ความขัดแย้งชายแดน

ตลาดโรงเกลือ เงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าทยอยปิดร้าน-ติดป้ายเซ้งเพียบ

สถานการณ์ตลาดโรงเกลือ เงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าทยอยปิดร้าน-ติดป้ายเซ้งเพียบ กำลังเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการชายแดนไทย-กัมพูชา ตลาดชื่อดังแห่งอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเคยคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวและสินค้านำเข้าจากกัมพูชา กลับกลายเป็นพื้นที่ร้างร้านในช่วงนี้ มาดูกันว่าอะไรคือสาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้น

ตลาดโรงเกลือ เงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าทยอยปิดร้าน-ติดป้ายเซ้งเพียบ

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าบรรยากาศภายในตลาดโรงเกลือเงียบเหงาอย่างเห็นได้ชัด ร้านค้าหลายร้อยร้านเริ่มทยอยปิดตัว บางแห่งปิดถาวร บางแห่งติดป้ายประกาศเซ้งร้านหรือขายกิจการ สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ด่านบ้านคลองลึก ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญ ต้องปิดตัวลงชั่วคราว ส่งผลให้สินค้านำเข้าหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวหายไปเกือบหมด

ถนนสายหลักในตลาดที่เคยแน่นขนัดด้วยผู้คนจากทั้งสองประเทศ ตอนนี้เหลือเพียงผู้เดินตลาดบางตา แตกต่างจากยุคทองที่เม็ดเงินหมุนเวียนวันละหลายล้านบาท พ่อค้าแม่ค้าหลายรายเล่าว่า รายได้ลดลงกว่า 80% ไม่สามารถจ่ายค่าเช่าร้าน ค่าน้ำค่าไฟ และค่าจ้างลูกน้องได้

สาเหตุที่ทำให้ตลาดโรงเกลือ เงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าทยอยปิดร้าน

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือกระแสข่าวความตึงเครียดชายแดน โดยผู้นำกัมพูชาออกมาให้สัมภาษณ์ว่าหลังสงกรานต์อาจมีการปะทะรอบที่ 3 หรือทวงคืนพื้นที่ ทำให้ผู้ประกอบการหวาดกลัวเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ ด่านชายแดนปิดนานหลายสัปดาห์ สินค้าอุปโภคบริโภค ของถูกชื่อดังอย่างเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง จากกัมพูชาและจีน หยุดไหลเวียน สต็อกสินค้าลดฮวบ

  • ปิดด่านชายแดน: ด่านคลองลึกหยุดบริการ สินค้านำเข้าติดขัด
  • นักท่องเที่ยวหดหาย: ชาวไทยและกัมพูชาเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
  • ข่าวลือการปะทะ: สร้างความไม่มั่นใจให้พ่อค้าแม่ค้า
  • ต้นทุนสูง: ค่าเช่าร้านยังคงเดิมแต่รายได้ศูนย์

พ่อค้าคนหนึ่งกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ขายวันละ 5-6 หมื่น ตอนนี้แทบไม่มีคนเดิน ต้องเซ้งร้านเพื่อเอาตัวรอด” สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบผู้ค้าปลีก แต่ยังลามไปถึงโรงงานผลิต ผู้ขับรถบรรทุก และแรงงานข้ามชาติ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนสระแก้ว

ตลาดโรงเกลือเป็นหนึ่งในตลาดชายแดนใหญ่ที่สุดของไทย สร้างรายได้ให้ชาวสระแก้วนับพันครอบครัว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจทำให้ผู้ค้าหลายพันรายต้องย้ายถิ่นฐานหรือเลิกค้าขาย ส่งผลให้ GDP จังหวัดสระแก้วชะลอตัว เศรษฐกิจท้องถิ่นซบเซา นอกจากนี้ ยังกระทบห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ผลิตในกัมพูชาจนถึงผู้บริโภคในไทย

ในอดีต ตลาดโรงเกลือเคยเป็นแหล่งช้อปปิ้งสุดฮิต ด้วยสินค้าราคาถูก คุณภาพดี ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ตอนนี้ภาพนั้นจางหาย ประชาชนในพื้นที่ต่างเฝ้ารอการคลี่คลายจากรัฐบาลทั้งสองฝ่าย

แนวทางแก้ไขและความหวังในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้รัฐบาลเร่งเจรจาทวิภาคี เปิดด่านให้เร็วที่สุด พร้อมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เช่น ลดค่าเช่าที่ดิน ยืดชำระหนี้ หรือจัดตลาดออนไลน์ชั่วคราว หากสถานการณ์ดีขึ้น ตลาดโรงเกลือจะกลับมาคึกคักได้ไม่ยาก เพราะฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น

