คนไทย

คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

เหตุการณ์ระทึก คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโซเชียล เมื่อมีคลิปวิดีโอเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ บริเวณใกล้ท่าเรือแหลมบาลีฮาย จ.ชลบุรี สร้างความตกใจให้กับผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวายและอันตรายถึงชีวิต

สรุปเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

จากภาพเหตุการณ์ นายวรายุทธ พลเมืองดีที่อยู่ในที่เกิดเหตุเล่าว่า ในขณะที่กำลังกลับบ้านหลังจากไปตกหมึก ได้เห็นกลุ่มชาวต่างชาติและหญิงไทยทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง มีการไล่ต่อยและฉุดกระชากกัน จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อรถเก๋งคันหนึ่งเข้าเกียร์ถอยหลังทับร่างหญิงสาวคนหนึ่งจนมุดเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถ เหล่าพลเมืองดีนับสิบคนต้องรีบเข้าไปช่วยกันยกรถเพื่อนำร่างคนเจ็บออกมา โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 04.59 น. ใกล้ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย
  • กลุ่มคู่กรณีเป็นชาวต่างชาติและหญิงไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นแฟนกัน
  • ผู้บาดเจ็บคือ น.ส.พิมภิมล อายุ 20 ปี ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพกหัก
  • หลังเกิดเหตุ คนขับรถได้รีบนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา

กล้องวงจรปิดเผยให้เห็นนาทีรถเก๋งคันก่อเหตุขับย้อนศรมาจอดเทียบ ก่อนจะเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มชายต่างชาติและผู้หญิงในที่เกิดเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ ในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เรื่องการควบคุมอารมณ์ในที่สาธารณะได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในเบื้องต้นจะยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี แต่ภาพที่ปรากฏออกมาแสดงให้เห็นถึงความสูญเสียที่อาจหลีกเลี่ยงได้หากทุกฝ่ายใช้สติในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้ความรุนแรง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา จะดำเนินการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และหวังว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย

ที่มา – คนไทย-ต่างชาติ ซัดกันนัว เก๋งเข้าเกียร์อาร์ ถอยทับสาวติดใต้ท้องรถ

KPI Poll: คนไทยเสียงแตก รัฐบาลรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐและอิหร่าน กำลังสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ผลสำรวจล่าสุดจากสถาบันพระปกเกล้าแสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยมีความกังวลหนักหน่วง แต่ความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่ยังเสียงแตกไม่ลงตัว

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้

วันที่ 27 มีนาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เป็นผู้มอบนโยบายสำคัญ KPI Poll ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นโพลเชิงวิชาการที่สะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยหลักการ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานสูง ไม่ชี้นำ แต่ฟังเสียงประชาชน เพื่อเป็นคลังสมองทางประชาธิปไตยของสังคมไทย

การสำรวจดำเนินการระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 กับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง กระจายตามภูมิภาค บทสรุปสำคัญมีดังนี้

ผลกระทบที่ประชาชนกังวลมากที่สุดจากวิกฤตสหรัฐ-อิหร่าน

จากผลสำรวจโดย Line Today พบว่า:

  • 78.9% กังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะขนส่ง อาหาร และค่าเดินทาง ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่าง
  • 9.3% กังวลข้อมูลเท็จและข่าวลวงที่อาจทำให้สังคมตื่นตระหนกหรือแตกแยก
  • 5.8% กังวลความเสี่ยงด้านพลังงานและสินค้านำเข้า-ส่งออกที่สะดุดจากเส้นทางเดินเรือ
  • 5.4% กังวลความเสี่ยงก่อการร้ายหรือความไม่สงบที่ลุกลาม
  • 0.6% กังวลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศและแรงงานในตะวันออกกลาง

สะท้อนว่าประชาชนกว่า 3 ใน 4 ห่วงปากท้องมากกว่ามิติความมั่นคง ขณะที่ข่าวลวงติดอันดับสอง แสดงถึงความกังวลเรื่องความสับสนและความแตกแยกจากสื่อที่คลาดเคลื่อน

ความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่: เสียงแตกสูสี

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก 46.2% ค่อนข้างเชื่อมั่นหรือเชื่อมั่นมากในรัฐบาลใหม่ว่าจะรับมือผลกระทบได้ ขณะที่ 40.4% ไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นเลย และ 13.4% ไม่แน่ใจ แม้เชื่อมั่นนำเล็กน้อย แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลสอบผ่าน ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง

กลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่น: คนกรุงและ Gen Z สวนทางคนใต้และวัยเก๋า

ภาคใต้เชื่อมั่นสูงสุด 70.4% รองลงมา东北 53.9% เหนือ 36.8% แต่กรุงเทพฯ ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 57.6% กลาง 56.0% ตะวันออก 51.7%

วัย Baby Boomer 53.1% Gen X 47.6% Gen Y 47.1% แต่ Gen Z ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 49.0% ความไม่เชื่อมั่นจากคนเมือง คนรุ่นใหม่ พื้นที่เศรษฐกิจใหญ่ มาจากความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ ข้อมูลข่าวสารหนาแน่น และคาดหวังรัฐสูง รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารโปร่งใส รวดเร็ว และมาตรการจับต้องได้

ประชาชนหนุนรัฐบาลวางตัวเป็นกลาง โฟกัสช่วยคนไทย

52.5% หนุนวางตัวเป็นกลาง เน้นช่วยคนไทยและผลประโยชน์ชาติ 16.3% เน้นมาตรการเศรษฐกิจรับกระแทก 12.8% ประสานความมั่นคง-ข่าวกรอง 7.3% ทูตเชิงรุก 11.1% ไม่แน่ใจ ประชาชนต้องการความเป็นกลางแบบมีภารกิจ เพื่อปกป้องปากท้องและเศรษฐกิจ

บทสรุป KPI Poll ครั้งที่ 14 ผลสำรวจนี้เป็นบททดสอบรัฐบาลใหม่ในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตตะวันออกกลาง แม้เชื่อมั่นนำเล็กน้อย แต่ยังต้องเร่ง 1) มาตรการลดค่าครองชีพ 2) สื่อสารชัดเจน 3) แสดงผลจริง เพื่อไม่ให้วิกฤตโลกกลายเป็นวิกฤตครัวเรือน

ในมุมมองผู้เขียน KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด่วน ชวนผู้อ่านติดตามการอัปเดตมาตรการรัฐบาลและสำรวจ KPI Poll ครั้งต่อไป เพื่อเห็นภาพรวมความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนแปลง

ที่มา – KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้

อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน

อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน เป็นข่าวเศร้าที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศไทยอิสราเอลได้ประกาศชื่อของแรงงานไทยผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ผ่านทางบัญชี X อย่างเป็นทางการ ทำให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน

อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ที่นิคมเกษตรกรรมอาดานิม ทางตอนกลางของอิสราเอล ซึ่งถูกขีปนาวุธจากอิหร่านโจมตีอย่างรุนแรง หน่วยกู้ภัย Magen David Adom ยืนยันพบศพชาย 1 รายในพื้นที่เกิดเหตุ และต่อมาทางการยืนยันว่าเป็นแรงงานไทยชื่อ นายวาลิน ชายุต อายุ 33 ปี

กระทรวงการต่างประเทศไทยอิสราเอลโพสต์ข้อความไว้อาลัยว่า “วาลิน ชายุต ชาวไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศอิสราเอล เสียชีวิตจากเหตุขีปนาวุธของอิหร่าน รัฐบาลอิหร่านมุ่งเป้าโจมตีพลเรือนโดยไม่เลือกหน้า ขอให้ความทรงจำของเขาเป็นพรอันประเสริฐ” พร้อมแนบภาพถ่ายของนายวาลินเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ล่วงลับ

รายละเอียดการโจมตีและอาวุธที่ใช้

สื่ออิสราเอลรายงานว่าการโจมตีครั้งนี้ใช้อาวุธ “ระเบิดคลัสเตอร์” ซึ่งเป็นระเบิดที่แตกกระจายกลางอากาศและปล่อยลูกระเบิดย่อยกระจายไปทั่วบริเวณกว้าง ทำให้ยากต่อการสกัดกั้นด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ นายวาลินเสียชีวิตจากบาดแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากสะเก็ดโลหะที่กระจายเต็มพื้นที่

