ความคืบหน้า

กทม. ลุยตรวจเข้มสถานบริการ สั่งหยุดกิจการแล้ว 79 แห่ง

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ชอบไปแฮงก์เอาท์ตามสถานบริการต่างๆ ในช่วงนี้อาจจะสังเกตเห็นว่าช่วงนี้เจ้าหน้าที่ขยันขันแข็งลงพื้นที่กันถี่เป็นพิเศษ ใช่แล้วครับ เพราะตอนนี้ทาง กทม. ลุยตรวจเข้มสถานบริการ สัปดาห์เดียวทะลุ 72 เปอร์เซ็นต์ สั่งหยุดกิจการแล้ว 79 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคนที่ชอบไปใช้บริการร้านต่างๆ ในยามค่ำคืน เรื่องนี้ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ที่น่าสนใจมาก เพราะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนต้องมาเป็นอันดับหนึ่งครับ

กทม. ลุยตรวจเข้มสถานบริการ สัปดาห์เดียวทะลุ 72 เปอร์เซ็นต์ สั่งหยุดกิจการแล้ว 79 แห่ง

การปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยทางกรุงเทพมหานครได้ส่งทีมงานลงไปตรวจสอบสถานบันเทิงและสถานประกอบการที่มีความคล้ายสถานบริการกว่า 1,204 แห่งทั่วกรุง ซึ่งผลลัพธ์ในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ถือว่าทำได้รวดเร็วมาก เพราะตรวจสอบไปแล้ว 865 แห่ง คิดเป็น 72 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแน่นอนว่าเหตุผลหลักก็เพื่อตรวจสอบใบอนุญาตและความปลอดภัยของโครงสร้างภายในร้านนั่นเองครับ

สรุปสถานการณ์: กทม. ลุยตรวจเข้มสถานบริการ สัปดาห์เดียวทะลุ 72 เปอร์เซ็นต์ สั่งหยุดกิจการแล้ว 79 แห่ง

จากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ เราสามารถแบ่งสถานประกอบการออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ครับ:

  • กลุ่มที่ผ่านเกณฑ์ (168 แห่ง): กลุ่มนี้ถือว่าสอบผ่านฉลุย มีใบอนุญาตถูกต้องและสถานที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย
  • กลุ่มที่ต้องปรับปรุง (618 แห่ง): กลุ่มนี้แบ่งเป็นร้านที่ต้องปรับปรุงเล็กน้อยไปจนถึงกลุ่มที่เคยเตือนแล้วแต่ยังเพิกเฉย จนต้องออกคำสั่งให้ทำตามระเบียบอย่างเร่งด่วน
  • กลุ่มที่ถูกสั่งหยุดกิจการ (79 แห่ง): กลุ่มนี้ค่อนข้างซีเรียสครับ คือไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการหรือใบอนุญาตแสดงดนตรี ทำให้ต้องสั่งปิดชั่วคราวทั้งหมด 79 แห่งทันทีเพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง

หลายคนอาจจะมองว่าทำไมต้องเข้มงวดขนาดนี้ แต่ในมุมมองของผม การที่ กทม. ลุยตรวจเข้มสถานบริการ สัปดาห์เดียวทะลุ 72 เปอร์เซ็นต์ สั่งหยุดกิจการแล้ว 79 แห่ง แบบนี้ ถือเป็นการป้องกันเหตุไม่คาดฝันได้ดีมากครับ เพราะถ้าเกิดเหตุไฟไหม้หรือความวุ่นวายขึ้นมาโดยที่ร้านไม่มีมาตรฐานเลย ผลเสียจะตกอยู่กับลูกค้าอย่างพวกเราแน่นอน ฉะนั้นใครที่เป็นเจ้าของกิจการก็ควรรีบไปทำเรื่องขออนุญาตให้ถูกต้องเพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายนะครับ

สุดท้ายนี้ ก็หวังว่าทางกรุงเทพมหานครจะดำเนินการตรวจสอบให้ครบทุกพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – กทม. ลุยตรวจเข้มสถานบริการ สัปดาห์เดียวทะลุ 72 เปอร์เซ็นต์ สั่งหยุดกิจการแล้ว 79 แห่ง

ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม สังขละบุรี

ข่าวใหญ่ที่ทุกคนรอคอย ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม สังขละบุรี ในที่สุดตำรวจก็บุกจับตัวผู้ต้องหาคนสำคัญได้แล้ว หลังจากก่อเหตุยิงถล่มรถของ ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้สร้างความฮือฮาและความกังวลในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นอย่างมาก

ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม สังขละบุรี

ชุดสืบสวนจาก บช.น. ร่วมกับสืบสวนภาค 7 และสืบสวนกาญจนบุรี ได้ไล่ล่าติดตาม ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนายทหารนาวิกโยธิน วัย 40 กว่าๆ ซึ่งเป็นมือยิงหลักในคดีนี้ หลังจากหลบหนีไปกบดานที่พื้นที่สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา ตำรวจบุกจับได้ทันก่อนที่เขาจะเผ่นข้ามแดนไป เบื้องต้นควบคุมตัวมาสอบสวนที่กรุงเทพฯ เพื่อขยายผลหาแรงจูงใจและผู้บงการเบื้องหลัง

ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม สังขละบุรี: พื้นหลังเหตุการณ์

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 เวลาตี 1 เศษ กลุ่มคนร้ายขับรถกระบะสีดำประกบรถของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ขณะจอดหน้าบ้านพักใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คนร้ายยิงถล่มอย่างไม่ยั้ง ทำให้คนขับและตำรวจคุ้มกันบาดเจ็บ แต่ ส.ส.กมลศักดิ์โชคดีรอดชีวิตมาได้ คดีนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับปัญหาความไม่สงบและผลประโยชน์ทางการเมือง

ก่อนหน้านี้ ตำรวจจับผู้ต้องหาได้ 4 คนแล้ว ได้แก่

  • นายสมพร ลังเดช อดีตเรือโทนาวิกโยธิน หน้าที่ประสานงานและชี้เป้า
  • นายอลาวี อาแว คนขับรถกระบะก่อเหตุ
  • นายสุนทร พรหมภักดี เจ้าของอู่รถที่ช่วยชำแหละรถกระบะ
  • นายธนภัทร วัฒนภิญโญ อดีตทหารพราน อีกหนึ่งมือยิง

เหลือเพียง ร.อ.วิโรจน์ ที่เป็นหัวโจกและยืมรถกระบะจาก กอ.รนม.จ.นราธิวาส มาออกก่อเหตุ ซึ่งตำรวจออกหมายจับในข้อหาหนักหลายกระทง

รายละเอียดข้อกล่าวหาและการจับกุม

ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยผิดกฎหมาย, พกพาอาวุธในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, และยิงปืนในที่ห้าม การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อ 22 เมษายน 2567 โดย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.น. และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. นำทีมบุกที่สะพานมอญ หมู่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี พื้นที่ที่ใกล้ชายแดนมาก ผู้ต้องหาพยายามหลบหนีแต่ถูกตะครุบได้ทัน

การสืบสวนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตำรวจหลายแห่ง ที่ใช้ข้อมูลข่าวกรองและเทคโนโลยีติดตามร่องรอย ทำให้จับผู้ร้ายได้อย่างรวดเร็ว สังขละบุรีเป็นพื้นที่ชนกลุ่มน้อยมอญและใกล้เมียนมา จึงเป็นจุดหลบภัยยอดนิยมของผู้ร้ายข้ามชาติ

นอกจากนี้ คดีนี้อาจเชื่อมโยงกับปัญหาการเมืองในภาคใต้ พรรคประชาชาติซึ่งมี ส.ส.กมลศักดิ์ เป็นสมาชิก มักถูกมองว่าเป็นตัวแทนมุสลิมปาทานี ทำให้ตกเป็นเป้าของกลุ่มขัดแย้งต่างๆ ตำรวจกำลังเค้นสอบเพื่อหาความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบหรือผลประโยชน์อื่นๆ

