คลังน้ํามัน

ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากล่าสุดมีรายงานว่า ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม พื้นที่เป้าหมายอย่างหนัก สร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ

ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม ได้สำเร็จ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อว่า กองทัพยูเครนได้ใช้ฝูงโดรนพุ่งเป้าโจมตีคลังน้ำมันยุทธศาสตร์ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานีจัดเก็บและผลิตปิโตรเลียมที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย โดยมีความสามารถในการผลิตสูงถึง 12.5 ล้านตันต่อปี การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการสู้รบด้วยเทคโนโลยีระยะไกลที่แม่นยำยิ่งขึ้น

รายละเอียดการโจมตีและการสูญเสีย

จากการเปิดเผยของทางการยูเครน การที่ ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำลายคลังเก็บน้ำมันเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงฐานทัพเรือใกล้เคียงในเมืองครอนสตัดท์อีกด้วย แม้ทางฝั่งรัสเซียจะระบุว่าสามารถยิงโดรนสกัดกั้นได้กว่า 72 ลำ แต่ภาพความเสียหายและเปลวเพลิงที่พวยพุ่งสูงสู่ท้องฟ้าก็เป็นหลักฐานชัดเจนว่าปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จในระดับที่รัสเซียต้องกุมขมับ

ผลกระทบที่ตามมาจากการโจมตีระลอกล่าสุดนี้ ส่งผลให้เกิดปัญหาหลายประการ ดังนี้:

  • รัสเซียต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงที่รุนแรงขึ้นในตลาดภายในประเทศ
  • รัฐบาลมอสโกต้องเร่งออกกฎหมายฉุกเฉินเพื่อดึงทรัพยากรพลังงานมาสำรอง
  • ขีดความสามารถในการกลั่นน้ำมันของรัสเซียโดยรวมถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ไปกว่า 43% จากการโจมตีอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์ การเลือกโจมตีเป้าหมายระยะไกลถึง 850 กิโลเมตรจากชายแดนสะท้อนให้เห็นว่ายูเครนไม่ได้ต้องการเพียงแค่รบเพื่อป้องกันตัวในแนวหน้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการตัดกำลังทางเศรษฐกิจที่ใช้หล่อเลี้ยงเครื่องจักรสงครามของรัสเซียโดยตรง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดและกดดันรัฐบาลปูตินได้เป็นอย่างดี

สุดท้ายนี้ ในขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่เมืองคอสเตียนตินิฟกายังคงมีความตึงเครียด แต่กองทัพยูเครนยืนยันว่ายังคงรักษาพื้นที่ไว้ได้อย่างเต็มที่ การสู้รบในสงครามครั้งนี้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า พลังของการโจมตีด้วยเทคโนโลยีโดรนสามารถเปลี่ยนเกมการรบได้จริง และเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ารัสเซียจะหามาตรการตอบโต้หรือป้องกันโครงสร้างพื้นฐานของตนเองอย่างไรในอนาคต

ที่มา – ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม

ดีเอสไอ จ่อเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กำลังเร่งรัดการสืบสวนคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะประเด็นการกักตุนน้ำมันที่สร้างผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ ล่าสุดมีพัฒนาการน่าสนใจที่ ดีเอสไอ จ่อเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน หลังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือถึง 20 เที่ยว ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับน้ำมันที่ “ล่องหน” กว่า 57-60 ล้านลิตรกลางทะเลสุราษฎร์ธานี

ดีเอสไอ จ่อเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้า (บก.ปคบ.) เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 พบน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากโดยไม่มีใบกำกับการขนส่ง และมีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจคุณภาพ ส่งผลให้มีการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทันที

คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติให้รับคดีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลางตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นคดีพิเศษ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ มอบหมายกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค นำโดย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกอง ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องที่ โดยสำนวนนี้คือที่ 42/2569

เมื่อ 17 เมษายน ร.ท.ภชภณ สุพานิชวรภาชน์ และทีมลงพื้นที่อ่างทอง ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขต 1 พบว่าบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 และมีคลังน้ำมันที่ขออนุญาตจากบริษัทย่านบางขุนเทียน การตรวจสอบเอกสารใบกำกับ ลูกค้า และตัวอย่างน้ำมันจาก 5 ถัง

