ความร่วมมือทางทหาร

กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร

ในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความตึงเครียด กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร อย่างชัดเจน เพื่อคลายความกังวลของประชาชน กรณีเครื่องบินรบของสหรัฐอเมริกาลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เมื่อไม่นานมานี้ ได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนจำนวนมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่

กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร

วันที่ 8 เมษายน 2567 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ผู้บัญชาการทหารอากาศไทยในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าการลงจอดของอากาศยานสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นเพียงภารกิจปกติประจำ ไม่ได้มีความหมายทางการทหารที่ซ่อนเร้นใดๆ ภารกิจหลักคือการสับเปลี่ยนกำลังพล (Personnel Rotation) และการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ (Medical Evacuation: MEDEVAC) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการอยู่เสมอ

การดำเนินการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะในโครงการฝึกซ้อมร่วม Cobra Gold ซึ่งเป็นการซ้อมรบประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความพร้อมรบและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพทั้งสองชาติ

ขั้นตอนการขออนุญาตและการประสานงานที่รัดกุม

ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ยื่นขออนุญาตทางการทูต (Diplomatic Clearance) ผ่านช่องทางปกติอย่างครบถ้วน และได้รับอนุมัติจากหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงกลาโหมและการบินพลเรือน นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ หน่วยความมั่นคง ท่าอากาศยาน และหน่วยสนับสนุนอื่นๆ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

  • ไม่กระทบต่อการบินพลเรือนหรือความปลอดภัยของประชาชน
  • ปฏิบัติตามระเบียบทุกประการ
  • อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทยอย่างใกล้ชิด

กองทัพอากาศย้ำชัดว่าการอนุญาตให้ลงจอดใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกประเทศ ไม่ใช่กรณีพิเศษ และไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งใดๆ ในภูมิภาค เช่น สถานการณ์ในทะเลจีนใต้หรือปัญหาชายแดน

ประโยชน์ของความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ ต่อความมั่นคง

ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยให้ไทยได้รับเทคโนโลยีและการฝึกอบรมทหารอากาศที่ทันสมัย แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้พันธมิตรในภูมิภาค การลงจอดที่กระบี่จึงเป็นตัวอย่างของการบูรณาการกำลังที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยไม่กระทบต่ออธิปไตยของชาติไทย ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าทุกการตัดสินใจคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก

ในยุคที่ข่าวปลอมแพร่กระจายง่าย การชี้แจงจากหน่วยงานราชการอย่างกองทัพอากาศจึงมีความสำคัญยิ่ง ช่วยลดความตื่นตระหนกและส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความโปร่งใสของกองทัพไทยในการสื่อสารกับประชาชน

สรุปแล้ว กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร เป็นเพียงกิจกรรมปกติที่ยืนยันความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองชาติ หากคุณสนใจข่าวด้านความมั่นคงและการทูต แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อเท็จจริง หากมีข้อสงสัย สามารถแสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เลยครับ

ที่มา – กองทัพอากาศ แจง เครื่องบินรบสหรัฐฯ ที่กระบี่ ไม่มีนัยสำคัญทางการทหาร

ผบ.ทอ. สั่งสำรองน้ำมันรับฉุกเฉิน ฝึก Cope Tiger

ในสถานการณ์วิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้มีนโยบายชัดเจนเพื่อรับมือ โดยผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉิน เดินหน้าฝึก Cope Tiger กับ สหรัฐ เชื่อ โลกเข้าใจ ซึ่งเป็นมาตรการที่แสดงถึงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

นโยบายประหยัดพลังงานของกองทัพอากาศ

ตามคำสั่งของพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กองทัพอากาศได้ปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยพิจารณาภารกิจสำคัญเป็นหลัก แบ่งการใช้เชื้อเพลิงเป็น 2 ส่วน คือภาคพื้นดินที่เน้นประหยัด ระมัดระวัง และภาคอากาศที่เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจยุทธการเต็มรูปแบบ น้ำมันสำหรับบินปกติและฝึกบินถูกจัดการให้ต่อเนื่อง ขณะที่น้ำมันสำรองสำหรับสงครามหรือกรณีฉุกเฉินถูกสำรองไว้อย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถป้องกันประเทศได้ทันท่วงที

ผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉิน เดินหน้าฝึก Cope Tiger

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผบ.ทอ. เปิดเผยว่า กองทัพอากาศมั่นใจในการบริหารจัดการน้ำมัน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จะนำไปใช้ในภารกิจที่ได้รับมอบหมายทันที นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้กำลังพลและประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน เนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อตามการประเมินของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นานถึง 4 สัปดาห์ ขอให้เชื่อข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ อย่าตกใจกับข่าวปลอมที่ใช้ AI สร้าง

ผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉิน เดินหน้าฝึก Cope Tiger กับ สหรัฐ

สำหรับการฝึก Cope Tiger 2026 ซึ่งเป็นการฝึกร่วมทางอากาศครั้งใหญ่ในอาเซียนกับสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ ระหว่าง 15-27 มี.ค. 2569 ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ แม้จะเพิ่มมาตรการความปลอดภัยเข้มข้น ทั้งการสแกนพื้นที่และเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีต่างชาติ พล.อ.อ.ประภาส ย้ำว่า หากพบสิ่งบอกเหตุอันตราย จะเลื่อนหรือยกเลิกทันที แต่ยืนยันดำเนินการต่อเนื่องเพื่อทบทวนแผนการรบ พัฒนานักบินใหม่ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ประเทศไทยยึดหลักรักสันติ ไม่คุกคามใคร การฝึกประจำปีเช่น Cobra Gold หรือ Cope Tiger เป็นเรื่องปกติที่โลกเข้าใจดี ช่วยเสริมความสัมพันธ์และความพร้อมรบ โดยไม่ถูกดึงเข้าความขัดแย้ง

รายละเอียดการฝึก Cope Tiger 2026

การฝึกภายใต้แนวคิด “Together We Fly, Stronger We Stand” มุ่งพัฒนาขีดความสามารถการบินรบ การประสานงานระหว่างชาติ และแลกเปลี่ยนยุทธวิธีสมัยใหม่ พื้นที่ฝึกหลัก ได้แก่

  • กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา
  • กองบิน 2 จังหวัดลพบุรี
  • สนามฝึกใช้อาวุธชัยบาดาล
  • กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

นอกจากนี้ ยังมีระบบการข่าวเฝ้าระวังและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อป้องกันสงครามอสมมาตรที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉิน เดินหน้าฝึก Cope Tiger กับ สหรัฐ เชื่อ โลกเข้าใจ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่สมดุลระหว่างการประหยัดทรัพยากรและความพร้อมทางทหาร ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ในมุมมองของผู้เขียน การฝึกเช่น Cope Tiger ไม่เพียงเสริมแกร่งกองทัพอากาศไทย แต่ยังยกระดับบทบาทในภูมิภาคอาเซียน สร้างความไว้วางใจกับพันธมิตร หากคุณสนใจข่าวความมั่นคงทหาร ติดตามบล็อกนี้ต่อไป และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณมองอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้!

ที่มา – ผบ.ทอ. สั่ง สำรองน้ำมัน รับกรณีฉุกเฉิน เดินหน้าฝึก Cope Tiger กับ สหรัฐ เชื่อ โลกเข้าใจ

ทำเนียบขาวอ้าง สเปนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้ว แต่โดนปฏิเสธทันควัน

ทำเนียบขาวอ้าง สเปนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้ว แต่โดนปฏิเสธทันควัน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ เมื่อโฆษกทำเนียบขาวออกมาแถลงว่าสเปนยอมสนับสนุนภารกิจทางทหารต่ออิหร่าน แต่รัฐมนตรีสเปนกลับปฏิเสธทันที สร้างความสับสนและความตึงเครียดระหว่างสองชาติพันธมิตร

ทำเนียบขาวอ้าง สเปนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้ว แต่โดนปฏิเสธทันควัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 น.ส. แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สเปนได้ตกลงให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ ในการต่อต้านอิหร่านแล้ว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโจมตีสเปนอย่างรุนแรงในวันอังคาร และขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า

ลีวิตต์กล่าวอย่างมั่นใจว่า “ในส่วนของสเปน ฉันคิดว่าพวกเขาได้รับสารจากท่านประธานาธิบดีเมื่อวานนี้อย่างชัดเจนแล้ว และตามที่ฉันเข้าใจ ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา พวกเขาได้ตกลงที่จะให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ แล้ว” คำพูดนี้ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าสเปนจะเปลี่ยนจุดยืน

