ความปลอดภัยทางถนน

เริ่ม 1 ส.ค. 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับผู้ใช้รถทุกคน เพราะตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กฎหมายจราจรจะมีความเข้มข้นขึ้น โดยมีมาตรการสำคัญคือ เริ่ม 1 ส.ค. 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศให้เหลือเพียง 12 คนต่อประชากร 1 แสนคนตามเป้าหมายของรัฐบาล

เริ่ม 1 ส.ค. 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง

การปรับระบบครั้งนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มภาระ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เมื่อระบบมีการเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างสมบูรณ์ ประชาชนจะสามารถตรวจสอบใบสั่งของตนเองได้ง่ายขึ้นผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจะมีหลักฐานครบถ้วนชัดเจน ทั้งสำเนาใบสั่งและภาพถ่ายเหตุการณ์ หากใครที่ยังมีใบสั่งค้างชำระ ระบบจะแจ้งเตือนและให้เวลาดำเนินการตามขั้นตอน

สรุปขั้นตอนเมื่อต้องต่อภาษีรถยนต์

สำหรับคำถามที่ว่า เริ่ม 1 ส.ค. 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง จะมีผลอย่างไรบ้าง นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้:

  • เมื่อไปต่อภาษีประจำปี ระบบจะดึงข้อมูลใบสั่งจราจรค้างชำระขึ้นมาทันที
  • คุณสามารถชำระค่าปรับที่ค้างอยู่ ณ กรมการขนส่งทางบกได้เลยในคราวเดียว
  • หากคุณเลือกชำระเฉพาะภาษีรถโดยไม่จ่ายค่าปรับ คุณจะได้รับเพียงใบแทนชั่วคราว แต่จะยังไม่ได้รับป้ายภาษีตัวจริง
  • เมื่อชำระค่าปรับครบถ้วนแล้ว คุณจึงจะได้รับป้ายภาษีฉบับจริง เพื่อนำไปติดรถตามระเบียบ

มาตรการนี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการสร้างวินัยจราจรให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การที่คุณปฏิบัติตามกฎจราจรและชำระค่าปรับให้ครบถ้วนถือเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดอุบัติเหตุและสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ดังนั้นก่อนถึงกำหนดต่อภาษี อย่าลืมตรวจสอบใบสั่งค้างชำระผ่านช่องทางออนไลน์ให้เรียบร้อย จะได้ขับขี่อย่างสบายใจและไม่เสียเวลาที่สำนักงานขนส่งครับ

หากคุณยังไม่แน่ใจว่ามีใบสั่งค้างชำระหรือไม่ แนะนำให้ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือช่องทางที่ได้รับมอบหมาย เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมและไม่พลาดการได้รับป้ายภาษีตัวจริงในปีนี้ครับ

ที่มา – เริ่ม 1 ส.ค. 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง

เจเศรษฐ์ หารือ รมว.คมนาคม สหราชอาณาจักร ลดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวที่น่าสนใจในแวดวงความปลอดภัยทางถนนกันมาบ้างแล้ว กับการที่ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ได้ไปร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแห่งสหราชอาณาจักร ในประเด็นการแลกเปลี่ยนแนวทางลดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างมากครับ

เจเศรษฐ์ หารือ รมว.คมนาคม สหราชอาณาจักร ลดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์

เหตุผลที่ประเด็น เจเศรษฐ์ หารือ รมว.คมนาคม สหราชอาณาจักร ลดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ กลายเป็นจุดสนใจสำคัญ เพราะทางอังกฤษเองก็ยังคงพบปัญหาอุบัติเหตุจากรถสองล้อที่น่ากังวลใจ แม้พวกเขาจะมีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูงก็ตาม การที่ไทยเราสามารถนำเสนอโมเดล “ด่านชุมชน” ให้ชาวต่างชาติได้ศึกษา จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าชื่นชมครับ

ถอดบทเรียนความปลอดภัยและด่านชุมชน

ในการประชุมครั้งนี้มีการเน้นย้ำถึงแนวทางสำคัญที่ไทยนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น:

