ความปลอดภัยประชาชน

นายกฯ ขอบคุณชาวปราจีนฯ เทคะแนนยกจังหวัด รับปากคนละครึ่งพลัส

นายกฯ ขอบคุณชาวปราจีนฯ เทคะแนนยกจังหวัด รับปาก “คนละครึ่งพลัส”มาแน่! เหตุการณ์สุดคึกคักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางไปพบปะประชาชนเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง หลังจากพรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง ส.ส. ได้ทั้งจังหวัดแบบยกแผง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและยินดี ประชาชนมารอต้อนรับเพียบ รวมถึงอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) และเด็กนักเรียนที่แห่ขอถ่ายรูป ขอลายเซ็นกันอย่างคึกคัก

นายกฯ อนุทิน พบปะประชาชนปราจีนบุรี

นายกฯ ขอบคุณชาวปราจีนฯ เทคะแนนยกจังหวัด รับปาก “คนละครึ่งพลัส”มาแน่

ในงานพบปะครั้งนี้ นายอนุทินได้พูดถึงโครงการที่ประชาชนรอคอยอย่างคนละครึ่งพลัส เฟส 2 โดยยอมรับว่าเสียดายที่สภายุบเร็วเกินไป ทำให้ไม่ทันอนุมัติก่อนตรุษจีน แต่ยืนยันชัดเจน หากพรรคภูมิใจไทยได้บริหารต่อ โดยเฉพาะถ้ามี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” เป็นรัฐมนตรีคลัง โครงการนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน! นโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เอื้อประโยชน์ให้ร้านค้าท้องถิ่นและประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยรัฐช่วยจ่ายส่วนหนึ่ง เหมือนเฟสก่อนที่ช่วยหมุนเงินในชุมชนได้มหาศาล

สัญญาเรื่องคนละครึ่งพลัส: ความหวังใหม่ของประชาชน

นายกฯ อนุทิน พูดถึงคนละครึ่งพลัส

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจัดการคืนดินแดนได้สำเร็จ ทุกตารางนิ้วเป็นของไทยทั้งหมด ตอนนี้เร่งพัฒนาพื้นที่ให้ปลอดภัย เพื่อให้ชาวบ้านกลับไปทำมาหากินได้ปกติ ส่วนด่านชายแดน ยังไม่เปิดกว้างจนกว่าจะได้ประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรของไทย นี่คือตัวอย่างการปกป้องผลประโยชน์ชาติที่ชัดเจน

นายกฯ อนุทิน พูดชายแดนไทยกัมพูชา

ตอบคำถามอสม. และผู้นำท้องถิ่น

ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ได้ทวงถามความคืบหน้ากฎหมายอสม. นายกฯ รับปากเต็มที่ว่าจะผลักดัน หากได้เสียงข้างมากในสภา พร้อมแซวติดตลกว่า “อสม. คือพ่อ อนท.” แสดงถึงความสนิทสนม ไม่มีนายกฯ คนไหนให้ประชาชนมาสั่งการแบบนี้ได้ นี่คือสไตล์บริหารแบบใกล้ชิดประชาชนจริงๆ

นายกฯ อนุทิน กับอสม.

นายกฯ ยังย้ำหลักการบริหาร ไม่เล่นพรรคเล่นพวก หากโครงการพรรคร่วมดีต่อประชาชน ไม่ผิดกฎหมาย และไม่กระทบวินัยการคลัง จะสนับสนุนเต็มที่ เพราะหัวหน้ารัฐบาลต้องใจกว้าง หลังงานพบปะ ก็มีขบวนรถแห่รอบตลาดเมืองปราจีนบุรี ร่วมด้วยนายทรงศักดิ์ ทองศรี, นางสาวไตรศุลี ไตสรณกุล และว่าที่ ส.ส. ทั้ง 3 เขต ประชาชนโบกมือ มอบดอกไม้ ก่อนลงตลาดคนเดินเพื่อพบปะเพิ่มเติม โดยหลายคนถามถึงนโยบายคนละครึ่งพลัสอีกเพียบ

