ความหลากหลายทางเพศ

ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียม

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวดีที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับประเด็นความเท่าเทียมทางเพศกันมาบ้างแล้วนะครับ เมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบรายงานผลการศึกษาเรื่อง ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐได้หันมาให้ความสนใจและลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองอย่างปลอดภัยและเท่าเทียมกัน

ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่การศึกษา การสาธารณสุข ไปจนถึงสถานที่ทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณก็ได้รับสิทธิและการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม โดยหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เข้ามาเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

ก้าวต่อไปของสังคมไทยกับความเท่าเทียมที่จับต้องได้

เรามาดูกันดีกว่าว่าการที่รัฐบาลผลักดันนโยบาย ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน นั้นส่งผลอย่างไรบ้าง:

  • ภาคการศึกษา: มีการบรรจุเรื่องความหลากหลายลงในหลักสูตร เพื่อสร้างความเข้าใจและยอมรับตั้งแต่เด็ก รวมถึงมีมาตรการสถานศึกษาปลอดภัย 3 ป. ที่คอยดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด
  • ภาคสาธารณสุข: เกิดโครงการอย่าง BKK Pride Clinic ที่ให้บริการสุขภาพที่เป็นมิตร ไม่ตัดสิน และเข้าใจความต้องการเฉพาะตัวของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
  • ภาคแรงงาน: สนับสนุนให้สถานประกอบการเปิดรับและเคารพความแตกต่าง ไม่เลือกปฏิบัติในการรับเข้าทำงานหรือให้สวัสดิการ

นอกจากนี้ ในมุมของกฎหมาย เรายังเห็นความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนมีความมั่นคงในชีวิตคู่และได้รับการรับรองสิทธิเท่ากับคู่รักทั่วไป นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าสังคมไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และมุ่งหน้าไปสู่ความหลากหลายที่สวยงาม

ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การที่หน่วยงานระดับสูงอย่าง ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่ยอดเยี่ยมครับ แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าอาจต้องใช้เวลาปรับจูนความเข้าใจกันอีกสักนิด แต่การที่ภาครัฐเริ่มต้นให้ความสำคัญอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ คือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะนิยามตัวเองว่าอย่างไรก็ตาม

แล้วคุณล่ะครับ มีความเห็นอย่างไรกับก้าวสำคัญครั้งนี้? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นและเป็นกำลังใจให้กับความเท่าเทียมในสังคมไทยไปด้วยกันนะครับ เพราะทุกเสียงของคุณมีความหมายเสมอ

ที่มา – ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน

นายกฯ หนุน Road to Bangkok WorldPride 2030 สู่ความเท่าเทียม

นายกฯ หนุน Road to Bangkok WorldPride 2030 สู่ความเท่าเทียมระดับโลก

ต้อนรับเดือนมิถุนายนที่เป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจหรือ Pride Month อย่างยิ่งใหญ่! ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก Road to Bangkok WorldPride 2030 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวไปสู่สังคมที่โอบรับความหลากหลายทางเพศอย่างเต็มรูปแบบ โดยนายกฯ ได้ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์และย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเสมอภาคให้กับคนทุกกลุ่มในสังคม

พลังแห่งความร่วมมือกับ Road to Bangkok WorldPride 2030

ความน่าสนใจของกระแส Road to Bangkok WorldPride 2030 ในปีนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่มีการขยายผลความร่วมมือไปยังระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายความเท่าเทียมทางเพศ โดยมีจังหวัดเข้าร่วมถึง 57 จังหวัดและอีก 1 เมือง สะท้อนให้เห็นว่ากลไกท้องถิ่นตื่นตัวและพร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

นอกเหนือจากการติดเข็มกลัดเป็นสัญลักษณ์สนับสนุนแล้ว การเคลื่อนไหวของรัฐบาลผ่านโครงการนี้ยังมุ่งเน้นไปที่:

  • การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานให้เท่าเทียมกันทุกเพศ
  • การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่สายตาชาวโลกในด้านความตระหนักรู้ถึงความหลากหลาย
  • การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศเพื่อรองรับกิจกรรม Pride Month