  • การบังคับใช้กฎหมายจราจรที่เข้มข้น เพื่อกระตุ้นให้คนสวมหมวกนิรภัย
  • การบริหารจัดการรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก (ไม่เกิน 125 ซีซี) ที่มีอยู่จำนวนมากในไทย
  • การขับเคลื่อนโมเดล เจเศรษฐ์ หารือ รมว.คมนาคม สหราชอาณาจักร ลดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ผ่านการทำงานของด่านชุมชน

ด่านชุมชนเป็นหัวใจสำคัญที่อาศัยพลังจากอาสาสมัคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อสม. ในการช่วยกันเฝ้าระวังตักเตือนในระดับหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการป้องกันเชิงรุกที่ได้ผลจริงในช่วงเทศกาลต่างๆ เป็นการดึงเอาความร่วมมือของคนในพื้นที่มาสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืนนั่นเองครับ

สำหรับใครที่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้ ก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎจราจรและสวมหมวกกันน็อกทุกครั้งนะครับ เพราะความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว การที่ไทยได้แบ่งปันประสบการณ์กับนานาชาติในครั้งนี้ ยิ่งย้ำเตือนให้เห็นว่าความห่วงใยและมาตรการป้องกันที่เข้มแข็งจะช่วยลดการสูญเสียได้อย่างแน่นอน หวังว่าแนวทางนี้จะถูกนำไปต่อยอดและพัฒนาให้ถนนเมืองไทยปลอดภัยสำหรับทุกคนมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” หารือ “รมว.คมนาคม สหราชอาณาจักร” แลกเปลี่ยนแนวทางลดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์

ทีมไทยขึ้นเวที UN ร่วมขับเคลื่อนลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 50% ในปี 2573

เชื่อว่าทุกคนคงเคยผ่านตากับข่าวคราวอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเศร้าที่พวกเรามักต้องพบเจอ แต่ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญที่น่าจับตามอง เมื่อประเทศไทยได้ก้าวไปไกลถึงระดับโลก โดยทีมไทยขึ้นเวที UN ร่วมขับเคลื่อนลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 50% ในปี 2573 อย่างเป็นทางการครับ

ทีมไทยขึ้นเวที UN ร่วมขับเคลื่อนลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 50% ในปี 2573

เมื่อเร็วๆ นี้ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมระดับสูง ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ เพื่อประกาศจุดยืนของประเทศในการจัดการปัญหาอุบัติเหตุทางถนนภายใต้นโยบาย “Trusted Thailand” โดยการเข้าร่วมในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ และมุ่งมั่นที่จะทำตามเป้าหมายของโลกในการลดการสูญเสียลงครึ่งหนึ่งภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

กลยุทธ์สำคัญ: พลังด่านชุมชน หัวใจหลักสู่ความสำเร็จ

หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากการพูดคุยบนเวทีนี้ คือการที่ทีมไทยเน้นย้ำถึง “พลังด่านชุมชน” ซึ่งหมายถึงการดึงศักยภาพของคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. หรือ อปพร. ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและป้องกันอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทาง การทำให้คนในชุมชนตระหนักถึงความปลอดภัยคือรากฐานสำคัญที่ยั่งยืนที่สุด เพราะเมื่อทุกคนมีส่วนร่วม ทีมไทยขึ้นเวที UN ร่วมขับเคลื่อนลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 50% ในปี 2573 ก็น่าจะเป็นความจริงได้ง่ายขึ้น

นอกเหนือจากพลังของชุมชนแล้ว นโยบาย Trusted Thailand ยังครอบคลุมถึง:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถนนให้ได้มาตรฐานสากล
  • การบังคับใช้กฎหมายจราจรที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ
  • การยกระดับความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
  • การพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุอย่างรวดเร็ว

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าเรื่องของความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคนบนท้องถนน การเห็นทีมไทยขึ้นเวที UN ร่วมขับเคลื่อนลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 50% ในปี 2573 ถือเป็นสัญญาณบวกที่ดีมาก แต่การปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของเรา ทั้งการสวมหมวกกันน็อก การไม่ดื่มแล้วขับ และการเคารพกฎจราจร คือปัจจัยที่จะช่วยให้สถิติการเสียชีวิตลดลงได้อย่างแท้จริงครับ มาช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ถนนไทยปลอดภัยขึ้นตั้งแต่วันนี้กันเถอะครับ!