สรุปแล้ว ตลาดโรงเกลือ เงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าทยอยปิดร้าน-ติดป้ายเซ้งเพียบ เป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจชายแดน หวังว่านักการเมืองจะหาทางออกได้เร็ววัน

คุณคิดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อไหร่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเศรษฐกิจชายแดนจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ตลาดโรงเกลือ” เงียบเหงา พ่อค้าแม่ค้าทยอยปิดร้าน-ติดป้ายเซ้งเพียบ

สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC ชี้ไทยถูกรุกล้ำ

สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC กลายเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ออกโรงโต้กลับการกล่าวหาที่บิดเบือนจากฝั่งกัมพูชากลางเวทีสหประชาชาติ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดมานาน ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้งในที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สมัยที่ 61 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว โต้กัมพูชา UNHRC

สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC กรณีใส่ร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริง

ในการกล่าวถ้อยแถลง รัฐมนตรีสีหศักดิ์ได้ย้อนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา โดยชี้แจงว่าประเทศไทยเคยเปิดให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและฟื้นฟูประเทศหลังสงคราม แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกล้ำดินแดน ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC โดยตรงต่อรองนายกัมพูชาที่พาดพิงไทย โดยระบุว่าการกระทำของกัมพูชา เช่น การยั่วยุ การวางทุ่นระเบิด และการยิงข้ามชายแดน เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง ไม่ใช่ฝ่ายไทย

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ได้กลายเป็นจุด nóngมานานหลายสิบปี แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่กัมพูชายังคงทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีสีหศักดิ์มองว่าเป็นการบั่นทอนสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังยืนยันที่จะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดน โดยไม่ยอมให้มีการรุกล้ำใดๆ

การประชุม UNHRC เจนีวา

สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC ชี้ไทยถูกรุกล้ำดินแดนมานาน

รัฐมนตรีฯ ยังได้กล่าวถึงปัญหาอื่นๆ ในที่ประชุม เช่น วิกฤตการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามชาติที่ไทยได้รับผลกระทบหนัก โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ ซึ่งมักมีฐานในประเทศที่ขาดหลักนิติธรรม นี่แสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของไทยในเวทีโลก ไม่ใช่แค่เรื่องชายแดนเท่านั้น

ย้อนดูบริบท ปัญหาชายแดนเกิดจากการละเมิดซ้ำซากของกัมพูชา รวมถึงการแทรกแซงการเมืองภายในไทย ส่งผลให้เกิดการปะทะที่พลเรือนเสียชีวิต ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรเกิดกับเพื่อนบ้านอาเซียน ไทยปรารถนาสันติภาพเสมอมา และเรียกร้องให้กัมพูชาเลือกทางเจรจาแทนการยั่วยุ โดยเฉพาะในยุคที่ทั้งคู่มีข้อตกลงหยุดยิงแล้ว

  • ไทยให้ที่พักพิงผู้ลี้ภัยกัมพูชาในอดีต
  • ช่วยฟื้นฟูหลังสงครามกลางเมือง
  • ยืนยันเจรจาแต่ปกป้องดินแดน
  • ประณามการยิงข้ามแดนและทุ่นระเบิด
  • เรียกร้องสันติภาพแทนความตึงเครียด

การที่สีหศักดิ์ โต้กัมพูชา UNHRC แบบนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยใช้หลักฐานและข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่วาทกรรม นอกจากนี้ ยังย้ำถึงความสำคัญของระบบพหุภาคีในยุคท้าทาย เพื่อแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและความมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน การโต้กลับที่หนักแน่นครั้งนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก และเป็นเครื่องเตือนใจว่าประเทศไทยไม่ยอมให้ถูกกลั่นแกล้ง ปัญหานี้ควรแก้ด้วยการเจรจาพหุฝ่าย เช่น ผ่านอาเซียน เพื่อสันติภาพยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อให้คนไทยตื่นตัวเรื่องชายแดน!