การจัดงาน WorldPride ถือเป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เพราะกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นการประกาศศักยภาพของไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและเป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม หากเราสามารถทำโครงการ Road to Bangkok WorldPride 2030 ให้ประสบความสำเร็จได้จริง เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน

ในฐานะประชาชน เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ เพียงแค่เริ่มต้นจากการเปิดใจ ยอมรับความแตกต่าง และสนับสนุนความเท่าเทียมในชีวิตประจำวัน ความหลากหลายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือสีสันที่จะทำให้สังคมไทยแข็งแกร่งและน่าอยู่ขึ้นอย่างแท้จริง มาเป็นกำลังใจให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เวทีระดับโลกในปี 2030 ไปด้วยกันครับ

ที่มา – นายกฯ หนุน “Road to Bangkok WorldPride 2030” ชูพลังความเท่าเทียมทางเพศ

“ชัชชาติ” ร่วมเดินขบวน Pride Month โล่งใจฝนระบายทัน

บรรยากาศงาน Pride Month 2026 ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อ “ชัชชาติ” ร่วมเดินขบวน Pride Month โล่งใจฝนตกหนักถล่มกรุงแต่ระบายทันใน 1 ชม. ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกรุงเทพมหานครในการแสดงวิสัยทัศน์เปิดรับความหลากหลายทางเพศอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อมุ่งสู่การเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ในอนาคต

มุมมองจาก “ชัชชาติ” ร่วมเดินขบวน Pride Month โล่งใจฝนตกหนักถล่มกรุงแต่ระบายทันใน 1 ชม.

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ย้ำชัดว่ากรุงเทพฯ คือพื้นที่ของทุกคน การสนับสนุนความเท่าเทียมไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิมนุษยชน แต่เป็นจุดแข็งที่จะช่วยดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงความสำเร็จในการจัดการน้ำว่า “แม้จะมีฝนตกหนักถึง 90 มิลลิเมตรในเขตปทุมวัน แต่ทีมงานก็สามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง” ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพการจัดการเมืองที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทำไมการที่ “ชัชชาติ” ร่วมเดินขบวน Pride Month โล่งใจฝนตกหนักถล่มกรุงแต่ระบายทันใน 1 ชม. ถึงสำคัญ?

กิจกรรม Pride Month ไม่ใช่แค่งานเดินขบวนพาเหรด แต่เป็นนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่กรุงเทพฯ ต้องการขับเคลื่อนใน 4 ด้านสำคัญ โดยมีแนวทางที่น่าสนใจสำหรับเพื่อนๆ ชาวกรุงดังนี้:

  • ไพรด์คลินิก: ให้บริการสาธารณสุขและการปรึกษาแก่กลุ่มหลากหลายทางเพศอย่างครอบคลุม
  • การลดการบูลลี่: สนับสนุนการจ้างงานที่เท่าเทียมและลดปัญหาการเหยียดในสังคม
  • เมืองที่เป็นมิตร: ยอมรับในความแตกต่าง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ และความคิดเห็นที่หลากหลาย

ในระหว่างเดินขบวน นายชัชชาติยังได้พบปะกับผู้สมัครท่านอื่นๆ เกิดเป็นบรรยากาศที่เป็นกันเองและสร้างสีสันให้กับผู้มาร่วมงาน โดยเฉพาะภาพการทำมือเป็นรูปหัวใจร่วมกับนายอนุชา บูรพชัยศรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความแตกต่างทางการเมืองสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขภายใต้เมืองที่เปิดกว้าง

ในฐานะคนกรุงเทพฯ การได้เห็นผู้บริหารใส่ใจทั้งเรื่องสังคมและโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกัน ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าชื่นชม เพราะไม่เพียงแต่จะสร้างรอยยิ้มในวัน Pride Month เท่านั้น แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับคนในเมืองหลวงว่าจะสามารถรับมือกับฝนตกหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกๆ ปี ต่อไปในอนาคตครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ร่วมเดินขบวน Pride Month โล่งใจฝนตกหนักถล่มกรุงแต่ระบายทันใน 1 ชม.

