คะแนนนิยม

โต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า

โต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ “ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองระดับโลกเลยทีเดียวครับ เมื่อมีการโต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ “ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า” หลังจากที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งอิตาลีอย่างดุเดือดเกี่ยวกับทั้งเรื่องคะแนนนิยมส่วนตัวและนโยบายด้านความมั่นคง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อทรัมป์ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าผลงานของผู้นำอิตาลีนั้น “ย่ำแย่” และยังขุดคุ้ยเรื่องที่เขาอ้างว่าเธอพยายามขอถ่ายรูปกับเขา ซึ่งทางเมโลนีเองก็ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ เธอได้ออกมาสวนกลับอย่างเผ็ดร้อนผ่านโซเชียลมีเดียว่าการกระทำของทรัมป์นั้น “ไร้สาระ” และแนะนำให้เขากลับไปจัดการกับคะแนนนิยมของตัวเอง แทนที่จะมาวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่น

สัญญาณรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นอกจากประเด็นเรื่องคะแนนนิยมแล้ว การที่เกิดเหตุการณ์โต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ “ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า” ยังสะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวที่ลึกขึ้นระหว่างอิตาลีและสหรัฐฯ โดยเฉพาะในประเด็นการห้ามสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในอิตาลีเพื่อภารกิจทางทหารที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งนางเมโลนียืนยันอย่างหนักแน่นว่าเธอให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงที่เคยตกลงกันไว้

  • จุดเริ่มต้นจากปมสงสัยเรื่องคะแนนนิยมทางการเมือง
  • การกล่าวหาเรื่องการขอถ่ายรูปที่ผู้นำอิตาลีปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
  • ประเด็นความปลอดภัยทางอากาศและการใช้ฐานทัพทหาร
  • การตอบโต้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียที่ดุเดือด

หลายคนมองว่าเหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างพันธมิตรในอนาคต หากผู้นำทั้งสองฝ่ายยังคงปะทะคารมกันอย่างต่อเนื่องแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิตาลีสั่งยกเลิกกำหนดการเยือนสหรัฐฯ ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่การโต้ตอบกันเล่นๆ แต่เป็นปัญหาเชิงนโยบายที่รอการแก้ไข

สรุปมุมมองของเรา วาทะเดือดในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านางเมโลนีมีความเด็ดขาดในการรักษาอธิปไตยของประเทศ แม้จะต้องปะทะกับผู้นำชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลของความขัดแย้งนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งที่น่าจับตามองคือความสัมพันธ์ในอนาคตของทั้งสองประเทศที่อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู และนี่คืออีกหนึ่งเหตุการณ์ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกการเมืองระหว่างประเทศนั้นมีความเปราะบางและคาดเดาได้ยากเสมอครับ

ที่มา – โต้กันเดือด นายกฯ อิตาลีตอกกลับทรัมป์ “ห่วงคะแนนนิยมตัวเองดีกว่า”

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอนซารา ดูเตร์เต ครั้งที่ 2

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2 สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองฟิลิปปินส์อย่างมาก หลังจากรัฐสภาลงมติเห็นชอบส่งเรื่องให้วุฒิสภาตัดสิน หากถูกตัดสินว่ามีความผิด ซารา ดูเตร์เต้ บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต้ จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองทันที ส่งผลกระทบหนักต่อแผนลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2571

สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์ลงมติถอดถอนซารา ดูเตร์เต้ ด้วยคะแนนท่วมท้น สมาชิกสภา 257 จาก 290 คนเห็นชอบ ซึ่งเกินเกณฑ์ 1 ใน 3 ที่จำเป็น หลังจากนี้ วุฒิสภาจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย หากพิสูจน์ได้ว่ามีความผิด เธอจะถูกแบนจากตำแหน่งทางการเมืองไปอีกนาน

ซารา ดูเตร์เต้ วัย 47 ปี กำลังนำในโพลเลือกตั้งประธานาธิบดีแทนเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แต่ความสัมพันธ์ที่เคยเป็นพันธมิตรกลับกลายเป็นศัตรูคู่อริ การถอดถอนครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองชัดเจน

ข้อกล่าวหาที่นำไปสู่การลงมติถอดถอนซารา ดูเตร์เต้

  • การใช้เงินงบประมาณรัฐในทางมิชอบ: ถูกกล่าวหาว่าเบิกจ่ายเงินกองทุนสำนักงานรองประธานาธิบดีไม่โปร่งใส
  • การข่มขู่ทางการเมือง: พาดพิงนายมาร์กอส ภรรยา และญาติสนิทที่เคยเป็นประธานสภา
  • พฤติกรรมไม่เหมาะสม: รวมถึงการไม่เข้าร่วมไต่สวนของคณะกรรมาธิการ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ครั้งที่ 1 ในปี 2568 ศาลฎีกาตัดสินระงับเพราะข้อผิดพลาดทางเทคนิค แต่ปีนี้คณะกรรมาธิการสภาฯ ยืนยันมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรื้อคดีใหม่

ตัวซารา ดูเตร์เต้ ตอบโต้สุดแกร่ง เรียกคดีนี้ว่า “เศษกระดาษแผ่นหนึ่ง” และปฏิเสธว่าเป็นการเมืองจอมปลอม ทีมทนายของเธอบอกว่าภาระพิสูจน์ตกที่ผู้กล่าวหา

สถานการณ์ในวุฒิสภาและการเมืองฟิลิปปินส์

สภาผู้แทนฯ มักสนับสนุนประธานาธิบดีปัจจุบันเพราะระบบอุปถัมภ์และเลือกตั้งเขต แต่ละดับชาติอย่างวุฒิสภา 24 ที่นั่งต่างออกไป โดยเฉพาะหลังเลือกตั้งกลางเทอมปี 2568 พันธมิตรดูเตร์เต้ได้คะแนนดีกว่ามาร์กอส

การเมืองฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยการสลับข้างพรรค การลงมติครั้งนี้สะท้อนอำนาจมาร์กอสในสภา แต่ในวุฒิสภาอาจพลิกผันได้ ผลลัพธ์จะกำหนดอนาคตการเลือกตั้งปี 2571 ที่ซาราเป็นตัวเต็ง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นย้อนหลังถึงพ่อของเธอ โรดริโก ดูเตร์เต้ ที่เคยทำสงครามยาเสพติดโหดร้าย สร้างฐานเสียงแข็งแกร่งให้ลูกสาว วันนี้การถอนถอนอาจเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากวุฒิสภาตัดสินไม่ผิด ซาราจะกลับมานำโพลแรงกว่าเดิม แต่หากผิด จะเปิดทางให้คู่แข่งอย่างมาร์กอสครองอำนาจต่อ

สรุปแล้ว สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2 แสดงให้เห็นความเข้มข้นของการเมืองตระกูลในฟิลิปปินส์ การต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่จบ และอาจเปลี่ยนโฉมหน้าเวทีการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คุณคิดว่าซารา ดูเตร์เต้จะรอดไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – สภาฟิลิปปินส์ลงมติ ถอดถอน “ซารา ดูเตร์เต” รอง ปธน.ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งที่ 2

“ยศชนัน” ขอบคุณผลโพลคะแนนนิยมอันดับ 2 เป็นกำลังใจที่ดี

ในวันที่นักการเมืองหลายคนกำลังเผชิญแรงกดดันจากกระแสข่าวสารรอบด้าน “ยศชนัน” ขอบคุณผลโพลคะแนนนิยมอันดับ 2 เป็นกำลังใจที่ดี ที่ช่วยจุดประกายพลังในการทำงานต่อไป ผลสำรวจจากสวนดุสิตโพลล่าสุดชี้ว่านายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้รับคะแนนนิยมอันดับ 2 รองจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความไว้วางใจจากประชาชน

ยศชนัน ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล

“ยศชนัน” ขอบคุณผลโพลคะแนนนิยมอันดับ 2 เป็นกำลังใจที่ดี

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายยศชนัน ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยแสดงความขอบคุณต่อผลโพลนี้อย่างจริงใจ “ต้องขอบคุณและถือเป็นกำลังใจที่ดีในการทำงาน ส่วนตัวมีความมุ่งมั่นและตั้งใจในหน้าที่รับผิดชอบ จะทำให้ดีที่สุดและดีขึ้นเรื่อยๆ” ท่านกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงทัศนคติที่มุ่งมั่น ไม่หยุดนิ่ง แม้จะได้อันดับ 2 แต่ก็ยังไม่เพลิดเพลิน ยังคงมุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชนในทุกจังหวัด

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าถือว่ามาถูกทางหรือไม่ นายยศชนัน ตอบว่า “ถูกทางแล้ว แต่ต้องทำให้ดีขึ้น เพราะยังมีความเร่งด่วนและเดือดร้อนของประชาชนอีกมาก” นี่คือตัวอย่างของผู้นำที่รับฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่นั่งเก้าอี้รอวันเกษียณ

