ความร่วมมืออาเซียน

อนุทิน ย้ำ จับมือ ฮุน มาเนต แค่ทักทาย ไม่มีหารือปม UNCLOS

อนุทิน ย้ำ จับมือ ฮุน มาเนต แค่ทักทาย ไม่มีหารือปม UNCLOS

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมประชุม ASEAN Future Forum 2026 (AFF) ที่ประเทศเวียดนาม และได้ปรากฏภาพในลักษณะการทักทายกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการหารือประเด็นสำคัญเรื่องพื้นที่ทางทะเลหรือไม่ ซึ่งล่าสุด อนุทิน ย้ำ จับมือ ฮุน มาเนต แค่ทักทาย ไม่มีหารือปม UNCLOS อย่างแน่นอน

บรรยากาศการเมืองในระดับอาเซียนนั้นถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องพื้นที่ทับซ้อนหรือกฎหมายทางทะเล ซึ่งท่านนายกฯ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การพบปะกันในห้องรับรองผู้นำถือเป็นเรื่องปกติ อนุทิน ย้ำ จับมือ ฮุน มาเนต แค่ทักทาย ไม่มีหารือปม UNCLOS หรือพูดคุยเรื่องอื่นนอกรอบใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงการแสดงมารยาทตามวิถีทางของผู้นำอาเซียนเท่านั้น

เปิดผลสำเร็จจากการเยือนเวียดนาม

นอกเหนือจากเรื่องของกัมพูชาแล้ว การเดินทางไปเยือนเวียดนามครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เน้นย้ำความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์แทนการมองว่าเป็นคู่แข่งทางการค้า
  • สนับสนุนนักลงทุนไทยที่มีมูลค่าการลงทุนในเวียดนามมากกว่า 500,000 ล้านบาท
  • ผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเพื่อการเติบโตของทั้งสองประเทศ

การดำเนินนโยบายระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยความชัดเจนและการสื่อสารที่โปร่งใส ซึ่งการที่ อนุทิน ย้ำ จับมือ ฮุน มาเนต แค่ทักทาย ไม่มีหารือปม UNCLOS นั้น ช่วยลดความตึงเครียดและชี้ให้เห็นว่าการทูตไทยยังคงเน้นหลักการที่มั่นคง โดยเฉพาะประเด็นข้อพิพาททางทะเลที่ต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจาตามขั้นตอนที่เหมาะสมเท่านั้น

บทเรียนสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือ การเลือกที่จะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะนำมาซึ่งความมั่นคงและผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าการเป็นคู่แข่ง ซึ่งถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจในการปรับตัวเข้ากับกระแสโลกยุคใหม่ที่ต้องการความร่วมมือเหนือกว่าการแข่งขันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำ จับมือ “ฮุน มาเนต” แค่ทักทาย ไม่มีหารือปม UNCLOS

อนุทินยินดีอาเซียนสำเร็จ รัชดายันไม่ถกปักปันเขตแดน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ จากการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ที่เพิ่งจบลงอย่างงดงาม โดย “อนุทิน” ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนสำเร็จ “รัชดา” ยันถกกัมพูชาไม่มีเรื่องปักปันเขตแดน นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แสดงความยินดีกับผลสำเร็จของการประชุม พร้อมย้ำจุดยืนไทยในการส่งเสริมสันติภาพและเอกภาพอาเซียน มาดูรายละเอียดกันเลย!

“อนุทิน” ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนสำเร็จ “รัชดา” ยันถกกัมพูชาไม่มีเรื่องปักปันเขตแดน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายกฯ อนุทิน ได้หารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์คอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ที่โรงแรมแชงกรีลา มักตัน โดยขอบคุณเจ้าภาพที่จัดงานได้อย่างราบรื่น ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม สะท้อนความมุ่งมั่นของอาเซียนในการร่วมมือกัน ชื่นชมฟิลิปปินส์ที่ริเริ่มประชุมสามฝ่าย ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันมากขึ้น

ทั้งสองฝ่ายยังคุยเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมเสถียรภาพภูมิภาค นี่คือก้าวสำคัญสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง!

