ความเชื่อมั่นของประชาชน

พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีความไม่โปร่งใสในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคลากรท้องถิ่น เมื่อนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยเร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการออกมา พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว สาวให้ถึงตัวการใหญ่ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับลูกหลานคนไทยที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบด้วยความสามารถตนเอง

พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว สาวให้ถึงตัวการใหญ่

จากกรณีที่พบผู้มีคะแนนสอบผิดปกติกว่า 5,925 ราย นายพร้อมพงศ์เน้นย้ำว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของศรัทธาต่อระบบราชการไทย การที่กระทรวงมหาดไทยดำเนินการตรวจสอบถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่หากจะให้ประชาชนไว้วางใจ ต้องไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเฉยๆ หรือจบลงเพียงแค่การตัดรายชื่อคนผิดระดับปลายแถวเท่านั้น แต่ต้องขยายผลไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้ด้วย

แนวทางการแก้ปัญหาและคืนความเป็นธรรม

เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในระยะยาว นายพร้อมพงศ์ได้เสนอแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลควรเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:

  • การคืนโอกาสให้คนสุจริต: เร่งจัดการบัญชีผู้สอบผ่านที่ถูกต้องและเป็นธรรมโดยเร็ว เพื่อไม่ให้คนที่ตั้งใจจริงต้องเสียอนาคต
  • สาวให้ครบ 3 เส้นทาง: ต้องตรวจสอบทั้งระบบที่เปิดช่องโหว่, เส้นทางการเงินที่น่าสงสัย และตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะมีตำแหน่งสูงเพียงใดก็ตาม
  • ปิดช่องโหว่ถาวร: ปรับปรุงระบบการสอบให้เป็นมาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต

การที่ พร้อมพงศ์ จี้ อนุทิน ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้เข้าสอบ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีอำนาจว่า ระบบการคัดเลือกคนเข้าทำงานภาครัฐต้องวัดกันที่สมองและความสามารถ ไม่ใช่เส้นสายหรือกำลังเงิน

ท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องแสดงความเด็ดขาดในการล้างโกง หากหลักฐานสาวไปถึงใครต้องจัดการอย่างไม่ละเว้น เพื่อให้ระบบการสอบท้องถิ่นกลับมาเป็นความหวังของเยาวชนไทยอย่างแท้จริง เพราะความสุจริตต้องชนะ และคนที่ใช้ความพยายามต้องมีที่ยืนในสังคมไทยอย่างภาคภูมิใจ

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้ “อนุทิน” ล้างโกงสอบท้องถิ่น อย่าจบแค่ปลายแถว สาวให้ถึงตัวการใหญ่

นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

เรียกได้ว่าเป็นการประชุมที่เข้มข้นสุดๆ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง เพื่อวางทิศทางการบริหารประเทศให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยเน้นย้ำเรื่องการบูรณาการทำงานแบบไม่แบ่งแยกกระทรวง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

ในช่วงหนึ่งของการประชุม ท่านนายกฯ ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับภารกิจระดับประเทศ โดยเฉพาะหัวข้อ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก ท่านได้เน้นย้ำกับทีมเจรจาว่าทุกกระทรวงต้องสนับสนุนข้อมูลให้ถึงกันอย่างทันท่วงที เพราะถ้าหากข้อมูลไม่แน่นพอจนต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ หรือต้องขอข้อมูลเพิ่มระหว่างการเจรจา จะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทันที

เหตุผลที่ต้องบูรณาการข้อมูลให้เข้มแข็ง

การทำงานเชิงรุกในยุคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวงการคลังหรือกระทรวงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว แต่ความสำเร็จในการเจรจาขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวที่พร้อม การที่ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ข้าราชการทุกคนทำงานแบบมืออาชีพ โดยท่านเปรียบเปรยให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากเราทำการบ้านมาไม่ดี คู่เจรจาจะจับทางเราได้หมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในฐานะตัวแทนของประเทศ

  • ทีมงานต้องพร้อม: ข้อมูลทุกด้านต้องถูกรวบรวมและวิเคราะห์ก่อนเข้าประชุม
  • บูรณาการแบบไร้รอยต่อ: ไม่มีการกอดผลประโยชน์กระทรวง แต่ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง
  • ความแข็งแกร่งของรัฐบาล: การทำงานร่วมกันของหัวหน้าส่วนราชการคือหัวใจสำคัญ

นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังฝากอีกว่าข้าราชการเปรียบเสมือนเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ต้อง “ไม่ใส่เกียร์ว่าง” และต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง โดยท่านย้ำเสมอว่าตราบใดที่ยังมีตำแหน่งอยู่ หน้าที่ความรับผิดชอบคือสิ่งที่สูงสุด การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

บทเรียนสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือเรื่องของ นายกฯ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงคำสั่งการในห้องประชุมเท่านั้น แต่เป็นคำเตือนใจถึงความสำคัญของการเป็นตัวแทนประเทศในการต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี หรือการเจรจาระหว่างประเทศ การเตรียมตัวที่ดีและการประสานงานที่ไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานรัฐ จะเป็นเกราะปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน

ที่มา – นายกฯ ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ กำชับทีมเจรจาภาษี อย่าให้คู่เจรจาจับไต๋จนไทยเสียเปรียบ

ไทย-จีน ผนึกกำลังปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ข้อตกลง 2+2

เชื่อว่าทุกคนคงเบื่อหน่ายกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่คอยโทรมาหลอกลวงประชาชนกันอยู่ทุกวันใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าจับตามองอย่างมาก เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าหลังการหารือกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ว่าทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญในชื่อ “สีหศักดิ์” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลง 2+2 ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน เพื่อจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังเสียที

“สีหศักดิ์” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลง 2+2 ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน

การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ยกระดับความมั่นคงระหว่างไทยและจีน โดยการจัดตั้งกลไกการหารือรูปแบบ “2+2” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ทั้งการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและการสกัดกั้นเส้นทางการเงินของพวกมิจฉาชีพ ซึ่งความร่วมมือในรูปแบบ “สีหศักดิ์” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลง 2+2 ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดวงจรธุรกิจสีเทาให้หมดไปจากประเทศไทย

เหตุผลที่ต้องผนึกกำลังปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในไทย แต่เป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ครบวงจร ดังนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมายร่วมกันระหว่างไทยและจีน
  • การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา และกัมพูชา เพื่อปิดจุดบอดเส้นทางอาชญากรรม
  • การมุ่งเน้นสกัดกั้นการฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังได้หยิบยกประเด็นธุรกิจสีเทาที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยขึ้นมาหารือ โดยย้ำว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น การที่ “สีหศักดิ์” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลง 2+2 ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนไทย ให้รู้สึกอุ่นใจกับการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ ถือเป็นก้าวที่น่าชื่นชมของรัฐบาลที่กล้าหยิบยกประเด็นละเอียดอ่อนมาแก้ไขอย่างตรงไปตรงมาครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เผยผลหารือ “สี จิ้นผิง” บรรลุข้อตกลง 2+2 ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำมันแพง

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคำตอบคือ ทำไมเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ราคาหน้าปั๊มในบ้านเรากลับไม่ยอมปรับลดลงตามอย่างที่ควรจะเป็น ล่าสุด นายพร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้โครงสร้างราคาเกิดความเป็นธรรมและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ให้เป็นธรรม

การออกมาเคลื่อนไหวของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงเกินจริง โดยมองว่าหากรัฐบาลมีการจัดการโครงสร้างราคาที่เหมาะสม ผลก็น่าจะตกมาถึงประชาชนในรูปแบบของค่าใช้จ่ายที่ลดลง ดังนั้นการที่ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ จึงเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในขณะนี้

ข้อเสนอเร่งด่วนเมื่อ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม นายพร้อมพงศ์ได้นำเสนอ 3 วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลควรนำไปพิจารณาดังนี้:

  • การจัดทำมาตรการเชิงรุก: เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลดลง ต้องมีกลไกที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวตามได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: ปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • การผูกงบประมาณกับปากท้อง: การพิจารณางบประมาณต้องมุ่งเน้นการลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขในเอกสารทางราชการ

ท้ายที่สุด การเมืองที่ดีไม่ได้วัดกันที่วาทกรรมหรือการโต้ตอบกันไปมา แต่วัดกันที่ผลงานในการลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรมคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ และรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการเข้าไปปลดล็อกปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ตั้งคำถาม ราคาน้ำมันไทยทำไมไม่ลดตามตลาดโลก

นายกฯ ยันรัฐบาลปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์และนอมินี

นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจกันอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้ยกระดับมาตรการจัดการกับกลุ่มอาชญากรไซเบอร์และขบวนการผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศกร้าวว่า นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนครับ

ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติครั้งล่าสุด ท่านนายกฯ ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด การฉ้อโกงออนไลน์ หรือการฟอกเงิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง

จัดการเด็ดขาด ภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ พร้อมปราบปรามนอมินีต่างชาติ