รัฐมนตรีสเปนปฏิเสธทันควัน

อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้น นายโฆเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยของสเปน ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุท้องถิ่นทันที โดยปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทำเนียบขาวอย่างสิ้นเชิง “จุดยืนของเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลง” เขาย้ำชัดเจน สร้างความตกใจให้กับสื่อและนักวิเคราะห์ทั่วโลก

จุดยืนเด็ดเดี่ยวของนายกฯ เปโดร ซานเชซ

นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ถือเป็นผู้นำยุโรปที่วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์อย่างเปิดเผยที่สุด เขาปฏิเสธที่จะพาสเปนเข้าไปพัวพันกับสงครามในอิหร่าน แม้จะถูกขู่ด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจก็ตาม ในวันเดียวกัน ซานเชซแถลงว่า “เราจะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในสิ่งที่ส่งผลเสียต่อโลก หรือขัดต่อค่านิยมและผลประโยชน์ของเรา เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้จากใครบางคน”

ลีวิตต์ยังยืนยันต่อไปว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังประสานงานกับกองทัพสเปน และทรัมป์คาดหวังให้ยุโรปทั้งหมด รวมถึงพันธมิตรทุกชาติ ร่วมมือกันต่อสู้กับระบอบอิหร่านที่เป็นภัยคุกคามต่อยุโรป

พื้นหลังความขัดแย้งสหรัฐ-สเปน

ความตึงเครียดนี้มีรากฐานจากนโยบายต่างประเทศไทยของทรัมป์ที่กดดันพันธมิตรนาโต้ให้เพิ่มงบประมาณกลาโหม และสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง สเปนซึ่งเป็นสมาชิกนาโต้ มักแสดงจุดยืนที่เป็นอิสระ โดยเฉพาะในประเด็นอิหร่าน เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับชาติอาหรับ

  • ทรัมป์ขู่คว่ำบาตรสเปน หากไม่ร่วมมือ
  • สเปนยืนกรานไม่เข้าร่วมสงครามอิหร่าน
  • ทำเนียบขาวอ้างการประสานงานทางทหารแล้ว
  • กระทรวงต่างประเทศไทยสเปนปฏิเสธทันที

เหตุการณ์ ทำเนียบขาวอ้าง สเปนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้ว แต่โดนปฏิเสธทันควัน นี้ สะท้อนถึงความแตกแยกในพันธมิตรตะวันตก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโลก นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการจริง สเปนซึ่งพึ่งพาการค้าสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์จากผู้นำยุโรปอื่นๆ ที่เห็นด้วยกับสเปน เช่น ฝรั่งเศสและเยอรมนี ที่เรียกร้องให้หลีกเลี่ยงสงครามกับอิหร่านเพื่อป้องกันราคาน้ำมันพุ่งสูง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าพันธมิตรนาโต้กำลังเผชิญความท้าทายจากนโยบาย ‘อเมริกาฟื้นตัวก่อน’ ของทรัมป์ สเปนเลือกยึดมั่นหลักการสันติภาพ ซึ่งน่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ถ้าคุณสนใจข่าวต่างประเทศแบบนี้ อย่าลืมติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดว่าสเปนจะยอมตามสหรัฐฯ หรือไม่?

ที่มา – ทำเนียบขาวอ้าง สเปนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ แล้ว แต่โดนปฏิเสธทันควัน

ปชช. จี้รัฐบาล หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลเร่งใช้มาตรการการทูตเชิงรุก หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพ จี้ “อนุทิน” ยกหูฟ้อง “ทรัมป์-อันวาร์” แนะทำหนังสือถึงสหรัฐฯ ระงับความร่วมมือกัมพูชา

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมาพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ ข้อเสนอเร่งด่วนกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา รัฐบาลต้องเร่งใช้มาตรการการทูตเชิงรุก เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ และหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

จากกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บาดเจ็บ 2 นาย โดยหนึ่งในนั้นมีอาการข้อเท้าขวาขาด ส่งผลให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศจะยกเลิกข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ได้ลงนามไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยานนั้น พรรคประชาชนขอเสนอมาตรการการทูตเชิงรุกที่จะสร้างความได้เปรียบให้แก่ประเทศไทยในสถานการณ์อันสำคัญเร่งด่วนนี้

