ความจริงใจของรัฐบาล

“ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่ รอแลนด์บริดจ์

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ “ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์” ซึ่งน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปง เพื่อให้ประชาชนตื่นตัวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้

“ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”

ตามที่ลิซ่าแฉเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2567 มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ในพื้นที่อ่าวเคย จังหวัดระนอง โดยบริษัทนอมินีที่ชาวบ้านรู้จักในนาม “อาม่า” ซึ่งเป็นบริษัทที่คนในพื้นที่คุ้นเคยดี การซื้อที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ เกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และดูเหมือนจะรอรับโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน โครงการนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงทางบกและทางทะเลระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน เพื่อลดเวลาการขนส่งสินค้า แต่ลิซ่าตั้งคำถามว่า มันจะเอื้อประโยชน์ให้ใครกันแน่?

สถานการณ์กว้านซื้อที่ดินที่อ่าวเคย

ลิซ่าแนะนำให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่อ่าวเคยด้วยตัวเอง เพื่อรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่กลุ่มที่ถูกจัดตั้ง ชาวบ้านในพื้นที่พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อที่ดินจากบริษัทนอมินีอาม่า ซึ่งหากเป็นจริง ก็อาจบ่งชี้ถึงการเก็งกำไรที่ดินก่อนโครงการรัฐจะเริ่ม ลิซ่ายังวิจารณ์ว่ารัฐบาลเร่งรัดโครงการโดยขาดความโปร่งใส โดยเปรียบเทียบกับโครงการอีอีซีที่เคยสร้างบทเรียนราคาแพงในภาคตะวันออก

  • มีการซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ในระยะเวลา 2-3 เดือน
  • ผู้ซื้อคือบริษัทนอมินี “อาม่า” ที่ชาวบ้านรู้จัก
  • ที่ตั้งสำคัญ: อ่าวเคย จ.ระนอง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของแลนด์บริดจ์
  • รัฐมนตรีพิพัฒน์ถูกเรียกร้องให้ลงพื้นที่รับฟัง
  • คำเตือนจากบทเรียน EEC ที่เอื้อทุนใหญ่

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อพัฒนาภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางการขนส่ง โดยจะสร้างรันเวย์คู่ขนานทะเลจากชุมพรไประนอง ความยาวราว 100 กม. เพื่อให้เรือสินค้าผ่านช่องแคบลงได้เร็วขึ้น คาดว่าจะสร้างรายได้มหาศาล แต่ลิซ่าชี้ว่า การไม่พูดถึงผลกระทบก่อนโครงการ เช่น การยึดที่ดิน สิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่น เป็นการขายฝันล้วนๆ

วิจารณ์รัฐบาลขาดความจริงใจ

ลิซ่ากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “รัฐบาลไม่มีความจริงใจ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ทุกอย่างดูเร่งรีบ” โดยเฉพาะคำตอบของนายกรัฐมนตรีที่บอกให้ “ดูหน้าท่าน” ว่าไม่เคยเอื้อใครใน 7-8 ปีที่ผ่านมา ลิซ่าถึงกับบอกว่ามันมักง่ายเกินไป ผลประโยชน์ของประชาชนและทรัพยากรชาติต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่คำพูด นอกจากนี้ การยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ภาคใต้ของนายพิพัฒน์ ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริงหรือไม่

จากประสบการณ์ EEC ที่ทำให้ที่ดินแพงเกินเอื้อม ชาวบ้านถูกเอื้อประโยชน์น้อย ลิซ่ากังวลว่าภาคใต้อาจซ้ำรอย หากไม่มีการตรวจสอบการเก็งกำไรที่ดินตั้งแต่เนิ่นๆ การกว้านซื้อ 500 ไร่จากนอมินีอาม่า อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทุกฝ่ายต้องตื่นตัว

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการใหญ่เช่นแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรู้ตั้งแต่ต้น และให้ชุมชนมีส่วนร่วมจริงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือของทุนใหญ่ มิเช่นนั้น ความฝันพัฒนาจะกลายเป็นฝันร้ายของชาวบ้าน

คุณคิดอย่างไรกับ “ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ชวนเพื่อนๆ มาอ่านและแชร์ด้วยนะ เพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – “ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”

“ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจปัญหาน้ำมันสภา

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันกำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ ล่าสุด “ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมา

“ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ

วันที่ 26 มีนาคม 2567 ที่สำนักงานพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ได้แถลงข่าวถึงกรณีราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงถึง 6 บาทต่อลิตรในช่วงคืนที่ผ่านมา สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนน้ำมันที่ทำให้ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมัน สร้างความทุกข์ร้อนให้กับทุกภาคส่วน

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาญัตติด่วนเรื่องนี้แล้ว แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะไม่ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา พรรคประชาชนได้เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยความจริงและแสดงหลักฐานการบริหารจัดการที่โปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อนจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ชี้ให้เห็นคือ การแต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์ป้องกันโจรกรรมน้ำมัน (ศบก.) โดยอ้างความเชี่ยวชาญ แต่นายณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่ารัฐบาลทราบล่วงหน้าการปรับราคาน้ำมันหรือไม่ และนายพิพัฒน์ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงาน จะทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ “ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ โดยเฉพาะในเวทีสภาที่เป็นกลไกหลักในการตรวจสอบ

  • รัฐบาลอ้างว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน แต่ประชาชนต้องรอคิวหลายชั่วโมง
  • จับกุมเฉพาะผู้กักตุนรายย่อย ไม่พบตัวการใหญ่
  • หลีกเลี่ยงการชี้แจงโดยนายกรัฐมนตรีและนายพิพัฒน์ในสภา
  • ชี้แจงผ่านสื่อที่รัฐบาลควบคุม แทนเวทีสาธารณะ

วิกฤตความเชื่อมั่นและผลกระทบต่อประชาชน

ที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันไม่เคยขาดแคลน แต่ความเป็นจริงคือประชาชนในหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลน ตำรวจนายจับกุมผู้กระทำผิดรายย่อยเท่านั้น โดยยังไม่สามารถตามหา “ไอ้โม่ง” ตัวใหญ่ได้ สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่ามีผู้ได้ประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแน่นอน การขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรกะทันหัน ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าส่วนต่างราคาจะตกไปถึงใคร และมีการกักตุนล่วงหน้าก่อนขึ้นราคาหรือไม่

ในที่ประชุมสภา พรรคประชาชนพยายามเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายพิพัฒน์ ลุกขึ้นชี้แจงโดยตรง แต่ทั้งสองไม่ปรากฏตัว มีเพียง ส.ส. รัฐบาลบางส่วนตอบแทน สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงวิกฤตความเชื่อมั่นที่ใหญ่กว่าวิกฤตน้ำมันเสียอีก รัฐบาลยังไม่สามารถกอบกู้ใจประชาชนได้ และยังมองไม่เห็นทางออกชัดเจนในการคลี่คลายสถานการณ์

ปัญหาน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใส การกักตุนน้ำมัน การขึ้นราคาแบบไม่ทันตั้งตัว และการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบในสภา ล้วนเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลต้องแก้ไขโดยด่วน ประชาชนต้องการคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่คำแก้ตัวผ่านสื่อ

จากมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องปรับปรุงการสื่อสารและการตรวจสอบภายในให้ดีขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาในอนาคต หากปล่อยไว้ ความเชื่อมั่นของประชาชนจะยิ่งเสื่อมถอย

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ เพื่อกดดันให้รัฐบาลโปร่งใสมากขึ้น!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ

“ภูมิธรรม” ย้ำ ไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” พิสูจน์

“ภูมิธรรม” ย้ำไร้แผนสำรอง  “นายกฯ อิ๊งค์” ใช้ความตั้งใจจริงพิสูจน์ ศาล รธน. เชื่อ มีเจตนาดีกับประเทศ  ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ มั่นใจ“รัฐบาล-เพื่อไทย” ไม่ระส่ำ

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำตัดสินคดีคลิปเสียงคุยฮุนเซน 29 ส.ค.นี้ว่า เราเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี เราคิดว่าเรื่องนี้หากดูในเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้มีเจตนา ที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น ซึ่งคิดว่าเราอาศัยความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี แสดงให้ศาลพิจารณาว่าเราตั้งใจจริงอย่างไร และที่ผ่านมาการที่บอกว่าจะมีปัญหาและทำลายความมั่นคง ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่หลายคนกังวลใจ เพราะหากฟังในเทปจริง ๆ กัมพูชามีการต่อรองให้เปิดด่านหลังเขาเปิด 5 ชั่วโมง และยืนยันว่าทำไม่ได้ และนายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพตลอดเวลา ว่าได้มีการพูดคุยอะไรกับฮุนเซนบ้าง เพราะฉะนั้นความจริงใจและความตั้งใจเป็นเรื่องที่สำคัญ 