เหตุการณ์ ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม สังขละบุรี นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพของระบบยุติธรรมไทย แม้ผู้ต้องหาจะมีประวัติทหารเก่า แต่กฎหมายยังคงอยู่เหนือกว่า การจับกุมครั้งนี้จะช่วยคลายความกังวลของประชาชนในพื้นที่ และป้องกันเหตุรุนแรงในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ยังต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลควรเพิ่มมาตรการคุ้มครอง ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้และข่าวอาชญากรรมอื่นๆ ได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ลากคออดีตนาวิกโยธิน ยิงสส.กมลศักดิ์ หนีจนมุม “สังขละบุรี” คุมเค้นถึงคนบงการ

นักท่องเที่ยวปลอดภัย! อุทกภัยภาคใต้ กับ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ

โฆษกกระทรวงต่างประเทศเผยความคืบหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ทั้ง 800 คน ปลอดภัยดี และทยอยส่งกลับประเทศอย่างปลอดภัย พร้อมขอบคุณมิตรประเทศ ญี่ปุ่น-เกาหลี ที่ส่งสิ่งของช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงความคืบหน้าของศูนย์ประสานงานช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทางศูนย์ได้รับแจ้งจากฝ่ายต่างประเทศว่ามีนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบประมาณ 800 คน จากหลากหลายประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, จีน, โครเอเชีย, ฮังการี, บังกลาเทศ, ภูฏาน, แอฟริกาใต้, เนเธอร์แลนด์ และจอร์แดน ทางศูนย์ประสานงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ประกาศขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากมิตรประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ได้ดำเนินการไปแล้วและกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ ตัวอย่างเช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น หรือ JICA ได้สนับสนุนสิ่งของบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น เต็นท์, เครื่องนอน, และผ้าห่ม ซึ่งได้มอบให้กับท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา

โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ยันนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุทกภัยภาคใต้ปลอดภัย ทั้ง 800 คน

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การทำงานอย่างรวดเร็วและการประสานงานที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความช่วยเหลือจากมิตรประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างดีและปลอดภัย นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ความคืบหน้าล่าสุดจาก โฆษกกระทรวงต่างประเทศ

นอกจากความช่วยเหลือจาก JICA แล้ว ยังมีอีกหลายประเทศ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยขอขอบคุณมิตรประเทศ องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชนต่างประเทศที่ได้แสดงไมตรีจิตในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

การสนับสนุนและความช่วยเหลือที่ได้รับจากนานาชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ประชาคมโลกมีต่อกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ความสามัคคีและความร่วมมือเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการอย่างเต็มกำลัง

โฆษกกระทรวงต่างประเทศยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการวางแผนป้องกันในระยะยาว เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเรียนรู้จากประสบการณ์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนามาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ เราขอส่งกำลังใจให้กับทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและเข้มแข็ง และขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้

ที่มา – โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ยันนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุทกภัยภาคใต้ปลอดภัย ทั้ง 800 คน

“สุชาติ” เจรจา ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” คืน

“สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล เชื่อสัญญาณดี เผย นายกฯหนุน ทำเต็มที่ ขอประชาชนมั่นใจ

เมื่อเวลา 08.30 วันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาขอพลายประตูผา และพลายศรีณรงค์ คืนจากศรีลังกา กลับมาดูแลที่ประเทศไทย ว่า ทางอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้หารือกับอธิบดีกรมเอเชียใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ถึงข้อตกลงและพิธีการต่างๆ รวมถึงการประสานงานกับประเทศศรีลังกา ขณะที่ตนจะหาโอกาสพบกับผู้นำรัฐบาลศรีลังกา ซึ่งอยู่ในระหว่างการประสานงาน

จึงฝากถึงประชาชนคนไทยที่มีความห่วงใยช้างทั้ง 2 เชือก ขอให้หลีกเลี่ยงการไปพูดถึงการดูแลช้างทั้ง 2 เชือก ว่าดีหรือไม่ดี ควรพูดในลักษณะที่มาขอความเห็นใจว่าเราอยากขอกลับมาดูแล และไม่อยากให้ไปดิสเครดิตหรือไปโทษใคร เรื่องวิธีการดูแล เพราะวิถีชีวิตและการเลี้ยงของแต่ละประเทศย่อมต่างกัน

นายสุชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสนับสนุนเต็มที่ โดยผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นขอพี่น้องคนไทยทุกคนที่มีเสียงเรียกร้องในเรื่องนี้ว่าให้มั่นใจ ทุกอย่างมีความคืบหน้า โดยการเจรจาจะต้องมีวิธีการพูดที่ละมุนละม่อมในลักษณะขอความเห็นใจ จะไม่ไปพูดว่าใครดีหรือไม่ดี และยืนยันว่าตนจะทำเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยใช้สติในการพูดคุยเจรจา และจะเดินทางไปพบกับทางศรีลังกาในเร็วๆนี้ จะได้เจอและได้พูดคุยในเรื่องนี้แน่นอน เชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางที่ดี

“สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีของพลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ สองช้างไทยที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศศรีลังกา กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการที่จะเดินทางไปเจรจากับผู้นำศรีลังกาด้วยตนเอง เพื่อขอให้พลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ได้กลับมาอยู่ในความดูแลของประเทศไทย

ทำไมการขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” คืนจึงสำคัญ?

การที่นายสุชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่คนไทยมีต่อช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรา การนำช้างทั้งสองกลับมา ไม่เพียงแต่เป็นการดูแลชีวิตสัตว์ แต่ยังเป็นการรักษาไว้ซึ่งความภาคภูมิใจและความรู้สึกที่ดีของคนในชาติอีกด้วย

การเจรจาครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความรู้สึกของประชาชนทั้งสองฝ่าย นายสุชาติได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะใช้ “สติ” และ “วิธีการพูดที่ละมุนละม่อม” ในการเจรจา เพื่อให้การพูดคุยเป็นไปในทิศทางที่ดีและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ นายสุชาติยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนชาวไทย ให้หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงความคิดเห็นในเชิงลบเกี่ยวกับการดูแลช้างในศรีลังกา เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาได้ การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจและความปรารถนาดี จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการมากกว่า

ทางด้านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สำหรับประชาชนที่ติดตามข่าวสารและให้กำลังใจในการดำเนินการครั้งนี้ นายสุชาติได้กล่าวให้ความมั่นใจว่า ทุกอย่างมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี และขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ

เรื่องราวของ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการย้ายช้างสองเชือกกลับประเทศ แต่เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความรัก ความผูกพัน และความรับผิดชอบที่เรามีต่อสัตว์ร่วมโลก การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันผลักดันให้เกิดผลสำเร็จ จะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

ความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะนำ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับสู่บ้านเกิด แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและศรีลังกาอีกด้วย

ที่มา – “สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล

ถนนสามเสนยุบ: ยังไม่เปิดใช้ เหตุสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้า

อัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ ถนนสามเสนยุบ ที่หลายคนเฝ้ารอคอยการเปิดใช้งาน! หลังจากเกิดเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา หลายคนคงสงสัยว่าเมื่อไหร่ถนนเส้นนี้จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

จากเหตุการณ์ ถนนสามเสนยุบ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร 4 ชั้นของ สน.สามเสน ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล ทำให้ต้องทำการทุบรื้อถอนอาคารดังกล่าวไปแล้ว ผู้ใช้รถใช้ถนนต่างรอคอยว่าเมื่อไหร่การซ่อมแซมจะแล้วเสร็จและสามารถกลับมาใช้เส้นทางนี้ได้อีกครั้ง

ถนนสามเสนยุบ: ยังไม่มีกำหนดเปิดใช้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความคืบหน้าของการซ่อมแซมถนน พบว่ายังมีคนงานและเครื่องจักรทำงานอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ถนนสามเสนยุบ และบริเวณที่ได้ทำการถมดินไปแล้ว

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้างาน ได้รับข้อมูลที่อาจทำให้หลายคนต้องรอคอยกันต่อไป เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการที่แน่ชัดว่าจะสามารถเทพื้นผิวถนนและเปิดใช้งานได้เมื่อใด