  • วันที่เกิดเหตุ: 18 มีนาคม 2568
  • สถานที่: นิคมเกษตรกรรมอาดานิม
  • ผู้เสียชีวิต: นายวาลิน ชายุต อายุ 33 ปี แรงงานไทย
  • อาวุธ: ขีปนาวุธและระเบิดคลัสเตอร์จากอิหร่าน
  • หน่วยกู้ภัย: Magen David Adom

แรงงานไทยในอิสราเอลส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตรกรรม โดยมีจำนวนมากกว่า 30,000 คน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนไทยตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ครั้งนี้รุนแรงเพราะเป็นการโจมตีโดยตรงจากอิหร่าน

ผลกระทบต่อชุมชนแรงงานไทย

หลังจาก อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน ทางสถานทูตไทยในอิสราเอลได้ติดต่อครอบครัวของนายวาลินทันทีเพื่อให้การช่วยเหลือด้านเอกสารและการนำศพกลับประเทศ รัฐบาลไทยกำลังประสานงานเพื่อส่งความช่วยเหลือเพิ่มเติม รวมถึงการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย

นอกจากนี้ ยังมีแรงงานไทยหลายรายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในพื้นที่ชนบทที่เคยถือว่าปลอดภัย ชาวไทยในอิสราเอลหลายคนเริ่มหาทางกลับบ้านหรือย้ายไปยังพื้นที่ที่มั่นคงกว่า

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านยืดเยื้อมานาน โดยอิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคนี้ การโจมตีด้วยขีปนาวุธครั้งนี้เป็นการตอบโต้หลังจากอิสราเอลโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน สร้างวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานไทย แรงงานไทยในอิสราเอลส่วนใหญ่มีรายได้ดีกว่าที่บ้าน แต่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากความไม่สงบทางการเมือง เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีประกันภัยและระบบแจ้งเตือนภัยที่ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลไทยควรเร่งเจรจากับอิสราเอลเพื่อเพิ่มมาตรการปกป้องแรงงาน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมให้แรงงานมีช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่ทำงานในอิสราเอล กรุณาเตือนให้ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำจากสถานทูต ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ

ในสถานการณ์การสู้รบที่กำลังรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง กระทรวงสาธารณสุข หรือ สธ. ได้เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นเพื่อ สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ ที่อาจได้รับผลกระทบ โดยมุ่งเน้นการคัดกรองโรคติดต่อ การดูแลสุขภาพจิต และการจัดสถานพยาบาลเพื่อส่งกลับภูมิลำเนา ทำให้คนไทยที่กลับบ้านรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ ครอบคลุมทุกมิติ

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สธ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจัดทำแผนดูแลด้านสุขภาพกรณีฉุกเฉินในต่างประเทศไว้เรียบร้อยแล้ว แผนนี้ประสานงานกับสถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อประเมินความรุนแรงของเหตุการณ์ ก่อนกำหนดรูปแบบช่วยเหลือภายใต้ 3 กรอบหลัก ได้แก่

  • ประสานการดูแลระหว่างประเทศ รวมระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
  • ดูแลผู้เดินทางกลับในด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และโรคติดต่อ
  • จัดโรงพยาบาลรับส่งต่อทั้งทางกายและจิตใจ

แผน สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ นี้ อ้างอิงจากประสบการณ์ปี 2566 ที่เคยจัดการคนไทยกลับจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ขั้นตอนคัดกรองที่สนามบินหลัก

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. ระบุว่า การรับมือจะใช้แนวทางเดิมที่พิสูจน์แล้ว โดยแบ่งเป็น 5 ส่วนหลัก

  1. คัดกรองสุขภาพทางกาย: กรมการแพทย์ดูแลสนามบินดอนเมืองและ บน.6 ดอนเมือง สสจ.สมุทรปราการดูแลสุวรรณภูมิ สสจ.ระยองดูแลอู่ตะเภา
  2. คัดกรองโรคติดต่อ: กองด่านควบคุมโรคที่ 1-3 ดูแล 3 สนามบินหลัก สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ดูแลอู่ตะเภา
  3. คัดกรองสุขภาพจิต: กรมสุขภาพจิตดูแล 3 สนามบิน ศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 ดูแลอู่ตะเภา
  4. โรงพยาบาลรับส่งต่อ: สถานพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต
  5. ดูแลต่อเนื่อง: สสจ.และโรงพยาบาลตามภูมิลำเนา

