ้น คนร้ายคือนายจอร์จอย่างแน่นอน

วันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา แม่โทรศัพท์มาบอกว่าภรรยาหลวงของนายจอร์จเดินทางมาหา และชวนไปเที่ยวลาวด้วยกัน ตนเองก็ได้แต่บอกให้แม่ดูแลตัวเองดีๆ และคอยติดต่อกันอยู่เสมอ จนกระทั่งวันที่ 30 ธันวาคม แม่ก็เงียบหายไป

ตนและญาติจึงออกตามหาที่ด่านชายแดนหนองคาย และพบว่าแม่เดินทางไปลาวจริง จึงได้ไปแจ้งความที่ สภ.เขาค้อ และได้รับภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม่เดินทางไปลาวกับนายจอร์จเพียงสองคน และมีเพียงนายจอร์จที่เดินทางกลับมาคนเดียว ก่อนที่จะเดินทางกลับอเมริกาในวันที่ 1 มกราคม

เมื่อโทรศัพท์ไปสอบถาม นายจอร์จบ่ายเบี่ยงว่าไม่ทราบว่าแม่อยู่ที่ไหน เพราะหลังจากเที่ยวลาวแล้ว แม่บอกว่าจะขออยู่ต่อกับเพื่อนชาวม้งลาว ตนจึงถามถึงรายละเอียดการเดินทาง แต่นายจอร์จอ้างว่าแม่เป็นคนจัดทริปทั้งหมด

พิรุธมากมายเกี่ยวกับการหายตัวปริศนาที่ลาว

เมื่อวานนี้ ตนโทรศัพท์ไปหานายจอร์จอีกครั้ง นายจอร์จบอกว่าได้จัดหาทนายความไว้แล้ว หากมีอะไรให้ไปคุยกับทนายของเขา ตนรู้สึกเสียใจและทำใจไว้บ้างแล้วว่าแม่น่าจะเสียชีวิตแล้ว แต่ก็ยังมีความหวังลึกๆ ว่าแม่อาจจะหลบอยู่ที่ไหนสักแห่ง ตนได้ไปทำพิธีตามความเชื่อของชาวม้ง และได้รับคำตอบว่าแม่เสียชีวิตไปแล้ว และอาจยากที่จะหาร่างของแม่เจอ

นายวิญญู กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตนมีแม่เพียงคนเดียว และจะขอต่อสู้เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับแม่ ถึงแม้จะไม่มีเงินทองก็ตาม และวิงวอนให้สื่อมวลชนและผู้มีอำนาจช่วยให้ความเป็นธรรมกับแม่และตนเองด้วย ล่าสุด ตนได้ตรวจสอบข้อความการติดต่อของแม่ และพบว่าแม่ได้สอบถามเส้นทางท่องเที่ยวกับเพื่อนชาวม้งลาว ก่อนที่จะขาดการติดต่อและหายตัวปริศนาที่ลาว ยายและป้าของตนกำลังเดินทางไปตามหาที่เขื่อนในประเทศลาว แต่ก็ยังไม่พบวี่แวว

น.ส.สุดารัตน์ ลีพิภพสิทธิโภคิน หลานของ น.ส.ทัศนีย์ เล่าว่า ที่ผ่านมานายจอร์จมักจะหึงหวงและทำร้าย น.ส.ทัศนีย์ อยู่เสมอ แต่ น.ส.ทัศนีย์ เป็นคนที่ไม่ค่อยพูดอะไรให้ใครฟัง หลังทราบข่าวการหายตัวไป ตนและญาติก็ได้เดินทางไปร้องเรียนที่สถานทูตอเมริกา แต่ได้รับคำตอบว่าไม่มีหลักฐานเอาผิดนายจอร์จ

หายตัวปริศนาที่ลาว: เรื่องราวที่ต้องติดตาม

อย่างไรก็ตาม หากมีการชี้แจงจากฝั่งของนายจอร์จ จะได้รายงานให้ทราบต่อไป

การหายตัวปริศนาที่ลาว ของ น.ส.ทัศนีย์ ยังคงเป็นปริศนาที่รอการคลี่คลาย ครอบครัวยังคงมีความหวังว่าจะได้พบกับ น.ส.ทัศนีย์ อีกครั้ง และขอให้กระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้

ที่มา – พิรุธสาวหายตัวปริศนาที่ลาว อดีตสามีบินกลับสหรัฐฯ ลูกเผยเคยสั่งเสียไว้

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนหาย กระทบสัมพันธ์แน่!


ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชาสั่นคลอน! เมื่อทางการจีนออกมาเตือนกัมพูชาอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

สถานทูตจีนประจำกัมพูชาได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่ชาวจีนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กลายเป็น “อุปสรรคสำคัญ” ที่บั่นทอนความเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา หวัง เหวินปิน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังกับธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ ที่แฝงตัวอยู่ภายใต้หน้ากากของการหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยเน้นย้ำว่าการเพิกเฉยต่อปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ จะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างจีนและกัมพูชา

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

รัฐบาลกัมพูชาก็ได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าวและกำลังดำเนินการกวาดล้างอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะจัดการกับอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่ใช้แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ซึ่งคาดการณ์ว่ามีไม่ต่ำกว่า 100,000 คนที่ทำงานอยู่ในวงจรนี้

ในระยะแรก แก๊งอาชญากรรมเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การหลอกลวงผู้ที่พูดภาษาจีน แต่ต่อมาได้ขยายขอบเขตไปยังภาษาอื่นๆ เพื่อโกงเงินจากเหยื่อทั่วโลก ซึ่งมีความเสียหายรวมกันสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

เหยื่อที่ตกเป็นเครื่องมือของแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ บางรายอาจเป็นนักต้มตุ๋นโดยสมัครใจ แต่หลายรายเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ที่ถูกหลอกลวงและบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่

จีนได้เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและจับกุมตัวการสำคัญในอุตสาหกรรมการหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนำตัวกลับไปดำเนินคดีในประเทศ โดยเมื่อไม่นานมานี้ กัมพูชาได้จับกุมและส่งตัว เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาให้กับทางการจีน

ผลกระทบและความเสียหาย

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประเมินว่า ความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2567 สูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา

องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้กล่าวหารัฐบาลกัมพูชาว่า “จงใจเพิกเฉย” ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำโดยแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

การที่จีนออกมาเตือนกัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งของจีนต่อปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ และความตั้งใจที่จะปกป้องพลเมืองของตนเอง

สถานการณ์นี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับรัฐบาลกัมพูชา ที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับจีน และป้องกันไม่ให้ประเทศของตนเองกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของอาชญากรรมไซเบอร์

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องพลเมืองจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของกัมพูชาในสายตาของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชากำลังดำเนินการแก้ไขปัญหา เราหวังว่าจะเห็นความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งจีนและประชาคมโลก

ที่มา – จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

สลด! **ผัวเมียเข้าสวนทุเรียน 4 วัน** พบศพสามี

เรื่องเศร้าเกิดขึ้นเมื่อ**ผัวเมียเข้าสวนทุเรียน 4 วัน**แล้วไม่กลับบ้าน พบศพสามีเสียชีวิต ส่วนภรรยาซึ่งป่วยเป็นอัลไซเมอร์หายตัวไปในป่า สร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิด เจ้าหน้าที่และชาวบ้านต่างระดมกำลังช่วยกันตามหา

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2566 มีรายงานว่า ศูนย์กู้ภัยเด่นชัยร่วมบุญ ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านห้วยไร่ว่า นายเดช อายุ 73 ปี และนางหลั่น อายุ 70 ปี สองสามีภรรยาหายออกจากบ้านไปสวนทุเรียนในป่าบ้านหนองน้ำเขียว อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2566 ทำให้ญาติๆ เป็นห่วงและออกตามหา จนกระทั่งพบร่างของนายเดชเสียชีวิตในสวนทุเรียน สภาพศพนอนหงาย สวมเสื้อสีเขียว มีเสื้อแขนยาวทับ ลักษณะขึ้นอืด คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วเกินกว่า 2 วัน แต่ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้าย ภรรยาของนายเดช คือ นางหลั่น ซึ่งป่วยเป็นอัลไซเมอร์ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