ผลการหารือกับกัมพูชา: ยึดสันติภาพ ไม่ปักปันเขตแดน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ สรุปผล 3 วันว่า นายกฯ ใช้เวทีนี้ยืนยันจุดยืนไทย ส่งเสริมสันติภาพ แก้ปัญหาด้วยการเจรจา ยึดกฎสากล และรักษาผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะการหารือสามฝ่ายกับนายกฯ กัมพูชา ฮุน มาแนต และประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

ไทยเข้าหารือด้วยท่าทีสร้างสรรค์ นำทีมต่างประเทศและความมั่นคงมาร่วม ย้ำว่าไทย-กัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด ความขัดแย้งไม่เกิดประโยชน์ ถึงเวลาร่วมเปิดบทใหม่ด้วยความจริงใจและไว้วางใจ เห็นพ้องมอบรัฐมนตรีต่างประเทศจัดมาตรการสร้างความเชื่อมั่นทันที เช่น ประเด็นที่ทำได้เลย เพื่อฟื้นความสัมพันธ์

สำคัญสุด: การถกกัมพูชาไม่มีเรื่องปักปันเขตแดนหรือเปิดพรมแดน ไทยยึดผลประโยชน์ชาติและกฎหมายสากลอย่างเคร่งครัด ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ!

ผลงานเด่นอื่นๆ จากการประชุม

วันที่ 8 พ.ค. นายกฯ เสนอโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) กลไกปิโตรเลียม และพลังงานหมุนเวียน ที่ประชุมเห็นชอบ “พิธีสารเซบู” เพื่อให้ติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิก ร่วมรับรองแถลงการณ์ 4 ฉบับ เรื่องทะเล ผลจากตะวันออกกลาง ภัยพิบัติ และเยาวชนกับ climate change

  • หารือเวียดนาม: เร่งค้าถึง 25,000 ล้านดอลลาร์
  • สิงคโปร์: ใช้จุดแข็งอาเซียนยกระดับบทบาทโลก สนับสนุนพลังงาน
  • มาเลเซีย: พัฒนาโครงสร้างชายแดน ถนนสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม สะพานโก-ลก 2 สร้างสันติภาพชายแดนใต้

วันที่ 9 พ.ค. ปิดท้ายด้วยฟิลิปปินส์ ยืนยันสนับสนุนประธานอาเซียนปีหน้า ร่วมปราบอาชญากรรมออนไลน์ นายกฯ เดินทางกลับถึงดอนเมือง 14.10 น.

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึง外交ไทยที่ชาญฉลาด ผลักดันประโยชน์ชาติท่ามกลางภูมิภาคที่ซับซ้อน คุณคิดว่าอาเซียนจะแข็งแกร่งขึ้นแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีกันเถอะ!

ที่มา – “อนุทิน” ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนสำเร็จ “รัชดา” ยันถกกัมพูชาไม่มีเรื่องปักปันเขตแดน

นายกฯ ถกไตรภาคีไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์ เคลียร์ชายแดน

นายกฯ เตรียมถกไตรภาคี “ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์” เคลียร์ปมชายแดน เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามองในขณะนี้ หลังจากที่ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางถึงฟิลิปปินส์เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เป็นคนกลาง

นายกฯ เตรียมถกไตรภาคี “ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์” เคลียร์ปมชายแดน

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมคณะ เดินทางถึงฐานทัพอากาศเซบู ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ทันทีที่มาถึง ภารกิจค่ำวันนี้คือการประชุมไตรภาคีกับสมเด็จมหาบวรธิบดีฮุน มาแนต นายกฯ กัมพูชา และประธานาธิบดีแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ เพื่อหาทางออกเรื่องชายแดน โดยรัฐบาลไทยย้ำจุดยืนชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ชาติอย่างเด็ดขาด

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การถกไตรภาคีครั้งนี้ ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนช่วยอำนวยความสะดวก ไทยมุ่งสร้างความไว้วางใจใหม่ระหว่างกัน หลังจากปัญหาชายแดนยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะพื้นที่พิพาทอย่างปราสาทพระวิหารและ周边 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีและเศรษฐกิจชายแดน

กำหนดการสำคัญของนายกฯ ที่เซบู

นอกจากนายกฯ เตรียมถกไตรภาคี “ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์” เคลียร์ปมชายแดนแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ค.) เช่น:

  • พิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48
  • ประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) และประชุมไม่เป็นทางการ (Retreat Session)
  • หารือทวิภาคีกับผู้นำอาเซียนอื่นๆ เพื่อกระชับความร่วมมือเศรษฐกิจและความมั่นคง
  • งานเลี้ยงอาหารค่ำในกรอบ BIMP-EAGA

