ความเชื่อมั่นนักลงทุน

สื่อดังจีนชื่นชม “อนุทิน” เห็นความจริงใจทำงานเชิงรุก เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนจีนต่อไทย

สื่อดังจีนชื่นชม “อนุทิน” เห็นความจริงใจทำงานเชิงรุก เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนจีนต่อไทย

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศ เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Global Times จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ตีพิมพ์รายงานชื่นชมบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีไทย จากการเดินทางไปเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเชิงรุกเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ทำไมการเยือนจีนครั้งนี้ถึงเป็น สื่อดังจีนชื่นชม “อนุทิน” เห็นความจริงใจทำงานเชิงรุก เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนจีนต่อไทย

การทำงานเชิงรุกของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ไม่ใช่เพียงแค่การไปเยือนแล้วจบไป แต่เป็นการรับฟังข้อเสนอแนะจากนักธุรกิจชาวจีนโดยตรง รวมถึงการแก้ไขอุปสรรคทางระบบที่เคยเป็นกำแพงขวางกั้นนักลงทุนต่างชาติ มาตรการดังกล่าวทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยชัดเจนมากยิ่งขึ้นในสายตาของนักธุรกิจจีน ว่าเราพร้อมก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่จริงใจและมีประสิทธิภาพ

รายงานจาก Global Times ได้ระบุถึงเหตุผลที่ทำไม สื่อดังจีนชื่นชม “อนุทิน” เห็นความจริงใจทำงานเชิงรุก เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนจีนต่อไทย ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้:

  • การแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม: รัฐบาลไทยมุ่งมั่นปรับปรุงขั้นตอนการอนุมัติโครงการ และลดขั้นตอนทางปกครองที่ไม่จำเป็น
  • นโยบายต่อต้านทุจริต: การประกาศใช้นโยบายที่เข้มงวดสร้างบรรยากาศทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม
  • ศักยภาพในฐานะประตูสู่ ASEAN: จีนมองเห็นว่าไทยคือศูนย์กลางที่พร้อมที่สุดสำหรับการขยายฐานการผลิตสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เกิดจากความตั้งใจที่จะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมจะรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จีนมีความเชี่ยวชาญระดับโลก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุนไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งนายอนุทินได้สร้างมาตรฐานใหม่ผ่านความจริงใจในการเจรจา การผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาแรงงานคุณภาพ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของคนไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล สำหรับนักลงทุน นี่คือโอกาสทองในการขยายพอร์ตโฟลิโอมายังประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีเสถียรภาพและมีศักยภาพในการเติบโตสูงสุดในภูมิภาค

หากรัฐบาลสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบายเชิงรุกนี้ไว้ได้ ประเทศไทยจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และพัฒนาไปสู่การเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตและนวัตกรรมแห่งอาเซียนอย่างที่มุ่งหวังไว้ครับ นี่คือสัญญาณเริ่มต้นของยุคทองแห่งความร่วมมือไทย-จีนที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ที่มา – สื่อดังจีนชื่นชม “อนุทิน” เห็นความจริงใจทำงานเชิงรุก เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนจีนต่อไทย

โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังหนักใจกับเรื่องค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีออกมาว่าทางภาครัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อจัดการกับปัญหานี้แล้ว โดย โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน เพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุดครับ

โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน เพื่อความเป็นธรรม

ประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจคือการปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งทางคณะกรรมการฯ เน้นย้ำว่าเราไม่ได้ต้องการหักด้ามพร้าด้วยเข่า แต่เป็นการเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบัน การที่ โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ค่าไฟฟ้าในระยะยาวมีเสถียรภาพมากขึ้น

ทำไมต้องรื้อสัญญา? ความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุคสมัย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสัญญาเดิมถึงมีปัญหา คำตอบคือเทคโนโลยีด้านพลังงานเปลี่ยนไปเร็วมากครับ ราคารับซื้อในอดีตอาจจะสูงกว่าต้นทุนเทคโนโลยีปัจจุบันไปมาก ดังนั้นการปรับเงื่อนไขให้เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระหนักเกินไป

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างยั่งยืน
  • รักษาความเชื่อมั่นให้นักลงทุนยังคงมั่นใจในกฎหมายไทย
  • ปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับสภาพตลาดพลังงานในปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังย้ำชัดเจนว่าความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนกติกาแบบย้อนหลัง แต่เป็นการเปิดโต๊ะเจรจาด้วยความสมัครใจบนพื้นฐานของความโปร่งใส เพื่อให้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชนและพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนครับ