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร ร่วมงาน Pride Month

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร ร่วมงาน Pride Month

วันนี้บรรยากาศการหาเสียงคึกคักเป็นพิเศษ เมื่ออนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนพร้อมนำเสนอนโยบายเร่งด่วนในการพัฒนาเมืองหลวงให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการเน้นย้ำศักยภาพของพรรคประชาธิปัตย์ในการดูแลคนกรุงเทพฯ ทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาระบบตลาดในกรุงเทพฯ โดยยกเอาตลาดสัมมากรเป็นต้นแบบในการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวก สะอาด และปลอดภัย โดยตั้งเป้าจะยกระดับตลาดทั่วกรุงเทพฯ ให้มีมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังร่วมพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าอย่างเป็นกันเอง สร้างความประทับใจให้กับประชาชนที่เข้ามาขอถ่ายรูปตลอดเส้นทาง

ก้าวสำคัญสู่ กทม. ที่เท่าเทียมและทันสมัย

นอกจากประเด็นเรื่องตลาดแล้ว ในช่วงบ่ายวันนี้ อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร เสร็จสิ้นแล้ว ทั้งหมดยังเตรียมมุ่งหน้าไปร่วมกิจกรรม Pride Month ที่สีลม เพื่อแสดงจุดยืนในการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคให้ความสำคัญและต้องการผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริงภายในองค์กรของ กทม. ในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น คณะหาเสียงยังได้ลงพื้นที่ชานเมืองเพื่อหารือเรื่องการผลักดันเกษตรกรรมทางเลือก โดยมีความมุ่งหวังดังนี้:

  • เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมดั้งเดิมสู่ระบบ Smart Farming
  • สนับสนุนพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่ตลาดต้องการสูง เช่น ไทม์ และผักไฮโดรโปนิกส์
  • จับคู่ผลผลิตพรีเมียมให้กับร้านอาหารระดับ Michelin Guide

การมุ่งเน้นนโยบายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เพียงแต่ต้องการชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ต้องการสร้างโอกาสและอนาคตให้กับคนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน การที่กลุ่มผู้สมัคร สก. อย่างนายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ ร่วมลงพื้นที่ ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าทีมงานมีความพร้อมและคลุกคลีกับปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดนี้ การที่ อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการหาเสียงทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า กทม. สามารถพัฒนาให้เป็นเมืองที่ทันสมัยและน่าอยู่มากขึ้นได้ ผ่านการใช้ข้อมูลและการบริหารจัดการที่เข้าถึงพื้นที่จริง คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนตลาด กทม. ให้เป็นสมาร์ทมาร์เก็ต? มาร่วมแชร์ไอเดียเพื่อให้กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นไปด้วยกันครับ

ที่มา – “อนุชา” ควง “อภิสิทธิ์” ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร บ่ายนี้ร่วมงาน Pride Month

พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้เห็นบรรยากาศความคึกคักที่เชียงใหม่กันไปแล้ว เมื่อพรรคประชาชนได้ร่วมเดินขบวนในงาน Chiang Mai Pride Festival 2026 อย่างอบอุ่น เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าไปสู่ความเท่าเทียมอย่างแท้จริงครับ

พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสนับสนุนความหลากหลายทางเพศในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ทางพรรคได้ประกาศชัดเจนถึง พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงก้าวแรกที่สำคัญ แต่การเดินทางเพื่อความเสมอภาคยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น

ผลักดันสังคมไทยสู่ความเท่าเทียมด้วยพรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ในการเดินขบวนครั้งนี้ ทีมงานพรรคประชาชนนำทัพโดย สส. หลายท่าน ได้ร่วมลงนามใน MOU “Inclusive City” เพื่อผลักดันเชียงใหม่ให้เป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม โดยมีรายละเอียดงานที่เตรียมขับเคลื่อนดังนี้:

  • การแก้ไขกฎหมายสมรสเท่าเทียม: เร่งอุดช่องโหว่กฎหมายที่ยังจำกัดสิทธิของบุคคล รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทุกเพศได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกันจริงๆ
  • กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ: ผลักดันร่างกฎหมายเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครต้องสูญเสียโอกาสในการทำงานหรือบริการสาธารณะเพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศ
  • การยุติความรุนแรง: แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุติความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวอย่างจริงจัง

พวกเราเชื่อมั่นว่า การทำงานทางความคิดควบคู่ไปกับการแก้ไขกฎหมายในสภาจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้สังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้น ความเท่าเทียมไม่ใช่สิ่งที่ใครคนหนึ่งควรจะได้รับการหยิบยื่นให้ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการที่ พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ จะถูกสานต่อให้กลายเป็นนโยบายที่ได้รับการยอมรับและบังคับใช้เพื่อคนไทยทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ความรักและความเป็นมนุษย์ควรอยู่เหนือทุกข้อจำกัดครับ หากเพื่อนๆ มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการขับเคลื่อนในครั้งนี้ อย่าลืมแชร์ความคิดเห็นกันเข้ามานะครับ

ที่มา – พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการยุติธรรมและสิทธิพลเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะในบราซิลที่เต็มไปด้วยปัญหาความรุนแรงและการทุจริต

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาบราซิลมีคำพิพากษาสุดเด็ดขาด ตัดสินจำคุกโดมิงโกส อินาซิโอ บราเซา และชูเอา ฟรานซิสโก อินาซิโอ บราเซา สองพี่น้องนักการเมือง คนละ 76 ปี จากความผิดฐานเป็นผู้บงการสั่งฆ่ามาเรียลล์ ฟรังโก นักเคลื่อนไหวข้ามเพศและสมาชิกสภาเมืองริโอเดจาเนโร เมื่อ 8 ปีก่อน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อคนร้ายขับรถประกบยิงรถของฟรังโก ทำให้เธอและคนขับรถ แอนเดอร์สัน โกเมส เสียชีวิตทั้งคู่ ฟรังโกเป็นผู้หญิงผิวดำและไอคอนของชุมชน LGBTQ+ ในบราซิล เธอต่อสู้เพื่อสิทธิชนชั้นล่าง โดยเฉพาะการคัดค้านโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนยากจน ซึ่งกระทบผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพลมืด

รายละเอียดคดีและหลักฐานสำคัญ

ผู้พิพากษาทั้ง 4 ท่านตัดสินเป็นเอกฉันท์ว่าพี่น้องบราเซาเห็นฟรังโกเป็นภัยคุกคามต่อธุรกิจของตน ผู้พิพากษาอเล็กซานเดร เดอ โมราเอส ระบุชัดว่าพวกเขา “ไม่ใช่แค่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มมาเฟีย แต่คือมาเฟียเอง” คาร์เมน ลูเซีย ผู้พิพากษาหญิงคนเดียวในคณะ เรียกกระบวนการนี้ว่า “ความบอบช้ำทางจิตวิญญาณ” และตั้งคำถามว่า “บราซิลจะปล่อยให้มีมาเรียลล์อีกกี่คนที่ต้องตาย?”

  • ไทม์ไลน์คดี: ปี 2561 เกิดเหตุฆาตกรรม
  • ปี 2567 ตำรวจรอนนี เลสซา สารภาพเป็นมือยิง จำคุก 78 ปี 9 เดือน เอลซิโอ เดอ เควรอซ คนขับรถ จำคุก 59 ปี 8 เดือน
  • เลสซาซัดทอดพี่น้องบราเซา ทำให้จับกุมได้
  • 2569 ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 76 ปี

อานิเอเล ฟรังโก น้องสาวของมาเรียลล์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ โพสต์อินสตาแกรมยกย่อง “นี่คือการให้เกียรติความทรงจำของมาเรียลล์และแอนเดอร์สัน หลังต่อสู้ 8 ปีเพื่อความยุติธรรม”