การประชุมเหล่านี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาชายแดน แต่ยังเสริมสร้างบทบาทไทยในอาเซียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สร้างโอกาสทางธุรกิจ การค้า และการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน

ความสำคัญของการสร้าง Trust ระหว่างไทย-กัมพูชา

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นมรดกจากอดีตที่ต้องแก้ไขด้วยสันติวิธี การมีฟิลิปปินส์เป็นกลางช่วยให้การเจรจาโปร่งใสและเป็นธรรม รัฐบาลไทยภายใต้นายกฯ อนุทิน มุ่งเน้นกระบวนการทีละขั้นตอน เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับมารุ่งเรือง เหมือนในอดีตที่เคยร่วมมือกันในโครงการเศรษฐกิจชายแดน

นอกจากนี้ การประชุมอาเซียนยังเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ภูมิภาค ท่ามกลางความท้าทายโลกอย่างสงครามการค้า สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และความมั่นคงทางไซเบอร์ ไทยสามารถนำประสบการณ์มาแบ่งปัน สร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการถกไตรภาคีครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากทุกฝ่ายยึดหลักอาเซียน คือ การไม่แทรกแซงกิจการภายใน และแก้ปัญหาด้วยฉันทามติ สุดท้ายแล้ว ประชาชนทั้งสองประเทศจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากความสงบสุขและการค้าที่ราบรื่น

ติดตามพัฒนาการข่าว นายกฯ เตรียมถกไตรภาคี “ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์” เคลียร์ปมชายแดน กับเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – นายกฯ เตรียมถกไตรภาคี “ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์” เคลียร์ปมชายแดน

นายกรัฐมนตรี บินฟิลิปปินส์ ร่วมสุดยอดอาเซียน ชูบทบาทไทย

นายกรัฐมนตรี บินฟิลิปปินส์ ร่วมสุดยอดอาเซียน ชูบทบาทไทยให้เป็น "ตัวเชื่อมความร่วมมือ" ในเวทีการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2569 ที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ การเดินทางครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะช่วยเชื่อมโยงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของอาเซียนสู่ประโยชน์ของประชาชนไทยโดยตรง

นายกรัฐมนตรี บินฟิลิปปินส์ ร่วมสุดยอดอาเซียน ชูบทบาทไทย

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีแนวคิดหลัก "ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน" (Navigating Our Future, Together) โดยนายกรัฐมนตรีจะใช้เวทีนี้ขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ เช่น ความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงอาหารอย่างยั่งยืน และความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ความท้าทายจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศสมาชิก

อาเซียนในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความผันผวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามในยูเครน สถานการณ์ตะวันออกกลาง หรือการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้จึงถือเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของภูมิภาค โดยไทยในฐานะสมาชิกหลักพร้อมยกระดับบทบาทให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงความร่วมมือทั้งในกรอบพหุภาคีและทวิภาคี เพื่อสร้างสมดุลและผลประโยชน์ที่ยั่งยืน

ผู้นำอาเซียนและแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมประชุม

การประชุมครั้งนี้มีผู้นำระดับสูงจากทุกประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ดังนี้

  • สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม
  • สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
  • นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย
  • นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว
  • ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
  • นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์
  • นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์
  • นายไก ราลา ชานานา กุชเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต
  • นายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม
  • ดร. เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน
  • ผู้แทนจากเมียนมา และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB)

การรวมตัวของผู้นำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของอาเซียนในการรับมือวิกฤต โดยนายกรัฐมนตรีไทยจะหารือทั้งประเด็นความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่กระทบไทยโดยตรง เช่น ราคาน้ำมันผันผวนและปัญหาโซ่อุปทานอาหาร

บทบาทไทยในฐานะตัวเชื่อมความร่วมมืออาเซียน

รัฐบาลไทยมุ่งเน้นการทูตที่สมดุลและสร้างสรรค์ โดยนายกรัฐมนตรีจะผลักดันความร่วมมือข้ามพรมแดน เช่น การค้าเสรี การลงทุนดิจิทัล และการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโต โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว การเกษตร และอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดอาเซียน นอกจากนี้ ไทยยังเสนอแนวทางรับมือความท้าทายจาก AI และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้อาเซียนก้าวทันโลก