ผลการตรวจสอบปริมาณน้ำมันในคลัง

  • ถัง TD2 (ดีเซล B7): 102,412 ลิตร
  • ถัง TS4 (แก๊สโซฮอล์ 95): 140,879 ลิตร
  • ถัง TD3 (ไม่ได้ใช้งาน): 51,640 ลิตร
  • ถัง TD1 (ดีเซล B7): 291,250 ลิตร
  • ถัง TS5 (แก๊สโซฮอล์ 91): 64,997 ลิตร

ดีเอสไอจะรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษแยกจาก 59/2569 โดยไม่ต้องรอผลตรวจคุณภาพหรือร้องทุกข์ เพราะเข้าข่ายมติ กคพ. วันที่ 9 เมษายน ขั้นตอนต่อไปคือออกหมายเรียกพยานทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้สนับสนุน ไม่จำกัดกรรมการบริษัท สอบสวนขยายประเด็นกักตุนและปลอมปน

นอกจากนี้ พบความผิดปกติเรือขนส่งน้ำมัน 12 ลำ จาก 8 บริษัท (20 เที่ยว) จากโรงกลั่นตะวันออกไปสุราษฎร์ธานี น้ำมันหาย 57-60 ล้านลิตร ดีเอสไอเชิญ 8 บริษัทให้ปากคำที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ 21-23 เมษายน ถามเรื่องธุรกิจ ใบกำกับ และการขนส่ง โรงกลั่นยืนยันส่งน้ำมันจริง

คณะพนักงานสอบสวนจะบูรณาการกับหน่วยงานอื่น เสนอนายกฯ ลงนามคำสั่ง ดีเอสไอ จ่อเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน เพื่อคลี่คลายคดีให้โปร่งใส

การสืบสวนนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐในการปกป้องผู้บริโภคจากพฤติกรรมผิดกฎหมายที่กระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ หากผลตรวจคุณภาพออกมา พบปลอมปน จะดำเนินคดีเพิ่มเติมแน่นอน

ติดตามพัฒนาการคดีนี้ต่อไป เพราะอาจนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดรายใหญ่ คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย

ที่มา – ดีเอสไอ จ่อเรียกสอบ 8 บริษัท ให้ข้อมูลในฐานะพยาน คดีกักตุนน้ำมัน

เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ชี้คลัง-ปั๊มปกติ

ช่วงนี้หลายคนกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำมันที่ดูตึงเครียด แต่ล่าสุด เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ออกมาให้ข้อมูลอัปเดตที่ทำให้ทุกคนโล่งใจ จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่พบปัญหาความผิดปกติในคลังน้ำมันหรือปั๊มบริการเลย

เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 10.07 น. นายดนุชา ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำมันล่าสุด โดย DSI และพลังงานจังหวัดได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และพ่อค้าคนกลางหรือจ็อบเบอร์ ใน 7 จังหวัดหลัก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุดรธานี ลำปาง พิษณุโลก ชุมพร และสงขลา ผลการตรวจพบว่าทุกอย่างปกติ จ็อบเบอร์ที่มีคลังน้ำมันมีปริมาณคงเหลือเฉลี่ย 1 หมื่นลิตร การซื้อขายเป็นไปตามปกติ ไม่มีอะไรผิดแปลก

ตรวจสอบคลังน้ำมันขนาดใหญ่และสถานีบริการ

สำหรับคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในจังหวัดสงขลาของ ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก และเชลล์แห่งประเทศไทย พบว่าน้ำมันคงเหลือไม่ถึง 50% หรือราว 10 ล้านลิตร จากความจุ 25-28 ล้านลิตร แต่เป็นการส่งออกตามปกติ โดยสถิติเดือนมีนาคม การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการ

ส่วนสถานีบริการน้ำมัน จากการสำรวจ 550 แห่งโดยหอการค้า พบว่าปั๊มที่ไม่มีน้ำมันลดลงเหลือ 390 แห่ง จากเดิม 450 แห่ง แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน

