ความเชื่อมั่นประชาชน

กกต. ย้ำมาตรการเก็บบัตรเลือกตั้งนับแล้ว 2 ปี ปลอดภัย

หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกมาประกาศย้ำมาตรการสำคัญในการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่ได้นับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทุกคน ว่าการเลือกตั้งของเรายึดหลักโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมอย่างแท้จริง

กกต. ย้ำมาตรการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนแล้ว ต้องเก็บรักษาไม่น้อยกว่า 2 ปี อย่างปลอดภัย

ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อ 251 กำหนดให้ภายใน 7 วันนับจากวันเลือกตั้ง คณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้งต้องจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว ต้นขั้วบัตร และบัตรสำรอง ไว้ตามรายหน่วยเลือกตั้ง ตำบล อำเภอ และเขตเลือกตั้ง ในสถานที่ที่กำหนด พร้อมจัดทำรายงานแบบ ส.ส.5/20 เพื่อส่งมอบให้ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. จังหวัด ซึ่งหลังจากนั้น บัตรเลือกตั้งจะอยู่ภายใต้การควบคุมของท่านผู้อำนวยการ และการดำเนินการใดๆ ต้องได้รับอนุมัติก่อน

เอกสารและบัตรเลือกตั้งที่ต้องเก็บรักษา

สำหรับข้อ 252 กำหนดรายการที่สามารถทำลายได้หลังเก็บรักษา แต่ต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปีนับจากวันเลือกตั้ง ได้แก่

  • บัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการออกเสียงลงคะแนนแล้ว ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว และบัตรเลือกตั้งที่เหลือเต็มเล่ม
  • บัตรเลือกตั้งที่เหลือเต็มเล่ม
  • เอกสารที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

การเก็บรักษาต้องทำอย่างปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยต้องรอให้ตรงตามหลักเกณฑ์ 3 ข้อหลัก ได้แก่

  1. กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว และไม่มีเรื่องร้องคัดค้านการนับคะแนน
  2. ไม่มีคัดค้านเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง หรือมีแต่ตัดสินเสร็จสิ้นโดย กกต. หรือศาลฎีกา
  3. ไม่มีคดีอาญา แพ่ง หรือปกครองที่เกี่ยวข้อง หรือมีแต่คดีถึงที่สุดแล้ว

มาตรการเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการบริหารจัดการเลือกตั้ง ที่ช่วยยืนยันว่าบัตรเลือกตั้งทุกใบได้รับการดูแลอย่างดีหลังนับคะแนน ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ การที่ กกต. ย้ำมาตรการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนแล้ว ต้องเก็บรักษาไม่น้อยกว่า 2 ปี อย่างปลอดภัย ยังช่วยป้องกันปัญหาการทุจริตหรือการโต้แย้งผลในภายหลัง หากมีผู้ใดสงสัย สามารถตรวจสอบเอกสารได้ตลอดระยะเวลา 2 ปีนี้ ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนมั่นใจในระบบประชาธิปไตยของไทยมากยิ่งขึ้น

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็ว การมีหลักฐานที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้จึงเป็นหัวใจของการเลือกตั้งที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง ส.ส. หรือการเลือกตั้งอื่นๆ ในอนาคต มาตรการนี้ไม่เพียงแต่เป็นกฎเกณฑ์ แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กกต. ในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคะแนนเสียงประชาชน

สุดท้ายนี้ การย้ำมาตรการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนแล้วนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของระบบเลือกตั้งไทยที่พร้อมรับมือกับทุกข้อสงสัย หากคุณมีประสบการณ์หรือข้อกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สามารถแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ได้เลย หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญนี้

ที่มา – กกต. ย้ำมาตรการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนแล้ว ต้องเก็บรักษาไม่น้อยกว่า 2 ปี อย่างปลอดภัย

เลือกตั้ง 2569: แสวง รับความผิดพลาด ไม่โกรธ “อย่ามาแหวง”

ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังร้อนระอุกับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ปี 2569 ชื่อของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อเขาได้ออกมา แสวง รับความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ทั้งประชาชนและ กกต. เสียหายไปไม่น้อย แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือทัศนคติที่ไม่โกรธเคืองต่อคำพูด “อย่ามาแหวง” ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก

แสวง รับความผิดพลาด

จากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่นายสรยุทธ สุทัศนะจินดาเป็นผู้ดำเนินรายการ นายแสวงได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้า เขายอมรับว่ามีความบกพร่องหลายประการ เช่น กระดาษผู้สมัครซ้อนกัน หรือปัญหาการจัดการหน่วยเลือกตั้งที่ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ภาพลักษณ์ของ กกต. เสียหาย แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย นายแสวงย้ำว่า “แสวง รับความผิดพลาดของเรามันจะทำให้คนอื่นเสียหาย กับเรานี่เสียหาย” โดยชี้ว่าทีมงานได้ซักซ้อมมาอย่างดีแล้ว แต่สุดท้ายปัญหาก็ยังเกิดขึ้น

แม้จะมีข้อครหามากมาย แต่เลขาฯ กกต. ยืนยันว่าจะยึดหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่เต้นตามคำกล่าวหา เขาให้ความมั่นใจว่าทุกเจตจำนงของประชาชนจะไม่ถูกทิ้งขว้าง โดยเฉพาะวันเลือกตั้งหลักวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่คาดว่าจะราบรื่นกว่า เนื่องจากหน่วยเลือกตั้งน้อยลงและกระดาษไม่ซ้อนทับกัน นอกจากนี้ ทุกเหตุการณ์ในหน่วยเลือกตั้งจะถูกบันทึกไว้เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้

ไม่โกรธคนพูด “อย่ามาแหวง” และขอโทษสังคม

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกคือคำพูด “อย่ามาแหวง” ที่กลายเป็นไวรัล นายแสวงตอบแบบชิลๆ ว่า “ไม่โกรธครับ ไม่โกรธ ผมกำลังมีความสุขกับฟุตบอลช่วงนี้” โดยเชียร์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่กำลังฟอร์มดีติดท็อป 4 พรีเมียร์ลีก เขายังแถลงขอโทษไปแล้วตั้งแต่วันนั้น และย้ำอีกครั้งว่าสำนักงาน กกต. ตั้งใจให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แม้ซักซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ปัญหาก็ยังหลุดรอดมาได้ สำหรับการแสดงความรับผิดชอบ เขาขอให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่คำขอโทษอย่างเดียว

นอกจากนี้ นายแสวงยังถูกถามถึงข้อกล่าวหาอื่นๆ เช่น คดีฮั้ว สว. ที่ล่าช้า หรือที่เขามาจากบุรีรัมย์แล้วลำเอียง ซึ่งเขาแก้ต่างด้วยรอยยิ้ม “ใช่ครับ แล้วยังไงครับคนบุรีรัมย์” โดยยืนยันว่า กกต. ทำงานเป็นกลางเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อพรรคการเมืองใดๆ ลูกน้องก็ไม่ฟังคำสั่งลำเอียงแน่นอน หากทำผิดก็พร้อมรับผลจากศาล

บริบทการเลือกตั้ง 2569 และบทบาท กกต.

การเลือกตั้ง 2569 ถือเป็นครั้งสำคัญที่กำหนดอนาคตประเทศ โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวายมาหลายปี กกต. มีหน้าที่หลักในการรับประกันความโปร่งใสและยุติธรรม แต่ปัญหาในวันเลือกตั้งล่วงหน้าทำให้เกิดคำถามถึงความพร้อม นายแสวงชี้ว่าความเชื่อมั่นคือหัวใจ หากประชาชนไม่เชื่อใจกรรมการ ก็ยากที่จะจัดการเลือกตั้งได้ราบรื่น เขาย้ำว่าเพื่อนของ กกต. ตอนนี้คือ “กฎหมายกับความจริง” เท่านั้น

  • ปัญหาหลัก: กระดาษซ้อน การจัดการหน่วยเลือกตั้ง
  • แนวทางแก้ไข: บันทึกทุกเหตุการณ์ ตรวจสอบย้อนหลัง
  • วันหลัก 8 ก.พ.: คาดไม่มีปัญหาเพราะหน่วยน้อย
  • ขอโทษประชาชน: ยอมรับผิดพลาดและซักซ้อมไม่พอ