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ชาวปราจีนบุรีมีต่อพรรคภูมิใจไทย นโยบายอย่างคนละครึ่งพลัสไม่ใช่แค่สัญญา แต่เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่พิสูจน์แล้ว หากคุณเป็นคนปราจีนบุรีหรือสนใจนโยบายเศรษฐกิจ คิดดูนะว่ามันจะช่วยธุรกิจท้องถิ่นของคุณยังไง

  • ช่วยลดภาระค่าครองชีพ
  • กระตุ้นการใช้จ่ายในชุมชน
  • สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย

คุณคิดว่านโยบายคนละครึ่งพลัสเฟสใหม่จะช่วยเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ ขอบคุณชาวปราจีนฯ เทคะแนนยกจังหวัด รับปาก “คนละครึ่งพลัส”มาแน่

รัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่ แจ้งเบาะแสได้ที่ 1374

รัฐบาลคุมเข้มความปลอดภัยทั่วประเทศ ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ ดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวและจุดที่มีคนหนาแน่น ขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแส “บุคคลน่าสงสัย – บินโดรนผิดปกติ” ผ่านสายด่วน 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางและจัดกิจกรรมจำนวนมาก โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่ขณะนี้ต่อเนื่องไปจนถึงหลังสิ้นสุดเทศกาล ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดเพิ่มความเข้มข้นของการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงและความปลอดภัย

โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพื้นที่เสี่ยง ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว สถานที่จัดงานรื่นเริง รวมถึงจุดที่มีประชาชนรวมตัวเป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อความสงบสุขของประชาชน โดยจะบูรณาการการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานท้องถิ่น หน่วยงานด้านความมั่นคงอื่น ๆ รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างการเฝ้าระวัง แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดภายในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการป้องกันเหตุล่วงหน้าและการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

รัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่ แนะแจ้งเบาะแส “บุคคล-โดรน” ผิดปกติ ผ่านสายด่วน 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง

รัฐบาลเน้นย้ำให้ประชาชนร่วมมือกันสอดส่องดูแลความปลอดภัยในช่วงรัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแจ้งเบาะแสสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

แจ้งเบาะแสอย่างไร หากพบสิ่งผิดปกติในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่?

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า “ขอประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลความปลอดภัย หากพบเห็นพฤติกรรม บุคคล หรือ สิ่งของที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น การใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต การเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายสอดแนมหรือแฝงตัวของบุคคลต้องสงสัย หรือเหตุผิดปกติอื่นใดที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน ขอให้แจ้งข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่โดยเร็ว ผ่านสายด่วนความมั่นคง 1374 ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที”

ในช่วงรัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่ การแจ้งเบาะแสที่รวดเร็วและแม่นยำจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ข้อมูลที่ได้รับจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยให้กับทุกคน

ดังนั้น หากท่านพบเห็นสิ่งผิดปกติใดๆ ที่อาจเป็นภัยคุกคาม อย่าลังเลที่จะโทรแจ้งสายด่วน 1374 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ความร่วมมือของท่านคือส่วนสำคัญในการทำให้ช่วงวันหยุดยาวปีใหม่นี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ระมัดระวังทรัพย์สินและดูแลตัวเองให้ปลอดภัยในช่วงรัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่นี้นะคะ

ที่มา – รัฐบาลคุมเข้มวันหยุดยาวปีใหม่ แนะแจ้งเบาะแส “บุคคล-โดรน” ผิดปกติ ผ่านสายด่วน 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อม 

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยได้กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหลายพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้แถลงให้ประชาชนได้ทราบว่า ที่ประชุม สมช. มีมติยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. โดยจะปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นตามความจำเป็น พร้อมมอบหมาย

1. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ โดยทราบว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

2. ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมการเรื่องงบประมาณ

ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้มีความพร้อมและสามารถโอนเงินให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา

3. ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กำชับเร่งแก้ปัญหา โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมโดยเร็ว

นายสิริพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า เรื่องการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หลังจากที่ได้มีการปรับลดขั้นตอน ปรับลดเอกสาร และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทางออนไลน์ไปแล้ว การจ่ายเงินให้ถึงมือประชาชนก็ควรจะรวดเร็วขึ้น แต่ทราบว่าตอนนี้ ระบบยังมีปัญหาอยู่ ทำให้การจ่ายเงินยังล่าช้า ขอให้ทาง ปภ. และจังหวัด เร่งแก้ปัญหา และโอนเงินให้กับประชาชนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลของผู้ที่สมควรได้รับสิทธิให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการบัตรสวัสดิการประชารัฐ กำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ก่อนที่จะนำมาเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการบัตรสวัสดิการฯ ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มุ่งเป้าการช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง กำหนดเกณฑ์การคัดกรองที่ดูทั้งมิติรายได้และทรัพย์สินที่รัดกุมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งปรับเกณฑ์รายได้ลงอย่างเดียว เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ในช่วงท้ายของการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากรัฐมนตรีท่านใดว่างเว้นจากภารกิจปกติ อยากให้ช่วยกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงไปให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตามศูนย์พักพิงต่างๆ ในแต่ละจังหวัด

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด

ความสำคัญของการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างดีที่สุด แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การดูแลอย่างเต็มที่ครอบคลุมทั้งด้านความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม และการบริการทางการแพทย์ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อมยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการจ่ายเงินเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขและจ่ายเงินให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

สำหรับการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รัฐบาลมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง โดยกำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองที่รัดกุมมากขึ้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

โดยรวมแล้ว การดำเนินการของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา และการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามศูนย์พักพิงต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบาก รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี การดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด

การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทักษะของประชาชน เพื่อให้พวกเขาสามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน

การสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาค เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปรองดองและความสามัคคีในชาติ

การดำเนินงานของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพต่อไป

ที่มา – นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบเยียวยาให้พร้อม

“ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก. ลำเลียงข้าวช่วยชาวหาดใหญ่

“ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก.ลำเลียงข้าว–น้ำดื่ม โดยใช้เครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ช่วยชาวหาดใหญ่ประสบอุทกภัย ย้ำ รัฐบาลเร่งบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนทุกช่องทาง

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการด่วนให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ทำให้หลายครัวเรือนต้องติดค้างอยู่ในบ้านเรือน ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม ร.อ.ธรรมนัส จึงได้สั่งการให้ “ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก.ลำเลียงข้าว และน้ำดื่มโดยด่วนที่สุด

ในการนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้ใช้ปฏิบัติการลำเลียงเสบียงทางอากาศ โดยได้รับความร่วมมือจากเครื่องบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยในเบื้องต้นได้มีการจัดส่งข้าวสารคุณภาพกว่า 1,500 กิโลกรัม และน้ำดื่มจำนวน 1,000 ขวด ไปยังศูนย์กระจายความช่วยเหลือในพื้นที่หาดใหญ่

“รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกวิถีทางเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงมือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

“ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก. ลำเลียงข้าวช่วยชาวหาดใหญ่

ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กำชับให้ อ.ต.ก. และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงการดูแลสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

การดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงมือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ภารกิจเร่งด่วน: “ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก. ลำเลียงข้าว

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

  • การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อให้ผู้ประสบภัยมีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย
  • การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อดูแลสุขภาพของผู้ประสบภัย
  • การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำ และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

การที่ “ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก.ลำเลียงข้าว ในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

ที่มา – “ธรรมนัส” สั่ง อ.ต.ก.ลำเลียงข้าว–น้ำดื่ม ใช้เครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตรช่วยชาวหาดใหญ่ทุกทาง

“พลพีร์” สวน “จิรายุ”: ทำไมไม่ตอบโต้กัมพูชา?