ที่มา – “สีหศักดิ์” โต้กลางเวที UNHRC กัมพูชาใส่ร้ายบิดเบือนข้อเท็จจริง ชี้ไทยถูกรุกล้ำดินแดนมานาน

ส่องอาวุธหนัก กองทัพกัมพูชา อานุภาพการทำลายถึงไทย

กองทัพกัมพูชา (Royal Cambodian Armed Forces: RCAF) มีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต/รัสเซีย และจีน ซึ่งรวมถึงอาวุธหลักที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงบางชนิด

 อาวุธหลักของกองทัพกัมพูชา

กองทัพกัมพูชามียุทโธปกรณ์หลายประเภทตั้งแต่อาวุธประจำกายไปจนถึงระบบปืนใหญ่หนัก:

  • ระบบจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Rocket Launcher Systems – MLRS):
    • BM-21 Grad (ขนาด 122 มม.): เป็นระบบจรวดที่ไม่นำวิถี (ส่วนใหญ่) เน้นการยิงแบบ ปูพรมในพื้นที่กว้างมีท่อยิง 40 ลำกล้อง ระยะยิงประมาณ 20-40 กิโลเมตร อานุภาพทำลายล้างสูงในพื้นที่เป้าหมาย
    • RM-70: พัฒนาจาก BM-21 ถือเป็นหนึ่งในอาวุธปืนใหญ่ที่ทรงพลังที่สุดของกัมพูชา
    • PHL-03 (ขนาด 300 มม. – จรวดพิสัยไกล): เป็นระบบที่จัดหามาจากจีน มีขีดความสามารถที่น่าจับตามองมาก ระยะยิงไกลถึง 70 – 130 หรือ 160 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับชนิดจรวด) สามารถใช้จรวดนำวิถีได้ และมีอำนาจทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างราบคาบ ถือเป็นอาวุธพลิกเกม 
  • ปืนใหญ่สนามลากจูง:
  • มีการใช้งานปืนใหญ่หลายขนาด เช่น Type 59-1 (ขนาด 130 มม.) จากจีน, D-30 (ขนาด 122 มม.) จากโซเวียต/รัสเซีย
ส่องอาวุธ
  • ยานเกราะและรถถัง:
  • มีการใช้งานรถถังหลักรุ่นเก่า เช่น T-54/55 และรุ่นลอกแบบ Type 59 รวมถึงยานรบทหารราบ BMP-3 และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ BTR-60PB นอกจากนี้ยังมีรายงานการจัดซื้อรถถังหลักรุ่นใหม่ VT-4 และปืนใหญ่อัตตาจร SH1 (155 มม.) จากจีน

ปืนเล็กยาวและอาวุธประจำกาย:

  • ส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่มาจากอดีตโซเวียตและจีน เช่น AK-47, Type 56/81, และปืนที่มาจากตะวันตก เช่น M16A1
ส่องอาวุธ

อานุภาพการทำลาย

อาวุธที่น่ากังวลที่สุดในบริบทชายแดนคือ ระบบจรวดหลายลำกล้อง (MLRS) เช่น BM-21 Grad และ PHL-03

  • BM-21 Grad: แม้จะขาดความแม่นยำสูง (เน้นการยิงปูพรม) แต่การยิงจรวดพร้อมกัน 40 ลูกในพื้นที่เป้าหมายจะก่อให้เกิด ความเสียหายรุนแรงในวงกว้าง ทั้งต่อกำลังพล อาคารบ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานในแนวหลัง
  • PHL-03: ด้วยพิสัยการยิงที่ไกลและจรวดที่มีตัวเลือกนำวิถี จะทำให้อำนาจการยิงของกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ลึกเข้าไปในประเทศไทยได้มากขึ้น และสามารถทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้

เคยยิงมาฝั่งไทยหรือไม่ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

มีการรายงานอย่างเป็นทางการว่าอาวุธของกัมพูชาเคยยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย ในเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการปะทะหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2554 (กรณีปราสาทพระวิหาร) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง

  • เหตุการณ์ในอดีต (เช่น ปี พ.ศ. 2554/2568):
    • มีการรายงานการใช้ เครื่องยิงจรวด BM-21 Grad ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือนลึกในฝั่งไทย
    • ตัวอย่างเช่น ใน เหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชาเมื่อกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานว่ากระสุนจาก BM-21ตกลงใส่ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน

การอ้างอิงในปัจจุบัน:

  • ล่าสุดใน เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานการปะทะกันอย่างหนักบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี/ศรีสะเกษ ซึ่งกองทัพบกไทยได้ประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้อาวุธยิงสนับสนุนต่างๆ ยิงมายังแนวทหารและ เคยยิงใส่พื้นที่เป้าหมายพลเรือนฝ่ายไทย ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต (อ้างอิง: Line Today, The101.world) นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงว่ากัมพูชาได้ยิง BM-21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย ในจังหวัดบุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด)

ข้อตกลงในการถอนอาวุธ:

  • ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างไทยและกัมพูชา และมีข้อตกลงร่วมกันในการ ถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ออกจากแนวชายแดนเป็นระยะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาวุธเหล่านี้เคยถูกนำมาประจำการในบริเวณดังกล่าว

