ความโปร่งใสในการบริหาร

ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสข่าวเกี่ยวกับอนาคตของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องงบประมาณที่ตึงตัว ซึ่งล่าสุด นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความชัดเจนว่า ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อให้ระบบนี้อยู่รอดและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อความยั่งยืน

ปัญหาที่โรงพยาบาลรัฐต้องเผชิญในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หลายแห่งประสบภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนักจนเข้าใกล้สภาวะล้มละลาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการบริการผู้ป่วย เช่น การลดปริมาณยาหรือเปลี่ยนยี่ห้อยา สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าระบบบริหารจัดการกองทุนจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสะท้อนต้นทุนจริงและมีความโปร่งใสมากที่สุด

เหตุผลที่ต้องปฏิรูปบัตรทองให้ทันท่วงที

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณแล้ว การปรับปรุงธรรมาภิบาลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นหัวใจสำคัญ ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป เพื่อขจัดช่องโหว่ในการบริหารงาน โดยมีข้อเสนอสำคัญ 6 ประการ ได้แก่:

  • จัดสรรงบเพิ่มให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษาจริง
  • เน้นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าโดยจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน
  • จัดตั้งกองทุนปฐมภูมิเพื่อส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก
  • สร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใสในบอร์ดบริหาร
  • หยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่โดยไม่มีงบรองรับ
  • แยกงบเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว

การกล้ายอมรับความจริงว่าระบบกำลังมีปัญหา คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาให้ยั่งยืน หากเราไม่เริ่มปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ ภาระทางการเงินที่โรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิทุกคนในอนาคตอันใกล้ ความร่วมมือของทุกฝ่ายคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยกลับมาเข้มแข็งและมีคุณภาพได้อีกครั้ง

ที่มา – ปลัด สธ. ยันไม่มีใครคิดล้ม “บัตรทอง” แต่ต้องปฏิรูป หลัง รพ.รัฐขาดทุนหนักเสี่ยงล้มละลายในอนาคต

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชน

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น พลังงานกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน โดยระบุว่า “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน

การปรับลดค่าการกลั่นลงเหลือ 2.40 บาทต่อลิตร ตามที่รัฐบาลดำเนินการนั้น ถูกมองว่ายังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความเป็นจริง สิ่งที่นายอภิสิทธิ์กังวลคือการที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการเจรจาแทนที่จะมีสูตรคำนวณที่ชัดเจนหรือการเก็บภาษีลาภลอย การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการดึงเงินจากประชาชนผ่านกองทุนน้ำมันเพื่อมาอุดหนุนราคา แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอของโครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบี้ยว

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไร้การแก้ไข

ข้อวิจารณ์สำคัญที่ “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน ยังครอบคลุมไปถึงนโยบายด้านไฟฟ้าอีกด้วย นายอภิสิทธิ์ระบุว่า:

  • การปรับสูตรค่าไฟฟ้ายังขาดความโปร่งใสและไม่ถึงมือผู้ที่ได้รับประโยชน์เกินควร
  • รัฐบาลมักวนเวียนอยู่กับการคิดแบบ “กระเป๋าซ้ายขวา” มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อความเป็นธรรม
  • ความผันผวนของราคาพลังงานเอื้อให้คนกลางรับผลตอบแทนสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลควรเข้าจัดการอย่างเร่งด่วน

หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าแนวทางเดิมโดยไม่กล้าแตะต้องผลประโยชน์ในโครงสร้างใหญ่ ประชาชนก็ยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริงต่อไป ในฐานะผู้บริโภค เราคงได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะหันมามองความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนมากกว่าการบริหารจัดการในระยะสั้นที่จบไปวันๆ หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับทิศทางราคาพลังงานในไทย สามารถส่งต่อมุมมองเพื่อสะท้อนเสียงของคุณให้ถึงผู้มีอำนาจได้ เพราะพลังงานคือชีวิตของทุกคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลลดราคาน้ำมันน้อยไป ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายผ่านกองทุนน้ำมัน

กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงพลังงาน เมื่อมีคำสั่งเร่งด่วนในการปรับลดราคาน้ำมัน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ทว่าในมุมมองของนักการเมืองอย่างคุณกรณ์ จาติกวณิช กลับมองว่า กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน ที่ต้องตามใช้คืนในอนาคต

กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายกฯ มีคำสั่งให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการลดราคาน้ำมันทันที ซึ่งในเช้าวันถัดมาก็มีการประกาศลดราคาขายปลีกตามมาแบบสายฟ้าแลบ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือวิธีการที่นำมาใช้ เพราะไม่ได้มาจากการปฏิรูปโครงสร้างราคา หรือลดภาระภาษี แต่เป็นการดึงเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนส่วนต่าง ซึ่งปัจจุบันกองทุนนี้มียอดติดลบสะสมอยู่สูงกว่า 57,000 ล้านบาทแล้ว

ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ภายใต้การตัดสินใจระยะสั้น

ปัญหาสำคัญคือการใช้เงินจากกองทุนที่อยู่ในสภาวะติดลบ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานะการเงินของกองทุนฯ กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน โดยคุณกรณ์ได้อธิบายรายละเอียดที่น่าสนใจไว้ดังนี้:

  • การชดเชยน้ำมันดีเซลมีการใช้เงินกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนสำหรับน้ำมันกลุ่มเบนซินและโซฮอล์ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของกองทุนฯ
  • ภาระหนี้สินสะสมเหล่านี้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับ ผ่านการจ่ายคืนในอนาคตเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงแล้วคนไทยไม่ได้ใช้น้ำมันราคาถูกทันที

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะออกมาโต้ตอบและชี้แจงว่ามีการเจรจาดึงเงินส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องกองทุนได้เกือบ 10,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานะกองทุนมากเกินไป แต่คุณกรณ์ก็ยังตั้งคำถามว่า นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่หน้างานด้วยการใช้กฎหมายพิเศษอย่าง พรก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เท่านั้น

หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการปรับสูตรคำนวณราคาให้เป็นธรรม การจัดการโครงสร้างต้นทุนที่โปร่งใส และการเลิกพึ่งพาเครื่องมือระยะสั้นที่ไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้าง ในฐานะผู้บริโภค เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีแผนการปฏิรูปพลังงานที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากกว่านี้เมื่อไหร่ เพราะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจจะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงในช่วงนี้ได้ แต่ในระยะยาว ต้นทุนที่มองไม่เห็นเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระหนักอึ้งในกระเป๋าของทุกคน

ที่มา – “กรณ์” ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืนเอง มองแก้แค่หน้างาน

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง”

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจถดถอย “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะจากปากของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นอภิปรายในรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

นายอัครเดช ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้เลือกที่จะเข้ามาบริหารท่ามกลางวิกฤต แต่เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจ ก็ต้องทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุด เขาเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจว่า “คนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ ฉันใดนั้น การเป็นรัฐบาลก็เลือกที่จะเป็นไม่ได้” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบหลังโควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ และล่าสุดคือวิกฤตพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกรและแรงงานรายได้น้อย

จากนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา มี 5 นโยบายหลักครอบคลุมเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยว นายอัครเดชจึงฝากหลักการ “4 ตรง” เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือสูตรลับที่เขามั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

สูตร “4 ตรง” จาก “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน

  • ตรงเป้า: คัดกรองกลุ่มเดือดร้อนที่สุด เช่น กลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และผู้ใช้แรงงานรายได้น้อย ที่กำลังถูกวิกฤตพลังงานบีบคั้น ต้องช่วยเหลือคนที่ต้องการมากที่สุดก่อน
  • ตรงจุด: แก้ปัญหาให้ตรงความต้องการจริง เช่น ลดต้นทุนการผลิต ยกระดับราคาพืชผลเกษตร ทำให้เกษตรกรไม่ต้องขาดทุนจากน้ำมันแพงแต่ผลผลิตราคาตก
  • ตรงเวลา: มาตรการต้องรวดเร็ว ทันท่วงที เพราะวิกฤตพลังงานกำลังกระทบประชาชนเดี๋ยวนี้ อย่ารอช้าเดี๋ยวสถานการณ์ยิ่งแย่
  • ตรงไปตรงมา: ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการคอร์รัปชัน เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ

นายอัครเดช เน้นย้ำว่า “วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน ท่านต้องคัดเป้าหมายว่ากลุ่มไหนเดือดร้อนที่สุดก็นำกลุ่มนั้นมาดูแลก่อน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ราคาพืชผลต่ำลง” คำพูดนี้ชัดเจนและเข้าถึงใจประชาชนที่กำลังลำบาก

นอกจากนี้ เขายังให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อน 5 นโยบายหลักให้เกิดผลจริง และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะปราศจากการทุจริต สูตร “4 ตรง” นี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกกระทรวงควรนำไปใช้ทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมาก รัฐบาลอนุทินจึงต้องเร่งมาตรการลดราคาพลังงานชั่วคราวควบคู่กับพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียนจากชีวมวลที่ไทยมีศักยภาพสูง นอกจากนี้ การอุ้มกลุ่มเปราะบางด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเงินอุดหนุนตรง จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อ เพิ่มการหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

ในมุมมองของผม สูตร “4 ตรง” ที่ “อัครเดช” ฝากไว้เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง หากรัฐบาลนำไปใช้จริง จะเห็นผลชัดเจนภายในปีนี้ โดยเฉพาะการช่วยเกษตรกรที่เป็นฐานรากของชาติ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อีกด้วย

คุณคิดอย่างไรกับสูตร “4 ตรง” นี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญนะครับ เชื่อว่านโยบายดีๆ แบบนี้จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตไปได้!

ที่มา – “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

ประชาชนพบนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใส

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น เสนอวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน สร้างเศรษฐกิจมั่นคง มีงานคุณภาพให้คนไทย หวังญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรร่วมลงทุนเทคโนโลยีอนาคต

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 พร้อมด้วยศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ร่วมด้วย ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 เข้าหารือกับ Keidanren หรือ สหพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Japan Business Federation) ซึ่งเป็นองค์กรเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนญี่ปุ่น ประกอบด้วยบริษัทเอกชนชั้นนำกว่า 1,500 บริษัท สมาคมเฉพาะอุตสาหกรรม และสมาคมเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของญี่ปุ่น โดยเคย์ดันเร็นเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเสนอแนะแนวนโยบายเศรษฐกิจและการค้าต่อรัฐบาลญี่ปุ่น 

ยัน ปชน.ตั้งใจจัดตั้งรัฐบาล

นายณัฐพงษ์กล่าวทักทายคณะนักธุรกิจญี่ปุ่นและแนะนำตัวสั้นๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น เรียกเสียงปรบมือชื่นชมจากคณะนักธุรกิจกว่า 40 คน ก่อนที่จะกล่าวว่าพรรคประชาชนตระหนักดีว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนไทย ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พรรคประชาชนในฐานะพรรคอันดับหนึ่งของประเทศ มีความตั้งใจจะจัดตั้งรัฐบาล เข้าสู่การบริหารประเทศให้ได้ในต้นปีหน้า โดยหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคจะทำ คือการนำประเทศไทยไปอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของ Global Supply Chain ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่เราจะร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ผลิตสินค้ามูลค่าสูง และสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับคนไทย 

ชูนโยบายบริหารโปร่งใส

นอกจากนี้พรรคยังมีนโยบายในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ โดยมุ่งเน้นการบริหารที่โปร่งใส ปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย หรือสร้างความยุ่งยากต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ พรรคประชาชนตั้งเป้าว่าจะแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ และเพิ่มนักลงทุนต่างชาติ ให้เข้ามาประกอบกิจการและแบ่งปันนวัตกรรมกับไทย 