  • จ็อบเบอร์ซื้อขายปกติ ไม่พบผิดปกติ
  • คลังสงขลาคงเหลือ 10 ล้านลิตร ส่งออกตามแผน
  • ปั๊มหมดน้ำมันลดลง 60 แห่ง

ที่สำคัญคือปริมาณน้ำมันดิบ เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ จากเดิมรายงาน 3,400 ล้านลิตร ระหว่าง 20-25 มีนาคม เข้ามาเพิ่ม 878 ล้านลิตร รวมปัจจุบัน 4,231 ล้านลิตร เพียงพอสำหรับการกลั่นให้ประชาชนใช้ นอกจากนี้ สิ้นเดือนมีนาคม จะมีเข้ามาเพิ่ม 4 ล้านบาร์เรล เมษายน 24 ล้านบาร์เรล และพฤษภาคม 8 ล้านบาร์เรล รองรับได้สบาย

แนวทางการส่งออกน้ำมันและความมั่นคงพลังงาน

ในเรื่องการส่งออก ตั้งแต่ 1-25 มีนาคม ไทยส่งน้ำมันไปลาวเฉลี่ย 4.6 ล้านลิตรต่อวัน และเมียนมา 227,000 ลิตรต่อวัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีดำริให้ศึกษาการส่งน้ำมันสำเร็จรูปไปยัง 2 ประเทศเพื่อนบ้านแทนการกลั่นในไทย ซึ่งจะช่วยเก็บน้ำมันกลั่นไว้ให้ประชาชนใช้ เพิ่มความมั่นคงพลังงานอย่างน้อย 5 ล้านลิตรต่อวัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษาความเป็นไปได้

สถานการณ์น้ำมันในไทยช่วงนี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความต้องการสูง การส่งออกเพิ่ม และปัญหาโลจิสติกส์ แต่จากข้อมูลล่าสุด รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดการได้ดี การนำเข้าน้ำมันดิบต่อเนื่อง และการตรวจสอบเข้มงวดช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

สำหรับผู้ใช้รถยนต์และธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมัน แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方อย่างสม่ำเสมอ เพื่อวางแผนการใช้พลังงานให้เหมาะสม ในอนาคต รัฐบาลอาจมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น ส่งเสริมน้ำมันทางเลือกหรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำมันดิบ

โดยรวมแล้ว เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนกำลังคลี่คลาย ไม่ต้องตื่นตระหนก สัญญาณบวกที่เห็นคือปริมาณคงเหลือเพิ่มและปั๊มเปิดบริการปกติ

ความเห็นส่วนตัว: นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารข้อมูลที่โปร่งใสจากหน่วยงานรัฐ ช่วยลดความสับสนในสังคม หากรัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องแบบนี้ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเร็วขึ้นแน่นอน

ติดตามข่าวสารพลังงานและเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลจริง!

ที่มา – เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ชี้ ตรวจสอบแล้วไม่พบคลังน้ำมัน-ปั๊ม จ่ายน้ำมันผิดปกติ

“อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น

วิกฤตน้ำมันกำลังรุนแรงขึ้นในประเทศไทย เมื่อ “อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น น้ำมันที่กักตุนเพื่อขายในราคาแพงให้กลุ่มค้าส่ง แทนที่จะปล่อยสู่ประชาชนที่ปั๊มน้ำมัน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวนจากสงครามและปัจจัยภายนอก ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแฉในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ระหว่างพิจารณาญัตติด่วนแก้ไขวิกฤตพลังงาน

“อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น

นายอรรถวิชช์ เปรียบสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันเหมือน “ดูดหลอดกาแฟ” ที่ลมยังไม่พัดแรง แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ “อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น ทั้ง 6 แห่งในประเทศ ไม่ใช่ประชาชนที่กักตุนเพราะประชาชนเก็บได้แค่ถังเล็กๆ ไม่กี่สิบลิตรเท่านั้น ปริมาณน้ำมันในประเทศยังมีเหลือเฟือ โดยปกติไทยกลั่นน้ำมันได้วันละ 1 ล้านบาร์เรล หรือราว 159 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมากกว่าความต้องการ แต่ทำไมหน้าปั๊มถึงขาดแคลน?