ที่มา :https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2900666

“กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน? โรมเสนอ 4 มาตรการ

“โรม” มั่นใจ “กัมพูชา” กำลังใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบนความสนใจ จากปัญหาสแกมเมอร์ให้กลับมาที่ความขัดแย้งตามแนวชายแดนอีกครั้ง เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดตัดวงจรฟอกเงิน

เมื่อเวลา 14.29 น. วันที่ 11 พ.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเสียใจที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาและได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่า นี่คืออีกเหตุการณ์ที่แสดงถึงความป่าเถื่อนและไม่เคารพข้อตกลงใดๆ ระหว่างประเทศของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งตนเชื่อว่าการกระทำของฝ่ายกัมพูชา เป็นความพยายามที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในข้อตกลงในการเจรจาสันติภาพที่มีเรื่องของการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์อย่างสแกมเมอร์เอาไว้ด้วย ซึ่งส่งผลเสียหายต่อแหล่งรายได้ของกัมพูชา ตลอดจนภาพลักษณ์นานาอารยประเทศที่เข้ามาว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ด้วยแรงกดดันของสังคมไทยที่มีต่อรัฐบาลไทย ประกอบกับแรงกดดันจากนานาชาติ ซึ่งในระยะหลังทำให้มีการออกหมายจับกับบรรดาบุคคลสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ก๊กอาน หรือลียงพัด ซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลฮุนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยได้เป็นสรวงสวรรค์ของการฟอกเงินผิดกฎหมายของอาชญากรข้ามชาติในกัมพูชา รวมถึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจระดับห้าดาวเพื่อให้หายเหนื่อยและหายเครียดจากการสแกมคนทั่วโลก ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่ประเทศไทยมีปฏิบัติการเชิงรุกต่อแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กัมพูชาจะไม่มีทางอยู่เฉยเรื่องนี้ เพราะรายได้จากการหลอกลวงคนทั่วโลกในกัมพูชาคิดเป็น 60% ของจีดีพีกัมพูชา

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่าการวางทุ่นระเบิด จึงมีความเป็นไปได้อย่างมาก เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากฝ่ายไทยในเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนโดยกัมพูชาหวังว่าจะใช้ภาพลักษณ์ของความเป็นประเทศเล็กเป็นเหยื่อเพื่อหลอกลวงคนทั่วโลกว่าฝ่ายไทยได้รังแกกัมพูชา ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าฝ่ายกัมพูชาได้ติดตามข่าวสารจากเมืองไทยอย่างใกล้ชิดและพยายามใช้ความได้เปรียบตรงนี้เพื่อทำให้เรื่องราวของสแกมเมอร์ถูกลดความสำคัญลงไป

จึงมีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังต่อไปนี้

  • 1. นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการ และอนุมัติงบประมาณอย่างเร่งด่วนให้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีราคาที่ถูกลงเป็นอย่างมาก เพื่อให้สามารถที่จะมอนิเตอร์พื้นที่ปฏิบัติการหรือแนวปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้านหนึ่งก็จะเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับทหารไทย อีกด้านหนึ่งก็จะได้เห็นกันไปเลยว่าทหารกัมพูชาได้มีการวางทุ่นระเบิดอย่างไรตามแนวชายแดนของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่สำคัญในการเอาไปบอกกล่าวกับนานาอารยประเทศ
  • 2. งานต่างประเทศต้องทำเรื่องนี้อย่างแข็งขัน เพื่อให้ประเทศต่างๆได้รับรู้ข้อเท็จจริงว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่ให้เขารู้ก่อนจากกัมพูชาแล้วเราค่อยไปแก้ตัวทีหลัง ทำแบบนี้จะสร้างความรู้สึกว่าประเทศไทยแค่เพียงแก้ตัวเท่านั้น
  • 3. เสนอให้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมายที่บุคคลที่มีความสำคัญหรือความใกล้ชิดต่อรัฐบาลกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นฮุนโต ที่มีความสัมพันธ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เกี่ยวข้องกับ บริษัท ฮุ่ยวัน ซึ่งถูกทางการ FinCEN ของสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรและจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเท่าที่ผมทราบทางการไทยก็มีข้อมูลของบริษัทนี้เช่นเดียวกัน การออกหมายจับ และการยึดอายัดทรัพย์ของฮุนโตจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง
  • 4. ตัดแขนตัดขาเครือข่ายที่กำลังทำปฏิบัติการฟอกเงินในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรณีของเครือข่ายนายเบน สมิธ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของสมเด็จฮุนเซน ใช้พาสปอร์ตทางการทูตของกัมพูชาและเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนักการเมืองไทย รัฐบาลสมควรจะเปิดปฏิบัติการใกล้ชิดในการกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้เพื่อทำให้การฟอกเงินผิดกฎหมายจากกัมพูชาในประเทศไทยถูกทำลายลง นอกจากนี้สำหรับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับนายยิม เลียก ก็สามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้ถึงเวลาประเทศไทยทำลายล้างเครือข่ายพวกนี้ให้สิ้นซากได้แล้ว