ในมุมมองของผม การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุย่อมยั่งยืนกว่าการอุดหนุนแบบชั่วคราว เรามารอดูกันต่อไปครับว่าการเจรจาครั้งนี้จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ นี่คือหนทางที่ถูกต้องที่สุดในการสร้างสมดุลให้กับประเทศชาติครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ยืนยันเดินหน้ารื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน ให้เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย

สส.ปชน. ซัดส่วยภูเก็ตฝังรากลึก ทำลายเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว

สส.ปชน. ซัดส่วยภูเก็ตฝังรากลึก จนกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ เมื่อทางฟากฝั่งของพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดภูเก็ต โดย สส.ปชน. ซัดส่วยภูเก็ตฝังรากลึก ยืนยันว่าปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์หรือ ‘ส่วย’ นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ได้หายไปไหน แต่กลับกลายเป็นวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกจนส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ: ส่วยคือต้นทุนที่ไม่อยากจ่าย

จากการลงพื้นที่และพูดคุยกับภาคธุรกิจ สส. ของพรรคประชาชนได้รับฟังเสียงสะท้อนที่น่าหดหู่ว่า ผู้ประกอบการในภูเก็ตไม่เพียงแต่ต้องเตรียมต้นทุนเพื่อทำธุรกิจเท่านั้น แต่ยังต้องเตรียม ‘ต้นทุนส่วย’ ไว้ด้วย หากไม่ยอมจ่ายหรือเหยียบเงาใครเข้า ก็อาจจะทำธุรกิจในพื้นที่นั้นไม่ได้ ซึ่งสะท้อนว่า สส.ปชน. ซัดส่วยภูเก็ตฝังรากลึก จนทำให้นักลงทุนที่สุจริตเริ่มขาดความเชื่อมั่น และมองว่าภูเก็ตกำลังเผชิญกับโครงสร้างผู้มีอิทธิพลที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

ข้อสังเกตเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

  • มีการโยกย้ายข้าราชการที่ถูกตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องกับระบอบสีน้ำเงินหรือไม่
  • นายอำเภอที่เคยถูกสอบสวนเรื่องส่วย กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เดิม
  • การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพ มากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่? การอ้างเรื่องการโยกย้ายเพื่อจัดทัพข้าราชการให้เหมาะสม กลับดูเหมือนการวางเครือข่ายอำนาจใหม่มากกว่าการปราบปรามมาเฟียหรือการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง การที่ สส.ปชน. ซัดส่วยภูเก็ตฝังรากลึก ออกมาแฉเช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนการปลุกสังคมให้ช่วยกันจับตาดูว่า จะมีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม หรือปล่อยให้ระบบส่วยทำลายอนาคตเศรษฐกิจของภูเก็ตต่อไปกันแน่

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและกดดันให้เกิดความโปร่งใส เพราะหากพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลมืด ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่ใช่แค่ของคนภูเก็ต แต่คือผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งระบบครับ

ที่มา – “สส.ปชน.” ซัดส่วยภูเก็ตฝังรากลึก ชี้ผู้ประกอบการโอด ทุกวันนี้ยังมีการเก็บส่วยอยู่

จุติหนุนไทยเข้า OECD ล้างภาพเมืองหลวงธุรกิจสีเทา

ในยุคที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกทวีความรุนแรง การก้าวไปสู่เวทีระดับนานาชาติคือหัวใจสำคัญ ล่าสุด นายจุติ ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลังฯ ได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์สนับสนุนให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD โดยเชื่อว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะช่วย จุติหนุนไทยเข้า OECD ล้างภาพเมืองหลวงธุรกิจสีเทา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างยั่งยืน

เหตุผลสำคัญที่จุติหนุนไทยเข้า OECD ล้างภาพเมืองหลวงธุรกิจสีเทา

การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของการปรับมาตรฐานธรรมาภิบาลให้โปร่งใส ซึ่งนายจุติมองว่า การที่เราตั้งเป้ายื่นสมัครภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 จะเป็นแรงผลักดันให้เราต้องปฏิรูปโครงสร้างประเทศอย่างจริงจัง ประโยชน์ที่จะได้รับนั้นครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ ไปจนถึงการกำจัดปัญหาคอร์รัปชันและยาเสพติดที่กัดกินสังคมไทยมานาน

โอกาสทองในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

เมื่อประเทศไทยสามารถ จุติหนุนไทยเข้า OECD ล้างภาพเมืองหลวงธุรกิจสีเทา ได้สำเร็จ สิ่งที่จะตามมาคือความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้น หากตลาดทุนไทยมีความสะอาด โปร่งใส และมีมาตรฐานสากล เม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนทั่วโลกจะไหลเข้าสู่ไทยผ่านตลาดหุ้นกู้และภาคธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมูลค่าหุ้นกู้สะสมของไทยสูงถึง 18 ล้านล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสร้างโอกาสงานให้คนไทยได้มหาศาล

  • ยกระดับธรรมาภิบาลในองค์กรภาครัฐและเอกชน
  • ล้างมลทินชื่อเสียงเมืองหลวงธุรกิจสีเทา ให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโปร่งใส
  • เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับโลก

ในมุมมองของฝ่ายนิติบัญญัติ ทางคณะกรรมาธิการจะทำหน้าที่ตรวจสอบและสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้การผลักดันครั้งนี้เห็นผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การทำเพื่อฟอกตัว แต่เป็นการสร้างรากฐานให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ต่ำอย่างแท้จริง การเข้าสู่ OECD คือการตัดสินใจที่กล้าหาญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของคนไทยทุกคน หากรัฐบาลทำสำเร็จ ไทยจะเป็นหมุดหมายใหม่ที่ปลอดภัยและเติบโตในสายตานักลงทุน

ที่มา – “จุติ” หนุนรัฐดันไทยเข้า OECD ล้างภาพเมืองหลวงธุรกิจสีเทา ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก

นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษบนเวทีหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย หรือ JFCCT โดยเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์สำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความท้าทายในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง

ท่านนายกรัฐมนตรีได้เผยว่า นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้กับนักลงทุน โดยมองว่าการจะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความพร้อมในการปรับตัวและการสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ

รัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ผ่าน 4 แนวทางหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับปรุงกฎระเบียบ: มุ่งเน้นความสะดวกในการทำธุรกิจด้วยระบบดิจิทัลและกลไก Thailand FastPass ที่สนับสนุนโครงการลงทุนมูลค่ากว่า 223,000 ล้านบาท
  • อุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์, ยานยนต์ไฟฟ้า, และพลังงานสะอาด
  • การพัฒนาบุคลากร: ยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ทันต่อโลกยุค AI ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
  • การเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก: ผลักดัน FTA และบทบาทของไทยในฐานะประตูสู่ตลาดอาเซียน 700 ล้านคน

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนนี้ นายกฯ เชื่อมั่นว่าการผสานความร่วมมือระหว่างรัฐและภาคธุรกิจต่างชาติจะทำให้ไทยก้าวสู่มาตรฐาน OECD ได้สำเร็จ ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไทยจะเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค

แม้โลกจะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงมากมาย แต่ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างเสถียรภาพและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ถือเป็นก้าวเดินที่สำคัญมาก หากเราสามารถเดินหน้าแผนการทั้งหมดนี้ได้จริง จะเป็นตัวจุดชนวนให้ประเทศไทยก้าวกระโดดขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลกได้อย่างสง่างาม นี่คือสัญญาณบวกที่ภาคเอกชนและนักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้ารอคอย และเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทยครับ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

ปกรณ์ ปักหมุดปี 71 เข้าเป็นสมาชิก OECD ใช้ AI ปฏิรูปกฎหมายไทย

ปกรณ์ ปักหมุดปี 71 เข้าเป็นสมาชิก OECD ใช้ AI ปฏิรูปกฎหมายไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองสำหรับทิศทางเศรษฐกิจและกฎหมายไทย เมื่อคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยโรดแมปครั้งสำคัญ ในการเดินหน้าผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD โดยตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าต้องสำเร็จภายในปี พ.ศ. 2571 ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านกระบวนการยุติธรรมและกฎระเบียบทางธุรกิจครั้งใหญ่ของประเทศอีกด้วย