นายแสวงยังฝากถึงประชาชนว่า “อีก 2-3 วันก็ถึงวันเลือกตั้ง อยากให้ออกมาใช้สิทธิเยอะๆ ท่านอยากให้ประเทศเป็นอย่างไรก็เลือกตามนั้น” หลังชี้แจง เขาก็บอกว่าสบายใจขึ้นมาก

จากมุมมองของเรา การที่นายแสวงกล้าออกมา แสวง รับความผิดพลาด แบบนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นความเชื่อมั่น แม้จะมีปัญหา แต่ทัศนคติบวกและคำขอโทษชัดเจนจะช่วยให้การเลือกตั้งครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ คุณล่ะคิดอย่างไร? ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ นะครับ เพื่ออนาคตของชาติ!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : “แสวง” รับความผิดพลาดทำคนอื่น-กกต.เสียหาย ไม่โกรธคนพูด “อย่ามาแหวง”

ไทยก้าวใหม่จี้รัฐบาล เอาไงต่อปมรบกัมพูชา

“ดร.เอ้ สุชัชวีร์” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ จี้รัฐบาลพูดความจริงเอาอย่างไรต่อปมรบกัมพูชา ชี้ปล่อยคลุมเครือกระทบ ชาวบ้านอพยพ – จีดีพี ไตรมาสสุดท้ายลด ซ้ำเสี่ยงโดนกดดันภาษีทรัมป์

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงเหตุรุนแรงตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาที่ดำเนินมาเกิน 1 สัปดาห์แล้ว ทำให้มีคนไทยต้องอพยพมาพักอาศัยในศูนย์อพยพต่างๆ หลายแสนคน ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการที่ดีให้ผู้อพยพมีความปลอดภัย ลูกหลานเด็กเล็กที่อพยพมาด้วย ต้องได้รับการศึกษาชดเชยกับที่เสียไปจากการปิดโรงเรียนในพื้นที่ปะทะ โดยเฉพาะภาระทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องหนี้สิน ค่าน้ำ ค่าไฟ เงินผ่อน เงินกู้ ผู้อพยพไม่สามารถประกอบอาชีพได้ แต่ดอกเบี้ยไม่ได้หยุดตาม ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอีกมากมาย

นอกจากนี้ยังมีคนไทยที่ตกค้างอยู่ในกัมพูชานับพันคนที่ต้องเร่งช่วยเหลือ เพราะมีความสุ่มเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย แต่ถึงขณะนี้ ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร

นายสุชัชวีร์ ยังกล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรี ต้องพูดความจริงกับคนไทยว่ามีนโยบายอย่างไร จะเร่งหาวิธียุติหรือจะสู้รบต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รู้อนาคตตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพที่อยากกลับไปใช้ชีวิตปกติ อยากทำงานหารายได้ ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้ ผู้ส่งออกจะโดนทรัมป์เพิ่มภาษีสินค้าหรือไม่

เพราะหากทุกอย่างยังคลุมเครืออยู่อย่างนี้ โอกาสที่ จีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และต้นปีหน้าอาจจะลดลงกว่าที่คาดการณ์ เพราะรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนได้ โดยเฉพาะเรื่องภาษีของทรัมป์ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยบอกว่า สหรัฐฯ จะไม่นำมากดดันให้ไทยและกัมพูชา หยุดยิง แต่สุดท้าย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าจะกดดันไทยและกัมพูชาด้วยการขึ้นภาษี ซึ่งจะทำให้ไทยเสียเปรียบเวียดนามในการส่งออกไปสหรัฐฯ ทันที

โดยในวันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 นี้ ตนจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยและไปที่โรงพยาบาลสนามในจังหวัดสระแก้ว นอกจากไปให้กำลังใจแล้ว ยังต้องการรับทราบปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่จากประชาชนด้วยตนเอง

พรรคไทยก้าวใหม่ จี้รัฐบาลพูดความจริงเอาอย่างไรต่อปมรบกัมพูชา

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด พรรคไทยก้าวใหม่ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีที่คลุมเครือของรัฐบาลต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่

