ความคิดเห็นประชาชน

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณี เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ในฐานะประชาชน เราต่างเฝ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นเพียงการสลับตำแหน่ง หรือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง คุณพร้อมพงศ์ย้ำชัดว่า เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย โดยเน้นย้ำว่าต้องเลิกเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี และหันมาวางคนให้ตรงกับงาน เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทสำคัญกับการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากประเด็นเรื่องการเมืองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญหาก เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือคนเก่งที่ลงไปขับเคลื่อนรายได้ในพื้นที่จริง จะถือเป็นก้าวย่างที่น่าชื่นชม โดยมีประเด็นหลักที่ควรให้ความสำคัญดังนี้:

  • ความโปร่งใสในการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง
  • การตรวจสอบความผิดปกติในการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 5,000 ราย
  • การมอบอำนาจให้ผู้ว่าฯ บริหารจัดการงบประมาณเพื่อสร้างรายได้ในจังหวัด
  • ดัชนีชี้วัดผลงานที่ชัดเจนและจับต้องได้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า โจทย์ใหญ่ที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเตือนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเล่นเกมการเมือง แต่เป็นการสะท้อนเสียงของคนในสังคมที่อยากเห็นระบบราชการไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น อย่าปล่อยให้การโยกย้ายเป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์ เพราะในยุคสมัยนี้ ผลลัพธ์จากการทำงานคือสิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักการเมืองทุกคนครับ

ที่มา – เพื่อไทย ดักคอ “อนุทิน” แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี แนะวางคนให้ตรงงาน

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน อย่าห่วงแลนด์บริดจ์

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน หลังจากที่ ส.ส. ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า ภคมน” โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความกังวลเรื่องประชาชนภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์โดยอาจเข้าใจไม่ครบทุกมิติ รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน พร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกชี้แจงทันที ต่อกรณีที่ รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน ซึ่งเป็นโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความว่าประชาชนในพื้นที่ภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์มากเกินไป โดยมองเห็นผลดีแค่มิติเดียว และรัฐบาลให้ข้อมูลด้านเดียว ไม่ตอบข้อกังวลของประชาชนและเอกชน รองโฆษกฯ ย้ำว่ารัฐบาลรับทราบข้อโต้แย้งทุกประเด็น รวมถึง EIA และ EHIA และกำลังทำทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge Project เป็นโครงการใหญ่ที่รัฐบาลผลักดันเพื่อเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกสองแห่ง คือ ท่าเรือระนองฝั่งอันดามัน กับท่าเรือชุมพรฝั่งอ่าวไทย ผ่านระบบรถไฟและถนนพิเศษ จะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าข้ามคอขาดกระได้ถึง 5-7 วัน จากเดิมที่ต้องลัดเลาะทะเล ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลให้ภาคใต้

ประโยชน์โครงการแลนด์บริดจ์ที่รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน ย้ำชัด

นอกจากการชี้แจงแล้ว รองโฆษกรัฐบาลยังเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่ประชาชนภาคใต้จะได้รับ โดยเฉพาะการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงของคนไทย จะกลายเป็น “เครื่องจักรเศรษฐกิจ” ตัวใหม่

  • สร้างการจ้างงานนับหมื่นตำแหน่ง ในด้านก่อสร้าง โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
  • ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นจากภาษีและธุรกิจท่องเที่ยว
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
  • เพิ่ม GDP ภาคใต้ให้เติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปี จากการเป็นฮับการค้าทางบก
  • ลดการพึ่งพาทางทะเล ลดความเสี่ยงจากพายุและภัยธรรมชาติ

รัฐบาลได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจทั้งข้อดีและข้อเสีย รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน โดยชี้ว่าไม่ต้องห่วง เพราะมีการศึกษาทุกขั้นตอนละเอียดแล้ว

กำหนดการลงพื้นที่รับฟังความเห็นหลังรองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน

เพื่อแสดงความจริงใจ รัฐบาลเตรียมลงพื้นที่จริง ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินทางไปจังหวัดชุมพรและระนอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ชี้แจงรายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงาน ข้อดีข้อเสีย และตอบคำถามทุกประเด็นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนท้องถิ่น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวเพิ่มเติมว่า “รัฐบาลไม่นิ่งเฉยต่อข้อกังวลของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการสร้างการรับรู้ต่อประชาชนพื้นที่ภาคใต้ ลิซ่า ภคมน ไม่ต้องห่วง การขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ มีการศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอยู่แล้ว รัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ของคนไทย”