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” หลังยุ “ภูมิใจไทย” บีบให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออก ตั้งคำถามตอนเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย บีบพรรคประชาชน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน เพราะขัดหลักประชาธิปไตย เนื่องจากสนับสนุน พรรคอื่นเป็นนายกฯ ว่าขอชื่นชมการทำหน้าที่ของนายจิรายุ ในการออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว ประเด็นคือ สมัยที่นายจิรายุเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เหตุไฉน จึงไม่ออกมาตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง ถ้าทำงานให้ประเทศชาติเร็วได้สักครึ่งของที่ทำงานให้พรรคเพื่อไทย คิดว่า ประเทศไทย จะไม่มีทางแพ้ในสงครามข่าวสารแบบที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ถามตอนเป็นรัฐบาล ทำไมนิ่ง

“อดีตโฆษกออกมาปกป้องพรรคได้ไวครับ ผมลงวันเดียว ท่านร้อนรนแล้ว ไม่เหมือนตอนที่เราปะทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ชาวบ้านนั่งรอท่านแถลง ขอความชัดเจน อยากรู้สึกปลอดภัย แต่กลับพึ่งไม่ได้ เพราะท่านเอาแต่นิ่งเงียบ หากจะพูดสักที ก็ช้าตลาดวาย ฝ่ายตรงข้าม เล่นงานไทย จนยับเยินไปแล้ว”

จวกเสียมารยาทเกาะเก้าอี้รองประธานสภา

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ทำงานการเมืองต้องมีสปิริต แต่ไหนแต่ไรมา เก้าอี้ประธานสภา ต้องเป็นของฝ่ายรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งอยู่ในการกำกับของรัฐบาล นี่คือหลักการทั่วไป เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สะดุด แต่ตอนนี้ พรรคฝ่ายค้านเป็นประธานสภา แบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลจะดันนโยบาย หรือกฎหมายสำคัญ ที่มีผลต่อปากท้องพี่น้องประชาชนได้ราบรื่นหรือไม่ ขอให้นึกย้อนไป ในวันที่พรรคภูมิใจไทย ไปเป็นฝ่ายค้าน สิ่งแรกๆ ที่ทำ คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล ลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภา เพื่อเปิดทางให้ฝ่ายรัฐบาลได้ขับเคลื่อนการทำงาน แต่ที่เห็นตอนนี้ ฝ่ายท่านกลับหวงเก้าอี้ มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ เพราะเห็นว่าเรามีเวลาน้อย เลยจะขัดแข้งขาอย่างเต็มที่หรือเปล่า ยอมกระทั่งเสียมารยาท ทำลายสปิริตทางการเมือง

 ย้ำไม่ใช่ขี้ข้าอังเคิล

ส่วนที่หลายคนมาตั้งข้อสังเกตว่าพรรคภูมิใจไทย จะขี่พรรคประชาชน หลอกใช้เพื่อน เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย นายพลพีร์ ย้ำว่า เป้าหมายของเราก็คือ การที่เราปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีร่วมกัน และยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย พรรคภูมิใจไทย เราไม่หลอกใช้ใคร สัญญา ก็คือสัญญา และตอนนี้ เราให้เกียรติในข้อตกลง ไปจนถึงพรรคประชาชน และประชาชนคนไทยทุกคน

“พรรคภูมิใจไทย ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน และเราไม่มีทางผลักคนที่รักชาติบ้านเมืองไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม เรายึดถือว่า เราจะเป็นขี้ข้าของคนไทยเท่านั้น จะไม่ยอมเป็นขี้ข้าของอังเคิลที่ไหนเด็ดขาด”

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

จากกรณีที่นายจิรายุออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยบีบพรรคประชาชนลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้าน นายพลพีร์ได้ออกมาตอบโต้ โดยตั้งคำถามถึงความรวดเร็วในการตอบโต้ประเด็นทางการเมืองของนายจิรายุ เมื่อเทียบกับสมัยที่ดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลและกรรมการ ศบ.ทก. ที่นายจิรายุกลับไม่มีท่าทีตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

ประเด็นที่น่าสนใจจาก “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

  • การตอบโต้ทางการเมืองที่รวดเร็วของนายจิรายุ
  • ความแตกต่างระหว่างการทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลกับการเป็นสมาชิกพรรค
  • ประเด็นเรื่องสปิริตทางการเมืองและการดำรงตำแหน่งประธานสภา
  • ข้อตกลงและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน

การออกมาตอบโต้กันไปมาของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในแวดวงการเมืองไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอในการทำหน้าที่ และการแสดงออกถึงจุดยืนที่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ที่มา – “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ย้ำความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความเห็นต่างในโลกโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นอย่างมาก โดยเน้นย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการดำเนินงานด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชายแดนและการ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวและส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

“สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จะมีการหารือกันในเรื่องนโยบายที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดน ซึ่งรวมถึงเรื่องการปิด-เปิดด่านด้วย โดยจะต้องพิจารณาจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ก่อน และดูว่าทางกัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

สิ่งที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือ ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องมาเป็นอันดับแรก และจะต้องพิจารณามาตรการอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการค้า การท่องเที่ยว และความมั่นคง

“เรื่องนี้ต้องคุยกันก่อน และย้ำว่าดูจากผลการประชุม GBC ที่พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ปฏิบัติหน้าที่รมว.กลาโหม ไปร่วมประชุมมา ต้องดูว่าเขามีการปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ แต่โดยทั่วไปผลการประชุมก็ออกมาดีอยู่ที่การปฏิบัติ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะมีความกังวลและไม่อยากให้มีการเปิดด่าน แต่การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน

“ตนคิดว่าเราต้องมาดูกันก่อนว่าสิ่งที่คุยกัน เขาจะปฏิบัติตามนั้นหรือไม่ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีประเด็นที่สร้างสรรค์หลายเรื่อง และสุดท้ายคือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่” นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติม

ที่ผ่านมา มักมีปัญหาว่าทางกัมพูชาไม่ค่อยยอมรับผลการประชุมทวิภาคี ไม่ว่าจะเป็น GBC, JBC หรือ RBC แต่นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด ทุกอย่างดูเป็นไปด้วยดี และหวังว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทางกัมพูชา

“เราก็หวังว่าอย่างนั้น ความจริงใจเป็นเรื่องที่สำคัญ” นายสีหศักดิ์กล่าว

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องจับตาดูต่อไปคือแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์ ว่าจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเปิดประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างไร การ “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งต้องอาศัยการเจรจา การทำความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เล็งคุยเปิด-ปิดด่าน หลังโซเชียลฯ ไม่เห็นด้วย ย้ำยึดความปลอดภัยประชาชน

ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทาง

จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการยุติบทบาทของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ล่าสุดทาง ศบ.ทก. ได้ออกมาชี้แจงยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และปัจจุบัน ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ทางเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจชายแดนไทย-กัมพูชา Team-Thailand ของ ศบ.ทก. ได้โพสต์ข้อความเพื่อชี้แจงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ยังไม่มีการยุติบทบาทของศูนย์ฯ และยังคงปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้การพิจารณาและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ

การประเมินสถานการณ์ดังกล่าว จะพิจารณาจากข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์และข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้การตัดสินใจสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะเป็นผู้พิจารณาและกำหนดทิศทางตามลำดับและตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

บทบาทหน้าที่ของ ศบ.ทก.

ศบ.ทก. มีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ ศบ.ทก. ยังมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่ชายแดน เช่น การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง หรือการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเดินทางข้ามแดน

การที่ ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและความท้าทายต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การคงอยู่ของ ศบ.ทก. จะช่วยให้รัฐบาลสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น การที่ ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ จึงเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว

อนาคตของ ศบ.ทก. จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สมช. ซึ่งจะพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว

ถึงแม้ว่า ศบ.ทก. จะยังไม่ยุติบทบาท แต่การปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของ ศบ.ทก. ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ ศบ.ทก. สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว ข่าวที่ว่า ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ นั้นเป็นความจริง และ ศบ.ทก. ยังคงปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาและกำหนดทิศทางในอนาคตของ ศบ.ทก. ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สมช. ซึ่งจะพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

ที่มา – ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

Scroll to top