การที่นายกรัฐมนตรี บินฟิลิปปินส์ ร่วมสุดยอดอาเซียน ชูบทบาทไทยนี้ ไม่เพียงเสริมภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก แต่ยังนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ เช่น การลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร หรือโครงการแลกเปลี่ยนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนชีวิตประชาชนไทยในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสทองที่ไทยจะยืนยันบทบาทผู้นำ โดยเฉพาะในยุคที่อาเซียนต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้น หากไทยสามารถเชื่อมโยงทุกฝ่ายได้สำเร็จ จะเป็นรากฐานความมั่นคงสำหรับอนาคต 10 ปีข้างหน้า แนะนำให้ติดตามผลการประชุมและข่าวสารจากสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่พลาดโอกาสทางธุรกิจและนโยบายใหม่ๆ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี บินฟิลิปปินส์ ร่วมเวทีสุดยอดอาเซียน ชูบทบาทไทย ตัวเชื่อมความร่วมมืออาเซียน

สีหศักดิ์ ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 เน้นเชิงรุก

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องสำคัญในแวดวงการเมืองไทยกันนะคะ สีหศักดิ์ ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 ที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายคน โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวายแบบไร้ระเบียบ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้แชร์วิสัยทัศน์นี้ในการบรรยายที่กระทรวงการต่างประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ท่านเล่าว่าตัวเองเคยคิดว่าจะเกษียณแล้ว แต่กลับมารับตำแหน่งนี้อีกครั้ง และพร้อมนำทีมขับเคลื่อนการทูตเชิงรุก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

สีหศักดิ์ ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0

วิสัยทัศน์นี้เน้นการทูตเชิงรุก หรือ Proactive Diplomacy ซึ่งต่างจากการทูตแบบเก่าที่อาจจะรับมือแบบวันต่อวัน ท่านสีหศักดิ์ชี้ว่าตอนนี้รัฐบาลมีเสถียรภาพจากเลือกตั้งที่มั่นคง ทำให้มีโอกาสดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้ดี โลกยุคนี้ไม่แน่นอน ต้องมียุทธศาสตร์ชัดเจน วางแผนไปสู่เป้าหมายระยะยาว ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

หลักการ 4 ข้อของการทูตเชิงรุก

มาดูกันว่าการทูตเชิงรุกที่ท่านสีหศักดิ์ ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 มีหลักการอะไรบ้าง เป็นแบบนี้เลยค่ะ:

  • มียุทธศาสตร์ (Strategic): ไม่ใช่จัดการปัญหาแบบวันต่อวัน ต้องมีแผนชัดว่าจะไปทางไหน เป้าหมายอะไร
  • รวดเร็วทันท่วงที: สถานการณ์เปลี่ยนไว เช่น วิกฤตตะวันออกกลาง กระทรวงฯ ตั้งวอร์รูมติดตาม 24 ชม. ดูแลคนไทยและผลกระทบ
  • เอกภาพ: ไม่ใช่กระทรวงฯ อย่างเดียว หลายหน่วยต้องร่วมมือ เช่น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องทีมไทยแลนด์
  • สื่อสารโปร่งใส: ในยุคประชาธิปไตย ต้องบอกประชาชนว่าทำอะไร เกี่ยวข้องยังไงกับชีวิตประจำวัน

ฟังดูดีใช่มั้ยคะ? ท่านเน้นว่าความเป็นจริงของโลกไม่ได้สวยงาม ต้องเจอปัญหาเร่งด่วนทุกวัน แต่ไม่ลืมเข็มทิศระยะยาว

รับมือปัญหาเร่งด่วน: ไทย-กัมพูชา และวิกฤตตะวันออกกลาง

ปัญหาแรกที่ท่านหยิบยกคือชายแดนไทย-กัมพูชา มีหยุดยิงแล้ว แต่ต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง อยู่ร่วมกันให้ได้ แม้กัมพูชาจะยังไม่พร้อมคุยจริงจัง แต่ไทยพร้อมเสมอ

ส่วนวิกฤตตะวันออกกลาง หลายคนสงสัยว่าทำไมไทยวางตัวเงียบๆ ท่านสีหศักดิ์อธิบายว่าต้องวางตัวพอดี ไม่เยอะเกิน ไม่น้อยเกิน ไทยไม่เห็นด้วยกับสงคราม ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ต้องคำนึงผลประโยชน์ตัวเอง โดยเฉพาะความปลอดภัยคนไทย และตอนนี้ยังมีเรือสินค้าของไทยติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซอีก 6 ลำ เป็นปุ๋ย ปิโตรเลียม และก๊าซ!