ต้องโปร่งใส สิ่งสำคัญตัดสินใจลงทุน

ด้านนายซูซูกิ จุน ผู้แทนสมาคมเคย์ดันเร็น ยืนยันว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือการรักษาซัพพลายเชนของญี่ปุ่นในไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระบบอุตสาหกรรมโลก และสำหรับนักธุรกิจญี่ปุ่น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุน คือการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ได้แก่ความเปิดกว้างและโปร่งใส จึงต้องการคำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ 

แนะร่วมมืออุตสาหกรรมใหม่

นายซูซูกิ ยังกล่าวว่าญี่ปุ่นและไทยควรเพิ่มความร่วมมือทวิภาคีในอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยซูซูกิระบุว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นมั่นใจว่าเป็นผู้มีนวัตกรรมดีที่สุดในโลก และสามารถมาลงทุนในไทยได้แน่นอน คือ BESS (Battery Energy Storage System) หรือ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้แบตเตอรี่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในเวลาที่ต้องการ ระบบนี้ทำงานโดยการเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในแบตเตอรี่ในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงหรือความต้องการใช้น้อย แล้วนำมาจ่ายออกในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้นหรือเมื่อแหล่งพลังงานไม่เพียงพอ  และเห็นว่าไทยควรใช้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่แล้วกับญี่ปุ่น เช่น EPA (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ) และ RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ให้เกิดประโยชน์กว้างขวางมากขึ้น 

ขอญี่ปุ่นมั่นใจ นโยบายปชน.

ด้านนายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า การบริหารประเทศแบบโปร่งใส Lean and Clean Thailand เป็นนโยบายหลักของพรรค จึงขอให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นมั่นใจได้ว่าหากพรรคประชาชนบริหารประเทศ จะมีการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส เปิดกว้าง เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ 

จากนั้นนาย วีระยุทธ ได้เสนอนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาชน ที่มุ่งเน้น “Look North” หรือการมองหาพันธมิตรด้านการลงทุนและการแบ่งปันนวัตกรรมจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก รวมถึงญี่ปุ่น พรรคมีนโยบาย Orange Megaprojects ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโดยภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุน Smart grid หรือระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบจัดการขยะ และระบบขนส่งมวลชนทั่วถึงทั้งประเทศ ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าจะสามารถเชิญชวนผู้ประกอบการญี่ปุ่นมาสร้างซัพพลายเชนใหม่ผ่านการลงทุนเหล่านี้ได้ 

แผนดี แต่จะปฏิบัติได้ผลจริงหรือ

ทั้งนี้ ผู้แทนญี่ปุ่นได้ชื่นชมว่ายุทธศาสตร์นโยบายเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นแผนการที่เยี่ยมยอด แต่ญี่ปุ่นยังมีความกังวลว่าจะสามารถปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้หรือไม่ โดยความกังวลของญี่ปุ่นคือเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไทย และบทบาทของไทยในระยะหลังที่ไม่ค่อยรักษาสมดุลระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างระมัดระวัง ในประเด็นนี้ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายต่างประเทศ ได้ให้คำมั่นว่าหากพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ จะบริหารบนหลักความโปร่งใส ยึดมั่นในธรรมาภิบาล ให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกประเทศ และปรับความสัมพันธ์กับพันธมิตรแต่ละประเทศให้มีความสมดุลมากขึ้นอย่างแน่นอน 

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล

โดยรวมแล้ว การหารือระหว่างพรรคประชาชนและสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่นเป็นไปในทิศทางบวก โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความสนใจที่จะร่วมมือกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายบางประการที่ต้องแก้ไข เช่น ความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองไทย และความสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจ หากพรรคประชาชนสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสที่จะดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้

ทำไมนโยบายโปร่งใสถึงสำคัญต่อนักลงทุนญี่ปุ่น?

นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในการลงทุน หากรัฐบาลมีความโปร่งใส จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ การมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาลยังเป็นเเรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล

Scroll to top