นอกจากเรื่องของสแกมเมอร์ที่ระบาดหนักแล้ว ปัญหาที่น่าจับตามองในขณะนี้คือเรื่องของ ‘ต่างชาตินอมินี’ หรือการที่ชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในไทยโดยการใช้ชื่อคนไทยบังหน้า ท่านนายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามจนกลายเป็นภัยความมั่นคง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดีอี, ตำรวจไซเบอร์ หรือ ปปง. ต่างก็กำลังทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นเพื่อระงับยับยั้งวงจรเหล่านี้

  • เร่งปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ
  • ตรวจสอบเข้มงวดการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นนอมินี
  • บูรณาการทุกหน่วยงานรัฐเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ

รัฐบาลต้องการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ที่คิดจะทำผิดกฎหมายว่า ประเทศไทยไม่ใช่ที่อยู่ของคนเหล่านี้ และเราพร้อมที่จะปกป้องตลาดธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบการชาวไทยไม่ต้องถูกแย่งอาชีพด้วยวิธีที่ผิด การดำเนินการอย่างเด็ดขาดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างสุจริต และช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนไทยเราคงต้องเอาใจช่วยภาครัฐให้ปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง ไม่เพียงแค่เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง แต่เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูกหลานเราทุกคนครับ หากท่านพบเบาะแสอาชญากรรม อย่าละเลยที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ประเทศไทยของเรากลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าลงทุนสำหรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ อย่างละเอียดรอบคอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการเคลื่อนไหวล่าสุดจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยโฆษกพรรคได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทย

ในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคฯ ในประเด็นการร่วมลงชื่อตรวจสอบนักการเมืองชื่อดังอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ โดยเน้นย้ำว่าพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งประสานงานกับเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทยอย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ ต้องใช้ความระมัดระวัง

สาเหตุที่กระบวนการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างพิถีพิถันนั้น เนื่องจากขั้นตอนทางกฎหมายและการยื่นเรื่องต่อศาลในปัจจุบันต้องอาศัยความแม่นยำสูง ทั้งทางด้านเอกสารและการเลือกใช้ข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะได้ผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างกระแสทางการเมือง

  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน
  • การทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านในกรณีเขากระโดงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง
  • การยื่นเรื่อง ป.ป.ช. กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบที่ไม่เลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ โฆษกพรรคฯ ยังได้ย้ำอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และกรณีอื่นๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรือเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากพบการกระทำผิดจริง พรรคพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายโดยไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

ในมุมมองของผม การที่พรรคการเมืองยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหรือนักการเมืองคนไหน หากอยู่ภายใต้กฎหมายย่อมต้องถูกตรวจสอบได้เสมอ เพื่อรักษาธรรมาภิบาลในสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของ “เสรีพิศุทธ์” อย่างละเอียดรอบคอบ

ยอด “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 23.7 ล้านคน ร้านค้าผ่านฉลุย

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ มาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจปากท้องที่กำลังเป็นกระแสพูดถึงไปทั่วบ้านทั่วเมือง นั่นก็คือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ล่าสุดกระแสแรงจนฉุดไม่อยู่ มีตัวเลขผู้ลงทะเบียนพุ่งสูงเกินความคาดหมายไปไกลมากครับ

ยอด “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 23.7 ล้านคน ร้านค้าผ่านฉลุยเฉียดล้านราย

เรียกได้ว่าโครงการนี้เป็นความหวังใหม่ของพี่น้องประชาชนจริงๆ ครับ เพราะจากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า ยอด “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 23.7 ล้านคน เข้าไปแล้ว ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งฐานผู้ใช้งานเดิมจากโครงการคนละครึ่ง พลัส และผู้ที่สมัครเข้ามาใหม่ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่ามาตรการนี้ตอบโจทย์การลดภาระค่าครองชีพได้จริง

ความคืบหน้าของร้านค้าที่เข้าร่วม “ไทยช่วยไทย พลัส”

นอกจากฝั่งประชาชนที่แห่ลงทะเบียนกันแล้ว ฝั่งร้านค้าพ่อค้าแม่ขายก็ไม่น้อยหน้าครับ ตอนนี้มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบและพร้อมให้บริการประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเฉียดล้านราย โดยเราสรุปความพร้อมได้ดังนี้:

  • ร้านค้าเดิมที่ตอบรับเข้าร่วมระบบแล้วมีจำนวนกว่า 4.5 แสนราย
  • ยังมีร้านค้าที่อยู่ในขั้นตอนกดยอมรับเงื่อนไขอีกกว่า 5.2 แสนราย
  • รวมร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติในระบบทั้งหมดเกือบ 1 ล้านราย
  • ร้านค้าใหม่ที่เพิ่งสมัครเข้ามาก็ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพอย่างรวดเร็ว

การที่ “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 23.7 ล้านคน ภายในเวลาอันรวดเร็วแบบนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมาถูกทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากครับ การกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศจะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับใครที่ยังไม่ได้กดยอมรับเงื่อนไขหรือกำลังตัดสินใจอยู่ แอดมินแนะนำว่าอย่าช้านะครับ เพราะนี่คือโอกาสสำคัญที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละวันได้มากทีเดียว ทางรัฐบาลเองก็มุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน หากคุณมีร้านค้า อย่าลืมตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนเพื่อให้พร้อมรับมือกับลูกค้าที่จะเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกันนะครับ

ถือว่าเป็นโครงการที่น่าจับตามองและช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ยากลำบากได้ดีเยี่ยม หวังว่ามาตรการต่อๆ ไปจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีแบบนี้อีกเรื่อยๆ ครับ

ที่มา – ยอด “ไทยช่วยไทย พลัส” ทะลุ 23.7 ล้านคน ร้านค้าผ่านฉลุยเฉียดล้านราย

ผู้ตรวจการฯ จ่อคุย “ศุภจี” แก้กฎหมายนอมินีล้งมะพร้าว

ในสถานการณ์ที่ปัญหาล้งมะพร้าวและนอมินีกำลังเป็นประเด็นร้อนของเกษตรกรไทย ผู้ตรวจการแผ่นดินได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดย ผู้ตรวจการฯ จ่อคุย “ศุภจี” แก้กฎหมายนอมินีล้งมะพร้าว พร้อมตรวจสอบแถลงนโยบาย ซึ่งเป็นข่าวสำคัญที่ทุกคนในวงการเกษตรต้องติดตาม นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยถึงการจับตานโยบายรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะประเด็นที่อาจกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว

ผู้ตรวจการฯ จ่อคุย “ศุภจี” แก้กฎหมายนอมินีล้งมะพร้าว พร้อมตรวจสอบแถลงนโยบาย

หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมประชุมหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมุ่งแก้ปัญหากฎหมายนอมินีที่ใช้ในล้งมะพร้าว ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อเกษตรกร ทำให้ราคามะพร้าวตกต่ำและเกิดการเอารัดเอาเปรียบ นอกจากนี้ ยังจะหารือเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนงานให้รวดเร็วและมีระบบมากขึ้น

ผู้ตรวจการแผ่นดินชี้แจงว่า แม้นโยบายจะเป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการตรวจสอบ แต่เมื่อแปรรูปเป็นการปฏิบัติจริง หน่วยงานต่างๆ ต้องรับผิดชอบดำเนินการ ดังนั้น ผู้ตรวจการฯ จะติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อประชาชน

เร่งปราบขบวนการน้ำมะพร้าวปลอมหลังจับล้งสมุทรสงคราม

ปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมกำลังระบาดหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่สมุทรสงครามที่เพิ่งจับล้ง 2 แห่งได้ นายทรงศักดิ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 และเสนอมาตรการเร่งด่วน ดังนี้

  • เพิ่มความถี่และวงรอบการตรวจสอบ โดยใช้ทีมสหวิชาชีพจาก อย., กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สาธารณสุขจังหวัด, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานท้องถิ่น
  • รวบรวมข้อมูลข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น การปรับโทษเดิมที่ไม่รุนแรงพอ และไม่สามารถสั่งหยุดผลิตได้ทันที
  • เสนอปรับปรุงระเบียบใหม่ ให้มีบทลงโทษหนักขึ้นและอำนาจสั่งระงับการผลิตชั่วคราว

ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุม เพื่อกระตุ้นให้ดำเนินการด่วน เนื่องจากเรื่องนี้กระทบสุขภาพผู้บริโภคและความเชื่อมั่นในสินค้าไทย

คลอดเกณฑ์น้ำมะพร้าวแท้ เพิ่มโทษและอำนาจสั่งหยุดผลิต

เพื่อแก้ปัญหาความไม่ไว้วางใจจากประชาชน ผู้ตรวจการฯ แนะนำการตรวจสอบ 2 แนวทาง คือ ลงพื้นที่แบบเงียบๆ (surprise inspection) เพื่อจับผิดจริง และแบบประกาศล่วงหน้าเพื่อป้องปราม ปัจจุบัน อย. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีเกณฑ์เบื้องต้น แต่ยังไม่ชัดเจนพอว่าจะวัดน้ำมะพร้าวแท้อย่างไร

