ความสัมพันธ์ไทยสหรัฐ

พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน การเจรจาระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความกังวลและเตือนรัฐบาลเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเจรจากับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ เพราะการนำเรื่องความมั่นคงมาผูกโยงกับเรื่องการค้าอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี

พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ หวั่นไทยเสียหาย

การฝึกร่วมทางทหารอย่าง คอบร้าโกลด์ ถือเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน การนำประเด็นนี้มาเป็นเครื่องมือต่อรองภาษีนั้นไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม นายพิชัยย้ำชัดว่าการกระทำเช่นนี้อาจทำให้เกิดความไม่เชื่อใจในระดับนโยบาย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของภูมิภาคได้โดยไม่จำเป็น

บทเรียนจากการเจรจาและการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์

หากมองย้อนกลับไปถึงประสบการณ์ในการเจรจาระดับชาติ เราจะพบว่าหัวใจสำคัญไม่ใช่การนำความมั่นคงไปแลกเปลี่ยน แต่คือการวิเคราะห์ปัญหาให้ตรงจุดว่า สหรัฐฯ มีความกังวลในเรื่องใดบ้าง การที่ พิชัย เตือน อย่านำ คอบร้าโกลด์ มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ จึงเป็นคำเตือนที่ต้องการให้รัฐบาลหันกลับมาทบทวนท่าทีและการสื่อสารของทีมเจรจาให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากนายพิชัย ได้แก่:

  • ควรมีการแยกเรื่องการค้าออกจากประเด็นความมั่นคงอย่างเด็ดขาด
  • ทบทวนกระบวนการสื่อสารกับฝ่ายสหรัฐฯ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
  • หากทีมเจรจาเดิมทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ควรพิจารณาปรับทีมใหม่เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาภาษี

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น หากเราใช้เครื่องมือผิดประเภท ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเป็นภาระของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลควรทำในขณะนี้คือการใช้ความสัมพันธ์อันดีที่มีอยู่เป็นฐานในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืน ไม่ใช่การนำความมั่นคงมาเสี่ยงบนโต๊ะเจรจาภาษี

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่คือบทเรียนสำคัญที่เตือนใจว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง การบริหารจัดการความสัมพันธ์ให้สมดุลคือศิลปะที่รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของชาติไว้ให้ได้

ที่มา – “พิชัย” เตือน อย่านำ “คอบร้าโกลด์” มาต่อรองเรื่องภาษีสหรัฐฯ หวั่นไทยเสียหาย

เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก

สถานการณ์ด้านการค้าและการเมืองระหว่างประเทศกำลังเป็นที่จับตามอง โดยล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังมีข่าวเรื่องการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากไทย เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและภาคธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก

ประเด็นที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทยเพิ่มขึ้นเป็น 12.5% ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งมือแก้ไข นายอนุทินเปิดเผยว่าได้รับรายงานว่าสาเหตุหลักอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นแรงงานภาคบังคับ ซึ่งรัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและกำลังเตรียมการเจรจาอย่างเข้มข้น โดยมีความมั่นใจว่าด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ เราจะสามารถ **เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก** หลังจากที่ฝ่ายไทยดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานให้เป็นไปตามเกณฑ์สากลเรียบร้อยแล้ว

เตรียมแผนรับมือเชิงรุกเพื่อผลประโยชน์สูงสุด

เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือการผลักดันให้อัตราภาษีกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการไทย โดยนายอนุทินย้ำชัดเจนว่า เราต้องเจรจาให้ได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยรอการรายงานรายละเอียดฉบับเต็มจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำลังเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

  • เร่งตรวจสอบประเด็นมาตรฐานแรงงานให้ชัดเจน
  • เตรียมข้อมูลเจรจาเพื่อปรับลดภาษีให้ได้มากที่สุด
  • ติดตามผลการหารือจากคณะทำงานชุดใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์

ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนอาจกำลังติดตามข่าวกรณีการลาออกของนายสันติ ปิยะทัต จากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอนุทินได้ให้ความเห็นสั้นๆ ว่าเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล และหากต้องการทราบรายละเอียดเชิงลึกควรสอบถามจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ โดยตรงเนื่องจากเป็นผู้กำกับดูแลโดยตรง การบริหารงานในช่วงเวลานี้จึงต้องเน้นความชัดเจนและก้าวข้ามผ่านประเด็นการเมืองเพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้สำเร็จ

โดยส่วนตัวมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความเชื่อมั่นในเวทีเจรจาเป็นสิ่งที่ดี แต่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายในเรื่องแรงงานจะเป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรามีความชอบธรรมในการต่อรองให้ภาษีกลับมาอยู่ในจุดที่แข่งขันได้อีกครั้ง การติดตามความคืบหน้าจากทีมกระทรวงพาณิชย์จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาที่สุดในช่วงเวลานี้ครับ

ที่มา – เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก โยนถาม “พิพัฒน์” ปม “สันติ” ลาออก