ผลกระทบต่อประชาชนจากปมรบกัมพูชา

ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน การอพยพออกจากบ้านเรือน การหยุดชะงักของการทำมาหากิน รวมถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ล้วนเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

  • ผู้อพยพ: หลายแสนคนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
  • เศรษฐกิจ: การค้าชายแดนหยุดชะงัก ธุรกิจในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
  • การศึกษา: โรงเรียนต้องปิดทำการ นักเรียนขาดโอกาสทางการศึกษา

พรรคไทยก้าวใหม่เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

รัฐบาลควรทำอย่างไรกับปมรบกัมพูชา

พรรคไทยก้าวใหม่เสนอแนะให้รัฐบาลดำเนินการดังนี้:

  • เจรจา: เร่งเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อหาทางออกโดยสันติวิธี
  • ช่วยเหลือ: ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่และทั่วถึง
  • เปิดเผยข้อมูล: ชี้แจงสถานการณ์ที่แท้จริงให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน
  • เตรียมพร้อม: เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมที่จะสนับสนุนและร่วมมือกับทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหานี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่พรรคไทยก้าวใหม่ จี้รัฐบาลพูดความจริงเอาอย่างไรต่อปมรบกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ดังนั้น รัฐบาลควรรับฟังเสียงสะท้อนเหล่านี้และดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การที่รัฐบาลยังคงนิ่งเฉยและไม่สามารถให้ความกระจ่างเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจและกังวลเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

ที่มา – พรรคไทยก้าวใหม่ จี้รัฐบาลพูดความจริงเอาอย่างไรต่อปมรบกัมพูชา ชี้กระทบชาวบ้าน โดนกดดันภาษีทรัมป์

นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง จริงหรือ?

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต. ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความเป็นกลางทางการเมือง วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็น นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง อย่างละเอียด พร้อมสรุปประเด็นสำคัญจากข่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับเขตเลือกตั้งปี 2569 ของ กกต. ว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. พรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์ ไม่ใช่ให้ กกต. ปรับเข้าหาเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไปสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนดีกว่าการมานั่งคิดเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบ นี่คือใจความสำคัญที่ท่านอนุทินได้กล่าวไว้

ยืนยัน! นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง

นายอนุทินยังตอบคำถามถึงความคาดหวังจะได้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถึง 200 ที่นั่งหรือไม่ โดยกล่าวติดตลกว่า “พันนึงได้ไหมล่ะ” ส่วนการจับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ในสมัยหน้า นายอนุทินตอบแบบกั๊ก ๆ ว่า ไม่มีพรรคใดออกมาพูดก่อนการเลือกตั้งว่าจะจับมือกับใคร แต่พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามทำตัวให้ดีที่สุดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวดีลกับพรรคเพื่อไทยเพื่อไม่ให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินยืนยันว่า ไม่มีการดีล ส่วนการลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ได้ไปในฐานะพรรคภูมิใจไทยเพราะตราบใดที่เป็นรัฐบาลอยู่ก็ต้องลุยเต็มที่เพื่อช่วยประชาชนให้พ้นจากความทุกข์เร็วที่สุด

ส่วนกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ยื่นร้อง ป.ป.ช. ให้เอาผิดปมบริหารจัดการน้ำท่วมล้มเหลวนั้น นายอนุทินทำท่าทีนิ่งไปสักพักก่อนถามกลับว่า ใครยื่น ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ว่า อ๋อ ครับ รัฐบาลควบคุมคนอื่นไม่ได้ แต่ยืนยันมีเจตนารมณ์ที่ดีและจะทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตามน้อมรับทุกเสียงตำหนิที่ดูจะขมหูในช่วงนี้ โดย แต่ตรงไหนที่ฟังแล้วเข้าท่า มีเหตุมีผล ขออนุญาตคัดลอกไปแก้ไขด้วยซ้ำ

ประเด็นสำคัญ: นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. จริงหรือไม่?

แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง แต่หลายฝ่ายก็ยังคงจับตาดูการทำงานของ กกต. อย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นมีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้

  • กกต. มีความเป็นอิสระในการแบ่งเขตเลือกตั้ง
  • ทุกพรรคการเมืองต้องปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์
  • การสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชนสำคัญกว่า

การแบ่งเขตเลือกตั้ง ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเลือกตั้ง ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรมเพื่อให้ทุกพรรคการเมืองมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของ กกต.

อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และตรวจสอบข้อมูลต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจในการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีเหตุผล

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ร่วมกันตรวจสอบและติดตามการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ที่มา – นายกฯ ไม่ก้าวก่าย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้ง ยันไม่ดีล พท. ปมยื่นซักฟอก

“โรม” จี้ล้างบางคุก VVIP ยึดทรัพย์!

“โรม” รับไม่ได้คุกวีไอพีเอื้อทุนเทา ชี้เรื่องนี้ทำลายความเชื่อมั่นประชาชน แปลกใจปล่อยผ่านเรื่องนี้ได้อย่างไร ลั่นงานนี้ต้องล้างบางคุก VVIP!

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อกรณีที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ต้องขังจีนเทา ในระดับที่เกินกว่าการได้รับสิทธิพิเศษธรรมดา โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างร้ายแรง

นายรังสิมันต์เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศอย่างแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจและน่าเศร้าที่ปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ฝ่ายตำรวจไปจนถึงกรมราชทัณฑ์ ทั้งที่รัฐบาลประกาศสงครามกับทุนสีเทาและสแกมเมอร์

“ผมไม่แน่ใจว่าประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น เรือนจำแทนที่จะเป็นเรือนจำแต่กลายเป็นสรวงสวรรค์ ทำให้การใช้ชีวิตเป็นแบบนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น”ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯกล่าวและว่า ในฐานะที่เคยเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทราบดีว่ามีการเลือกปฏิบัติและนักโทษบางคนได้สิทธิพิเศษ แต่วันนี้สถานการณ์ได้เกินเลยไปมากจนถึงระดับ “Platinum” สามารถนำผู้หญิงหรือนางแบบต่างชาติเข้ามาบริการในเรือนจำได้ เราปล่อยเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร น่าเศร้ามากที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่แค่นักโทษบางคนที่ได้รับสิทธิพิเศษ VVIP อย่างที่เป็นข่าว แต่เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

นายรังสิมันต์เรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และไม่ควรจำกัดแค่เจ้าหน้าที่ชุดปัจจุบัน เนื่องจากปัญหาการเลือกปฏิบัติและสิทธิพิเศษแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายยุคสมัย ต้องเอาเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่มาสอบทั้งหมด และนำไปสู่การอายัดทรัพย์ เพราะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน จึงควรใช้โอกาสนี้ในการ ล้างบางคุก VVIP ระบบในราชทัณฑ์อย่างแท้จริง

“โรม” จี้ล้างบางคุก VVIP ยึดทรัพย์คนรับเงิน บอกอนาถใจทำลายความเชื่อมั่นความยุติธรรม

กรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้จุดประกายความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากนายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการล้างบางคุก VVIP อย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรับสินบน

ทำไมต้องล้างบางคุก VVIP?

เหตุการณ์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ต้องขังจีนเทาอย่างไม่เหมาะสม ได้สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง การปล่อยให้ผู้ต้องขังบางกลุ่มได้รับสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น ไม่เพียงแต่ขัดต่อหลักความเสมอภาค แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายระบบราชทัณฑ์โดยรวม

  • การเลือกปฏิบัติ: การที่นักโทษบางคนได้รับสิทธิพิเศษ VVIP เช่น การนำผู้หญิงหรือนางแบบเข้ามาในเรือนจำ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน
  • การทุจริต: การรับสินบนเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษ เป็นการทุจริตที่ฝังรากลึกในระบบราชทัณฑ์
  • การทำลายความเชื่อมั่น: เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

นายรังสิมันต์ โรม ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด โดยเน้นไปที่การสอบสวนเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และการยึดทรัพย์ผู้ที่รับสินบน เพื่อนำไปสู่การ ล้างบางคุก VVIP อย่างแท้จริง

การแก้ไขปัญหาทุจริตในระบบราชทัณฑ์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเริ่มต้นด้วยการสอบสวนอย่างโปร่งใสและจริงจัง จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และนำไปสู่การปฏิรูประบบราชทัณฑ์ให้มีความยุติธรรมและเสมอภาคมากยิ่งขึ้น

การปล่อยให้เกิดการทุจริตและสิทธิพิเศษในเรือนจำ ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคม การ ล้างบางคุก VVIP จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “โรม” จี้ล้างบางคุก “VVIP” ยึดทรัพย์คนรับเงิน บอกอนาถใจทำลายความเชื่อมั่นความยุติธรรม

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ภูมิใจไทยมั่นใจ!