พ.ต.ต.เอกพงศ์ ตุ่นกอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.อุตรดิตถ์ ได้ร่วมกันชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต จากการตรวจสอบบริเวณสวนทุเรียน พบถังยาอยู่ใกล้ห้างนา และพบรถของนายเดชเปิดประตูฝั่งคนขับทิ้งไว้ สร้างความสงสัยให้กับเจ้าหน้าที่ถึงสาเหตุการเสียชีวิตและการหายตัวไปของภรรยา

ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า นายเดชเป็นคนมีน้ำใจ ชอบแบ่งปันผลทุเรียนให้เพื่อนบ้านอยู่เสมอ และเป็นคนขยัน มาดูแลสวนทุเรียนเป็นประจำ แต่เนื่องจากนางหลั่นป่วยเป็นอัลไซเมอร์ หากออกจากบริเวณที่คุ้นเคยจะไม่สามารถกลับบ้านได้ นายเดชจึงมักจะให้นั่งรอในรถและซื้อขนมน้ำให้กินระหว่างที่ตนเองทำงานในสวน

**ผัวเมียเข้าสวนทุเรียน 4 วัน**

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่านายเดชอาจเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว หรืออาจพลัดตกจากที่สูงในสวนทุเรียน ส่วนนางหลั่นอาจหลงป่าเนื่องจากอาการป่วยอัลไซเมอร์ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และระดมกำลังค้นหานางหลั่นอย่างต่อเนื่อง

การค้นหานางหลั่นหลัง**ผัวเมียเข้าสวนทุเรียน 4 วัน**

หลังจากพบศพนายเดช เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านได้ปูพรมค้นหานางหลั่นทั่วทั้งสวนทุเรียน แต่ยังไม่พบตัว เนื่องจากสภาพป่ารกทึบและขาดแสงสว่าง ทำให้ต้องยุติการค้นหาชั่วคราวและวางแผนที่จะออกค้นหาอีกครั้งในวันที่ 22 ธันวาคม โดยจะร่วมกับฝ่ายปกครองและญาติๆ ในการค้นหา

สถานการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภาวะสมองเสื่อม (อัลไซเมอร์) ควรมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการปล่อยให้อยู่ตามลำพังในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการพลัดหลง

ข้อควรระวังในการเข้าป่าหรือสวนผลไม้:

  • ควรมีเพื่อนร่วมเดินทางอย่างน้อยหนึ่งคน
  • แจ้งให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิททราบถึงจุดหมายปลายทางและระยะเวลาที่คาดว่าจะกลับ
  • เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น ไฟฉาย น้ำดื่ม อาหาร และยาสามัญประจำบ้าน
  • ศึกษาเส้นทางและภูมิประเทศก่อนเดินทาง
  • ระมัดระวังอันตรายจากสัตว์ป่าและพืชมีพิษ

เหตุการณ์**ผัวเมียเข้าสวนทุเรียน 4 วัน**ครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง หวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถค้นหานางหลั่นพบโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของนายเดชด้วย

ที่มา – ผัวเมียเข้าสวนทุเรียน 4 วัน พบสามีเป็นศพ ส่วนภรรยาอัลไซเมอร์หายในป่า

เร่งค้นหา! 2 ผู้สูญหายแข่งเรือยาวลำน้ำมูล

ระดมทีมกู้ภัยเร่งค้นหา 2 ผู้สูญหาย หลังเรือล่มในแม่น้ำมูล ระหว่างแข่งเรือยาวประเพณี ล่าสุดยังไม่พบ เหตุกระแสน้ำเชี่ยว ด้านญาติต่างรอคอยด้วยความหวัง

