ความคิดเห็นของประชาชน

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นสำคัญว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. ซึ่งถือเป็นแนวทางที่พรรคมีความมั่นใจว่าสอดคล้องกับหลักการและเจตนารมณ์ที่ถูกต้องตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยให้ความเห็นไว้

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

นายอภิสิทธิ์ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าประชาชนไม่ควรเป็นผู้เลือกผู้ร่างโดยตรง แต่ในส่วนของทางพรรคฯ นั้น วิธีการหยั่งเสียงผ่านตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ แล้วให้รัฐสภาคัดเลือก รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายตุลาการและวิชาการ ถือเป็นการออกแบบกระบวนการที่รัดกุม ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. อย่างแน่นอนครับ

ความคืบหน้าในการรวบรวมรายชื่อ สส.

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินงานของพรรค โดยคาดการณ์ว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ครบถ้วน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการนำเสนอร่างแก้ไขตามกฎหมายต่อไป โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การใช้กลไกการหยั่งเสียงจากท้องถิ่นสู่ระดับสภาร่าง
  • การผสมผสานผู้ทรงคุณวุฒิ 20 คนจากตุลาการและภาควิชาการ
  • การยึดโยงเจตนารมณ์จากบันทึกข้อความการแลกเปลี่ยนกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ

หากมองในมุมของการเมืองไทยยุคปัจจุบัน การแสวงหาความร่วมมือและการอธิบายเหตุผลอย่างโปร่งใสถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยข้อมูลให้สังคมได้รับทราบถึงเหตุและผลของ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. นั้น ช่วยลดความคลุมเครือและสร้างความมั่นใจให้ผู้ติดตามข่าวสารว่ากระบวนการทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในฐานะประชาชนผู้สนใจ การขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เน้นความร่วมมือหลายภาคส่วนเช่นนี้ อาจเป็นต้นแบบที่ดีในการหาทางออกให้กับประเทศในอนาคต หากทุกฝ่ายสามารถตกลงกันได้ภายใต้หลักการที่ชัดเจน เชื่อว่าความสำเร็จในการปฏิรูปกฎหมายสูงสุดของประเทศคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

นิด้าโพลเผย บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม เป็นกลางทางการเมืองที่สุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นน่าสนใจจากผลสำรวจที่หลายคนจับตามองมาฝากกันครับ นั่นก็คือเรื่องของความเป็นกลางในสังคมไทย เมื่อล่าสุด นิด้าโพลเผย บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม เป็นกลางทางการเมืองที่สุด จากมุมมองของประชาชนทั่วไป ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่าในยุคที่การเมืองเข้มข้น ประชาชนมองหาที่พึ่งที่มีความยุติธรรมและโน้มเอียงน้อยที่สุดนั่นเองครับ

ผลสำรวจชี้ บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม เป็นกลางทางการเมืองที่สุด

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ เกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อความเป็นกลางในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมืองของกลุ่มบุคคลต่างๆ ซึ่งผลปรากฏว่า บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม เป็นกลางทางการเมืองที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ โดยได้รับคะแนนความเป็นกลางทั้งในระดับ “ค่อนข้างเป็นกลาง” และ “เป็นกลางมาก” ในสัดส่วนที่สูงมากครับ

ทำไมสังคมถึงยกให้กลุ่มจิตอาสาเป็นที่หนึ่งด้านความเที่ยงธรรม?

หากเรามาวิเคราะห์กันดู จะพบว่าอาชีพหรือกลุ่มคนเหล่านี้มักจะเน้นไปที่การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสังคมโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมมากที่สุด ตรงข้ามกับกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยตรง หรือกลุ่มที่มีอาชีพเน้นการวิพากษ์วิจารณ์เป็นหลัก เช่น เพจการเมืองหรืออินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งมักจะถูกมองว่ามีจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนจนขาดความเป็นกลางไปในสายตาของบางกลุ่มครับ