ยศชนัน ยิ้มรับผลโพลอันดับ 2

ย้ำทำงานเต็มที่ ประชาชนคือผู้ตัดสิน

เมื่อถูกถามถึงความหวังจะขึ้นอันดับ 1 หรือไม่ “ยศชนัน” ขอบคุณผลโพลคะแนนนิยมอันดับ 2 เป็นกำลังใจที่ดี แต่ย้ำว่า “เรามีหน้าที่ทำงานเต็มที่ อนาคตอย่างไรประชาชนดูอยู่” คำพูดนี้ชัดเจนมาก แสดงถึงความถ่อมตัวและรับผิดชอบ ไม่มุ่งชื่อเสียง แต่เน้นผลงานจริง สวนดุสิตโพลที่สำรวจดัชนีชี้วัดนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดนี้ มีน้ำหนักเพราะมาจากความเห็นประชาชนกว่า 1,000 คนทั่วประเทศ ทำให้ผลออกมาเชื่อถือได้

มุมมองต่อดราม่าโยกย้ายข้าราชการกระทรวงเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนเรื่องดราม่าการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่อาจกระทบพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน มองว่า “ไม่ได้มองมิตินั้น แต่เน้นปัญหาหน้างานและระยะยาว ต้องวางรากฐานโครงสร้างให้ดี แก้ปัญหาเร่งด่วนและยั่งยืน” ท่านเน้นปรัชญาการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่การเมืองส่วนตัว

ยศชนัน พูดถึงการทำงานรัฐบาล

ทำไมผลโพลนี้ถึงสำคัญต่อการเมืองไทย

สวนดุสิตโพลเป็นเครื่องมือวัดกระแสสังคมที่แม่นยำ มักสะท้อนความรู้สึกประชาชนต่อนักการเมือง การที่ “ยศชนัน” ขอบคุณผลโพลคะแนนนิยมอันดับ 2 เป็นกำลังใจที่ดี แสดงให้เห็นว่านโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมที่ท่านผลักดัน กำลังตอบโจทย์คนไทย โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเศรษฐกิจอนาคต ในยุคที่ไทยต้องการก้าวสู่ Thailand 4.0 ผลงานเหล่านี้ช่วยยกระดับคะแนนนิยมได้จริง

  • บทบาทรองนายกฯ: ดูแลนโยบายวิทยาศาสตร์ สร้างงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาชาติ
  • การรับมือวิกฤต: ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว
  • ทัศนคติผู้นำ: ถ่อมตัว ทำงานหนัก ไม่สนอันดับ

จากประสบการณ์ นักการเมืองที่ได้คะแนนสูงจากโพลมักเป็นคนที่ใกล้ชิดประชาชน การที่นายยศชนันได้อันดับ 2 รองนายกฯอนุทิน แสดงถึงทีมรัฐบาลที่แข็งแกร่ง หากรักษาความมุ่งมั่นนี้ไว้ อนาคตการเมืองไทยจะสดใสแน่นอน

ในมุมมองของผม ผลโพลนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองต้องทำงานจริง ไม่ใช่แค่พูด ประชาชนไม่ได้โง่ เราคอยจับตาอยู่ หากคุณคิดเหมือนกัน ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณให้คะแนนยศชนันกี่คะแนน และนักการเมืองคนไหนที่คุณชื่นชอบที่สุด!

ที่มา – “ยศชนัน” ขอบคุณผลโพลคะแนนนิยมอันดับ 2 เป็นกำลังใจที่ดี ย้ำทำงานเต็มที่ ประชาชนดูอยู่

“ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์”

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก SEO การเมืองไทย! วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนๆ ที่ ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจจากผลสำรวจโพลล่าสุด โดยเฉพาะเรื่อง “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเป็นโอกาสทองของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการสื่อสารข้อมูลให้ครบถ้วนนะครับ มาฟังกันเลย!