หลังจากเมื่อเวลาประมาณ 11.50 น. ของวานนี้ (25 ตุลาคม 2568) ได้เกิดเหตุเรือพายภายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล ม.7 ต.ท่าตูม อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นการแข่งขันเรือพายประเพณีประจำ อ.ท่าตูม มีเรือพายท้องถิ่น 40 ฝีพายเข้าร่วมแข่งขัน ปรากฏว่าเรือได้พลิกคว่ำกะทันหัน และมีบุคคลสูญหาย 2 รายทราบชื่อนายเพ็ญเพชร อายุ 24 ปี และนายรวีนันท์ อายุ 19 ปี โดยบุคคลสูญหายทั้งสองคน เบื้องต้นใส่เสื้อทีมเรือบัลลังก์ทอง สวมกางเกงผ้าร่มโทนสีเทาขายาว โดยผู้สูญหายว่ายน้ำไม่เป็น ด้านญาติผู้ที่สูญหายต่างก็รอด้วยความหวังและเกิดเป็นลมหลายครั้ง ส่วนสาเหตุเกิดจากการกลับเรือกะทันหัน จึงทำให้เรือล่มต่างคนต่างหนีเอาชีวิตรอด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด วันที่ 26 ตุลาคม 2567 เวลา 13.00 น. พ.ต.อ.คารม บุญสด ผกก.สภ.ท่าตูม ได้ประชุมวางแผนการค้นหาผู้สูญหาย ร่วมกับทีมกู้ภัย 9 หน่วย จำนวน 60 นาย ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการ หลังเกิดเหตุเรือล่มกลางแม่น้ำมูล และพยายามค้นหาทั้งวันทั้งคืน จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ที่เข้าไปติดตามภารกิจของทีมกู้ภัยจำนวนมาก

โดยเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังค้นหาต่อเนื่องตั้งแต่เช้าวันนี้ มีการใช้เรือท้องแบนและเรือยนต์กว่า 10 ลำ ล่องสำรวจตามแนวแม่น้ำมูลจากจุดเกิดเหตุไกลกว่า 10 กิโลเมตร แต่ ยังไม่พบร่องรอยของผู้สูญหายแต่อย่างใด

อุปสรรคสำคัญ มาจากสภาพแม่น้ำมูลที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวและระดับน้ำสูง ส่งผลให้การค้นหามีความยากลำบากเป็นอย่างมาก

มาตรการค้นหาเร่งด่วน เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มข้นด้วยการวางทุ่นและใช้เครื่องมือสแกนโซนาร์ (Sonar) ตรวจสอบจุดต้องสงสัยใต้น้ำ พร้อมจัดเวรยามเฝ้าระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การค้นหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก

สรุปสถานการณ์ปัจจุบัน ทีมกู้ภัยยังคงยืนยันจะดำเนินการค้นหาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะพบตัวผู้สูญหายทั้ง 2 ราย

ความคืบหน้าล่าสุดเหตุการณ์ค้นหา 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล

อุปสรรคในการค้นหา 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล

สถานการณ์การค้นหา 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล ยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนในพื้นที่และญาติของผู้สูญหาย ทั้งนี้ทีมกู้ภัยยังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอุปสรรคสำคัญคือกระแสน้ำที่เชี่ยวและระดับน้ำที่สูง ทำให้การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหน้าที่ได้ระดมสรรพกำลังและเครื่องมือต่างๆ เพื่อเร่งค้นหา 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล ให้พบโดยเร็วที่สุด

การใช้เครื่องมือพิเศษอย่างโซนาร์ (Sonar) เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะช่วยให้การค้นหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในจุดที่คาดว่าจะเป็นจุดที่ผู้สูญหายอาจจะติดอยู่ใต้น้ำ นอกจากนี้ การจัดเวรยามเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีมกู้ภัยในการดำเนินการค้นหาอย่างไม่ย่อท้อ

เหตุการณ์ 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล ครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมทางน้ำ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของนักกีฬาและผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ให้มีความรู้และทักษะในการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ขอเป็นกำลังใจให้กับทีมกู้ภัยและญาติของผู้สูญหาย ขอให้การค้นหาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และขอให้เหตุการณ์เช่นนี้เป็นบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ระดมทีมกู้ภัยเร่งค้นหา 2 ผู้สูญหายในงานแข่งเรือยาวลำน้ำมูล ยังไม่พบเหตุน้ำเชี่ยว

พบแล้ว! **หายปริศนา 4 วัน พบเจ้าหน้าที่ห้ามล่าสัตว์ป่า**

สุดเศร้า! พบศพเจ้าหน้าที่ห้ามล่าสัตว์ป่า หลัง**หายปริศนา 4 วัน พบเจ้าหน้าที่ห้ามล่าสัตว์ป่า**และพ่อค้าแผงหวย เสียชีวิตอยู่บริเวณโขดหินข้างทาง สันนิษฐานอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ตกสันเขื่อน ญาติยังคาใจเงินสดและโทรศัพท์มือถือสูญหาย