ดังนั้น กำลังเร่งให้ออกหลักเกณฑ์ใหม่ เช่น องค์ประกอบของน้ำมะพร้าวแท้ต้องมีอะไรบ้าง ลักษณะการปลอมปนคืออย่างไร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ตรวจสอบได้แม่นยำ หากมีการประชุมร่วม จะผลักดันให้ประกาศใช้โดยเร็ว

ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบเกษตรกรมะพร้าว แต่ยังสะท้อนระบบอาหารปลอมแปลงที่ต้องแก้ไขจากรากฐาน การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าไปหนักแน่น แสดงถึงความมุ่งมั่นปกป้องประชาชน ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เกษตรกรได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ผู้ตรวจการฯ จ่อคุย “ศุภจี” แก้กฎหมายนอมินีล้งมะพร้าว พร้อมตรวจสอบแถลงนโยบาย

“ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจปัญหาน้ำมันสภา

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันกำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ ล่าสุด “ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมา

“ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ

วันที่ 26 มีนาคม 2567 ที่สำนักงานพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ได้แถลงข่าวถึงกรณีราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงถึง 6 บาทต่อลิตรในช่วงคืนที่ผ่านมา สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนน้ำมันที่ทำให้ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมัน สร้างความทุกข์ร้อนให้กับทุกภาคส่วน

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาญัตติด่วนเรื่องนี้แล้ว แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะไม่ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา พรรคประชาชนได้เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยความจริงและแสดงหลักฐานการบริหารจัดการที่โปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ข้อสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อนจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ชี้ให้เห็นคือ การแต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์ป้องกันโจรกรรมน้ำมัน (ศบก.) โดยอ้างความเชี่ยวชาญ แต่นายณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่ารัฐบาลทราบล่วงหน้าการปรับราคาน้ำมันหรือไม่ และนายพิพัฒน์ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงาน จะทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ “ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ โดยเฉพาะในเวทีสภาที่เป็นกลไกหลักในการตรวจสอบ

  • รัฐบาลอ้างว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน แต่ประชาชนต้องรอคิวหลายชั่วโมง
  • จับกุมเฉพาะผู้กักตุนรายย่อย ไม่พบตัวการใหญ่
  • หลีกเลี่ยงการชี้แจงโดยนายกรัฐมนตรีและนายพิพัฒน์ในสภา
  • ชี้แจงผ่านสื่อที่รัฐบาลควบคุม แทนเวทีสาธารณะ

วิกฤตความเชื่อมั่นและผลกระทบต่อประชาชน

ที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันไม่เคยขาดแคลน แต่ความเป็นจริงคือประชาชนในหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลน ตำรวจนายจับกุมผู้กระทำผิดรายย่อยเท่านั้น โดยยังไม่สามารถตามหา “ไอ้โม่ง” ตัวใหญ่ได้ สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่ามีผู้ได้ประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแน่นอน การขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรกะทันหัน ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าส่วนต่างราคาจะตกไปถึงใคร และมีการกักตุนล่วงหน้าก่อนขึ้นราคาหรือไม่

ในที่ประชุมสภา พรรคประชาชนพยายามเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายพิพัฒน์ ลุกขึ้นชี้แจงโดยตรง แต่ทั้งสองไม่ปรากฏตัว มีเพียง ส.ส. รัฐบาลบางส่วนตอบแทน สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงวิกฤตความเชื่อมั่นที่ใหญ่กว่าวิกฤตน้ำมันเสียอีก รัฐบาลยังไม่สามารถกอบกู้ใจประชาชนได้ และยังมองไม่เห็นทางออกชัดเจนในการคลี่คลายสถานการณ์

ปัญหาน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใส การกักตุนน้ำมัน การขึ้นราคาแบบไม่ทันตั้งตัว และการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบในสภา ล้วนเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลต้องแก้ไขโดยด่วน ประชาชนต้องการคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่คำแก้ตัวผ่านสื่อ

จากมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องปรับปรุงการสื่อสารและการตรวจสอบภายในให้ดีขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาในอนาคต หากปล่อยไว้ ความเชื่อมั่นของประชาชนจะยิ่งเสื่อมถอย

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ เพื่อกดดันให้รัฐบาลโปร่งใสมากขึ้น!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ซัดรัฐบาลขาดความจริงใจ เลือกไม่ยอมชี้แจงข้อสงสัยปัญหาน้ำมันในสภาฯ

Scroll to top