ความขัดแย้งไทย กัมพูชา

พรรครักชาติวอนโลก! กดดันกัมพูชาหยุดโจมตีไทย

โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย ออกแถลงการณ์ 2 ภาษา วอนประชาคมโลกอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน ชี้ ต้องกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตี ย้ำ ไทยเล็งเป้าฐานทหาร-โยงฐานสแกมเมอร์

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรครักชาติ ออกแถลงการณ์ 2 ภาษา ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ชี้แจงประชาคมโลกถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า สารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันให้แก่ประชาคมโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อเรียกร้องไม่ให้นานาประเทศหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือนจากฝั่งกัมพูชา หากมีความประสงค์จะเข้ามามีบทบาทในการยุติความขัดแย้งอย่างแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องเรียกร้องให้กัมพูชา หยุดการโจมตี มิใช่เรียกร้องต่อไทย เราได้ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาเอง ที่ละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่ฝ่ายเรา ทั่วโลกต่างทราบดีว่า ไทยเป็นประเทศที่รักสงบ และเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความจริงทางประวัติศาสตร์ข้อนี้ซ้ำอีก

ณ ขณะนี้ กัมพูชากำลังยกระดับการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอาวุธที่ล้าสมัย จนขาดความแม่นยำ หรือ เป็นเจตนาที่ตั้งใจกระทำก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุด คือ ขณะนี้กัมพูชากำลังมุ่งเป้าโจมตีไปยังพลเรือนผู้บริสุทธิ์และหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ ถือว่าไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังดำเนินการเพื่อยุติความขัดแย้งนี้ และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด ปฏิบัติการของเรามุ่งเป้าไปที่การทำลายฐานปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียว เพื่อหยุดยั้งการรุกรานที่อาจเกิดขึ้นอีก ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากนี้ หนึ่งในฐานทัพของกัมพูชา ยังถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์อีกด้วย ดังที่เป็นที่ทราบกันดีไปทั่วโลกว่า กัมพูชาคือ หนึ่งในศูนย์กลางของขบวนการต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยระหว่างการเข้าทำลายฐานทัพดังกล่าว พบว่า มีกลุ่มสแกมเมอร์จำนวนมากพากันหลบหนีออกจากพื้นที่

ประเทศไทยพร้อมเสมอสำหรับสันติภาพ อย่างไรก็ตาม สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย มิใช่เกิดจากความพยายามของฝ่ายไทยเพียงลำพัง

โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแถลงการณ์ของพรรครักชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ประชาคมโลกเข้ามามีบทบาทในการกดดันให้กัมพูชาหยุดการกระทำที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ท่าทีของพรรครักชาติต่อกรณี กัมพูชาหยุดโจมตีไทย

พรรครักชาติ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยพร้อมสำหรับการเจรจาเพื่อสันติภาพ แต่การเจรจาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และหยุดการใช้ความรุนแรง

การที่พรรครักชาติออกมาเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย นั้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และการพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของความขัดแย้งอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระตุ้นเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจาและการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

ดังนั้น การที่ พรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ต้องการให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การดำเนินการใด ๆ ควรอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และเคารพซึ่งอธิปไตยของกันและกัน เพื่อให้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างสรรค์สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

การที่โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต้องการสันติภาพของประเทศไทย และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

ที่มา – โฆษกพรรครักชาติ วอนประชาคมโลกกดดัน “กัมพูชา” หยุดโจมตีไทย

ปชป. เปิด “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” โยงอดีตรัฐมนตรี

พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” เผยข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติฟอกเงินโยงอดีตรัฐมนตรี เดินหน้ารวบรวมข้อมูลส่งหัวหน้าพรรคฯ ยื่น ปปง.-กลต.-ดีเอสไอ สอบต่อ ยืนยันทำการเมืองสุจริต

วันที่ 17 พ.ย. 2568 ร้อยตำรวจเอกพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเดินหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเดินหน้าทำการเมืองสุจริต ขจัดทุนเทา ผู้มีอิทธิพล รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ผ่านแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” ของพรรคฯ หลังสหรัฐอเมริกา กำลังออกร่างกฎหมายการต่อต้านสแกมเมอร์ และมีแบล็คลิสต์ 43 รายชื่อ ซึ่งหาก 43 คนดังกล่าว เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ก็จะต้องดำเนินการโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกตรวจสอบจากนานาชาติ และตกเป็นเป้าสายตานานาชาติเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยยืนยันว่า ไม่ได้มุ่งหวังโจมตีทางการเมือง แต่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของคณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ พบการกระทำต้องสงสัยของบุคคล เช่น นายยิม เลี๊ยก นักธุรกิจชาวกัมพูชา, นายเบญจามินทร์ เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจและล็อบบี้ยิสต์ รวมถึงยังเชื่อมโยง บริษัท และสถาบันการเงิน ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น B.I.C. BANK CAMBODIA และ B.I.C. BANK LAOS ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น บริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 330 บาท แต่สามารถซื้อบริษัทที่มีทุนขนาดใหญ่ และกู้เงินได้มากกว่า 600 ล้านได้ หรือรวมถึงบริษัทที่หลีกเลี่ยงกฎหมาย พยายามนำต่างด้าวมาเป็นนอมินีถือหุ้นอย่างซับซ้อน เพื่อให้เกินร้อยละ 49 ตามที่กฎหมายไทยจำกัด หรือเชื่อมโยงบริษัทพลังงานใหญ่ของประเทศ ซึ่งเกี่ยวพันกับอดีตรัฐมนตรีช่วยคนหนึ่ง