ที่มา – ทีมไทยขึ้นเวที UN ร่วมขับเคลื่อนลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 50% ในปี 2573

เจเศรษฐ์ กำชับ ศปถ. ดูแลมาตรการความปลอดภัยทางถนน

จากกรณีอุบัติเหตุสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับคณะพระสงฆ์เดินธุดงค์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ทำให้ทุกภาคส่วนต้องหันมามองถึงความสำคัญของการเดินทางบนท้องถนนอีกครั้ง ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกโรงสั่งการเร่งด่วน โดยเน้นย้ำถึงเรื่อง เจเศรษฐ์ กำชับ ศปถ. ดูแลมาตรการความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เจเศรษฐ์ กำชับ ศปถ. ดูแลมาตรการความปลอดภัยทางถนน ทั่วประเทศ

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ประสานงานร่วมกับศูนย์ในระดับจังหวัดและท้องถิ่น เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน 4 ด้าน ดังนี้:

มาตรการคุมเข้ม 4 แนวทางหลัก หลังเจเศรษฐ์ กำชับ ศปถ. ดูแลมาตรการความปลอดภัยทางถนน

  • การป้องกันเด็กและเยาวชนขับขี่: กำชับผู้ปกครองและผู้นำชุมชนไม่ให้เด็กที่ไม่มีใบขับขี่นำรถออกมาใช้ พร้อมเร่งเก็บกุญแจรถให้ห่างมือเด็ก
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ประสานตำรวจท้องที่กวดขันการขับขี่ผิดกฎหมาย เช่น การขับบนไหล่ทาง การใช้ความเร็วเกินกำหนด และการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต
  • การสร้างการรับรู้: ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวังเมื่อพบพระธุดงค์หรือคนเดินเท้า โดยเฉพาะในเวลาเช้ามืดและพลบค่ำ
  • การปรับปรุงสภาพแวดล้อม: ตรวจสอบไฟฟ้าส่องสว่าง ป้ายเตือน และเครื่องหมายจราจรบนเส้นทางสายหลักและสายรองให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

ทางด้านอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทาง ปภ. ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวผ่านศูนย์ ศปถ. ทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เห็นผลจริง โดยเฉพาะการเฝ้าระวังกลุ่มเยาวชนและการแก้ไขจุดเสี่ยงตามริมทาง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่มาตรการกระดาษ แต่เป็นการลงมือทำจริงเพื่อสร้างถนนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการเตือนใจคนไทยทุกคนว่า การขับขี่ด้วยความไม่ประมาทคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เราควรเคารพกฎจราจรและเอื้อเฟื้อต่อผู้ใช้ถนนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนเดินเท้าหรือกลุ่มพระสงฆ์ที่สัญจรผ่าน เพื่อให้ถนนในเมืองไทยกลายเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุอย่างแท้จริง การดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ปฏิบัติตามกฎจราจรจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” กำชับ ศปถ. ดูแลมาตรการความปลอดภัยทางถนน

คมนาคมปัดฝุ่นแบริเออร์ยาง ดันถนนปลอดภัยปี 70

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวถนนทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีที่กำลังจะทำให้การเดินทางของเราปลอดภัยขึ้นเยอะเลยนะครับ กระทรวงคมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ได้ปัดฝุ่นนโยบาย แบริเออร์ยาง ขึ้นมาอีกครั้ง สั่งการให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทเร่งทดสอบมาตรฐาน เพื่อนำยางพารามาใช้จริงบนถนน คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในปี 2570 เลยทีเดียว นโยบายนี้ไม่ใช่แค่ช่วยเซฟชีวิตผู้ใช้ถนน แต่ยังช่วยพยุงราคายางพาราให้เกษตรกรฐานรากด้วยนะครับ

แบริเออร์ยาง คืออะไร และทำไมถึงเจ๋งขนาดนี้?