1. นายอนุทิน ต้องคุยโทรศัพท์สายตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียทันที ในฐานะสักขีพยานข้อตกลงสันติภาพ โดยยืนยันจุดยืนของไทยว่า ไทยต้องการรักษาข้อตกลงฯ ให้คงอยู่เพื่อการธำรงสันติภาพระหว่างสองประเทศ และปฏิบัติตามข้อตกลงฯ มาโดยตลอด แต่กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงฯ ไทยเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการละเมิดข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ และรัฐบาลไทยขอสงวนสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังมีพฤติการณ์ที่บ่อนทำลายสันติภาพ

2. การดำเนินมาตรการเชิงรุกของไทย จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะโทรศัพท์ไปหาผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย เพื่อชิงความได้เปรียบในการอธิบายจุดยืนและรายละเอียดของสถานการณ์ นอกจากนี้ ไทยยังจำเป็นต้องย้ำว่า ไทยรักษาข้อตกลง ส่วนกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เพื่อสร้างความชอบธรรมว่าไทยเป็นฝ่ายที่ถูกต้องในสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ และมีความชอบธรรมหากต้องยกระดับปฏิบัติการในอนาคต

3. ไทยยังควรทำหนังสืออย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้สหรัฐฯ พิจารณาระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา จนกว่ากัมพูชาจะกลับมายึดมั่นในข้อตกลงสันติภาพ ไม่อย่างนั้นความร่วมมือทางการทหารกับกัมพูชาจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ทุ่นระเบิดที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ และทำลายการสร้างสันติภาพอย่างที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการ

สุดท้าย 4. รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจัดการไม่ให้รัฐบาลกัมพูชามีพฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยอีกต่อไป คือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอำนาจทางการเมืองกัมพูชาที่หล่อเลี้ยงด้วยทุนเทาสแกมเมอร์ในกัมพูชาและขบวนการฟอกเงินในประเทศไทย ซึ่งประชาคมโลกพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ และได้ดำเนินการล้ำหน้าไทยไปแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่เคยจริงจังในการสืบหาต้นตอและขยายผลการอายัดทรัพย์เครือข่ายทุนเทา นอกจากจัดอีเวนท์และตั้งคณะกรรมการ รัฐบาลต้องรีบตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และตั้งผู้แทนพิเศษของไทย (Special Envoy) ที่จะทำหน้าที่ประสานกับรัฐบาลนานาชาติในการจัดการสแกมเมอร์และขบวนการฟอกเงิน มุ่งเน้นการสาวถึงต้นตอขบวนการ ไม่ใช่จับคนตัวเล็กตัวน้อย

พรรคประชาชนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หากรัฐบาลดำเนินการทางการทูตเชิงรุกอย่างถึงที่สุด จะทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบในเวทีโลก และสามารถหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของรัฐบาลกัมพูชาได้ รวมถึงมีความชอบธรรมเพียงพอที่จะอธิบายต่อประชาคมโลก หากจำเป็นต้องยกระดับมาตรการทางทหารเพื่อป้องกันตนเองในอนาคต

หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

รัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่พรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งใช้มาตรการทางการทูตนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใด ๆ ก็ตาม

การใช้มาตรการทางการทูตเชิงรุกอย่างที่พรรคประชาชนเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับผู้นำประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือการทำหนังสือถึงสหรัฐฯ เพื่อขอให้ระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา หากกัมพูชายังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาและการฟอกเงินก็เป็นอีกมาตรการที่สำคัญ เพราะการจัดการกับต้นตอของปัญหา จะช่วยลดโอกาสที่กัมพูชาจะกลับมาก่อเหตุเช่นนี้อีกในอนาคต

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยสามารถหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้ในระยะยาว

ที่มา – ปชน. เรียกร้องรัฐบาลใช้การทูตเชิงรุก หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