หวังรัฐบาลเข้าใจ

“ผมหวังว่ารัฐบาลจะมองปัญหาครั้งนี้อย่างเข้าใจ และตีโจทย์เรื่องนี้ได้แตกฉาน และแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็น เชื่อว่าแนวทางนี้จะทะลุใจกลางปัญหาที่มีระหว่างไทยและกัมพูชา” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่ากัมพูชากำลังใช้การวางทุ่นระเบิดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของกัมพูชาเอง เขาได้เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดเพื่อตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ในประเทศไทย

“กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน? โรมเสนอ 4 มาตรการ

มาตรการที่นายรังสิมันต์เสนอมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การติดตั้งกล้องวงจรปิดตามแนวชายแดนจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความปลอดภัยให้กับทหารไทย ในขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับนานาชาติเพื่อให้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะช่วยสร้างแรงกดดันต่อกัมพูชาให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การเปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์ และการตัดวงจรฟอกเงินในประเทศไทย จะเป็นการทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ และส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้ประเทศเป็นที่พักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ทำไมต้องตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับ “กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน?

การฟอกเงินเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ การดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามมาตรการที่นายรังสิมันต์เสนอ จะช่วยรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาต้องอาศัยความเข้าใจและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด การที่นายรังสิมันต์ออกมาให้ความเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “โรม” มั่นใจ “กัมพูชา” กำลังใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบนความสนใจ เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดตัดวงจรฟอกเงิน

ไทยไม่หวั่น! กัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 หรือ?

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกมาตอบโต้กรณีที่กัมพูชาบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการของกองทัพไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องเครื่องบินขับไล่ F-16 โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้กังวลในเรื่องข้อเท็จจริง แต่ห่วงใยมากกว่าในเรื่องของเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ของกัมพูชา และเรียกร้องให้กลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ว่า ปฏิบัติการของ F-16 ในช่วงที่มีการปะทะบริเวณชายแดนนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและพลเรือนผู้บริสุทธิ์ โดยมุ่งเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไทยมิใช่ฝ่ายที่เริ่มก่อน แต่มีความจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการคิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนและเหมาะสมแก่สถานการณ์

ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้กังวลในเรื่องข้อเท็จจริงแต่อย่างใด และพร้อมที่จะอธิบายและชี้แจงโดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ เจตนารมณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาแสดงออกมาผ่านทางการบิดเบือนข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ประเทศไทยยังคงต้องการให้กัมพูชากลับมาเจรจาร่วมกันบนพื้นฐานของความจริงใจและสุจริตใจ เพื่อร่วมกันแสวงหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น

ประเด็น MOU ปี 2543 และการประชุม JBC

นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิก MOU ปี 2543 (MOU43) ว่า การที่ประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ระหว่างไทยและกัมพูชาในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ จะไม่ทำให้ไทยเสียสิทธิในการยกเลิก MOU ดังกล่าวแต่ประการใด การประชุม JBC เป็นกลไกทวิภาคีที่จำเป็นต้องมีเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน

ขณะนี้ประเทศไทยได้มีหนังสือเชิญไปยังกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับใดๆ กลับมา อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของไทยจะเดินหน้าสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางเกี่ยวกับ MOU-43 ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลอย่างครบถ้วน หากต้องตัดสินใจลงประชามติในปลายปีนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับ F-16 หรือประเด็นอื่น ๆ สร้างความเข้าใจผิด และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้ การสื่อสารด้วยความจริงใจและเปิดเผยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ประเทศไทยควรเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในข้อมูลของตนเอง แต่การที่ยังคงห่วงใยในเจตนาของอีกฝ่าย ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความระมัดระวังและความปรารถนาดีที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ การรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการมีเพื่อนบ้านที่ดี ย่อมดีกว่าการมีเพื่อนบ้านที่ไม่เข้าใจกัน

ที่มา – ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 แต่ห่วงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์มากกว่า

Scroll to top