ก้าวสู่มาตรฐานโลกด้วยพลัง AI

การจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีกฎระเบียบและมาตรฐานที่สูงมาก โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือการปฏิรูปกฎหมายจำนวนมหาศาล ทั้ง พ.ร.บ. กว่า 900 ฉบับ และกฎหมายลำดับรองอีกกว่า 7,000 ฉบับ ให้สอดคล้องกับตราสารมาตรฐานของ OECD งานนี้จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีช่วย โดยการนำระบบ TH2OECD ที่ใช้พลังของ Agentic AI และ Graph RAG เข้ามาวิเคราะห์ช่องว่างทางกฎหมาย (Gap Analysis) ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วและแม่นยำขึ้นมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการกฤษฎีกาคอยกำกับดูแล (Human in the Loop) เพื่อความสมบูรณ์แบบ

เดินหน้าซุปเปอร์ไลเซนส์ ลดภาระให้ภาคธุรกิจ

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือ การเปลี่ยนระบบการขอใบอนุญาตแบบเดิมที่ยุ่งยากและเสียเวลา ไปสู่แนวคิด “ซุปเปอร์ไลเซนส์” (Super License) ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการขออนุญาตเพียงครั้งเดียว แต่ครอบคลุมหลายกิจกรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น นี่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยอย่างยั่งยืน

  • การใช้ AI ช่วยลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ
  • การมุ่งเน้นระบบ Post-audit แทนการควบคุมที่เข้มงวดเกินไป
  • การรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (กกร.) เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

ท้ายที่สุด การผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนโยบายรัฐบาล แต่เป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และเติบโตได้อย่างมั่นคงบนเวทีโลก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ “Better Regulation for Better Life” หรือการมีกฎระเบียบที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

ที่มา – “ปกรณ์” ปักหมุดปี 71 เข้าเป็นสมาชิก OECD ใช้ AI ช่วยปฏิรูปกฎหมายไทย เดินหน้าซุปเปอร์ไลเซนส์

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่องที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ ในแวดวงเศรษฐกิจไทย นั่นคือ นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย จาก “เชิงลบ” กลายเป็น “มีเสถียรภาพ” พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 เรียกได้ว่าเป็นสัญญาณบวกชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังฟื้นตัวแรงมาก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับมา!

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย สะท้อนเศรษฐกิจฟื้นตัว

วันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รู้สึกยินดีสุดๆ กับการปรับมุมมองของ Moody’s Ratings ซึ่งเป็นหนึ่งในสามยักษ์ใหญ่แห่งวงการให้คะแนนเครดิตโลก นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา แต่สะท้อนถึงพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งขึ้น ทิศทางนโยบายรัฐบาลที่ชัดเจน และเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยลดความเสี่ยงลงไปเยอะ

ทำไม Moody’s ถึงปรับมุมมอง? มาดูปัจจัยหลักๆ กันครับ

  • แนวโน้มเศรษฐกิจเสถียรภาพ: ทั้งจากปัจจัยภายในอย่างการฟื้นตัวของภาคเอกชน และภายนอกที่โลกเริ่มคลายล็อกดาวน์หลังโควิด
  • เสถียรภาพทางการเมือง: ไม่มีดราม่าหนักๆ ทำให้ธุรกิจวางแผนลงทุนได้ยาวๆ
  • การลงทุนเอกชนฟื้น: มาตรการเจ๋งๆ อย่าง Thailand Fast Pass ช่วยดึงดูดการจ้างงาน สร้าง growth ในอนาคต
  • หนี้สาธารณะจัดการได้: แม้เพิ่มจาก stimulus แต่ยังไม่ถึงจุดวิกฤต และเงินสำรองระหว่างประเทศแน่นเป๊ะ รองรับช็อกโลกได้สบาย

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย ช่วยดึงดูด FDI

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีคู่อีกชิ้น! ดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI 2026 โดย Kearney) ไทยหวนคืน Top 25 ของโลกแล้วครับ หลังหายไป 2 ปี (2567-2568) ตั้งแต่ปี 2566 ที่เคยติดอันดับ นี่แสดงว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มมองไทยน่าสนใจอีกครั้ง

สาเหตุหลักมาจากนโยบายรัฐบาลที่จริงจัง เช่น BOI ขยายสิทธิประโยชน์ในอุตสาหกรรมอนาคตอย่าง Data Center, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานสะอาด พ่วงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบเร่งด่วน เช่น สนามบิน ท่าเรือ และ EEC ที่ทำให้ลงทุนง่ายขึ้น ลด bureaucracy

นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันเชื่อมโยงกันหมด สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง จะช่วยดึงการลงทุนใหม่ๆ เข้ามา ขยายเศรษฐกิจ ยกระดับ competitiveness ของไทยในเวทีโลก