ผบ.สส. ยันสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

“พล.อ.ทรงวิทย์” เผย ใช้เวทีประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ชี้แจงข้อเท็จจริงปัญหา “ชายแดนไทย-กัมพูชา” ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่าในเวทีการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสหรัฐอเมริกา หัวข้อสำคัญของการหารือคือการเน้นย้ำเรื่องความเข้มแข็งในภูมิภาค ต่อสู้กับภัยคุกคามด้านต่าง ๆ ขับเคลื่อนกลไกของอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในห้วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน โดยการประชุมครั้งนี้มี 29 ประเทศเข้าร่วม ขาดเพียงแค่กัมพูชาเท่านั้น

พลเอกทรงวิทย์ หวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การรักษาสันติภาพและความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค ไทยยังใช้โอกาสนี้ย้ำถึงจุดยืนในการเป็นคนกลาง ขับเคลื่อนความสันติภาพและการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ และยุติความขัดแย้งในภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการทหารต่อสู้กับความท้าทายในหลากหลายมิติทั้งภัยคุกคามไซเบอร์และอวกาศ เป็นต้น ซึ่งในหลาย ๆ ด้านไทยยังขาดประสบการณ์ การหารือในเวทีนี้จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายประเทศสอบถามสถานการณ์ชายแดน

พลเอกทรงวิทย์ เปิดเผยด้วยว่า การประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิกในครั้งนี้ หลายประเทศได้สอบถามถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการส่งข้อมูลที่เป็นความจริงไปยังนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม พร้อมย้ำว่าทุกการกระทำเป็นการทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ดินแดนของไทยรวมทั้งคุ้มครองชีวิตของประชาชนคนไทยไว้อย่างเต็มความสามารถภายใต้กรอบกติการะเบียบที่โลกใบนี้มี ขณะเดียวกันไทยไม่ต้องการเห็นการสู้รบ จึงต้องดำเนินการปกป้องอธิปไตยเพราะถูกรุกราน นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ทหาร-ประชาชนถูกทำร้าย มีการลักลอบวางทุ่นระเบิด โดยยังขอความร่วมมือจากหลายประเทศให้สนับสนุนการเข้ามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในดินแดนไทย

ลั่นเตรียมสร้างกำแพงกั้นเขตแดน

พร้อมย้ำว่าไทยจะต้องสื่อสารอย่างมืออาชีพบนข้อเท็จจริงที่มี และบนจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยโดยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานหรือทำร้ายประชาชนได้ ส่วนการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาให้มีความเข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุกราน พลเอกทรงวิทย์ ระบุว่า กองทัพบกกำลังพิจารณาและนำไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเมื่อวานนี้ ได้ให้เสนาธิการลงไปในพื้นที่ที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว และสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนั้นคือดินแดนของไทย และจะต้องมีการสร้างกำแพงที่แข็งแรง เพื่อปกป้องประชาชนและปกป้องการรุกรานจากฝ่ายตรงข้าม โดยยืนยันว่าตนเองจะสนับสนุนทุกการกระทำของกองทัพบกอย่างแน่นอน

ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดขึ้น ผบ.สส. ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยยืนยันถึงความจำเป็นในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยและคุ้มครองประชาชนไทย การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาชายแดนให้แก่ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุม

ทำไมต้องสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”?

เหตุผลหลักในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว คือการปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ผบ.สส. เน้นย้ำว่า การก่อสร้างนี้เป็นไปตามสิทธิอันชอบธรรมของประเทศไทยในการปกป้องดินแดนของตนเองจากการรุกราน นอกจากนี้ ยังมีการพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ทำให้กองทัพไทยต้องออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน

การสร้างกำแพงนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการลักลอบข้ามแดน การโจรกรรม และอาชญากรรมอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

สถานการณ์ชายแดนที่ต้องจับตามอง

สถานการณ์บริเวณชายแดนสระแก้วยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การวางทุ่นระเบิดและการทำร้ายประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ผบ.สส. ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในอธิปไตยของประเทศไทย และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในดินแดนไทยยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยได้ขอความร่วมมือจากนานาชาติในการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน

อนาคตของชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว จะเป็นมาตรการที่เข้มงวด แต่ประเทศไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน และการไม่ยอมรับการรุกรานในทุกรูปแบบ

การสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเองอย่างเต็มที่ และจะไม่ยอมให้ใครมาละเมิดดินแดนของตนได้

ที่มา – ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

Scroll to top