สาเหตุหลักจากกลไก 2 ราคา

หลังสงครามปะทุเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูง ราคาค้าปลีกหน้าปั๊มถูกตรึงไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรด้วยกองทุนน้ำมันชดเชย แต่ราคาค้าส่งทะยานถึง 50 บาทต่อลิตร โรงกลั่นจึงหันไปขายให้กลุ่มค้าส่งเพื่อกำไรสูงกว่า โดยเฉพาะปั๊มแฟรนไชส์ขนาดเล็กถูกตัดโควตาก่อน รัฐบาลประกาศอุ้มราคา ทำให้โรงกลั่นกักตุนรอราคาขึ้นอีก

  • โรงกลั่นผลิตน้ำมันเพียงพอ แต่เลือกขายแพง
  • กลุ่มค้าส่งรับน้ำมันไปเก็งกำไร
  • ปั๊มค้าปลีกขาดแคลน ส่งผลกระทบประชาชน
  • กองทุนน้ำมันถูกใช้ชดเชยส่วนต่างทุกวัน

แนวทางแก้ไขที่นายอรรถวิชช์เสนอ

นายอรรถวิชช์ชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่มาถูกทางด้วยการใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 ห้ามส่งออกน้ำมัน แต่ควรขยายไปสั่งตรึงราคาขายแบบตายตัว ไม่ให้มี 2 ราคา ใช้คณะกรรมการกลางพาณิชย์กำหนดราคาแทน โรงกลั่นไม่ใช่ร้านทองที่ขาดทุนแล้วรัฐไม่ช่วย แต่มีกองทุนน้ำมันอุ้มอยู่ หากขาดทุนให้ยื่นขอชดเชย ไม่ใช่ชดเชยอัตโนมัติทุกวัน

ท่านอรรถวิชช์ขีดเส้นใต้ย้ำว่า “กองทุนน้ำมันไม่ได้มีไว้ชดเชยกำไรโรงกลั่น” รัฐต้องเด็ดขาด กำหนดราคาขายจากต้นทุนจริง ไม่ใช่สมมติราคาขึ้น หากทำได้จะหยุดกลไกเก็งกำไรได้ทันที

วิกฤตนี้จะยิ่งหนักหลังสงกรานต์ เพราะน้ำมันจะขาดจริงหากไม่แก้ที่ต้นตอ สถานการณ์คล้ายปี 2568 ที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เคยเจอปัญหาคล้ายกัน ไทยต้องพึ่งพากลั่นในประเทศ ลดนำเข้า และควบคุมโรงกลั่นเครือข่ายให้โปร่งใส

ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งที่ “อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ รัฐบาลต้องรีบดำเนินการเพื่อปกป้องประชาชนจากราคาน้ำมันแพง หากปล่อยไว้ ผลกระทบจะลามไปสู่อาหาร ยานพาหนะ และเศรษฐกิจทั้งระบบ คุณคิดอย่างไรกับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้!

ที่มา – “อรรถวิชช์” แฉ “ไอ้โม่ง” คือโรงกลั่น ลั่นกองทุนน้ำมันไม่ได้มีไว้ชดเชยกำไรโรงกลั่น

ขีดเส้น 3 วัน คลังน้ำมันอ่างทอง แสดงเอกสาร

หลังจากที่ ปคบ. บุกตรวจคลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง เนื่องจากถูกร้องเรียนเรื่องขายดีเซลเกินราคา ล่าสุด ขีดเส้น 3 วัน คลังน้ำมันอ่างทอง ต้องแสดงเอกสารนำเข้า-ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง มิเช่นนั้นจะมีโทษจำคุกและปรับหนัก เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการค้าขายน้ำมัน ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามน้ำมันเชื้อเพลิงตำรวจภูธรภาค 1 (ศปนม. ภาค 1) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายปกครอง สรรพสามิต พาณิชย์จังหวัด และพลังงานจังหวัดอ่างทอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันริมถนนสายเอเชีย ตำบลตลาดกรวด อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง พบว่าน้ำมันดีเซลในสต็อกทั้งหมด 331,000 ลิตร อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามการตรวจสอบเบื้องต้น