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ โครงการนี้คล้ายกับ “พานามาแคนาล” บนบก จะช่วยให้ไทยแข่งขันกับคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซียได้ดีขึ้น แต่ต้องจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ดี EIA และ EHIA จึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลยืนยันว่าจะทำอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนยังคงตั้งคำถามต่อเนื่อง โดย ส.ส. ภคมน ชี้ว่าประชาชนขาดข้อมูลในการตัดสินใจ รองโฆษกรัฐบาลจึงใช้โอกาสนี้ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมตอบทุกข้อสงสัย และเชิญชวนทุกคนเข้าร่วมเวทีรับฟัง

โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่ถนนหรือรถไฟ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ให้ยั่งยืน หากดำเนินการสำเร็จ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคเหนือ-กลาง-ใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในฐานะนักสังเกตการณ์ จากข้อมูลที่รองโฆษกรัฐบาลนำเสนอ โครงการนี้มีศักยภาพสูง หากรัฐบาลรักษาความโปร่งใสและรับฟังทุกเสียง จะกลายเป็นมรดกการพัฒนาที่ดีให้คนรุ่นหลัง

คุณคิดอย่างไรกับโครงการแลนด์บริดจ์และการชี้แจงของรองโฆษกรัฐบาล? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงพี่น้องภาคใต้กันเถอะ!

ที่มา – รองโฆษกรัฐบาล เบรก “ลิซ่า ภคมน” อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล “แลนด์บริดจ์” พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

“นิด้าโพล” ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีผลสำรวจสุดร้อนแรงมาฝากกันตรงจาก“นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน ผลสำรวจนี้ทำโดยศูนย์นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศกว่า 1,310 คน ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลทางโทรศัพท์ ความแม่นยำสูงถึง 97% ค่าคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 เลยทีเดียว เพื่อนๆ คิดดูสิว่าประชาชนคิดยังไงกับการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะการที่พรรคภูมิใจไทยของอนุทิน ชาญสุวรรณ จะดึงพรรคอื่นมาร่วม

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งยังคงเดือดปุดๆ ทุกพรรคต่างแย่งชิงตำแหน่งกันวุ่นวาย นิด้าโพลเลยออกมาสำรวจหัวข้อ “สี่พรรค ร่วมรัฐบาล?” ถามตรงๆ ว่าประชาชนอยากเห็นพรรคกล้าธรรม (กธ.) ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประชาชน (ปชน.) และเพื่อไทย (พท.) ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือเปล่า ผลออกมาชัดเจนมาก โดยเฉพาะ 3 พรรคแรกที่ประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่อยากให้” ร่วมเลย!

“นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน

มาดูผลกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ เริ่มจากพรรคแรกที่โดนหนักสุด

พรรคกล้าธรรม (กธ.): เกินครึ่งไม่เอา

เมื่อถามว่าควรให้พรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยไหม ผลคือ

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 64.35%
  • ควรเข้าร่วม: 34.05%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 1.60%

เห็นมั้ยครับ เกือบ 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วย! อาจเพราะกล้าธรรมเป็นพรรคใหม่ ภาพลักษณ์ยังไม่ชัด หรือกลัวถูกกลืนโดยพรรคใหญ่?

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.): ไม่เห็นด้วยเช่นกัน

สำหรับเดอะบลูส์ พรรคเก่าแก่

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 58.24%
  • ควรเข้าร่วม: 40.84%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.92%

ประชาชนกว่าครึ่งไม่เห็นด้วยกับการจับมือ “เสี่ยหนู” อนุทิน อาจเพราะฐานเสียงใต้ของปชป. ยังมีประเด็นขัดแย้งเก่าๆ กับภูมิใจไทย

พรรคประชาชน (ปชน.): รับไม่ได้เลย

พรรคนี้โดนหนักสุด

  • ไม่ควรเข้าร่วม: 71.14%
  • ควรเข้าร่วม: 28.55%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.31%

กว่า 70% บอกไม่เอา! คงเพราะปชน.เน้นนโยบายก้าวหน้า แต่ภูมิใจไทยถูกมองว่าติดค้างประเด็นเก่า

