คริสตี โนเอม

ทรัมป์ปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

ทรัมป์ปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจสั่งปลดคริสตี โนเอม ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ (DHS) ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทุกฝ่าย

ทรัมป์ปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ หลังปัญหาลุกลาม

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองวันหลังจากที่โนเอมถูกซักฟอกอย่างหนักในสภาคองเกรส โดยเฉพาะประเด็นแคมเปญโฆษณามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เธอเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อรณรงค์ให้ผู้อพยพผิดกฎหมายออกจากประเทศโดยสมัครใจ สมาชิกสภาทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตต่างโจมตีว่าเป็นการใช้เงินภาษีอย่างสิ้นเปลือง ทรัมป์เองยังออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้อนุมัติโครงการนี้

สาเหตุหลักที่นำไปสู่ทรัมป์ปลด คริสตี โนเอม พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

นอกจากเรื่องโฆษณาแล้ว โนเอมยังเผชิญปัญหาหนักหลายด้านที่ทำให้เก้าอี้ของเธอสั่นคลอน ดังนี้:

  • นโยบายปราบผู้อพยพแข็งกร้าว: การผลักดันนโยบายของทรัมป์นำไปสู่เหตุยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 รายในรัฐมินนิโซตาเมื่อเดือนมกราคม สร้างความโกรธแค้นและการประท้วงรุนแรงทั่วประเทศ
  • ตอบสนองภัยพิบัติล่าช้า: ถูกวิจารณ์จากคนในพรรคตัวเองเรื่องความล่าช้าในการอนุมัติงบฉุกเฉินผ่าน FEMA ทำให้การช่วยเหลือภัยพิบัติไม่ทันการณ์
  • กระทรวง DHS ชัตดาวน์: กระทรวงภายใต้การดูแลของเธอเผชิญภาวะชัตดาวน์นานกว่า 20 วัน พนักงานทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน สร้างความไม่พอใจในหมู่เจ้าหน้าที่
  • ฟ้องร้องและประท้วง: กลยุทธ์บังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองถูกฟ้องร้องและประท้วงจำนวนมาก

ทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าจะเสนอชื่อนายมาร์กเวย์น มัลลิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐโอกลาโฮมา สังกัดรีพับลิกัน ให้มาแทน ส่วนโนเอมจะได้ตำแหน่งใหม่คือ “ทูตพิเศษเพื่อการคุ้มครองอเมริกา” ซึ่งมุ่งเน้นความมั่นคงในซีกโลกตะวันตก

หลังประกาศ โนเอมยังขึ้นเวทีสุนทรพจน์ที่แนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ในงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย แต่หลีกเลี่ยงการพูดถึงการถูกปลด โดยอ่านตามสคริปต์ที่เตรียมไว้ ทำให้หลายคนมองว่าเธอพยายามรักษาภาพลักษณ์

คริสตี โนเอม ถือเป็นสมาชิกระดับรัฐมนตรีคนแรกของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ที่ต้องพ้นตำแหน่ง วาระของเธอเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ตั้งแต่การจัดการผู้อพยพไปจนถึงวิกฤตงบประมาณ สะท้อนถึงความท้าทายที่รัฐบาลทรัมป์เผชิญในการผลักดันนโยบายสุดโต่ง

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงกระทบ DHS เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะนโยบายคนเข้าเมืองที่เป็นจุดขายหลักของทรัมป์ การเปลี่ยนตัวผู้บริหารอาจช่วยคลายความตึงเครียด แต่ก็ตั้งคำถามว่ามัลลินจะรับมือปัญหาเหล่านี้ได้ดีแค่ไหน

ในมุมมองของผู้เขียน การปลดครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์เพื่อลดแรงกดดันจากสื่อและฝ่ายค้าน ก่อนเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งใหญ่ หากคุณสนใจข่าวการเมืองสหรัฐฯ แนะนำติดตามต่อเพื่อดูพัฒนาการล่าสุด

ที่มา – ทรัมป์ปลด “คริสตี โนเอม” พ้นตำแหน่ง รมต.ความมั่นคงมาตุภูมิ

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลายังคงดำเนินต่อไป เมื่อหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้ทำการสกัดกั้นและยึดเรืออีกลำในน่านน้ำสากล บริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา ในทะเลแคริบเบียน การยึดเรืออีกลำครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 น.ส.คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้ออกมาเปิดเผยถึงปฏิบัติการยึดเรืออีกลำดังกล่าวผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยเธอระบุว่าปฏิบัติการนี้ดำเนินการโดยหน่วยยามฝั่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ เธอยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เข้ามาเทียบท่าที่ประเทศเวเนซุเอลาเมื่อไม่นานมานี้

“สหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าติดตามการลักลอบขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติในภูมิภาคนี้” ข้อความของโนเอมระบุไว้อย่างชัดเจน “เราจะตามหาคุณให้เจอ และเราจะหยุดยั้งคุณ”

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการยึดเรืออีกลำที่ถูกคว่ำบาตรเป็นครั้งที่สอง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ทีมปฏิบัติการทางยุทธวิธีของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พร้อมด้วยการสนับสนุนจากเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้บุกขึ้นไปบนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “The Skipper” และทำการยึดเรือดังกล่าว โดยอ้างว่าเรือนี้ถูกคว่ำบาตรเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันผิดกฎหมายในเวเนซุเอลา

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้ขู่ว่าจะดำเนินมาตรการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ถูกคว่ำบาตรที่เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันจากทางสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

ทางด้านมาดูโรได้ออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าเวเนซุเอลาจะยังคงเดินหน้าทำการค้าขายน้ำมันต่อไป และกล่าวว่า “เจตนา” ของทรัมป์คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง “สิ่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ไม่มีวัน ไม่มีวัน ไม่มีวัน — เวเนซุเอลาจะไม่มีวันตกเป็นอาณานิคมของอะไรหรือของใครทั้งนั้น ไม่มีวัน” เขากล่าว

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการตอกย้ำถึงความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างสองประเทศ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก การถูกยึดเรืออีกลำย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยึดเรืออีกลำ

  • การขาดแคลนน้ำมันภายในประเทศเวเนซุเอลาที่อาจรุนแรงขึ้น
  • ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจมีการผันผวน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาที่อาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลายังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ พลังงาน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจยึดเรืออีกลำในครั้งนี้ จะนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นไร คงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

Scroll to top