จากกรณีการหายตัวไปของ นายเอกฉัตร จันทหอม อายุ 39 ปี ลูกจ้างประจำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยทับเสลา–ห้วยระบำ ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งทำงานในตำแหน่งดังกล่าวมากว่า 5-6 ปี และมีอาชีพเสริมเป็นพ่อค้าขายลอตเตอรี่ ครอบครัวได้แจ้งความว่าไม่สามารถติดต่อนายเอกฉัตรได้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีผู้พบเห็นว่านายเอกฉัตรขี่รถจักรยานยนต์ไปเติมน้ำมันในพื้นที่ อ.ลานสัก แต่หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อไป

กระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 14 กันยายน 2568 นายสินธุ์ นาคบุตร ทีมกู้ชีพ อ.บ้านไร่ พร้อมทีมงาน ได้ออกค้นหา จนกระทั่งขับรถผ่านสันเขื่อนทับเสลา ได้กลิ่นเหม็นรุนแรง จึงลงไปตรวจสอบและพบศพชายเสียชีวิตติดอยู่บริเวณต้นไม้ บริเวณโขดหินสูงชันประมาณ 5-6 เมตร สภาพศพขาพาดอยู่กับเถาวัลย์ ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์และแผงลอตเตอรี่ 1 แผง ทีมกู้ชีพจึงรีบแจ้งนายอนุพันธ์ สารสุวรรณ กำนันตำบลระบำ รวมทั้งญาติของผู้สูญหาย และประสานตำรวจ สภ.ลานสัก กับแพทย์เวร รพ.ลานสัก เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ตำรวจพบร่องรอยล้อรถจักรยานยนต์ด้านหน้าคดงอ ยางเส้นในหลุด ก้อนหินและกิ่งไม้มีร่องรอยการกระแทก สันนิษฐานว่ารถอาจเสียหลักพลัดตกจากสันเขื่อนซึ่งมีความสูงชัน สภาพศพเน่าเปื่อย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วหลายวัน โดยพบบาดแผลจากกิ่งไม้ทิ่มแทงเข้าที่ดวงตาซ้าย

ในการตรวจสอบทรัพย์สิน พบลอตเตอรี่จำนวน 25 ใบ และเงินสดประมาณ 300 บาท แต่ไม่พบโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ นายอภิรักษ์ จันทหอม อายุ 60 ปี บิดาของผู้ตาย ยังคงสงสัยในสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากก่อนที่ลูกชายจะหายตัวไป ได้พกเงินสดติดตัวไปกว่า 20,000 บาท แต่กลับพบเพียงเศษเงินเล็กน้อย อีกทั้งโทรศัพท์มือถือก็หายไปด้วย ทำให้ญาติยังติดใจถึงสาเหตุการเสียชีวิต

ทั้งนี้ ครอบครัวได้นำศพไปชันสูตรต่อที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ขณะเดียวกัน ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งอุบัติเหตุและประเด็นอื่นๆ ที่ครอบครัวยังคงติดใจสงสัยอยู่

**หายปริศนา 4 วัน พบเจ้าหน้าที่ห้ามล่าสัตว์ป่า**

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และความจำเป็นในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

ความคืบหน้าคดี **หายปริศนา 4 วัน พบเจ้าหน้าที่ห้ามล่าสัตว์ป่า**

ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงทำการสอบสวนอย่างต่อเนื่องเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง รวมถึงตรวจสอบทรัพย์สินที่สูญหายไปของนายเอกฉัตร เพื่อคลายข้อสงสัยของครอบครัวและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการระมัดระวังในการเดินทาง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และความจำเป็นในการดูแลซึ่งกันและกันในสังคม

หวังว่าการสืบสวนจะนำไปสู่การไขปริศนาการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าท่านนี้ และเป็นบทเรียนสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

ที่มา – หายปริศนา 4 วัน พบเจ้าหน้าที่ห้ามล่าสัตว์ป่า เป็นศพอยู่ใกล้สันเขื่อน

Scroll to top