กระบวนการดูแลเริ่มจากจุดตรวจสุขภาพที่สนามบิน หากบาดเจ็บจะส่งพบแพทย์ทันที หากสงสัยโรคติดเชื้อจะเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่สถาบันบำราศนราดูร ซึ่งเตรียมห้องพัก隔离ไว้ หากปกติจะประเมินสุขภาพจิต เยียวยาทางใจ ก่อนประสานกรมการจัดหางานช่วยสิทธิแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคมช่วยด้านสังคม ส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตในแผนสธ.

นอกจากโรคติดต่อแล้ว สุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ สธ. ให้ความสำคัญสูง เพราะผู้ประสบภัยสงครามอาจมีอาการ PTSD หรือเครียดสะสม กรมสุขภาพจิตจึงจัดทีม專家ประจำสนามบินทุกแห่ง รวมถึงศูนย์ต่อเนื่องในท้องถิ่น เพื่อให้การฟื้นฟูครอบคลุม

แผนนี้ไม่เพียงช่วยคนไทยที่ทำงานในตะวันออกกลาง แต่ยังเป็นแบบอย่างให้ระบบสาธารณสุขไทยรับมือวิกฤตอื่นๆ ในอนาคต เช่น การแพร่ระบาดหรือภัยพิบัติ

ผู้เขียนเห็นว่า การเตรียมพร้อมล่วงหน้าของ สธ. แสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนทุกคน หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังกังวล สามารถติดตามข้อมูลอัปเดตจากเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข หรือโทรสายด่วน 1669 เพื่อปรึกษาสุขภาพจิตได้ทันที อย่าลังเลที่จะดูแลตัวเองและครอบครัวนะครับ

ที่มา – สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ คัดกรองโรคติดต่อ-ดูแลจิตใจ จัดสถานพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา

ล่าแก๊งไอ้โม่ง ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน

วันนี้เรามาพูดถึงคดีสุดสะเทือนขวัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ ล่าแก๊งไอ้โม่ง ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน เชื่อว่ามีคนชี้เป้าและคนไทยร่วมด้วยด้วยนะครับ เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ชลบุรี สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก มาไล่ดูรายละเอียดกันเลย!

ล่าแก๊งไอ้โม่ง ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน

คดีนี้เกิดขึ้นช่วงกลางดึกวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บ้านพักในตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี คนร้าย 3 คน สวมชุดดำ คลุมไอ้โม่ง บุกเข้าไปในบ้านของนายเวสลีย์ ไซริล รัสเซลล์ ชายชาวอังกฤษวัย 32 ปี ซึ่งเป็นเชฟจากต่างประเทศ และอยู่กับภรรยาชาวไทย พวกมันใช้อาวุธมีดจี้คอผู้เสียหาย ก่อนจะบุกขึ้นชั้นสอง หยิบตู้เซฟจากในตู้เสื้อผ้า อุ้มลงมาทีเดียวจุกๆ แล้วโยนขึ้นรถกระบะสีดำสี่ประตู ขับหนีไปอย่างรวดเร็ว เงินสดในตู้เซฟหายไปกว่า 2 ล้านบาท!

เพื่อนบ้านแถวนั้นเล่าว่า เห็นรถกระบะต้องสงสัยชะลอตัวหน้าบ้านตั้งแต่ 2 ทุ่ม และจอดใกล้สระว่ายน้ำก่อนก่อเหตุ ไม่นานก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ จากนั้นคนร้ายทั้งสามก็รีบขึ้นรถ ขนตู้เซฟหนีไป ใช้เวลาก่อเหตุไม่ถึง 2 นาที โคตรมืออาชีพจริงๆ

ความคืบหน้า ล่าแก๊งไอ้โม่ง ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน

เช้าวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผู้กำกับการ สภ.หนองปรือ นำทีมตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน ชุดสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี และชุดสืบสวนภาค 2 ลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง หาหลายนิ้วมือแฝง เก็บหลักฐานเพิ่มเติม พบว่าไม้กั้นทางเข้าหมู่บ้านพังยับเพราะรถคนร้ายชน!