ครม. ไฟเขียวสหรัฐฯ ซื้อคฤหาสน์เชียงใหม่ ทำที่พักกงสุลใหญ่ใหม่

ครม. ไฟเขียวสหรัฐฯ ซื้อคฤหาสน์เชียงใหม่ ทำที่พักกงสุลใหญ่ใหม่ ถือเป็นข่าวดีที่ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ที่แน่นแฟ้นยาวนานกว่า 190 ปี การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ประจำเชียงใหม่เท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของภาคเหนือของไทยอีกด้วย

ครม. ไฟเขียวสหรัฐฯ ซื้อคฤหาสน์เชียงใหม่ ทำที่พักกงสุลใหญ่ใหม่

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีมติเห็นชอบให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจัดซื้อบ้านพร้อมที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ณ จังหวัดเชียงใหม่ แห่งใหม่ ตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศ ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะสะท้อนถึงการขยายบทบาททางการทูตในพื้นที่ยุทธศาสตร์

รายละเอียดที่ดินและคฤหาสน์ที่ซื้อ

ที่ดินและอาคารดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่รวม 1 ไร่ 87.6 ตารางวา ประกอบด้วยอาคารพักอาศัยสูง 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 725 ตารางเมตร หลังจากมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีความเหมาะสมสูง พร้อมระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสำหรับบุคคลระดับกงสุลใหญ่ ที่สำคัญ ที่ดินผืนนี้ไม่มีภาระจำนองหรือพันธะผูกพันใดๆ ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์เป็นไปอย่างราบรื่น

หลักเกณฑ์การพิจารณาของครม.

การอนุมัติครั้งนี้เป็นไปตามระเบียบของครม. ที่กำหนดไว้ว่ารัฐบาลต่างประเทศที่ถือครองที่ดินในไทยเกิน 15 ไร่ หากต้องการซื้อเพิ่มต้องเสนอครม. พิจารณาเป็นรายกรณี รัฐบาลสหรัฐฯ มีการถือครองที่ดินเดิมเกินเกณฑ์นี้แล้ว จึงต้องผ่านกระบวนการดังกล่าว นอกจากนี้ ยังได้รับยกเว้นภาษีอากรและค่าธรรมเนียมตามหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศที่เคยตกลงไว้ ทำให้กระบวนการรวดเร็วและประหยัดต้นทุน

ความสำคัญของการตัดสินใจ ครม. ไฟเขียวสหรัฐฯ ซื้อคฤหาสน์เชียงใหม่

ครม. ไฟเขียวสหรัฐฯ ซื้อคฤหาสน์เชียงใหม่ ทำที่พักกงสุลใหญ่ใหม่ มีความหมายลึกซึ้งกว่าการจัดหาที่พัก มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหรัฐฯ ที่ยาวนานกว่า 190 ปี เชียงใหม่ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและความมั่นคงภาคเหนือตอนบน จะได้รับประโยชน์จากการมีที่พักกงสุลใหญ่ที่ทันสมัย ช่วยเสริมภารกิจกงสุล การดูแลพลเมืองอเมริกัน และขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค

  • เสริมความมั่นคง: ที่พักใหม่มีระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสากล
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ มากขึ้น
  • ยกระดับภาพลักษณ์: แสดงถึงความไว้วางใจจากมหาอำนาจชั้นนำ
  • สนับสนุนการทูต: อำนวยความสะดวกในการเจรจาและกิจกรรมทวิภาคี

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการทูตในเชียงใหม่ยังช่วยเชื่อมโยงกับโครงการความร่วมมืออื่นๆ เช่น การค้า การศึกษา และการท่องเที่ยว ที่ไทยและสหรัฐฯ ร่วมกันขับเคลื่อน

ผลกระทบต่อจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ

เชียงใหม่จะกลายเป็นฐานที่มั่นของการทูตสหรัฐฯ ในภูมิภาค ลดภาระการเดินทางจากกรุงเทพฯ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่ การเพิ่มการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การลงทุนในธุรกิจไอทีและเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนนักเรียนและบุคลากร ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเชียงใหม่ในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของครม. ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการรักษาความสัมพันธ์กับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน มันไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของความมั่นคงและเศรษฐกิจไทย

CTA: หากคุณสนใจข่าวการเมืองและการทูต ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้!

ที่มา – ครม. ไฟเขียวสหรัฐฯ ซื้อคฤหาสน์เชียงใหม่ ทำที่พักกงสุลใหญ่ใหม่

“ศุภจี” ย้ำ! ไทยเดินหน้า เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

รมว.พาณิชย์ เผย ไทยพร้อมเดินหน้า เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม หลังผู้นำสองประเทศหารือเชิงบวก เชื่อมั่นทั้งสองฝ่าย มุ่งหวังให้การเจรจาสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เพื่อเสริมเสถียรภาพการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่า รัฐบาลไทยพร้อมเดินหน้าการดำเนินงานต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ เช่นเดียวกับรัฐบาลทุกประเทศ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ก็ตระหนักถึงความสำคัญของการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม ซึ่งมีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่นกัน จึงได้เดินหน้าดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถเร่งสรุปผลการเจรจาได้ตามกรอบเวลาเดิม