มาดู impacts กันจริงๆ สิครับ การมี outlook stable ทำให้ต้นทุนกู้ยืมถูกลง สต็อกตลาดหุ้นไทย (SET) อาจได้แรงหนุน นักลงทุนต่างชาติไหลเข้า ส่งผลบวกต่อค่าเงินบาทและ GDP growth คาดว่าปีนี้ไทยโตได้ 3-4% เลยทีเดียว

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่ารัฐบาลจะดูแลประชาชนใกล้ชิด ลดผลกระทบเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพ และวางรากฐานระยะยาว มุ่งเติบโตยั่งยืนตามสัญญากับประชาชน

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลัง shift สู่ green economy และ digital ถ้ารัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่อง นักลงทุนจะยิ่งมั่นใจ คุณล่ะคิดยังไง? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิครับ หรือถ้าสนใจลงทุนในไทย ลองศึกษานโยบาย BOI เพิ่มเติมได้เลย สมัครรับข่าวอัปเดตเศรษฐกิจฟรีทางอีเมลของเราด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ ยินดี Moody’s ปรับมุมมองไทย สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อไทยกำลังฟื้นตัว

นายกฯ ยันไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย พลังงานพอ

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังจับตาเศรษฐกิจเอเชีย นายกรัฐมนตรีไทยได้ออกมาสร้างความมั่นใจให้กับสื่อต่างประเทศ โดยยืนยันชัดเจนว่า ไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องวิกฤตพลังงาน แต่ไทยยังมีพลังงานเพียงพอที่จะรองรับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง

ไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย นายกฯ ตอบสื่อต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 12.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตอบคำถามจากสื่อต่างประเทศที่ถามถึงประเด็นที่นายกฯ เคยกล่าวไว้ว่าประเทศไทยจะไม่เป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” แต่ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน นายกฯ ตอบอย่างหนักแน่นว่า “เรายังโอเคอยู่ครับ เราไม่ได้ป่วย”

คำตอบนี้สะท้อนถึงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย ที่แม้จะมีปัญหาพลังงานบ้าง แต่รัฐบาลได้บริหารจัดการให้มีพลังงานเพียงพอ ไม่เพียงแค่อุตสาหกรรมเดิม แต่ยังรองรับการขยายตัวใหม่ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กำลังมาแรง

นักลงทุนต่างชาต้ายังเชื่อมั่นในไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย

เมื่อสื่อถามต่อว่านายกฯ มีข้อความอะไรถึงนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ นายกฯ ย้ำว่า “พวกเขาทั้งหมดยังคงมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยครับ โครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างของเรายังเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนไป” และเมื่อถูกย้ำถึงวิกฤตพลังงาน นายกฯ ยังชี้แจงว่า “ใช่ครับ แต่เรามีพลังงานเพียงพอที่จะรองรับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด และยังมีศักยภาพที่ดียิ่งกว่าสำหรับนักลงทุนด้วย”

ประเด็นนี้สำคัญมากในยุคที่นักลงทุนกำลังมองหาที่ตั้งฐานผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยมีข้อได้เปรียบหลายประการที่ทำให้ ไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย จริงๆ

  • โครงสร้างพื้นฐานครบครัน: เช่น ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง, สนามบินสุวรรณภูมิที่ขยายแล้ว, และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม EEC (Eastern Economic Corridor)
  • พลังงานมั่นคง: มีสัญญา LNG ระยะยาว, โครงการโซลาร์ฟาร์ม, ลมทะเล และนิวเคลียร์ขนาดเล็กในอนาคต รองรับโรงงานใหญ่ๆ ได้สบาย
  • แรงงานคุณภาพ: ไทยมีวิศวกรและช่างฝีมือจำนวนมาก พร้อม upskill สำหรับอุตสาหกรรม 4.0
  • นโยบายดึงดูด: BOI ให้สิทธิประโยชน์ภาษี, Visa ยาวสำหรับนักลงทุน, และ Thailand 4.0 ที่มุ่ง Innovation

จากตัวเลขล่าสุด การลงทุนต่างชาติในไทยปี 2568 สูงขึ้น 15% โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ ที่มองไทยเป็นฮับ EV และเซมิคอนดักเตอร์ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนเชื่อมั่นจริง ไม่ใช่แค่คำพูด

วิกฤตพลังงานไทย จริงหรือแค่ข่าวลือ?