จุดยืนไทยคือไม่เลือกข้างมหาอำนาจ ต้องรักษาสมดุล ดึงทุกฝ่ายมาสร้างสันติภาพ เพิ่มทางเลือกให้ตัวเอง และเสริมบทบาทอาเซียนให้เข้มแข็ง

การทูตที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นอกจากนี้ ยังเน้นการทูตเศรษฐกิจ การทูตมนุษยธรรม รับมือโรคระบาด ภัยพิบัติ สแกมออนไลน์ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการต่างประเทศมีประโยชน์จริงๆ จับต้องได้ และไทยต้องมีบทบาทในเวทีโลก สร้างระเบียบใหม่ที่ประเทศเล็กมีเสียงด้วย เพื่อคนรุ่นหลัง

สรุปแล้ว สีหศักดิ์ ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 คือการทูตครอบคลุมทุกมิติ ทีมไทยแลนด์ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ เพื่อให้ไทยยืนในเวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่ไทยจะรับมือโลกยุคใหม่ได้ดีขึ้น ถ้าทำได้จริงจะช่วยเศรษฐกิจและความมั่นคงของเรามาก ลองคิดดูสิ ถ้าเรามีการทูตเชิงรุกแบบนี้ ปัญหาต่างๆ จะคลี่คลายเร็วขึ้นแน่ๆ

คุณคิดยังไงกับวิสัยทัศน์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่อไม่พลาดข่าวการเมืองอัปเดตนะคะ!

ที่มา – “สีหศักดิ์” ประกาศวิสัยทัศน์การทูต 2.0 เน้นเชิงรุก-วางตัวพอดีกับวิกฤตตะวันออกกลาง

ศศิธร ประชุมรัฐมนตรีอาเซียน**ขจัดความยากจน**

“รมช.มหาดไทย ศศิธร” เป็นประธานประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพัฒนาชนบทและ**ขจัดความยากจน** ครั้งที่ 14 (AMRDPE) ย้ำความร่วมมืออาเซียนผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืน

วันที่ 12 ธ.ค. 2568 เวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและ**ขจัดความยากจน** ครั้งที่ 14 (14th AMRDPE) ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

น.ส.ศศิธร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและ**ขจัดความยากจน** ครั้งที่ 14 (14th AMRDPE) และการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ครั้งที่ 22 (22nd SOMRDPE) ทำให้ประเทศไทยซึ่งมีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม ได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งจากความทุ่มเทและเป้าหมายร่วมกันที่ผู้แทนทุกประเทศสมาชิกได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและประสบการณ์ของทุกท่าน อันสะท้อนว่า “เมื่ออาเซียนยืนหยัดเคียงข้างกัน พลังอันยิ่งใหญ่ของเราจะสามารถยกระดับชุมชนชนบท และเปิดเส้นทางแห่งโอกาสใหม่ให้กับประชาชนหลายล้านคนได้อย่างแท้จริง”

“ข้อเสนอแนะที่ได้ร่วมกันพิจารณาในวันนี้จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกรอบแผนปฏิบัติการของอาเซียนสู่ความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทั้งยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของพวกเราในการสร้างภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง มั่งคั่ง และยั่งยืน ที่ซึ่งทุกคนโดยเฉพาะพี่น้องในชนบท สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความหวัง” โดยในนามของรัฐบาลไทย ขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่อาวุโส สมาชิกสำนักเลขาธิการอาเซียน และทุกฝ่าย ที่มีส่วนร่วมให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และจะได้รายงานผลการประชุมพร้อมความคืบหน้าและความสำเร็จที่เราร่วมกันสร้างสรรค์ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีประเทศไทยได้รับทราบต่อไป”

น.ส.ศศิธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้เรายังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือที่ได้แสดงออก ณ ที่นี้ และร่วมกันผลักดันให้แนวคิดต่าง ๆ แปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติจริง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ขยายโอกาส และทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผู้ใดในอาเซียนถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง ด้วยพลังร่วมกันของเรา เราจะสามารถสร้างอนาคตที่ประชาชนในชนบทของอาเซียนไม่เพียงได้รับการดูแล แต่ยังได้รับการเสริมพลังให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงร่วมกันตลอดไป