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา เหตุอะไรก็เกิดขึ้นได้ หวังสิ่งที่ทำมีผลกับประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรค ภท. ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี สะท้อนอะไรทางการเมืองหรือไม่ ว่า อย่างน้อยเป็นนิมิตหมายที่ดีว่านโยบายหรือการทำงานของพรรค ภท. ได้รับความเชื่อมั่นในสายตาของพี่น้องประชาชนใน จ.กาญจนบุรี หวังว่าสิ่งที่เราทำให้พี่น้องประชาชนไม่ได้มีผลเฉพาะพี่น้องใน จ.กาญจนบุรีเท่านั้น แต่มีผลกับประชาชนทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การชนะพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการเลือกตั้งซ่อม สส. 2 เขตที่ผ่านมา ทั้ง จ.ศรีสะเกษและกาญจนบุรี ทำให้กระแสพรรค ภท.ดีกว่าพรรค พท.หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามทำงานให้มากที่สุด ให้ดีที่สุด เมื่อถามว่า ตอนนี้พร้อมเลือกตั้งแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พร้อมมาตั้งแต่ถอนตัวมาจากพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อเดือน มิ.ย.แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องพร้อม เพราะ 31 ม.ค.69 นั่นคือช้าที่สุด อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อถามย้ำว่า ที่บอกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ยุบสภาก่อนวันที่ 31 ม.ค.69 นายอนุทิน กล่าวว่า มันก็มีหลายๆ เรื่อง เมื่อถามอีกว่า จะมีการยุบสภาก่อนวันที่ 31 ม.ค.69 หรือไม่ นายอนุทินไม่ตอบ และรีบขึ้นรถยนต์เดินทางออกจากทำเนียบฯไปประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ กอ.รมน. เขตดุสิต

“อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความมั่นใจหลังผลการเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งพรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าชัยชนะมาได้ โดยนายอนุทินกล่าวว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกว่านโยบายและการทำงานของพรรคภูมิใจไทยได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรี และหวังว่าผลงานของพรรคจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วประเทศ ไม่เฉพาะแค่ในจังหวัดกาญจนบุรีเท่านั้น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะมีกำหนดการอย่างช้าที่สุดในวันที่ 31 มกราคม 2569 ก็ตาม

ความหมายของการ “ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี” ต่อพรรคภูมิใจไทย

ชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดกาญจนบุรีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นใจให้กับพรรคในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกด้วย

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่านโยบายและการทำงานของพรรคภูมิใจไทยสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้จริง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคสามารถเอาชนะคู่แข่งทางการเมืองได้

นอกจากนี้ ชัยชนะในครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและพร้อมที่จะท้าทายในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยอาจต้องพิจารณาหลังจากชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี:

  • การรักษาและการขยายฐานเสียง: พรรคควรให้ความสำคัญกับการรักษาฐานเสียงเดิมและพยายามขยายฐานเสียงไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอื่นๆ
  • การพัฒนาและปรับปรุงนโยบาย: พรรคควรทบทวนและปรับปรุงนโยบายของตนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น
  • การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ: พรรคควรทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน โดยการปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว การ ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นโอกาสที่ดีที่พรรคจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม

การชนะเลือกตั้งกาญจนบุรีครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น พรรคภูมิใจไทยจะต้องทำงานอย่างหนักต่อไปเพื่อรักษาความนิยมและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้สมกับความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้

ที่มา – “อนุทิน” ฟุ้ง ชนะเลือกตั้งกาญจนบุรี ประชาชนเชื่อมั่น “ภูมิใจไทย” ลั่น พร้อมเลือกตั้งตลอดเวลา

Scroll to top