บริบทสังคมและผลกระทบในบราซิล

คดีศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ เปิดโปงความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองกับองค์กรอาชญากรรมในริโอเดจาเนโร ชุมชนฟาเวลาเต็มไปด้วยความยากจนและอิทธิพลมาเฟีย ฟรังโกในวัย 38 ปี เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิ LGBTQ+ ผู้หญิงผิวดำ และคนยากจน การตายของเธอจุดชนวนประท้วงทั่วประเทศ สะท้อนปัญหาความรุนแรงต่อนักเคลื่อนไหว

บราซิลมีอัตราความรุนแรงสูง โดยเฉพาะต่อกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งถูกฆ่ากว่า 400 คนต่อปี คดีนี้เป็นชัยชนะของระบบยุติธรรมที่ล่าช้าแต่ยืนยันความจริง ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้ประเทศอื่นๆ รวมถึงไทย ที่เผชิญปัญหาการเมืองมืดและสิทธิพลเมือง การปกป้องนักเคลื่อนไหวต้องเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิด “มาเรียลล์คนต่อไป”

คดีนี้แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมอาจช้าแต่ไม่เคยหลับใหล มันเป็นแรงบันดาลใจให้เราต่อสู้เพื่อสังคมที่เท่าเทียม ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

พรรคการเมืองดัน กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย

ตัวแทนพรรคการเมืองประสานเสียงดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย แนะใช้กลไกสำนักงานยุติธรรมจังหวัดผนึกภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม 

วันที่ 21 พ.ย.2568 ที่กระทรวงยุติธรรม  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (MovED) จัดเวทีสาธารณะ “เห็นคุณค่าทุกชีวิต เดินหน้ากับ (ร่าง) พระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลพ.ศ. …” เพื่อสร้างความเข้าใจ และความร่วมมือในการนำกฎหมายไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างสังคมที่เท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนประกอบกับรัฐบาลมีเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศและคำนึงถึงหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนั้นกระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงได้เล็งเห็นความสำคัญในด้านดังกล่าว โดยเสนอร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล พ.ศ. … เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาผลักดันเป็นกฎหมายขับเคลื่อนสังคมที่เท่าเทียม และขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย การจัดเวทีสาธารณะครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกภาคส่วน จะได้ร่วมกันสื่อสารขับเคลื่อนการขจัดการเลือกปฏิบัติ ลดการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาต่อไป

ดันกฎหมายขจัดเลือกปฏิบัติ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนงานวิจัยของคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิสถาบันศึกษาเมือง เพื่อทำความเข้าใจมิติของอคติในสังคมไทย พบว่า กลุ่มคนไร้บ้าน เผชิญอคติสูงสุดในทุกมิติ ทั้งการถูกเหมารวมในเชิงลบ การถูกมองด้วยความไม่ไว้วางใจ ส่วนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQIAN+ ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและเกิดจากการตีตราด้านอัตลักษณ์ทางเพศสูงกว่าประชากรทั่วไป ขณะที่กลุ่มคนพิการ ถูกมองด้วยความสงสาร หรือในทางกลับกันคือชื่นชมเกินจริง ส่วนกลุ่มประชากรข้ามชาติถูกมองเป็นเพียงแรงงาน มากกว่าที่จะเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นการผลักดันกฎหมายจึงเป็นหลักประกันสิทธิให้กับคนทุกคน โดยเฉพาะ “ร่าง พ.ร.บ.ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลฯ” ฉบับภาคประชาชน ที่มุ่งดำเนินงานแก้ไขปัญหาการตีตราและเลือกปฏิบัติแบบเชิงรุก ที่มีการเสนอให้จัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมที่มีสุขภาวะ เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิทธิพิเศษของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

เวทีสาธารณะผ่าทางตัน

จากนั้นได้จัดเวทีสาธารณะ “เห็นคุณค่าทุกชีวิต เดินหน้ากับ (ร่าง) พระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลพ.ศ. …” พร้อมเสวนาหัวข้อ “ผ่าทางตันการเลือกปฏิบัติในประเทศไทย : ทิศทาง/นโยบายและการผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล” จากตัวแทนพรรคการเมือง

