ความร่วมมือไทยจีน

ไทย-จีน ผนึกกำลังปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ข้อตกลง 2+2

เชื่อว่าทุกคนคงเบื่อหน่ายกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่คอยโทรมาหลอกลวงประชาชนกันอยู่ทุกวันใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าจับตามองอย่างมาก เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าหลังการหารือกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ว่าทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญในชื่อ “สีหศักดิ์” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลง 2+2 ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน เพื่อจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังเสียที

“สีหศักดิ์” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลง 2+2 ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน

การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับความมั่นคงระหว่างไทยและจีน โดยการจัดตั้งกลไกการหารือรูปแบบ “2+2” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ทั้งการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและการสกัดกั้นเส้นทางการเงินของพวกมิจฉาชีพ ซึ่งความร่วมมือในรูปแบบ “สีหศักดิ์” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลง 2+2 ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดวงจรธุรกิจสีเทาให้หมดไปจากประเทศไทย

เหตุผลที่ต้องผนึกกำลังปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในไทย แต่เป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ครบวงจร ดังนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมายร่วมกันระหว่างไทยและจีน
  • การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา และกัมพูชา เพื่อปิดจุดบอดเส้นทางอาชญากรรม
  • การมุ่งเน้นสกัดกั้นการฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังได้หยิบยกประเด็นธุรกิจสีเทาที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยขึ้นมาหารือ โดยย้ำว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น การที่ “สีหศักดิ์” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลง 2+2 ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนไทย ให้รู้สึกอุ่นใจกับการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ ถือเป็นก้าวที่น่าชื่นชมของรัฐบาลที่กล้าหยิบยกประเด็นละเอียดอ่อนมาแก้ไขอย่างตรงไปตรงมาครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลง 2+2 ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน

นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมาอัปเดตกันครับ เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง และมีการหารือร่วมกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน เพื่อถกประเด็นสำคัญระดับประเทศ ซึ่งหนึ่งในวาระที่น่าจับตามองที่สุดคือการร่วมมือกันเพื่อ นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์ ให้หมดไปจากสังคมของเราครับ

นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์

การพบปะกันครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 อย่างมั่นคง โดยในวาระการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยเป็นอย่างมาก

ความร่วมมือมิติด้านความมั่นคงและดิจิทัล

นอกจากประเด็น นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์ แล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้วางกรอบความร่วมมือในอีกหลายมิติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ได้แก่:

  • ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล: การผลักดันความร่วมมือด้าน AI ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีอวกาศ
  • ด้านนวัตกรรม: การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม
  • ด้านการเมือง: การจัดตั้งกลไกความร่วมมือแบบ 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม
  • ด้านนิติบัญญัติ: การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างรัฐสภาไทย-จีน เพื่อพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย

ในมุมมองของผม การที่ นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์ ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลที่มุ่งหวังจะกวาดล้างปัญหาภัยไซเบอร์อย่างจริงจังครับ แน่นอนว่าการทำงานร่วมกับจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีจะช่วยให้เราตามทันเล่ห์เหลี่ยมของแก๊งมิจฉาชีพได้ดียิ่งขึ้น หวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะเห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และความปลอดภัยในโลกออนไลน์ของพี่น้องชาวไทยจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ

หากเรามีความร่วมมือที่เหนียวแน่นแบบนี้ต่อไป ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจและสังคมไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการลงทุนคุณภาพสูงและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่ล้ำสมัยระหว่างสองประเทศอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ขับเคลื่อนปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-แก๊งหลอกลวงออนไลน์

นายกฯ ถึงจีนแล้ว ร่วมภารกิจเวทีปัญญาประดิษฐ์โลก-พบสี จิ้นผิง

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากครับ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปถึงนครเซี่ยงไฮ้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเริ่มต้นภารกิจสำคัญในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดการที่แน่นเอี๊ยดตั้งแต่นครเซี่ยงไฮ้ เฉิงตู ไปจนถึงกรุงปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกในการกระชับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่ นายกฯ ถึงจีนแล้ว เปิดภารกิจแรก ร่วมกล่าวถ้อยแถลงเวทีปัญญาประดิษฐ์โลก-เยี่ยมคารวะ ปธน. “สี จิ้นผิง” ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ

นายกฯ ถึงจีนแล้ว เปิดภารกิจแรก ร่วมกล่าวถ้อยแถลงเวทีปัญญาประดิษฐ์โลก-เยี่ยมคารวะ ปธน. “สี จิ้นผิง”

ภารกิจหลักของการเดินทางเยือนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การกล่าวถ้อยแถลงในงาน 2026 World Artificial Intelligence Conference ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่รวมเอาผู้เชี่ยวชาญและบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำมาไว้ด้วยกัน การที่คุณ นายกฯ ถึงจีนแล้ว เปิดภารกิจแรก ร่วมกล่าวถ้อยแถลงเวทีปัญญาประดิษฐ์โลก-เยี่ยมคารวะ ปธน. “สี จิ้นผิง” จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบครับ

เจาะลึกภารกิจกระชับมิตรและเศรษฐกิจ

นอกจากงานด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง รวมถึงผู้นำระดับสูงของจีนท่านอื่นๆ เพื่อหารือเรื่องการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการเยี่ยมชมบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Huawei และ Alibaba ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นการจุดประกายให้เกิดการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาสู่ประเทศไทยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยการที่ นายกฯ ถึงจีนแล้ว เปิดภารกิจแรก ร่วมกล่าวถ้อยแถลงเวทีปัญญาประดิษฐ์โลก-เยี่ยมคารวะ ปธน. “สี จิ้นผิง” นั้น ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่ต้องการผลักดันให้อุตสาหกรรมในบ้านเราก้าวไปสู่ระดับสากล

  • ร่วมงาน World Artificial Intelligence Conference 2026
  • เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อหารือทวิภาคี
  • พบปะผู้บริหารระดับสูงจาก Huawei และ Alibaba
  • สร้างความเชื่อมั่นผ่านเวที Thailand-China Investment and Economic Forum

ในมุมมองของผม การเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของงานพิธีการเท่านั้น แต่เป็นโอกาสทองที่รัฐบาลไทยจะได้เรียนรู้โมเดลการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็วของจีน เพื่อนำมาปรับใช้กับการพัฒนาบ้านเมืองเราให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าภารกิจถัดๆ ไปในกรุงปักกิ่งและเฉิงตูจะประสบความสำเร็จและนำผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมกลับมาสู่พี่น้องชาวไทยทุกคนโดยเร็วครับ

ที่มา – นายกฯ ถึงจีนแล้ว เปิดภารกิจแรก ร่วมกล่าวถ้อยแถลงเวทีปัญญาประดิษฐ์โลก-เยี่ยมคารวะ ปธน. “สี จิ้นผิง”

พีระพันธุ์ร่วมฉลอง 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวทางฝั่งการเมืองกันมาบ้างแล้ว กับประเด็นที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ได้เดินทางไปร่วมงานสำคัญ ซึ่งก็คือการจัดงาน พีระพันธุ์ร่วมฉลอง 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อย้ำเตือนถึงสายสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 700 ปี

พีระพันธุ์ร่วมฉลอง 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน ตอกย้ำมิตรภาพ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งทางนายพีระพันธุ์ ได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ว่าไม่ใช่แค่การสร้างชาติ แต่เป็นการวางรากฐานการบริหารประเทศที่น่าศึกษา โดยเฉพาะการปรับประยุกต์การปกครองให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง การที่ พีระพันธุ์ร่วมฉลอง 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการเติบโตไปพร้อมกับมหาอำนาจที่เป็นมากกว่าหุ้นส่วนทางการค้า แต่เปรียบเสมือนเครือญาติในคำกล่าวที่ว่า ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

บทเรียนจากความสำเร็จของจีนและแนวคิดจากนายพีระพันธุ์

นอกจากความสัมพันธ์ทางการทูตแล้ว นายพีระพันธุ์ยังได้ถอดบทเรียนที่น่าสนใจจากการดำเนินงานของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ดังนี้:

  • ความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
  • การออกแบบนโยบายการปกครองที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์และจริตของคนในชาติ
  • ความร่วมมือของประชาชนที่พร้อมใจกันพัฒนาประเทศ

ความสำเร็จที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน คือเครื่องพิสูจน์แล้วว่าชาวเอเชียก็สามารถสร้างมาตรฐานที่เหนือชั้นได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นจุดที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เป็นบทเรียนในการพัฒนาประชาธิปไตยและเศรษฐกิจของเราได้เช่นกัน