แบริเออร์ยาง หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากยางพาราธรรมชาติ เช่น แผ่นยางครอบกำแพงคอนกรีต (RFB), หลักนำทางยาง (RGP), และแผ่นยางหุ้มราวเหล็ก (RGC) เหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุทางข้างทางครับ จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่ามันช่วยดูดซับแรงกระแทกได้เพิ่ม 25-45% ลดการบาดเจ็บลง 35-40% เลยทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่บ่อยครั้งเจ็บหนักเพราะชนขอบคอนกรีตแข็งๆ

ผลวิจัยยืนยันประสิทธิภาพแบริเออร์ยาง

มาดูกันครับว่าทำไม แบริเออร์ยาง ถึงได้รับการผลักดันขนาดนี้ ผลการศึกษาชี้ชัดว่ามันนุ่มนวล ดูดซับแรงได้ดี ไม่เหมือนแบริเออร์เก่าที่แข็งกระด้าง นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะใช้ยางพาราไทยแท้ ช่วยลดขยะและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถาน

  • ลดความรุนแรงบาดเจ็บ 35-40%
  • ดูดซับแรงกระแทก 25-45%
  • เซฟชีวิตผู้ใช้รถจักรยานยนต์
  • เพิ่มอุปสงค์ยางพาราในประเทศ

นายพิพัฒน์บอกว่าตอนนี้สั่งกรมทางหลวงทั้งสองแห่งบูรณาการทดสอบในพื้นที่จริง ก่อนขยายไปจุดเสี่ยงทั่วประเทศ เช่น ทางโค้ง เกาะกลางถนน และอาจต่อยอดไปยังเนินชะลอความเร็วหรือแผ่นกันลื่นจากยางพาราด้วย ถ้าสำเร็จ จะสร้างตลาดยางพาราใหญ่โต สนับสนุนสหกรณ์ยางกว่า 29 แห่งที่ลงทุนเครื่องจักรไปแล้ว

ประโยชน์รอบด้านจากนโยบายแบริเออร์ยาง

นอกจากความปลอดภัยแล้ว นโยบายนี้ยังช่วยแก้ปัญหายางพาราไทยที่ราคาตกต่ำมานาน เกษตรกรจะมีตลาดมั่นคงขึ้น รัฐบาลเลยผลักดันให้ทดสอบตามมาตรฐานวิศวกรรมจราจรสูงสุด คาดปี 2570 ถนนไทยจะปลอดภัยกว่าเดิมเยอะครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพถนนที่แบริเออร์นุ่มๆ ไม่ต้องกลัวลื่นไถลชนตายอีกต่อไป

ส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นไอเดียสุดยอดเลยครับ เพราะรวมสองประเด็นสำคัญ คือความปลอดภัยสาธารณะและเศรษฐกิจฐานราก ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะเห็นถนนไทยน่าขับขี่ขึ้นแน่นอน คุณล่ะคิดยังไง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้นะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยกัน!

ติดตามข่าวนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่ ที่นี่

ที่มา – “คมนาคม” ปัดฝุ่นแบริเออร์ยาง ดันยางพาราสู่ถนนปลอดภัย คาดใช้จริงปี 70

โตโยต้าถนนสีขาว เดินหน้ารณรงค์ความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวถนนทุกคน! ช่วงเทศกาลสงกรานต์ใกล้เข้ามาแล้วนะครับ ซึ่งเป็นเวลาที่หลายคนตั้งตารอคอยที่จะสาดน้ำเล่นสนุก แต่ก็เป็นช่วงที่อุบัติเหตุทางถนนพุ่งสูงสุดด้วยเหมือนกัน โตโยต้าถนนสีขาว จึงไม่รอช้า รีบเดินหน้ารณรงค์ความปลอดภัยทางถนนทันที ด้วยแนวคิดหลัก “เซฟชีวิต หยุดขับเร็ว” เพื่อให้ทุกคนเดินทางถึงบ้านอย่างปลอดภัย สร้างจิตสำนึกให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมาย ลดอุบัติเหตุลงให้ได้มากที่สุด