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมแถลงข้อเรียกร้อง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า พรรคฯ จะใช้หลักสากลมาตรวจสอบ โดยเฉพาะธุรกรรมการเงิน เพื่อให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งต่อให้หน่วยงานเกี่ยวข้องของรัฐตรวจสอบ เช่น ปปง., กลต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่ออายัดเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงถึงการเมือง เพราะหลายเหตุการณ์มีการตั้งข้อสังเกต มีบุคคลพยายามเข้ามาถือหุ้นบริษัทพลังงานไทย และยังอาจโยงถึงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และความสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนด้วย พร้อมเปิดเผยอีกว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ รวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้น หัวหน้าพรรคฯ จะมีการแถลงข้อเรียกร้อง และข้อเสนอของพรรคฯ

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ประชาธิปัตย์ไม่เคยมาแตะเรื่องเหล่านี้นั้น ร้อยตำรวจเอกพงศกร ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาพรรคฯ มีการดำเนินการตลอด ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน อาจไม่ได้ดำเนินการ แต่ก็ถือเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองในการช่วยกันตรวจสอบ โดยเฉพาะอุดมการณ์ของพรรคประชาธิัตย์ ที่ยึดถือการเมืองสุจริต จึงต้องการทำให้เป็นตัวอย่างการเมืองสุจริต เพราะหากการเมืองทุจริต ก็จะเป็นปัญหาอย่างที่เกิดขึ้น เช่น ดีลลับ เรื่องเทา หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยยืนยันว่า พรรคฯ จะทำเพื่อประโยชน์ประเทศ หลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังจะมีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อีกครั้ง เพื่อให้สังคมเห็นความเชื่อมโยง และให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการต่อไป

แคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย การตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สังคมตระหนักถึงภัยคุกคามเหล่านี้ และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” เผยข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติฟอกเงินโยงอดีตรัฐมนตรี

จาตุรนต์แนะ! 4 ข้อ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แนะนำ 4 ประเด็นใหญ่ที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ โดยเน้นเรื่องประชามติแก้รัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และเรื่องความตกต่ำของพรรคการเมือง

นายจาตุรนต์ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับ “4 ปัญหาใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทย-พรรคประชาชน ควรหารือกันในวันนี้” โดยย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรทำอย่างสอดคล้องกับการดำเนินการในรัฐสภา และคำนึงถึงปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งกับกัมพูชา และความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองที่ลดลง พร้อมเสนอให้มีข้อตกลงว่าจะไม่รับนักการเมืองบางคนหรือบางพรรคเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลอยู่ 4 เดือน และการจัดทำประชามติในช่วงเลือกตั้งทั่วไปเป็นประเด็นสำคัญในการหารือ เมื่อรวมกับข้อเสนออื่นๆ จะเป็น 4 ข้อดังนี้

ประเด็นแรกคือการทำประชามติ ซึ่งต้องสอดคล้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภา และเชื่อมโยงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเปิดประเด็นใหม่ เช่น การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 อาจทำให้เกิดความสับสนและไม่สามารถดำเนินการได้

นอกจากนี้ หากพรรคการเมืองทั้งสองเห็นพ้องกันในหลักการแล้ว ยังมีประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสำคัญหลายประการ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลดลง

“พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือ

ดังนั้นในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง ขอเสนอความเห็นดังนี้:

แม้ว่ารัฐบาลจะอยู่ในตำแหน่งเพียง 4-6 เดือน การมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีก็ยังมีความสำคัญ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีนโยบายและทิศทางที่เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่

เรื่องความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ควรร่วมกันกำหนดนโยบายที่จะคลี่คลายความขัดแย้งในทิศทางที่ประชาชนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างดีที่สุด

ประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมือง หากสองพรรคร่วมมือกันได้ ควรกำหนดข้อสงวนว่าจะไม่รับการเข้าร่วมรัฐบาลของนักการเมืองบางส่วน หรือเป็นรายบุคคล หากจะรับก็ควรรับเป็นพรรค เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาลและระบบพรรคการเมืองไว้

ทำไม “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือประเด็นเหล่านี้?

การหารือร่วมกันในประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้ทั้งสองพรรคสามารถกำหนดทิศทางและนโยบายที่สอดคล้องกันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองทั้งสอง

การที่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรร่วมหารือกันในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะแก้ไขได้ในทันที แต่เป็นการเริ่มต้นกระบวนการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการพูดคุยหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “จาตุรนต์” แนะ 4 ประเด็นใหญ่ “พรรคประชาชน-เพื่อไทย” ควรหารือกันในวันนี้

Scroll to top