  • กลุ่มจิตอาสาเพื่อสังคม: ครองอันดับ 1 ในใจประชาชนด้านความเป็นกลาง
  • บุคลากรองค์กรภาคประชาชน: ได้รับการยอมรับในความน่าเชื่อถือเป็นอันดับรองลงมา
  • พระสงฆ์และนักบวช: ยังคงเป็นกลุ่มที่ประชาชนมองว่ามีความเป็นกลางสูง

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของการสำรวจพบว่า กลุ่มข้าราชการหรือหน่วยงานรัฐ รวมถึงนักการเมืองเอง กลับถูกมองว่ามีความเป็นกลางลดน้อยลงไปตามลำดับ ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับ ‘ความบริสุทธิ์ใจ’ ในการทำหน้าที่เป็นอย่างมากครับ การที่ บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม เป็นกลางทางการเมืองที่สุด จึงเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงโหยหาความยุติธรรมที่ปราศจากสีเสื้อนั่นเอง

บทเรียนจากผลโพลครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่าคิดสำหรับหลายๆ ภาคส่วน ว่าการรักษาความเป็นกลางและจุดยืนที่โปร่งใส คือกุญแจสำคัญที่สุดในการได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนในระยะยาว ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากคุณทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริงโดยปราศจากเงื่อนปมการเมือง คุณจะกลายเป็นที่ยอมรับของคนในชาติอย่างแน่นอน แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับโพลหรือไม่ ลองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูนะครับ

ที่มา – “นิด้าโพล” เผยบุคลากร องค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม ถูกมองเป็นกลางทางการเมืองมากที่สุด

กมธ.แก้ รธน. ตัด สสร. ใช้ กมธ.ยกร่างฯ แทน

ในการประชุมกมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญตัดทิ้ง “สสร.” ให้มี “กมธ.ยกร่างรธน. – กมธ.ฟังความเห็น” พร้อมเร่งถกที่มา ให้รัฐสภาคัดเลือก ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานกมธ. พิจารณาวาระการลงมติเนื้อหามาตรา 256/1 ว่าด้วยองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเสียงข้างมากเห็นด้วยให้คงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรเพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีมติตัดสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญออก เปลี่ยนเป็น คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งรัฐสภาแต่งตั้ง

กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญตัดทิ้ง “สสร.” ให้มี “กมธ.ยกร่างรธน. – กมธ.ฟังความเห็น”

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก สสร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จะถูกแทนที่ด้วย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภา

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ. กล่าวว่า หลังจากที่ผ่านการพิจารณามาตรา 256/1 แล้ว จะพิจารณาที่มาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ตามขั้นตอนที่พรรคประชาชนเสนอ คือให้ใช้การรวมกลุ่มของสมาชิกรัฐสภา 20 คน เพื่อเลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 1 คน เบื้องต้นคาดว่าที่ประชุมจะสนับสนุน แต่ต้องหารืออีกครั้งเพื่อให้เป็นข้อสรุปชัดเจน

ความสำคัญของการมี กมธ.รับฟังความเห็น

แม้ว่าจะไม่มี สสร. แล้ว การมีคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับประกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง คณะกรรมาธิการชุดนี้ จะมีหน้าที่รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อนำมาประกอบการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญ

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นนี้ ควรกระทำอย่างโปร่งใสและครอบคลุม เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ขั้นตอนต่อไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

หลังจากที่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับที่มาของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ประเทศของเรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

  • การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
  • การพิจารณาและแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญโดย กมธ.
  • การลงมติในรัฐสภา
  • การทำประชามติ (ถ้าจำเป็น)

การมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

การที่ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญตัดทิ้ง “สสร.” ให้มี “กมธ.ยกร่างรธน. – กมธ.ฟังความเห็น” อาจทำให้หลายคนกังวลใจ แต่หาก กมธ.ยกร่างฯ และ กมธ.รับฟังความเห็น ทำงานอย่างเต็มที่และเปิดกว้าง ก็ยังมีความหวังว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญที่ดีขึ้นได้

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – มติที่ประชุมกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดทิ้ง “สสร.” ให้มี “กมธ.ยกร่างรธน. – กมธ.ฟังความเห็น”

Scroll to top