การประชุมในครั้งนี้มีหัวหน้าผู้แทน (Head of Delegate) ระดับรัฐมนตรี (AMRDPE) จากประเทศสมาชิกอาเซียน ประกอบด้วย นายอาหมัด ซาฮิด บิน ฮามิดี (H.E. Ahmad Zahid bin Hamidi) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาชนบทและภูมิภาค ประเทศมาเลเซีย นายนัซมี บิน ฮาจี โมฮามัด (H.E. Nazmi bin Haji Mohamad) รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม เยาวชน และกีฬา ประเทศบรูไน นายโลเป บี ซานโตส ที่สาม (H.E. Lope B. Santos III) เลขาธิการคณะกรรมาธิการต่อต้านความยากจนแห่งชาติ ประเทศฟิลิปปินส์ นายมาซากอส ซุลกิฟิ (H.E. Masagos Zulkifli) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว ประเทศสิงคโปร์ นายจันทเนตร บูรพา (H.E. Chanthanet BOULAPHA) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ประเทศ สปป.ลาว นายไท้ก โซ (H.E. Thaik Soe) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสหกรณ์และการพัฒนาชนบท ประเทศเมียนมา ดร.ฟลาวิโอ บรันเดา (H.E. Dr. FLAVIO BRANDAO) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประเทศติมอร์เลสเต นายหวอ วัน หุ่ง (H.E. Vo Van Hung) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท ประเทศเวียดนาม ดร.ฟาฮัด ฆอลิบ อัตตะมีมี (H.E. Dr. Fahad Ghalib Attamimi) ที่ปรึกษาพิเศษของรัฐมนตรี ด้านความร่วมมือต่างประเทศ การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศอินโดนีเซีย นายซาน ลวิน (Mr. San Lwin) รองเลขาธิการอาเซียน ด้านประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน และนายเพ็ญ พิชสาลี (H.E. Pen Pichsaly) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาชนบท ประเทศกัมพูชา บางส่วนซึ่งประชุมผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ มีเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้าราชการประจำระดับสูงจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย) นางนอร์ อาชิกิน โจฮารี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เยาวชน และกีฬา ประเทศบรูไน นายบีโต้ วิกานโตซา ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญระดับรัฐมนตรีและการปฏิรูประบบราชการ ประเทศอินโดนีเซีย ดร.วงสะหวัน วงไกสอน รองอธิบดีกรมพัฒนาชนบทและลดความยากจน ประเทศ สปป.ลาว นายแคร์ รัซมาน อันนูอาร์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาชนบทและภูมิภาค ประเทศมาเลเซีย นายเต็ง ลวิน อธิบดีกรมการพัฒนาชนบท ประเทศเมียนมา น.ส.แมรี่ โรส ซี. วิลลาฟลอร์ ผู้กำกับดูแลและรองผู้อำนวยการใหญ่ คณะกรรมาธิการแห่งชาติว่าด้วยการต่อต้านความยากจน ประเทศฟิลิปปินส์ นางสาวซารา อับดุลละห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส/ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศสิงคโปร์ นายฟีลีเป การ์โดซู วีเอยรา อธิบดีกรมการพัฒนาชนบท ประเทศติมอร์เลสเต นายดิ่ง ฝ่าม เหียน เจ้าหน้าที่อาวุโสกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ประเทศเวียดนาม นางสาวโรโดร่า บาบาราน ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนามนุษย์ กรมประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน รวมถึงอธิบดีศูนย์นานาชาติเพื่อการลดความยากจนในจีน ประเทศจีน และนายโทรู คาจิวาระ อัครราชทูตและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าร่วมประชุม โดยนายสก วิศาล รองปลัดกระทรวงพัฒนาชนบท ประเทศกัมพูชา และนางฮวัง เฮ จอง รองเลขานุการ ผู้แทนสาธารณรัฐเกาหลีประจำอาเซียน เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