สาเหตุที่ถนนสามเสนยุบยังไม่เปิดใช้

สาเหตุหลักที่ทำให้การเปิดใช้งาน ถนนสามเสนยุบ ยังไม่สามารถกำหนดวันที่แน่นอนได้ เนื่องจากคนงานยังคงต้องตรวจสอบความเรียบร้อยของการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินในบริเวณดังกล่าวให้เสร็จสมบูรณ์เสียก่อน การวางระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องดำเนินการก่อนที่จะทำการเทพื้นผิวถนน หากเร่งรีบเทพื้นผิวถนนก่อน อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างใต้ดินในภายหลังได้

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า จะมีการเทพื้นผิวถนนบริเวณรอบอาคารโรงพยาบาลก่อน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เดินทางมาใช้บริการโรงพยาบาลเท่านั้น

ผลกระทบจากการปิดถนนสามเสน

การปิด ถนนสามเสนยุบ ส่งผลกระทบต่อการจราจรในบริเวณนั้นอย่างมาก ผู้ที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้ควรวางแผนการเดินทางล่วงหน้าและเผื่อเวลาในการเดินทาง เนื่องจากอาจต้องใช้เส้นทางอื่นแทน

ทางเลือกในการเดินทางในช่วงถนนสามเสนปิด

  • ใช้ถนนนครไชยศรี: เป็นเส้นทางเลี่ยงที่สามารถใช้ได้ แต่ต้องเผื่อเวลาเนื่องจากปริมาณรถอาจหนาแน่น
  • ใช้บริการขนส่งสาธารณะ: รถโดยสารประจำทางและรถไฟฟ้า (หากเปิดให้บริการในอนาคต) เป็นทางเลือกที่สะดวก
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเวลาเร่งด่วน: หากไม่จำเป็น ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเช้าและเย็น

สถานการณ์ ถนนสามเสนยุบ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป หวังว่าการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าจะแล้วเสร็จโดยเร็ว และถนนเส้นนี้จะกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – เหตุถนนสามเสนยุบ ยังไม่มีกำหนดเปิดใช้ ต้องดูความเรียบร้อยการสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้า

รังสิมันต์ โรม จี้รัฐบาลอนุทิน! เร่งแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“รังสิมันต์ โรม” จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน พร้อมบอกเตรียมข้อมูลไว้อภิปรายในการแถลงนโยบายแล้ว

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ผู้เคยเปิดโปงข้อมูลนักการเมืองไทยพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี โดยเรียกร้องให้รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยกปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขให้เห็นผลภายใน 4 เดือน

นายรังสิมันต์ระบุว่า แม้จะมีหลายฝ่ายพยายามผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญในการเจรจากับกัมพูชา แต่การดำเนินการจริงกลับมีความคืบหน้าน้อยมาก โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝั่งกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังมีขบวนการในประเทศไทยที่คอยอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจและนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง

“ถ้าจะแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองอย่างแท้จริง” นายรังสิมันต์กล่าว พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐบาลนายอนุทินว่า จะใช้เวลา 4 เดือนนี้เป็นเวลาทองในการวางรากฐานการแก้ไขปัญหาหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอีกด้วย

นายรังสิมันต์ยังทิ้งท้ายว่า ในการอภิปรายแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พรรคประชาชนได้เตรียมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เพื่อซักถามและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขให้รัฐบาลใหม่นำไปพิจารณาต่อไป

รังสิมันต์ โรม จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน

ปัญหากลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ยังคงเป็นภัยร้ายที่คุกคามสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงให้โอนเงิน การขโมยข้อมูลส่วนตัว หรือการข่มขู่ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรอย่างยิ่ง เพราะปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่นายรังสิมันต์ โรม ได้เตรียมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เพื่อนำไปอภิปรายในสภา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพรรคประชาชนในการผลักดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

การที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาด และสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับประชาชนได้อีกครั้ง

แนวทางแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ควรพิจารณา:

  • เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด: ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้มีการกระทำผิดซ้ำ
  • สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน: ต้องมีการให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงได้
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ: ต้องมีการประสานงานและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • พัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการหลอกลวง: ต้องมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับและป้องกันการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกำจัดภัยร้ายนี้ให้หมดไปจากสังคมได้ในที่สุด

รัฐบาลควรรับฟังข้อเสนอแนะและข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “รังสิมันต์ โรม” จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน

Scroll to top