ภาพรวมการเมืองไทยจากสวนดุสิตโพลและนิด้าโพล

จากผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยของสวนดุสิตโพลประจำเดือนเมษายน 2567 พบว่าความเชื่อมั่นทางการเมืองปรับลดลงเล็กน้อยจาก 3.89 เหลือ 3.79 คะแนน แต่สิ่งที่โดดเด่นคือแนวโน้ม “อนุรักษ์นิยม” ยังคงแข็งแกร่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็นแกนหลักที่ถูกจับตา ไม่ว่าจะมุมดีหรือวิจารณ์ ดร.ธนพร มองว่านี่คือสัญญาณว่าฐานการเมืองอนุรักษ์นิยมชัดเจนขึ้น มีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง เพิ่มความชอบธรรมในระยะยาว

นอกจากนี้ ผู้นำรัฐบาลอย่างนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ก็คะแนนนิยมสูง สะท้อนการฟื้นตัวของพรรคเพื่อไทย ผู้สนับสนุนเริ่มกลับมาเชื่อมั่น ในขณะที่ฝ่ายค้านสายก้าวหน้า แม้มี ส.ส. เยอะ แต่ยังปรับกลยุทธ์ไม่ทัน พรรคยังไม่เด่นเท่า บุคคลอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับโดดเด่นกว่าในบทบาทวิพากษ์

“ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์”

ประเด็นสำคัญที่ ดร.ธนพร ชี้คือผลนิด้าโพลเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ชาวภาคใต้ไม่ขวางโครงการนี้! นี่คือโอกาสใหญ่ของรัฐบาลท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย แต่ประชาชนยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่า ดร.ธนพร ย้ำว่ารัฐต้องสื่อสารสาธารณะให้ดี เปิดเผยข้อมูลครบ เปิดโอกาสมีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมั่น

ทำไม “ธนพร” อ่านโพล แล้วมองว่าเป็นโอกาสรัฐบาล

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือทางเชื่อมแผ่นดิน จะเชื่อมฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย ช่วยลดเวลาเดินทาง ลดค่าขนส่ง สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ นี่คือเมกะโปรเจกต์ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) แต่ความเห็นแตกต่างแม้ในพรรคเดียวกัน ถือเป็นสัญญาณดีของประชาธิปไตย แสดงถึงการตรวจสอบถ่วงดุล รัฐบาลต้องเปิดรับฟังจริงจัง

  • ประโยชน์หลักของแลนด์บริดจ์: ลดเวลาเดินทางจาก 5-7 วันเหลือไม่กี่ชั่วโมง
  • เพิ่มการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ในภาคใต้
  • สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง สร้าง GDP ให้ประเทศโต
  • เชื่อมโยงกับนโยบาย EEC และเขตอ่าวไทย

ดร.ธนพร ยังวิเคราะห์คะแนนผู้นำว่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมนำ เช่น อนุทิน ยศชนัน อภิสิทธิ์ แสดงว่า “ขั้วอนุรักษ์นิยม” ยังเป็นสมดุลอำนาจหลักในไทยตอนนี้

สรุปแล้ว “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” เป็นสัญญาณบวก แต่ความสำเร็จอยู่ที่การสื่อสาร หากรัฐบาลทำได้ดี โครงการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยแน่นอน คุณคิดเห็นยังไงกับมุมมองนี้? มาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

นอกจากนี้ อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ SEO สดๆ ร้อนๆ นะครับ สมัครรับข่าวสารฟรีวันนี้!

ที่มา – “ธนพร” อ่านโพล เชื่อคนใต้ไม่ขวาง “แลนด์บริดจ์” เป็นโอกาสรัฐบาลเดินหน้า แต่ต้องให้ข้อมูลครบถ้วน

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สอง

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สองแล้ว! สาเหตุหลักมาจากกระแสต่อต้านสงครามอิหร่านที่รุนแรงจากประชาชนอเมริกันจำนวนมาก ผลสำรวจล่าสุดจาก NBC News ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สะท้อนภาพความไม่พอใจที่พุ่งสูงต่อการบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยที่สองนี้

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สอง

จากข้อมูลผลโพล คะแนนนิยมของทรัมป์เหลือเพียง 37% ที่ให้การสนับสนุน ขณะที่ 63% ไม่เห็นด้วย โดยมีถึง 50% ที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง นี่ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มสมัยที่สองหลังชนะเลือกตั้งปี 2024 การร่วงลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะนโยบายต่ออิหร่านที่จุดชนวนวิกฤต

เมื่อเจาะลึกประเด็นสงครามอิหร่าน พบว่าชาวอเมริกันเพียง 33% เห็นด้วยกับนโยบายของทรัมป์ ส่วนใหญ่ 67% คัดค้านอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย สถิติเหล่านี้มาจากกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลาย สะท้อนกระแสหลักของสังคมอเมริกันที่เบื่อหน่ายกับสงครามยืดเยื้อ