นายกัณวีร์ สืบแสง ผู้แทนพรรคเป็นธรรม กล่าวว่า การเลือกปฏิบัติต้องไม่มีคำว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม เพราะการเลือกปฏิบัติไม่ควรมีในโลกใบนี้ ความหลากหลายคือความสวยและสร้างเอกภาพให้โลกได้ ทั้งนี้ตนมองว่า ปัญหาของการเลือกปฏิบัติมี 1. โครงสร้าง ทัศนคติ วัฒนธรรม 2. ระบบการบริการภาครัฐ ยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม และ 3. มาตรการเข้าไปช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการทำกฎหมายมักมองเรื่องของการลงโทษ แต่ไม่มองเรื่องการป้องกัน เยียวยา ประกอบกับไม่มีกฎหมายกลางที่จะมาลิ้งค์กฎหมายที่มีอยู่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ทำให้กฎหมายไม่ว่าจะดีแค่ไหน แต่ยังไม่สามารถแก้ได้ 100% ดังนั้นสำหรับร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัตินี้ ซึ่งคิดว่าคงเสนอไม่ทันสภานี้ จึงขอฝากไว้กับรัฐบาลหน้าในการขับเคลื่อนต่อ

ไม่ทันสภาฯชุดนี้

นายกฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรึกษากฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลมีการผลักดันร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติฯ ซึ่งมีหลายฉบับโดยหยิบเอาข้อดีของแต่ละพรรคมาทำ พยายามให้มีกลไกขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติ ปัญหามีมาก เช่น ความคุ้นชินของสังคม ภาครัฐ ปัญหาข้อจำกัดของกฎหมายที่ไปขัดกับรัฐธรรมนูญ ออกมาเป็นกฎหมายกลาง แล้วปรับแก้กฎหมายอื่น แต่ก็มีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อน อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ก็ยังต้องร่วมกันผลักดันต่อ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความคุ้นชินของคน การแก้ปัญหาข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติผ่านชั้นอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง หากไม่มีการปฏิบัติตามแล้วค่อยไปถึงศาล แต่คิดว่าร่างกฎหมายนี้ไม่น่าจะเสนอเข้าสภาได้ทันรัฐบาลนี้ เพราะทราบจากกระทรวงยุติธรรมว่ายังไม่ได้เสนอเข้าครม. แต่อย่างน้อยวันนี้ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าต้องมีกฎหมาย และเชื่อสมัยหน้าจะถูกหยิบยกเป็นเรื่องเร่งด่วน และหากเพื่อไทยมีโอกาสเราก็จะผลักดันเต็มกำลังความสามารถ

เสนอใช้ยุติธรรมจังหวัดดูแล

นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ พรรคประชาชน กล่าวว่า การเลือกปฏิบัติเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแน่นอน ทั้งนี้ตนมองว่าร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัตินั้นมีโครงสร้างกฎหมายคล้ายกับพ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งตนยังติดใจเรื่องของการวินิจฉัยที่ยังต้องไปจบที่ชั้นศาล และมองว่าการให้ตั้งหน่วยงานส่วนกลางในกทม. เพียงหน่วยเดียวนี้ ไม่สามารถขจัดการเลือกปฏิบัติได้ทั่วประเทศได้ ดังนั้นจึงมีข้อเสนอให้ใช้กลไกที่มีอยู่เดิม โดยไปแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม เพื่อใช้สำนักงานยุติธรรมจังหวัดที่มีอยู่ทุกจังหวัดในการเข้ามาดูแลปัญหาในระดับพื้นที่โดยดึงภาคประชาชนที่มีความรู้เข้ามาร่วมทำงานทั้งการวินิจฉัย และสร้างความรู้ และช่วยเหลือผู้ถูกเลือกปฏิบัติให้รู้ว่าต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อนำสู่การคดีได้อย่างไร ส่วนเรื่องงบประมาณซึ่งกระทรวงยุติธรรมมีการเสนอของบจากสำนักงบประมาณเพื่อทำเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ก็ขอให้เพิ่มการใช้งบเพื่อการแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติเข้าไปด้วย