พรรคเพื่อไทย (พท.): หนุนเต็มที่

แต่น่าสนใจตรงพรรคเพื่อไทย

  • ควรเข้าร่วม: 54.73%
  • ไม่ควรเข้าร่วม: 44.81%
  • ไม่ตอบ/ไม่สนใจ: 0.46%

กว่าครึ่งเห็นด้วย สะท้อนว่าประชาชนมองว่าพท.กับภท.เข้ากันได้ดีกว่า

กลุ่มตัวอย่างในผลสำรวจ “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ

เพื่อความน่าเชื่อถือ นิด้าโพลแจกแจงกลุ่มตัวอย่างครบถ้วน ดังนี้

  • ภูมิลำเนา: กทม. 8.55%, กลาง 18.70%, เหนือ 17.79%, อีสาน 33.28%, ใต้ 13.82%, ตะวันออก 7.86%
  • เพศ: ชาย 47.94%, หญิง 52.06%
  • อายุ: 18-25 ปี 12.13%, 26-35 17.79%, 36-45 17.94%, 46-59 26.34%, 60+ 25.80%
  • การศึกษา: ไม่เรียน 0.38%, ป.6 20.46%, ม.ปลาย 33.51%, อุปตรี 9.62%, ป.ตรี 29.92%, โทขึ้นไป 6.11%
  • อาชีพ: ขรก. 10.46%, พนักงานเอกชน 16.34%, เจ้าของกิจการ 22.52%, เกษตร 10.69%, รับจ้าง 14.81%, แม่บ้าน/เกษียณ 19.07%, นักเรียน 6.11%
  • รายได้: ไม่มี 21.37%, <5,000 บ. 3.74%, 5k-10k 13.97%, 10k-20k 31.53%, 20k-30k 11.83%, 30k+ ส่วนน้อย

ตัวอย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม ทำให้ผลสำรวจ “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ น่าเชื่อถือสุดๆ

วิเคราะห์ผล: ประชาชนส่งสัญญาณอะไร?

จากผลนี้ เห็นชัดว่าประชาชนยังไม่ค่อยไว้ใจการจับมือระหว่างกธ.-ปชป.-ปชน.กับภูมิใจไทย อาจเพราะนโยบายไม่ลงรอย หรือกลัวรัฐบาลใหญ่เกินไปไม่ยั่งยืน แต่การที่หนุนพท.ร่วม แสดงถึงความหวังในพรรคใหญ่ที่ชัดเจน ในมุมผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณให้พรรคการเมืองฟังเสียงประชาชนมากขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลต้องคำนึงถึงความเห็นฐานเสียง ไม่ใช่แค่แบ่งเก้าอี้ ถ้าทำได้ รัฐบาลใหม่ก็น่าจะแข็งแกร่ง!

เพื่อนๆ ล่ะคิดยังไงกับผลสำรวจนี้? อยากเห็นพรรคไหนร่วมรัฐบาลบ้าง? มาคอมเมนต์讨论กันด้านล่างเลยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ ช่วยติดตามข่าวการเมืองอัพเดททุกวันกับเรา!

ที่มา – “นิด้าโพล” การันตีที่มาผลสำรวจ ไม่อยากให้ กธ.-ปชป.-ปชน. ร่วมรัฐบาลอนุทิน

เสียงเอกฉันท์! ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วม

จากผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล โดยมองว่าการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นสอบตกในทุกด้าน และเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมจากโซเชียลมีเดียมากกว่าช่องทางของหน่วยงานรัฐเสียอีก

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทแบงค็อกโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทั่วประเทศ จำนวน 960 คน เกี่ยวกับการจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมอย่างมาก โดยเมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพโดยรวมของการจัดการน้ำท่วม ประชาชนกว่า 92% ให้คะแนน “แย่มาก” และระดับความไม่พอใจโดยรวมสูงถึง 92.3%

เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก็ได้รับการประเมินว่า “สอบตก” โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 76.9% ที่มองว่าการช่วยเหลืออยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่” เมื่อพิจารณาถึงปัญหาที่ประชาชนพบเจอ พบว่าการทำงานของรัฐบาลมีข้อบกพร่องในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน ซึ่ง 84.6% มองว่าอยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่”

ความเร็วในการแจ้งเตือนภัยก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดย 46.20% มองว่าความเร็วในการแจ้งเตือนอยู่ในระดับ “แย่มาก” เช่นเดียวกัน รวมถึงการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ก็ถูกประเมินว่า “แย่มาก” และ “แย่” รวมกันถึง 67.3% เลยทีเดียว สำหรับข้อเสนอแนะที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงในการจัดการปัญหาน้ำท่วม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยประชาชน 100% เห็นพ้องกันว่ารัฐบาลต้องปรับปรุงในด้านนี้ ทั้งในแง่ของความรวดเร็วและความทั่วถึงของการช่วยเหลือ

ประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการให้แก้ไข

  • อันดับ 1: ปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินให้รวดเร็วและทั่วถึง (100%)
  • อันดับ 2: ปรับปรุงเรื่องการระบายน้ำ ติดตั้งและลอกท่อ (92.30%)
  • อันดับ 3: ปรับปรุงการจัดการข้อมูลและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ (88%)

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึง 84.60% พึ่งพาโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการรับทราบข่าวสารและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในยุคปัจจุบัน

จากผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล และต้องการให้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน การระบายน้ำ และการจัดการข้อมูล การที่ประชาชนหันไปพึ่งพาโซเชียลมีเดียในการรับข้อมูลข่าวสาร แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์

รัฐบาลควรนำผลสำรวจนี้ไปพิจารณาและปรับปรุงแผนการจัดการน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นไปอย่างยั่งยืนและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลครั้งนี้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อไป

ที่มา – เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล ชี้สอบตกทุกด้าน

รมว.คลัง ยิ้มเขิน! ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ

“เอกนิติ” เลี่ยงตอบคำถามสื่อ หลังถูกถามเรื่องนั่งแท่นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แสดงสีหน้าเขินอาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่ตอบรับเป็นอย่างดี แต่ยืนยันหนักแน่นว่า “ยังไม่ได้สมัครสมาชิกพรรค”

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก่อนที่จะเดินหนีจากวงสัมภาษณ์เป็นครั้งที่สอง

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว นายเอกนิติกล่าวสั้น ๆ ว่า “ไปแล้ว ๆ” พร้อมเดินออกไปโดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมเขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้ เมื่อถูกถามว่าได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ นายเอกนิติปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า “ยังไม่ได้สมัครครับ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าการถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้นถือเป็นนิมิตหมายที่ดีหรือไม่ นายเอกนิติเพียงแต่หัวเราะและตอบว่า “ขอเก็บไว้ก่อนนะครับ” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวว่า ประชาชนให้การตอบรับดีกับการถูกเสนอชื่อในครั้งนี้ นายเอกนิติยิ้มและถามกลับว่า “จริงหรือเปล่า” ก่อนจะกล่าวขอบคุณและเดินออกไป

รมว.คลัง ยิ้มเขิน! ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ

กระแสข่าวการที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาจถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายฝ่าย ทั้งในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป ท่าทีที่คลุมเครือของนายเอกนิติเองก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายตามมา

ทำไมต้องหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม?

การที่นายเอกนิติหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดการวิเคราะห์มากมายว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง บางคนมองว่าอาจเป็นเพราะยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาและยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด ในขณะที่บางคนก็มองว่าอาจเป็นการเล่นเกมทางการเมืองเพื่อดูท่าทีของฝ่ายต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจ

อนาคตทางการเมืองของเอกนิติ

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร การที่ชื่อของนายเอกนิติถูกเสนอขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของเขาในฐานะนักบริหารและนักการเมือง สิ่งที่น่าสนใจคือเขาจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป และอนาคตทางการเมืองของเขาจะเป็นอย่างไร

ความท้าทายรออยู่

หากนายเอกนิติตัดสินใจที่จะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การสร้างความสามัคคีในพรรค และการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

  • การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเข้ามาของคนใหม่ ๆ อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้
  • การตัดสินใจของนายเอกนิติจะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของเขาอย่างแน่นอน
  • ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและครบถ้วน

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเข้ามาของผู้เล่นใหม่ ๆ อาจสร้างความสดใหม่และความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่นักการเมืองทุกคนต้องยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

การตัดสินใจของนายเอกนิติในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของเขาเอง และอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยโดยรวมอีกด้วย เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร

ที่มา – รมว.คลังยิ้มเขิน ประชาชนตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ยังแบ่งรับแบ่งสู้

ทรัมป์หนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน?

โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงให้การสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แม้จะเปลี่ยนแปลงนโยบายวัคซีนของประเทศอย่างมาก จนทั้งสภาคองเกรสและผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความกังวล

การตัดสินใจของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ที่ยังคงให้การสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คนปัจจุบัน กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐมนตรีท่านนี้กำลังดำเนินนโยบายที่สวนทางกับความเห็นของนักวิทยาศาสตร์และบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ของประเทศ นโยบายที่ว่าคือการเปลี่ยนแปลงนโยบายวัคซีนครั้งใหญ่ ซึ่งนำมาสู่คำถามมากมายเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ก.ย. 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงให้การสนับสนุนนายโรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ แม้จะมีแรงกดดันมากมายจากทั้งสภาคองเกรสและหน่วยงานสาธารณสุข ซึ่งกังวลที่เคนเนดีเปลี่ยนนโยบายวัคซีนของประเทศเป็นวงกว้าง

นับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม เคนเนดีมีคำสั่งลดงบประมาณการวิจัยวัคซีน, จำกัดการเข้าถึงวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 และปลดผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขออกมาเตือนว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลร้ายแรงตามมา และมีความเสี่ยงทางการเมืองต่อนายทรัมป์ หากอัตราการฉีดวัคซีนลดลง และมีการระบาดของโรคเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ให้การสนับสนุนเคนเนดีมาตลอด โดยเขาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “เคนเนดีเป็นคนที่ดีมากๆ … เขามีเจตนาดี และเขามีความคิดที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย ซึ่งผมชอบที่เขาแตกต่าง”

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวบอกกับสื่อว่า นายทรัมป์กับเคนเนดีพูดคุยกันเป็นประจำ ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีจะไม่ได้มีความรู้สึกรุนแรงเหมือนเคนเนดีในบางเรื่อง แต่ก็เชื่อมั่นในการตัดสินใจของเขา

ทั้งนี้ นายทรัมป์มีจุดยืนที่ไม่ชัดเจนในเรื่องของวัคซีน เขาอ้างความสำเร็จในโครงการ “วาร์ปสปีด” ซึ่งพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 อย่างรวดเร็ว แต่กลับลังเลที่จะสนับสนุนการฉีดวัคซีนดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในวัคซีนขึ้นในหมู่ผู้สนับสนุนของเขา

“วัคซีนบางตัวนั้นน่ามหัศจรรย์ อย่างวัคซีนโปลิโอ ผมก็คิดว่ามันน่ามหัศจรรย์” นายทรัมป์กล่าวเอาไว้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) แต่เสริมด้วยว่า “คุณต้องระวังมากๆ เมื่อคุณพูดว่าบางคนไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน มันเป็นตำแหน่งที่ยากลำบากมาก”

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในสหรัฐฯ ชี้ว่า ประชาชนฝ่ายเดโมแครต 75% มองว่า วัคซีนโรคหัด “ปลอดภัยอย่างมาก” สำหรับเด็ก ขณะที่มีฝ่ายรีพับลิกันเพียง 41% เท่านั้นที่คิดเช่นนั้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเคนเนดีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงระหว่างการให้การต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรส โดยทั้งฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันต่างแสดงความไม่พอใจความเป็นผู้นำของเขา

เหล่าสมาชิกสภาชี้ว่า ผลสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มผู้สนับสนุนนายทรัมป์เอง แสดงให้เห็นว่า พวกเขาสนับสนุน “คำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีน” ที่มาจากแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักการเมือง

อย่างไรก็ตาม นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาโจมตีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อนายเคนเนดีผ่านโลกออนไลน์ ในขณะที่ตัวนายเคนเนดีกล่าวว่า นายทรัมป์ควรได้รับรางวัลโนเบลจากความพยายามเรื่องวัคซีนของเขา

อนึ่ง นายทรัมป์เคยพูดเป็นนัยมาก่อนว่า เขาจะตีตัวออกห่าง หากเคนเนดีกลายเป็นภาระ โดยนายมาร์ก ชอร์ต อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของนายไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า “หากมีบางเรื่องที่ประธานาธิบดีมองว่าน่าอับอาย เขามีความสามารถเฉพาะตัวที่จะตัดขาดความสัมพันธ์”

ขณะที่นายเกรก กอนซัลเวส จากวิทยาลัยสาธารณสุข “เยล” กล่าวว่า การจับมือกันระหว่างนายทรัมป์กับเคนเนดีอาจสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง “พวกเขาแต่งงานกันเพื่อผลประโยชน์ และตอนนี้การแต่งงานนั้นกำลังมีผลลัพธ์ที่เลวร้าย”

ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง

สถานการณ์ที่ ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง นี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางความคิดเห็นที่รุนแรงในสังคมอเมริกัน และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขของประเทศได้

ทำไมทรัมป์ถึงยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน?

คำถามที่หลายคนสงสัยคืออะไรคือเหตุผลที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงให้การสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แม้ว่านโยบายวัคซีนของเขาจะสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย การวิเคราะห์ถึงแรงจูงใจเบื้องหลังการตัดสินใจนี้เป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้

การที่ ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง อาจมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าและการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย

ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ทรัมป์ยังหนุน รมว.สาธารณสุข เปลี่ยนนโยบายวัคซีน แม้มีความเสี่ยง

Scroll to top