ในตอนท้ายของการพูดคุย นายพีระพันธุ์ยังได้มีโอกาสพบปะกับ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันความเชื่อมั่นว่า ไทยและจีนจะร่วมมือกันพัฒนาภูมิภาคอินโดแปซิฟิกให้มีความยั่งยืนและมั่นคงต่อไป มิตรภาพที่ยาวนานเช่นนี้จะเป็นฐานรากสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการความร่วมมือใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในอนาคต

สุดท้ายนี้ เราในฐานะคนไทยควรดีใจที่เห็นการทูตในระดับพรรคการเมืองมีความแข็งแกร่งและมองเห็นเป้าหมายในการร่วมพัฒนาภูมิภาคให้ก้าวไกลไปพร้อมกัน การสร้างมิตรภาพที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและมหาอำนาจอย่างจีนถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดในการปกป้องและพัฒนาผลประโยชน์ของชาติให้ยืนยาว

ที่มา – “พีระพันธุ์” ร่วมฉลอง 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน

ดันส่งออกโคเนื้อ 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพาน

เชื่อว่าเกษตรกรไทยหลายท่านคงได้รับข่าวดีกันถ้วนหน้า เมื่อล่าสุดภาครัฐเดินหน้าเต็มสูบเพื่อยกระดับรายได้ให้คนเลี้ยงวัว ด้วยการผนึกกำลังกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน เพื่อเปิดประตูสู่การส่งออกโคเนื้อไทยสู่ตลาดโลกอย่างจริงจัง ข่าวการ ดันส่งออกโคเนื้อ 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพาน นี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมปศุสัตว์บ้านเราให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

ดันส่งออกโคเนื้อ 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพาน สู่ฮับการค้าใหม่

การเจรจาระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับทางจีนนั้นคืบหน้าไปมาก โดยมีการตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าเราจะส่งออกโคมีชีวิตให้ได้ถึงปีละกว่า 1 ล้านตัว เพื่อป้อนตลาดที่มีความต้องการสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างจีน ซึ่งปัจจุบันจีนนำเข้าเนื้อโคจำนวนมหาศาลทุกปี ดังนั้นการที่รัฐบาล ดันส่งออกโคเนื้อ 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพาน จึงเป็นโอกาสทองที่เกษตรกรไทยไม่ควรพลาด

ศักยภาพของบางสะพานในฐานะศูนย์กลางส่งออก

พื้นที่บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกเลือกให้เป็นทำเลทองสำหรับการสร้างศูนย์กักกันโรคสัตว์มาตรฐานสากล ซึ่งการเลือกจุดนี้ถือว่าตอบโจทย์ในแง่ของโลจิสติกส์ เพราะสามารถขนส่งโคผ่านทางเรือไปยังจีนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว นอกจากนี้การที่เราลดข้อขัดแย้งด้านสุขอนามัยกับทางการจีนลงจนเหลือเพียงประเด็นย่อยๆ ยิ่งตอกย้ำว่าโครงการ ดันส่งออกโคเนื้อ 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพาน กำลังจะกลายเป็นจริงในเร็ววันนี้

  • เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร: สร้างช่องทางการจำหน่ายใหม่ที่มั่นคงและมีกำลังซื้อสูง
  • มาตรฐานระดับสากล: ยกระดับการเลี้ยงและการกักกันโรคสู่ระดับสากล
  • การลงทุนต่อเนื่อง: เตรียมสร้างโรงเชือดมาตรฐานสูง เพื่อรองรับการเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน

ในมุมมองนักวิเคราะห์ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการส่งออกเนื้อวัวธรรมดา แต่คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจเกษตรครั้งใหญ่ หากภาครัฐและเอกชนสามารถรักษามาตรฐานได้ตามที่ตกลงกันไว้ จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เลี้ยงโคทั่วประเทศดีขึ้นอย่างยั่งยืนแน่นอนครับ ถือเป็นข่าวดีที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดและเชื่อว่าภายใน 1 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นล็อตแรกของการส่งออกสู่ตลาดจีนอย่างเป็นทางการ

ที่มา – รัฐบาลจับมือบิ๊กธุรกิจจีน ดันส่งออกโคเนื้อ 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพานสู่ฮับส่งออกแห่งใหม่

Scroll to top