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งรัดการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาให้บรรลุผลโดยเร็ว พร้อมเดินหน้ามาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเอกชนไทย และเร่งแก้ไขปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีหรือการส่งผ่านสินค้า (transshipment) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลและภาคเอกชนของสหรัฐฯ ว่าไทยดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ไทยเชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งหวังให้การเจรจาสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ผนวกกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะช่วยเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าหลักของไทย และรัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความสมดุล ความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ที่ดี พร้อมเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยการขยายตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ผ่านกลยุทธ์เชิงรุกทั้งการเปิดตลาด การจับคู่ธุรกิจ และการส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์สูงสุดจากผลการเจรจา

ท้ายที่สุด รัฐบาลไทยและกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าผลักดันการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของภาคการส่งออกของไทย การขยายตลาดใหม่ และการยกระดับศักยภาพสินค้าไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

“ศุภจี” ยืนยัน ไทยเดินหน้า พร้อมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม

ทำไมการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญ?

การที่ไทยเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การเจรจาที่ประสบความสำเร็จจะนำมาซึ่งโอกาสมากมายสำหรับผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาดส่งออก สร้างงาน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าก็มีความท้าทายเช่นกัน แต่ด้วยความตั้งใจจริงและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถหาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ และจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมตัว

  • ศึกษาข้อมูลและกฎระเบียบทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างละเอียด
  • พัฒนายกระดับคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานสากล
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าในสหรัฐฯ

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  • การเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่
  • การลดอุปสรรคทางการค้า
  • การดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐฯ
  • การสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่

ที่มา – “ศุภจี” ยืนยัน ไทยเดินหน้า พร้อมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

“ภูมิธรรม” พบหารือทูตสหรัฐฯ ย้ำความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง หวังได้ต้อนรับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เยือนไทยเร็วๆ นี้ ยันไทยยึดมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี-เคารพกติกาสากล

วันที่ 26 ส.ค. 2568 ที่ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พบหารือกับ นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก (The Honorable Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

นายภูมิธรรมกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่า ต่างมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งไทยพร้อมสานต่อการทำงานกับสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สมดุลมากขึ้น พร้อมขอบคุณและฝากความปรารถนาดีไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยินดีที่ได้หารือทางโทรศัพท์ร่วมกันถึงสองครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และหวังว่าจะได้มีโอกาสต้อนรับการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีทรัมป์ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบ 13 ปี พร้อมขอบคุณสหรัฐฯ ที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ถือเป็นพัฒนาการที่ดีและเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคร่วมกัน

ด้านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐฯ ที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเป็นพันธมิตรและความเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญนี้ต่อไปและถือเป็นหัวใจสำคัญของอาเซียนทั้งในมิติความมั่นคงและความมั่งคั่ง อีกทั้งได้แสดงความยินดีที่ฝ่ายไทยได้มีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนขอบคุณรัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสภาคองเกรสที่มาเยือนไทย และยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริงและสาระสำคัญจากการพบปะครั้งนี้ส่งต่อไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ ทันที นอกจากนี้ ยังได้แสดงความเสียใจต่อกรณีพลเรือนไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดน พร้อมย้ำความตั้งใจของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนการหยุดยิงอย่างมีประสิทธิผล

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นความร่วมมือที่สำคัญร่วมกัน เช่น เรื่องความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ไทยและสหรัฐฯ จะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ประจำปี 2568 (Indo-Pacific Chiefs of Defense Conference 2025: CHODs 2025) ระหว่างวันที่ 25–28 สิงหาคม 2568 พร้อมหวังว่าจะได้ต้อนรับการเยือนไทยของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ คาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะมาเยือนประเทศไทยช่วงปลายปี 2568 นี้

ด้านสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รองนายกรัฐมนตรีขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ต่อความพยายามในการคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าว ตลอดจนบทบาทของสหรัฐฯ ในการติดตามและสังเกตการณ์การประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยไทยยืนยันถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และพร้อมแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีด้วยการเจรจาอย่างสุจริตใจ บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมต่อบทบาทของรัฐบาลไทยที่มีความมุ่งมั่นต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ถือเป็นก้าวสำคัญในการธำรงสันติภาพ

รองนายกฯ กล่าวย้ำว่า “ไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเคารพกติกาสากล พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงให้นานาชาติเข้าใจ โดยเชื่อว่าความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร รวมถึงการรักษาอธิปไตยของไทย จะเป็นหลักประกันสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค”

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

การพบปะหารือระหว่างนายภูมิธรรม เวชยชัย และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีความร่วมมือในหลายด้าน รวมถึงความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

ความสำคัญของการหารือ

การหารือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และยังเป็นการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

ความคาดหวังต่อการเยือนไทยของประธานาธิบดีทรัมป์

ความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา การเยือนของประธานาธิบดีทรัมป์ จะเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ การยืนยันถึงการยึดมั่นในสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ

โดยสรุปแล้ว การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก ประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือกันนั้นครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง ตลอดจนความหวังที่จะได้ต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ เยือนไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – “ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์” เยือนไทย

Scroll to top