โตโยต้าถนนสีขาว รณรงค์ความปลอดภัยสงกรานต์

โตโยต้าถนนสีขาว

โครงการ โตโยต้าถนนสีขาว นี้ Toyota Motor Thailand ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 38 ปีแล้วครับ มุ่งเน้นสร้าง “สังคมคนขับรถดี” โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญที่มีความเสี่ยงสูง เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ ที่ปัจจัยหลักของอุบัติเหตุคือ “ความเร็ว” สถิติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกว่าความเร็วเกินทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงและเสียชีวิตจำนวนมากในไทย ถ้าเราทุกคนช่วยกันลดความเร็ว ปฏิบัติตามป้ายจราจร ก็น่าจะลดตัวเลขลงได้เยอะเลย

กิจกรรมโตโยต้าถนนสีขาว ในช่วงสงกรานต์
โตโยต้าถนนสีขาว สนับสนุนจุดพักรถ

กิจกรรมรณรงค์โตโยต้าถนนสีขาว ในสงกรานต์ 2569

ปีนี้ โตโยต้าถนนสีขาว ร่วมมือกับ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมคุมประพฤติ, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), และกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับรณรงค์และตั้งจุดพักรถใน 8 จังหวัดสำคัญทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้พักผ่อน หยุดขับเร็ว ลดความเมื่อยล้า

  • กรุงเทพมหานคร
  • ฉะเชิงเทรา
  • นครราชสีมา
  • ชลบุรี
  • พระนครศรีอยุธยา
  • นครสวรรค์
  • ราชบุรี
  • เพชรบุรี

ของที่แจกมีทั้งยาดมสดชื่นกว่า 30,000 ชิ้น ช่วยให้ผู้ขับรู้สึกผ่อนคลายระหว่างทาง และเสื้อกั๊กสะท้อนแสง 500 ตัว สำหรับอาสาสมัคร เพื่อความปลอดภัยยามค่ำคืน นอกจากนี้ยังมีการให้ความรู้เรื่องขับรถปลอดภัย ไม่เมาไม่ขับ ไม่ใช้โทรศัพท์ ผูกเข็มขัดนิรภัยเสมอ

ยาดมและเสื้อกั๊กจากโตโยต้าถนนสีขาว
จุดพักรถ โตโยต้าถนนสีขาว สงกรานต์

ในมุมมองของผม การรณรงค์แบบนี้ช่วยสร้างวัฒนธรรมขับรถดีได้จริงๆ ครับ เพราะไม่ใช่แค่แจกของ แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึก ถ้าทุกคนช่วยกัน “เซฟชีวิต หยุดขับเร็ว” เทศกาลนี้เราจะสนุกได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลอุบัติเหตุ ลองนึกภาพถนนโล่งปลอดภัย ครอบครัวสมบูรณ์ น่าจะดีที่สุดเลย

เคล็ดลับขับรถปลอดภัยช่วงสงกรานต์: ขับไม่เกิน 90 กม./ชม. บนทางหลวง พักทุก 2 ชม. ตรวจรถก่อนออกเดินทาง ดื่มน้ำมากๆ ไม่ฝืนขับเมื่อง่วง และใช้แอปเช็คจราจรเสมอ ถ้าทำได้แบบนี้ การเดินทางของคุณจะราบรื่นแน่นอน!

มาสนับสนุนโครงการโตโยต้าถนนสีขาวกันเถอะครับ ขับรถดี ชีวิตดี สงกรานต์นี้ปลอดภัยทุกเส้นทาง ร่วมกันสร้างสังคมคนขับรถดีตั้งแต่วันนี้!

ที่มา – โตโยต้าถนนสีขาว เดินหน้ารณรงค์ความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

รัฐบาลเตือนหมดโปร “เตือนก่อนปรับ” 31 มี.ค. จับปรับ 1 เม.ย.

เพื่อนๆ ชาวถนนทุกคน สวัสดีครับ! วันนี้เรามีข่าวด่วนที่คนขับรถขี่มอเตอร์ไซค์ต้องฟังให้ดีเลยนะ รัฐบาลเตือนหมดโปรมาตรการผ่อนปรน “เตือนก่อนปรับ” 31 มี.ค. ก่อนดีเดย์จับปรับจริง เริ่ม 1 เม.ย. นี้เอง หมายความว่าช่วงที่ตำรวจแค่เตือน ตักเตือนผ่านระบบ PTM กำลังจะหมดลงแล้ว หลังจากนี้ใครฝ่าฝืนกฎจราจร 10 ข้อหลัก เตรียมโดนปรับเงินจริงจังเลยครับ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน

รัฐบาลเตือนหมดโปรมาตรการผ่อนปรน “เตือนก่อนปรับ” 31 มี.ค.