ตำรวจสอบปากคำผู้เสียหายทั้งนายเวสลีย์ แฟนสาวชาวไทยวัย 34 ปี และเพื่อนชาวอังกฤษอีก 2 คนที่อยู่บ้านเดียวกัน เพื่อหาตำหนิคนร้าย นอกจากนี้ กล้องวงจรปิดจับภาพรถคนร้ายขับเข้าหมู่บ้านตอน 22.19 น. และขับออกตอน 22.38 น. โดยพุ่งชนไม้กั้นหนีไป รปภ.ยังกดปุ่มเปิดไม่ทันเลย

  • รถกระบะสี่ประตูสีดำ – จุดสำคัญในการติดตาม
  • คนร้ายถือมีดทุกคน สวมชุดดำไอ้โม่ง
  • โยนโทรศัพท์ผู้เสียหายทิ้งในป่าริมถนนทางรถไฟ ห่าง 2-3 กม.
  • มุ่งหน้าไปทางถนนวัดบุญยกัญจนาราม คาดหลบในพัทยา

ที่น่าสนใจคือ บ้านหลังนี้มีชาวอังกฤษ 3 คนและผู้หญิงไทย 1 คน ค่าเช่าเดือนละ 25,000 บาท ผู้เสียหายเพิ่งเบิกเงินจากธนาคาร 2-3 วันก่อน เพื่อซื้อบ้านใหม่ แต่ถูกปล้นซะก่อน เพื่อนบ้านสงสัยว่า ต้องมีคนในบ้านเป็นหนอนแน่ๆ รู้เรื่องเงินชัดเจนขนาดนี้ ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายมีคนไทยร่วมด้วยและมีคนชี้เป้า

แม้บ้านจะมีสุนัขพิตบูลตัวใหญ่ แต่ตอนเกิดเหตุมันเชื่องสนิท ไม่ร้องเลย สุดยอดความน่ากลัวของแก๊งนี้!

ตอนนี้ตำรวจกำลังตรวจกล้องวงจรปิดรอบๆ ก่อนและหลังเหตุ ชี้เป้าไปที่พัทยา นายเวสลีย์เพิ่งมาอยู่ไทย 2 เดือน เงิน 2 ล้านนี่คือเงินซื้อบ้านเลยนะครับ เสียดายแทนจริงๆ

คดี ล่าแก๊งไอ้โม่ง ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน นี้ สะท้อนปัญหาความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างชลบุรี-พัทยา อย่าคิดว่าบ้านเช่าหรือมีหมาแล้วปลอดภัย ควรติดกล้อง CCTV ดีๆ และอย่าเก็บเงินสดไว้เยอะครับ ลองเช็กระบบรักษาความปลอดภัยบ้านคุณดูด่วน! ติดตามความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่เว็บเรา หรือแชร์ประสบการณ์ด้านความปลอดภัยในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ล่าแก๊งไอ้โม่ง ปล้นตู้เซฟหนุ่มอังกฤษ 2 ล้าน เชื่อมีคนชี้เป้า – คนไทยร่วมด้วย

ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

“ปวีณา” พาลูกสาวรับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น ไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามศาสนา ยังรอผลชันสูตรชิ้นส่วนสมองและหัวใจ หวังคลี่ปมการเสียชีวิต

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ธ.ค. 68 ที่กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร B ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นำ น.ส.กัญญาวีร์ หรือ น้องมิ้นท์ อายุ 20 ปี นักศึกษาคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่ร้องทุกข์กับมูลนิธิปวีณาฯ ว่า น.ส.นงนภัทร์ อายุ 47 ปี มารดา เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น พบเป็นศพนอนเปลือย บนเตียงนวดในร้านสปาแห่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น ที่มี “นานา” สาวไทย ชาว จ.มหาสารคาม เป็นเจ้าของร้าน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ไปรับอัฐิแม่หลังมีการชันสูตรและทำพิธีฌาปนกิจศพที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนส่งกลับมาไทย