ชี้แจงช้าเพราะชูข้อเท็จจริงสู้

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า หากพิจารณาในสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อประเทศกัมพูชาเลย เรายังถือว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่รุกรานเรา และเรายังสนับสนุนให้มีการรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือการแสดงออกที่ชัดเจน ส่วนสาเหตุที่เกิดความไม่เข้าใจบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามองเห็นต่างกัน ซึ่งก็มีหน้าที่ในการชี้แจงความเข้าใจหลายเรื่องที่ช้าก็เป็นเรื่องของกระบวนการที่ช้าจริง ซึ่งเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์มาก็จะรับฟังและแก้ปัญหา และหลายเรื่อง สิ่งที่ทำเราต้องการครองความเข้าใจของเวทีโลก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะพูดออกมาแต่ละครั้งต้องยึดมั่นข้อเท็จจริงเป็นหลัก เพราะทุกคำพูดและท่าทีของรัฐบาล ก็จะนำไปประกอบในกฎหมายระหว่างประเทศ

ลั่นไม่มีแผนสำรอง

เมื่อถามว่ามีแผนสำรองอย่างไรในเรื่องนี้หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรี หรือลาออกก่อนในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้เราแสดงความจริงใจ ตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรีให้ทุกส่วนเข้าใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็มีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วก็คงไม่ต้องเตรียมอะไร

เชื่อ พท.เข้มแข็ง

ส่วนสภาพจิตใจของรัฐบาลและเพื่อไทย มีความระส่ำหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนรู้ว่าวันนี้ทุกคนมีความเข้มแข็งรู้ว่าวันนี้อะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราไม่อาจควบคุมหรือกำหนดได้ เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือทำความจริงให้ประจักษ์ แสดงความจริงใจ และความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเป็นสำคัญ

ไม่กังวลศาลไฟเขียวพยานแค่1 คน

เมื่อถามว่าการที่นายกรัฐมนตรี ขอเบิกพยานบุคคล 5 คน แต่ศาลให้เพียงแต่สวนพยานบุคคลเพียงหนึ่งคน เป็นผลบวกหรือผลลบกับนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่เป็นไร อยู่ในดุลพินิจของศาล ความมั่นคงท่านมุ่งเป้าไปที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็มีเหตุมีผล

เมื่อถามย้ำว่ายังคงเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะยังไม่ลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคมใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันไม่เคยมีการคุยเรื่องนี้

“ภูมิธรรม” ย้ำ ไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” พิสูจน์

ภูมิธรรมย้ำ “ไร้แผนสำรอง” กรณีศาลรัฐธรรมนูญ

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำตัดสินคดีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำว่ารัฐบาลไม่มีแผนสำรองใดๆ และยังคงเชื่อมั่นในการทำงานของนายกรัฐมนตรี

นายภูมิธรรมกล่าวว่า รัฐบาลเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าจะสามารถแสดงให้ศาลเห็นถึงเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติได้ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าถึงแม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น รัฐบาลก็พร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไข

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงคือการที่รัฐบาลยึดมั่นในข้อเท็จจริงเป็นหลักในการสื่อสารกับต่างประเทศ เนื่องจากทุกคำพูดและท่าทีของรัฐบาลจะถูกนำไปประกอบในกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือการลาออกของนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรมตอบว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะแสดงความจริงใจและความตั้งใจจริงในการทำงาน และหากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็จะมีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยรองรับอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังแสดงความเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย และยืนยันว่าสมาชิกพรรคทุกคนรับทราบถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ของประชาชน

แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอนุมัติให้เบิกพยานบุคคลเพียง 1 คนจากที่ร้องขอไป 5 คน นายภูมิธรรมกล่าวว่ารัฐบาลเคารพการตัดสินใจของศาล และเชื่อมั่นว่าเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นพยานที่ได้รับการอนุมัติ จะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีได้

โดยสรุปแล้ว นายภูมิธรรมได้ย้ำถึงความเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรี และยืนกรานว่าไม่มีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือความโปร่งใส ความตั้งใจจริง และการยึดมั่นในหลักการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ

ดังนั้น สิ่งที่เราควรติดตามคือการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทย การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ย้ำไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” ใช้ความตั้งใจจริงพิสูจน์ ศาล รธน.

Scroll to top