ศศิธร ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนขจัดความยากจน

เป้าหมายสำคัญของการประชุมขจัดความยากจน

การประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกอาเซียนในการแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาค การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นระหว่างประเทศสมาชิกเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถพัฒนากลยุทธ์และแผนงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการ**ขจัดความยากจน**อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับปัจจัยหลายด้าน การทำงานร่วมกันจะช่วยให้สามารถแบ่งปันทรัพยากร ความรู้ และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา สุขภาพ และการสร้างงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการ**ขจัดความยากจน**

การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทบทวนความคืบหน้าของการดำเนินงานที่ผ่านมา และกำหนดทิศทางในอนาคตเพื่อการ**ขจัดความยากจน**อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาเซียนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างภูมิภาคที่ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา สุขภาพ และงานที่มั่นคง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม

ที่มา – “ศศิธร” ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนขจัดความยากจน เผยพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ไทยเสนอ 3 แนวทาง ยกระดับอาเซียน-เกาหลีใต้

ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่

ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ร่วมต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ มุ่งหน้าสู่อนาคตดิจิทัลสีเขียวและความยั่งยืน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ห้องประชุมใหญ่ 2 ชั้น 3 ศูนย์การประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 (26th ASEAN – Republic of Korea Summit) โดย นายอี แช มย็อง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีคนใหม่จะได้พบกับผู้นำอาเซียน เป็นครั้งแรก ขณะที่ไทยทำหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เน้นถึงการประชุมครั้งนี้ว่า เป็นการทบทวนและกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคตระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงส่งเสริมการดำเนินการสถาปนาการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) เมื่อปี 2567 ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงทั้งในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี และในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนในคราวเดียวกัน

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับประธานาธิบดีอี แช มย็อง พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในนามอาเซียน เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของอาเซียนในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอาเซียน–สาธารณรัฐเกาหลี ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมชื่นชมบทบาทของเกาหลีใต้ในกลไกความร่วมมือของอาเซียน และจะดำเนินการตามแผนการดำเนินงานอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลีฉบับใหม่ (พ.ศ. 2569-2573)

ด้านความมั่นคง – นายกรัฐมนตรีแสดงความมุ่งมั่นต่อความร่วมมือทางการเมือง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ ตลอดจนสนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านกิจการทางทะเลผ่านความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยนายกรัฐมนตรียังได้เสนอความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับเกาหลีในการปราบปราม Scammer อย่างจริงจัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้นำสมาชิกอาเซียนหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และลาว

ด้านเศรษฐกิจ – นายกรัฐมนตรีย้ำถึงการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–เกาหลี (ASEAN-Korea Trade Agreement – AKFTA) ในปี 2026 และการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

ด้านดิจิทัลและนวัตกรรม – นายกรัฐมนตรีเร่งผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการพัฒนาทักษะดิจิทัล โดยชื่นชม “โครงการ Korea–ASEAN Digital Innovation Flagship” ของรัฐบาลเกาหลี

ด้านสังคมและวัฒนธรรม – นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันการส่งเสริมการศึกษา การท่องเที่ยว กีฬา การพัฒนาแรงงาน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ระหว่างอาเซียนและเกาหลีใต้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคต

ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม – เน้นการส่งเสริมการทำงานร่วมกับศูนย์อาเซียนในสาขาอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานหมุนเวียน

ไทยเสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อความร่วมมือ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย โดยเสนอ 3 แนวทางความร่วมมือหลัก เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทย–อาเซียน–สาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่

1) การพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนข้อริเริ่ม “AI Initiative” ของเกาหลีใต้ เพื่อการเติบโตอย่างครอบคลุม

2) การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านการเร่งรัดเจรจา “Thailand–ROK Economic Partnership Agreement (EPA)” และการปรับปรุงข้อตกลง AKFTA เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภูมิภาค

3) การสร้างอนาคตสีเขียวและยั่งยืน โดยไทยพร้อมร่วมมือกับเกาหลีในการดำเนินโครงการ “Clean Air for Sustainable ASEAN” และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม

นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยสนับสนุนการแก้ไขข้อขัดแย้งด้วยการเจรจาและความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า และแสดงความพร้อมของไทยและอาเซียนที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ของสาธารณรัฐเกาหลีในการดำเนินการตามแผนการดำเนินงานอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2569-2573) เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ หวังสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนต่อไป

โดยสรุปแล้ว ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างอนาคตสีเขียวที่ยั่งยืน หวังว่าความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเติบโตและความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา – ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่

Scroll to top