แม้จะมีข่าวขาดแคลนก๊าซบางช่วงจากปัญหาโลก เช่น สงครามยูเครนที่กระทบ supply chain แต่รัฐบาลไทยได้กระจายความเสี่ยง โดยเพิ่ม import จากหลายแหล่ง และเร่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน คาดว่าภายใน 2570 ไทยจะมี RE 30% ของพลังงานทั้งหมด ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานถูกลงและยั่งยืน

เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน ไทยมีอัตราการเติบโต GDP สูงกว่าเวียดนามในบางภาคส่วน และโครงสร้างพื้นฐานดีกว่าอินโดนีเซีย ทำให้ไทยยังเป็นจุดหมายอันดับต้นๆ

ในมุมมองของผู้เขียน การตอบโต้ของนายกฯ ครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่น แต่ยังเป็น strategic communication ที่ดี แสดง leadership ในยามวิกฤต สะท้อนว่าไทยพร้อมแข่งขันในเวทีโลก

สุดท้าย คุณคิดว่าไทยจะก้าวข้ามวิกฤตพลังงานได้อย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวเศรษฐกิจไทยจากเราเพื่ออัพเดทล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ ตอบสื่อต่างประเทศ ไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชีย ยันมีพลังงานเพียงพอรองรับภาคอุตสาหกรรม

“ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาและวาทกรรมมากมาย การเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับผลงานที่จับต้องได้จริงมากกว่าถ้อยคำสวยหรู ล่าสุด “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้ ผ่านคำสัมภาษณ์ของนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยที่กวาดคะแนนเสียงอันดับ 1 มาครองได้อย่างสง่างาม

“ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนกร ได้ให้สัมภาษณ์อย่างหนักแน่น โดยชี้แจงว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มาจากกระแสชั่วคราวหรือคำพูดไพเราะ แต่เกิดจากผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ตลอดช่วงที่พรรคอยู่ในฐานะรัฐบาล พวกเขาได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติกลับมา และทำให้ตลาดหุ้นไทยพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังประกาศผลเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่สัญญาในกระดาษ

ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยยึดมั่นจุดยืนรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความเด็ดขาดในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ และผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ส.ส. ของพรรคยังลงพื้นที่ทำงานอย่างใกล้ชิด ทำให้ฐานคะแนนมั่นคง ไม่หวั่นไหวตามกระแสโซเชียลมีเดีย

ทำไม “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

นายธนกร ยังได้วิจารณ์พรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนที่มุ่งแก้โครงสร้างใหญ่โตแต่ขาดผลงานจับต้อง ข่าวลือเชิงลบเรื่องพฤติกรรม ส.ส. ก็ทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำจริง นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้คะแนนถล่มทลาย

นอกจากนี้ ในประเด็นม็อบเรียกร้องนับคะแนนใหม่ นายธนกร วอนให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายและกระบวนการของ กกต. พรรคภูมิใจไทยพร้อมรับการตรวจสอบทุกด้าน แต่ขอร้องอย่าปลุกปั่นให้บ้านเมืองวุ่นวาย พรรคที่แพ้ไม่ควรถามถึงขั้นล้มเลือกตั้ง ทุกอย่างต้องยึดข้อเท็จจริงเพื่อความสงบสุขของชาติ

ผลงานเด่นของพรรคภูมิใจไทยที่นำไปสู่ชัยชนะ

  • เศรษฐกิจมั่นคง: ดึงดูดการลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นโตต่อเนื่อง
  • นโยบายประชาชน: โครงการคนละครึ่งพลัสช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
  • ความมั่นคงชายแดน: จัดการปัญหาอย่างเด็ดขาด สร้างความเชื่อมั่น
  • ทำงานพื้นที่: ส.ส. คลุกคลีประชาชน สร้างฐานเสียงแท้จริง
  • จุดยืนชัดเจน: รักชาติ ศาสนา กษัตริย์ ไม่คลอนคลาย

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากความทุ่มเทหลายปี การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนไป ประชาชนฉลาดขึ้น รู้ดีว่าผลงานจริงสำคัญกว่าคำหวาน นายธนกร จึงย้ำว่า “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้ เพื่อเตือนใจนักการเมืองทุกพรรค

ในมุมมองของผู้เขียน ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยเป็นบทเรียนสำคัญว่าการเมืองต้องมีผลงาน ไม่ใช่แค่ปราศรัยเก่ง หากพรรคอื่นๆ เรียนรู้ จะช่วยยกระดับการเมืองไทยให้ดีขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้มากกว่าถ้อยคำสวยหรู

Scroll to top