ขีดเส้น 3 วัน คลังน้ำมันอ่างทอง ต้องแสดงเอกสารนำเข้า-ส่งออก

จุดสำคัญของการตรวจสอบครั้งนี้คือ ขีดเส้น 3 วัน คลังน้ำมันอ่างทอง ให้แสดงเอกสารหลักฐานการนำเข้าน้ำมันจากต้นทาง ส่งต่อผ่านคลัง ไปยังปลายทาง เพื่อตรวจสอบปริมาณสต็อกให้ตรงกัน แต่จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่คลังทั้งในอ่างทองและกรุงเทพฯ ยังไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้ นายก้องเกียรติ กิตติคุณ พลังงานจังหวัดอ่างทอง ระบุชัดเจนว่า ได้ทำหนังสือแจ้งลายลักษณ์อักษรไปยังเจ้าของคลังแล้ว กำหนดส่งเอกสารภายในวันที่ 23 มีนาคม 2569

โทษร้ายแรงหากไม่แสดงเอกสารตามกำหนด

หากคลังน้ำมันไม่ปฏิบัติตาม จะผิดตาม มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยผู้ค้าตามมาตรา 10 ที่ไม่ปฏิบัติตาม มีโทษตามมาตรา 56 (3) ดังนี้

  • จำคุกไม่เกิน 1 ปี
  • ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
  • หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ การตรวจสอบน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ในถัง พบว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกชนิด ไม่มีปัญหาคุณภาพ แต่ประเด็นเอกสารยังคงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะช่วยป้องกันการค้าน้ำมันเถื่อนหรือการกำหนดราคาไม่เป็นธรรม

ที่มาของปัญหาและบทเรียนที่ได้

ก่อนหน้านี้ ปคบ. เข้าตรวจหลังถูกร้องเรียนว่าคลังนี้ขายดีเซลลิตรละ 40.50 บาท ซึ่งเกินราคาควบคุม เจ้าของอ้างว่ารับน้ำมันมาในราคาแพง แต่ไม่มีเอกสารยืนยัน เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาในวงการค้าปลีกน้ำมัน ที่มักมีช่องโหว่เรื่อง traceability หรือการติดตามแหล่งที่มา ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวนจากสถานการณ์โลก

เพื่อป้องกันปัญหาคล้ายกัน หน่วยงานรัฐควรเพิ่มการตรวจสอบแบบสุ่มและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบ blockchain สำหรับติดตามการนำเข้า-ส่งออก ผู้ประกอบการก็ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงโทษทางกฎหมาย

นอกจากนี้ ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ผ่านช่องทาง ปคบ. หรือ hotline พลังงานจังหวัด หากพบราคาน้ำมันผิดปกติ สิ่งนี้ช่วยรักษาความเป็นธรรมในตลาดได้

สรุปแล้ว ขีดเส้น 3 วัน คลังน้ำมันอ่างทอง เป็นสัญญาณเตือนถึงความเข้มงวดของหน่วยงานรัฐในการกำกับดูแล การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค อย่าปล่อยให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม และแชร์ข่าวนี้เพื่อให้ทุกคนตื่นตัว!

ที่มา – ขีดเส้น 3 วัน “คลังน้ำมันอ่างทอง” แสดงเอกสารนำเข้า-ส่งออก มีโทษจำคุก-ปรับ

ลูกจ้างดับ 1 ราย เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมัน

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามีข่าวร้ายจากจังหวัดขอนแก่น ที่ทำให้หลายคนใจหายใจคว่ำ นั่นคือ ลูกจ้างดับ 1 ราย เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมัน ฉีดโฟมเลี้ยงหวั่นปะทุ รอสอบสาเหตุ เกิดขึ้นในคลังน้ำมันเอกชน ต.กระนวน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 09.30 น. รถบรรทุกน้ำมันระเบิดลุกไหม้ เจ้าหน้าที่รีบควบคุมเพลิง แต่ยังต้องฉีดโฟมปกคลุมไว้เพราะกลัวไฟปะทุซ้ำ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ใหญ่เลยนะครับ

ลูกจ้างดับ 1 ราย เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมัน ฉีดโฟมเลี้ยงหวั่นปะทุ รอสอบสาเหตุ

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานบุกตรวจสอบทันที นำโดยนายคารม คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น, ว่าที่รต.สุขุม ดลโสภณ นายอำเภอกระนวน, ตำรวจชุดสืบสวน และสำนักงานพลังงานจังหวัด มีรถฉีดโฟมจากกองทัพอากาศกองบินน้ำพองกับ ปภ.ขอนแก่น มาช่วยดับไฟ สุดท้ายควบคุมเพลิงได้ในวงจำกัด แต่พื้นคอนกรีตยังร้อนจัด มีควันลอยจากถังน้ำมัน เลยต้องฉีดโฟมต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัย

ความเสียหายรุนแรงขนาดไหน?