ตามที่ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ ได้แถลงเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางถนนสุดๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีคนเดินทางเยอะ มีเป้าหมายลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเหลือแค่ 12 คนต่อแสนประชากร ภายในปี 2570 เลยทีเดียว ผ่านมาตรการบูรณาการทั้งกฎหมาย ปรับปรุงถนนรถ และรณรงค์สร้างวินัยจราจร

ที่ผ่านมา ตำรวจแห่งชาติใช้ 3 ระยะในการลดอุบัติเหตุ ปัจจุบันอยู่ในระยะ 1 คือ “เตือนก่อนปรับ” จนถึง 31 มี.ค. 2569 โดยมีการตักเตือนถึง 196,028 ครั้งตั้งแต่เดือนมกราคม ผ่านระบบ PTM แต่หลังจากนั้น 1 เม.ย. เข้าสู่ระยะ 2 บังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบกับ 10 ข้อหาหลักที่ก่ออุบัติเหตุบ่อยสุด

สถิติอุบัติเหตุ 7 วันอันตราย ปีใหม่ 2569

มาดูตัวเลขจริงๆ จากศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงปีใหม่ 2569 พบว่ามีอุบัติเหตุสะสม 1,511 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 1,464 คน และเสียชีวิตน่าเศร้า 272 ราย สาเหตุหลักๆ คือ ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และตัดหน้ากระชั้นชิด ซึ่งเป็นข้อหาที่กำลังจะโดนปรับหนัก

  • ขับรถเร็วเกินกำหนด: สูงสุดอันดับ 1
  • ดื่มสุราแล้วขับขี่: อันดับ 2
  • ตัดหน้ากระชั้นชิด: อันตรายมาก

10 ข้อหาจราจรหลักที่เตรียมจับปรับจริง 1 เม.ย.

เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัว รัฐบาลเตือนหมดโปรมาตรการผ่อนปรน “เตือนก่อนปรับ” 31 มี.ค. โดยจะโฟกัส 10 ข้อนี้ ใครทำโดนจับแน่:

  • ขับรถเร็วเกินกำหนด
  • ดื่มแล้วขับ
  • ตัดหน้ากระชั้นชิด
  • ไม่สวมหมวกกันน็อกสำหรับผู้ขับขี่และผู้ซ้อนจักรยานยนต์
  • ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
  • ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่
  • ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่
  • ขับรถย้อนศร
  • ขับรถในทางเท้า
  • ไม่เปิดไฟหน้าตอนกลางคืนหรือฝนตก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเน้นให้ตรวจสภาพรถก่อนเดินทาง ปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้ถูกกฎหมาย เพื่อเข้าสู่สังคมขับขี่ปลอดภัย

ในฐานะคนขับรถ มุมมองผมคือมาตรการนี้ดีมาก เพราะสถิติอุบัติเหตุลดลงจริงจาการเตือนครั้งก่อนๆ แต่ต้องเคร่งครัดถึงจะเห็นผลยั่งยืน ลองนึกภาพถนนโล่งปลอดภัย ไม่มีคนเมาแล้วขับ หรือซิ่งตายโหดๆ มันน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยนะครับ

สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านเริ่มปฏิบัติตามกฎจราจรตั้งแต่วันนี้ ตรวจรถ สวมอุปกรณ์นิรภัย ไม่ดื่มเหล้า ไม่ใช้โทรศัพท์ ร่วมกันลดอุบัติเหตุให้ได้เป้า 12 คนต่อแสนประชากร มาสร้างถนนไทยปลอดภัยด้วยกันครับ!

ที่มา – รัฐบาลเตือนหมดโปรมาตรการผ่อนปรน “เตือนก่อนปรับ” 31 มี.ค. ก่อนดีเดย์จับปรับจริง เริ่ม 1 เม.ย.

Scroll to top