จากนั้นเวลา 14.00 น. นางปวีณาพา น.ส.กัญญาวีร์ นำอัฐิแม่ไปทำบุญสวดมาติกาบังสุกุล ที่ศาลา 3 วัดเกาะสุวรรณาราม สายไหม กทม. โดยมี พระครูปลัดสุวัฒนกวีคุณ (พระครูรุ่งแสง) เจ้าอาวาสวัดเกาะสุวรรณาราม รองเจ้าคณะแขวงสายไหม กรุงเทพมหานคร เมตตาทำพิธีบำเพ็ญกุศลให้วิญญาณไปสู่สุคติ โดย น.ส.กัญญาวีร์ เสียใจ ร้องไห้ตลอดเวลา

นางปวีณา กล่าวว่า ขณะนี้น้องมิ้นท์ยังอยู่ระหว่างรอผลชันสูตรศพของแม่อย่างละเอียด โดยมีการนำชิ้นส่วนสมองและหัวใจของแม่ไปตรวจตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ประเทศญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ วันที่ 18 ต.ค. 68 นายอำนาจ พละพลีวัลย์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งสำเนาผลการชันสูตรและคำแปลอย่างไม่เป็นทางการมาให้มูลนิธิปวีณาฯ ส่งถึงน้องมิ้นท์ ระบุผลชันสูตรเบื้องต้นไม่มีร่องรอยบาดแผลตามร่างกายที่บ่งชี้ว่าเป็นการถูกฆาตกรรม อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเสียชีวิตเนื่องจากอาการป่วย ในชั้นนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียด อาจใช้เวลาถึง 1-2 เดือน

นางปวีณา กล่าวอีกว่า น้องมิ้นท์ได้ขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของแม่ น้องมิ้นท์เชื่อว่ามีเงื่อนงำผิดปกติ สภาพแม่นอนเปลือยกายในร้านนวด เนื่องจากก่อนเสียชีวิตแม่เคยเล่าว่า ถูกชายชาวญี่ปุ่นคลุ้มคลั่งบีบคอ และแม่ยังเป็นเสาหลักที่ทำงานหาเงินส่งเสียตนเองเรียนแพทย์ทุกวัน

หลังรับเรื่องได้ประสาน นายอำนาจ พละพลีวัลย์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และ พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ตำรวจสากลไทย) ทันที เพื่อเร่งรัดการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง พร้อมติดตามขั้นตอนการส่งศพกลับไทย และได้ประชาสัมพันธ์ขอน้ำใจคนไทยช่วยบริจาคเงินเป็น ค่าใช้จ่ายในการส่งกลับไทย ระหว่างนั้นมูลนิธิปวีณาฯ ได้ช่วยเหลือให้น้องมิ้นท์ได้ทำงานช่วงปิดเทอมเพื่อมีรายได้เป็นค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษา และมูลนิธิ “เพจอีจัน” รวบรวมเงินบริจาคจากสังคมอีจันมอบให้น้องมิ้นท์ จำนวน 157,765.47 บาท เป็นค่าใช้จ่ายและเป็นทุนการศึกษา และมูลนิธิปวีณาฯ ยังได้ประสาน นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ เจ้าของเพจอีจัน/มูลนิธิเพจอีจันรับน้องมิ้นท์เข้าทำงานพาร์ทไทม์ หารายได้เพื่อเรียนต่อ

ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

คดีการเสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่นนี้ ยังคงต้องรอผลการชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อคลายปมสงสัย และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัวต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุดคดีเสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

ความคืบหน้าของคดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลชันสูตรจะออกมาเป็นเช่นไร และจะสามารถคลี่คลายปมการเสียชีวิตของ คุณนงนภัทร์ ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการให้กำลังใจและช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น การมีหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น รอผลชันสูตรคลี่ปม

รวบ! **จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา**

ทีมข่าว SEE TRUE ติดตามทหาร ฉก.กรมทหารราบที่ 2 อรัญประเทศ ปฏิบัติการ **จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา** พบหนึ่งในนั้นอ้างว่าถูกหลอกไปขายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรู้เห็นเหตุการณ์ในคลิปช็อตไฟฟ้า ทำร้ายร่างกายคนไทยเมื่อ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา

ทีมข่าว SEE TRUE ไทยรัฐทีวี ติดตามการปฏิบัติการของทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 2 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ขับรถลาดตระเวนสังเกตการณ์ตามถนนชายแดนไทย-กัมพูชา ในตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ ช่วงค่ำวันที่ 9 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา หลังจากที่พื้นที่แห่งนี้มีขบวนการผู้มีอิทธิพลเป็นกลุ่มผู้นำท้องถิ่น นำพาทั้งคนไทย คนกัมพูชา และคนจีน ลักลอบข้ามแดนไปมาระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยไม่สนใจว่าทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 2 เฝ้าสกัดจับ และจับได้หลายครั้ง

ทีมข่าว SEE TRUE พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร พบแรงงานลอบเข้าไทย
ทีมข่าว SEE TRUE พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร พบแรงงานลอบเข้าไทย

ทหารที่พาทีม SEE TRUE ไปซุ่มสังเกตุการณ์ คือ ร้อยเอกเตชสิทธิ์ ฤทธิ์จรูญ ผู้บังคับกองร้อยทหารราบยานเกราะที่ 2 และจ่าสิบเอกสุรวุฒิ  พรมราช นายสิบสื่อสารกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งมีผลงานในการจับขบวนการนี้ได้นับครั้งไม่ถ้วน

หลังจากซุ่มอยู่ใกล้หมู่บ้านโนนสาวเอ้ ตำบลผ่านศึก จนถึงเวลาประมาณตี 5 ได้ยินเสียงรถยนต์ ขับอยู่ใกล้แนวชายแดน ผู้กองเตชสิทธิ์ จึงรีบขับรถฝ่าความมืด ไปดักใกล้แนวพรมแดน ที่ได้ยินเสียงรถ และสั่งการให้ทหารที่ซุ่มวางกำลังตามจุดต่างๆ ดักเส้นทางไว้ เพราะจากการวิทยุถามกัน พบรถยนต์เป้าหมายที่เป็นสมาชิกขบวนการเข้าไปในพื้นที่

จังหวะนั้น ผู้กองเตชสิทธิ์ จอดรถ ดักริมถนนศรีเพ็ญ ส่วนผู้สื่อข่าวทีม SEE TRUE นั้น จ่าสิบเอกสุรวุฒิ พาเดินฝ่าไร่อ้อย ไปที่บริเวณรอยต่อพรมแดน ซึ่งมีคลองน้ำใสกั้นพรมแดน และพบรอยเท้าคน เพิ่งข้ามมาจากฝั่งกัมพูชาใหม่ๆ น้ำในคลองยังคงเป็นฟองอากาศอยู่ พอข้ามมาได้ ก็เดินเข้าไปในไร่อ้อย จ่าสิบเอกสุรวุฒิ จึงพาเดินตามเข้าไป พอเดินฝ่าไร่อ้อยไปได้ประมาณ 50 เมตร ทะลุไปเจอกับคลองน้ำใส ที่ตีโค้งรอบไร่อ้อย และตรงนี้ที่พบคนกำลังแอบข้ามคลองน้ำใส จากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย

จ่าสิบเอกสุรวุฒิ จึงตะโกนให้ทุกคนออกมา ซึ่งตอนนั้นมีคนที่ข้ามมาแล้ว 6 คน บอกว่าตัวเองเป็นคนไทย แต่ยังมีผู้ชายกับผู้หญิงอีก 2 คน ที่ยังไม่ข้ามมา ซึ่งสุดท้ายเพื่อนที่ข้ามมาแล้วก็ช่วยพาข้ามเข้ามาได้ ส่วนคนนำพาชาวกัมพูชาอีก 3 คน ซึ่งยืนอยู่ในฝั่งกัมพูชา มองซ้ายมองขวาแล้วก็เดินออกไป

หลังจากทุกคนข้ามน้ำเข้ามาในฝั่งไทยได้ นับได้ 8 คน เป็นผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 4 คน อายุระหว่าง 19 – 34 ปี เป็นคนจังหวัดสระแก้ว 4 คน ขอนแก่น 1 คน ระนอง 1 คน เพชรบูรณ์ 1 คน และศรีสะเกษ 1 คน โดยมีผู้ชายอายุ 28 ปี ชื่อมิน ชาวจังหวัดระนอง อ้างว่าถูกหลอกไปขายต่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แล้วหาทางหนีออกมา และจะข้ามกลับไทยตามช่องทางธรรมชาติ ด้วยการมีคนรู้จักกันจ่ายเงินให้ขบวนการนำพาก่อน 8,000 บาท