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบรถบรรทุกน้ำมันเสียหายทั้งหมด 4 คัน แทงค์น้ำมันเสียหาย 5 แทงค์ และที่เศร้าสุดคือมีลูกจ้างขับรถเสียชีวิต 1 ราย ชื่อนายอานนท์ ร้อยคำลือ อายุ 54 ปี ชาวอุดรธานี คาดว่ามูลค่าความเสียหายราว 8 ล้านบาทเลยทีเดียว นึกภาพตามแล้วขนลุกแทนเลยครับ

  • รถบรรทุกน้ำมันวอด 4 คัน (3 คันแทงค์เปล่า 1 คันมีน้ำมัน)
  • แทงค์น้ำมันเสียหายบางส่วนอีก 1 แทงค์
  • ผู้เสียชีวิต 1 ราย
  • มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 8 ล้านบาท

สาเหตุเบื้องต้นเกิดจากอะไร?

ตอนนี้ยังรอผลจากกองพิสูจน์หลักฐานและพนักงานสอบสวนสภ.กระนวน แต่สันนิษฐานว่าอาจมาจากไฟฟ้าสถิตของรถแทงค์เปล่าที่จอดใกล้รถที่มีน้ำมัน ทำให้เกิดปฏิกิริยาระเบิดแล้วลุกลาม นายคารมบอกว่าอุบัติเหตุแบบนี้ในขอนแก่นเป็นครั้งแรก เพราะปกติการถ่ายโอนน้ำมันมีมาตรฐานสากล มีสายกราวนด์ต่อดินเพื่อป้องกันไฟฟ้าสถิต แต่ไฟไหม้หนักขนาดนี้ต้องตรวจละเอียด ว่ามีการลัดขั้นตอนหรือไม่ คาดว่านายอานนท์กำลังตรวจเช็คปริมาณน้ำมันก่อนถ่ายเข้าคลัง แล้วเกิดเหตุขึ้น

เจ้าของคลังบอกแค่ว่าเช้ามีคนแจ้งไฟไหม้ มีเสียงระเบิด แล้วเจอศพลูกจ้างข้างรถ ไม่ยอมให้สัมภาษณ์เพิ่ม กำลังรอเช็คกล้องวงจรปิด บริเวณใกล้เคียงอย่างปั๊มน้ำมันใหญ่เปิดบริการปกติ โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคมก็เรียนได้ตามปกติ หลังเจ้าหน้าตรวจยืนยันปลอดภัย

เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมันแบบนี้หายากมาก เพราะมีระบบนิรภัยสูง แต่ก็เกิดขึ้นได้จากความประมาทหรือปัจจัยไม่คาดฝัน เราควรเรียนรู้จากเคสนี้ เช่น ต้องมีระบบกราวนด์ดีๆ ตรวจสอบรถก่อนใช้งาน และฝึกอบรมพนักงานเรื่องความปลอดภัยน้ำมันเสมอ

สุดท้าย ผมคิดว่าเหตุการณ์ ลูกจ้างดับ 1 ราย เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมัน นี้เป็นเครื่องเตือนใจใหญ่ให้ทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะคลังน้ำมัน ต้องยกระดับความปลอดภัยให้สูงสุด ถ้าคุณทำงานในสายนี้หรือมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนไอเดียป้องกันอุบัติเหตุ ติดตามข่าวอัปเดตสาเหตุจริงๆ ได้ที่นี่เลย!

ที่มา – ลูกจ้างดับ 1 ราย เหตุไฟไหม้รถบรรทุกน้ำมัน ฉีดโฟมเลี้ยงหวั่นปะทุ รอสอบสาเหตุ

Scroll to top