ปชป. มีนโยบายเรื่องนี้แล้ว

นายราเมศ รัตนเชวง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเลือกปฏิบัตินั้นปัญหาตั้งแต่ผู้ปฏิบัติในหน่วยงานรัฐ ประชาชน แม้กระทั่งพรรคการเมือง นักการเมืองไปหาเสียงในจังหวัดหนึ่ง บอกว่าหากเลือกตนเองจะพัฒนาจังหวัดนั้น นี่ก็ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเช่นเดียวกัน ดังนั้นทางแก้ปัญหาในส่วนของการให้ความรู้กับประชาชนนั้นต้องทำในทุกกลุ่ม ทุกวัย ตลอดจนการมีกฎหมายเข้ามาดูแล ซึ่งจริงๆ ตนมองว่าควรจะเริ่มด้วยการแก้ไขที่รัฐธรรมนูญซึ่งกฎหมายใหญ่ ให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการสรรหา เหมือนองค์กรอิสระอื่นๆ ที่จะมาวินิจฉัยว่า นาย ก. ทำกับนาย ข. เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ มีโทษอย่างไร เมื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้วกฎหมายประกอบอื่นก็ตามมา นี่คือเรื่องสำคัญเพราะการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนักการเมืองยังทำได้ กับเรื่องนี้ก็ควรคิดถึงด้วยเพราะเป็นเรื่องสำคัญกับประชาชน นี่คือเรื่องของสุขภาวะอย่างที่ สสส. กล่าว การเลือกปฏิบัติทำให้เกิดการบาดเจ็บทางใจ อย่างไรก็ตาม มองว่าร่างรัฐธรรมนูญคงไม่เสร็จในรัฐบาลนี้ แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเตรียมการสิ่งเหล่านี้ไว้ ซึ่งเรามีนโยบายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว

ผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครอง

นายสุนทร ผู้แทนเครือข่ายมูฟดิ กล่าวว่า การเลือกปฏิบัติมีทุกที่ เริ่มตั้งแต่การกำหนดนโยบาย จนถึงการปฏิบัติการ ซึ่งเกิดจากทัศนคติ มุมมองที่ฝังรากลึกในแต่ละคนมานาน การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจึงต้องเริ่มจากตนเองโดยมองคนที่หลากหลายเป็นมนุษย์ แล้วมุ่งที่จุดแข็งของความแตกต่างนั้นมาประกอบกันเป็นกำแพงพิทักษ์สิทธิคนที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน ทั้งนี้เราต่อสู้เรื่องนี้มานาน หากมองคนอย่างเสมอภาคก็จะทำให้เกิดการเท่าเทียมกัน จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายจำกัดกรอบการกระทำต่อกันและกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะผลักดันและเรียกร้องต่อคือ 1.สนับสนุนกรมคุ้มครองสิทธิเสนอร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติเข้าครม. และเสนอเข้าสภา ถึงแม้ไม่ทันในรัฐบาลนี้ แต่ก็เป็นเชื้อให้กับรัฐบาลหน้า 2. พรรคการเมืองรับปากทำเป็นนโยบายในการเลือกตั้ง และจัดเป็นนโยบายเร่งด่วน ซึ่งไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นไปตามหลักกฎหมาย ส่วนเราจะสู้จนกว่าจะมีกฎหมายออกมา

กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย สำคัญอย่างไร?

การผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่เสมอภาคและเป็นธรรมสำหรับทุกคน การมีกฎหมายที่ชัดเจนจะช่วยลดการเลือกปฏิบัติและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน

ทำไมต้องมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย

กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยคุ้มครองสิทธิของบุคคลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคม การมีกฎหมายนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้และลดอคติในสังคม

หลายภาคส่วนกำลังร่วมมือกันผลักดัน กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริงในทุกระดับชั้นของสังคม มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกฎหมายนี้ไปด้วยกัน

ที่มา – ตัวแทนพรรคการเมืองประสานเสียงดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทย

Scroll to top