ส่วนคนอื่นๆ อีก 7 คน จากการสอบถามเบื้องต้น อ้างว่าสมัครใจเข้าไปทำเว็บพนันออนไลน์ ได้เงินเดือน 20,000-25,000 บาท โดยส่วนใหญ่บอกว่าเข้าไปกัมพูชาเมื่อประมาณ 4-5 เดือนก่อน ตามช่องทางธรรมชาติ ซึ่งตอนนั้นทางเว็บพนันจ่ายค่านำพาให้ก่อนคนละ 9,000 บาท ส่วนการเดินทางกลับ ก็จ่ายค่านำพาให้กับชาวกัมพูชาคนละ 9,000 บาท แต่ก็มาถูกทหารจับกุมเสียก่อน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ทหาร ได้พาทั้ง 8 คน เข้าไปซักถามต่อที่ฐานปฏิบัติการของ ฉก.กรมทหารราบที่ 2 โดยนายมิน อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดระนอง ที่อ้างว่าตัวเองถูกหลอกไปขายต่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยคนที่หลอกไปขาย คือผู้ชายที่ปรากฏภาพในคลิป เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ช็อตไฟฟ้าและทำร้ายร่างกาย แต่ที่จริงแล้ว ชายคนดังกล่าวชื่อ นายพี อายุ 23 ปี ชาวจังหวัดระยอง

นายมิน อ้างว่า นายพีเป็นคนไทยในปอยเปต ที่จัดหาทั้งบัญชีม้า และหลอกคนไทยไปขายให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน โดยจะขายให้กับบอสคนจีนรายหนึ่ง ซึ่งตนไม่รู้จักชื่อ แต่ว่านายพี กลับหลอกคนไทยไปขายให้บอสคนจีนรายอื่น ที่ไม่ใช่บอสคนจีนรายเดิมจำนวนหลายคน และยังอมเงินของคนที่ไปเปิดบัญชีม้า ทำให้บรรดาบัญชีม้าไม่พอใจ จึงฟ้องกับหัวหน้าที่เป็นคนไทย เมื่อตรวจสอบแชตในโทรศัพท์ พบว่า นายพี มีพฤติกรรมอย่างนั้นจริง จึงถูกหัวหน้าคนไทย และบรรดาบัญชีม้าคนไทยที่ไม่พอใจรุมซ้อม 2 ครั้ง ประมาณวันที่ 10 และวันที่ 15 สิงหาคม ส่วนตัวเองถูกนายพี หลอกไปขายให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปอยเปต จากนั้นถูกขายต่อไปยังพนมเปญ และขายต่อไปยังเมืองบาเวต ติดชายแดนเวียดนาม แต่หนีออกมาได้

จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา

สถานการณ์การลักลอบข้ามแดนยังคงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การ **จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา** ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ

ความเสี่ยงของการลักลอบข้ามแดน

การลักลอบข้ามแดนมีความเสี่ยงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกลวง ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรืออาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม ดังนั้น การเดินทางเข้าออกประเทศอย่างถูกกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เรื่องราวของนายมินที่อ้างว่าถูกหลอกไปขายให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ และสะท้อนให้เห็นถึงภัยร้ายที่แฝงตัวอยู่ในการชักชวนไปทำงานในต่างแดน การตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางาน
  • สอบถามประสบการณ์จากคนที่เคยไปทำงานในประเทศนั้นๆ
  • แจ้งญาติหรือเพื่อนสนิทให้ทราบถึงแผนการเดินทาง

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนเหตุการณ์ **จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา** เพื่อขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งสำคัญในการปราบปรามการลักลอบข้ามแดนและการค้ามนุษย์

การ **จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา** เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงปัญหาการลักลอบข้ามแดน และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่หลงเชื่อคำชักชวนไปทำงานในต่างแดนอย่างผิดกฎหมาย เราควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องของแหล่งที่มา ก่อนตัดสินใจใดๆ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

ที่มา – จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา บางคนอ้าง ถูกหลอกไปขายแก๊งคอลฯ

Scroll to top