ผลโพลสหรัฐฯ เผยความแตกแยกทางการเมืองชัดเจน

ผลโพลยังชี้ให้เห็นความแตกแยกที่รุนแรงระหว่างพรรคการเมือง โดยกลุ่มเดโมแครตและผู้เลือกตั้งอิสระถึง 82% ไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน ในขณะที่รีพับลิกัน 74% ยังสนับสนุนผู้นำพรรคของตัวเอง นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยิ่งคัดค้านหนัก โดยผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีถึง 74% มองว่าสหรัฐไม่ควรเพิ่มการดำเนินการทางทหารในอิหร่าน สวนทางกับผู้ใหญ่ทั่วไปที่ 61% คิดเช่นนั้น

  • คะแนนนิยมรวม: 37% อนุมัติ, 63% ไม่เห็นด้วย
  • นโยบายอิหร่าน: 33% สนับสนุน, 67% คัดค้าน
  • เดโมแครต + อิสระ: 82% ไม่เห็นด้วย
  • รีพับลิกัน: 74% สนับสนุน
  • คนรุ่นใหม่ (<30 ปี): 74% ต่อต้านสงครามเพิ่ม

背景ของสถานการณ์นี้เริ่มจากความขัดแย้งล่าสุด เช่น การยึดเรือสินค้าของสหรัฐโดยอิหร่าน ซึ่งทรัมป์ตอบโต้ด้วยมาตรการเข้มงวด แต่กลับจุดชนวนเสียงคัดค้านในประเทศ โดยเฉพาะหลังจากประสบการณ์สงครามอิรักและอัฟกานิสถานที่ผ่านมา ชาวอเมริกันจำนวนมากกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายชีวิตทหาร เศรษฐกิจ และความมั่นคงที่อาจบานปลาย

ผลกระทบจากการร่วงของคะแนนนิยมทรัมป์

ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สองนี้ อาจส่งผลรุนแรงต่อทิศทางการเมืองสหรัฐ ทรัมป์อาจต้องปรับนโยบายต่างประเทศ ลดความเสี่ยงทางทหารเพื่อรักษาฐานเสียง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นกุญแจสำคัญในการเลือกตั้งกลางเทอม หากไม่เปลี่ยนแปลง อาจนำไปสู่ความท้าทายจากฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งขึ้น

นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวหลังโควิด ก็อาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ชาวอเมริกันมองว่าสงครามไม่ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพ แต่กลับเพิ่มภาระงบประมาณ นักวิเคราะห์ชี้ว่านี่เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลทรัมป์ต้องฟังเสียงประชาชนมากขึ้น

เปรียบเทียบกับสมัยแรก คะแนนนิยมทรัมป์เคยผันผวนจากประเด็นค้าไตร่ตรองกับจีนและโควิด แต่ครั้งนี้มาจากสงครามโดยตรง ซึ่งเป็นจุดอ่อนของรีพับลิกันแบบอนุรักษนิยม ผลโพลนี้เผยแพร่ท่ามกลางข่าวเทหرانประณามสหรัฐเรื่องยึดเรือ สถานการณ์ยังตึงเครียดต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยอเมริกันยังทำงานได้ดี ชาวอเมริกันไม่ยอมให้สงครามเป็นเครื่องมือทางการเมืองง่ายๆ หากทรัมป์ปรับตัวได้ทัน อาจพลิกเกมกลับมาได้ คุณคิดว่าสงครามอิหร่านจะจบอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดต!

ที่มา : Aljazeera

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – ผลโพลสหรัฐฯ ชี้คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดสมัยที่สอง เหตุคนอเมริกันไม่เห็นด้วยสงครามอิหร่าน

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือครม.อนุทิน 2 ได้รับการยืนยัน โดยพรรคภูมิใจไทยมอบเก้าอี้สำคัญให้กับเทคโนแครตชั้นนำ 3 คน ไม่ว่าจะเป็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ยังคงนั่งรองนายกฯ และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่จะก้าวขึ้นนั่งรองนายกรัฐมนตรี พ่วงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ประวัติ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ หรือชื่อเล่น “แต๋ม” เกิดวันที่ 15 เมษายน 2507 ปัจจุบันอายุ 61 ปี สมรสกับนายปรีธยุตม์ นิวาศะบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไลฟ์สแปน แคร์ จำกัด มีบุตร 2 คน การศึกษาของเธอโดดเด่น จบมัธยมจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา จบปริญญาตรีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทบริหารธุรกิจ (การเงินและการบัญชีต่างประเทศ) จากมหาวิทยาลัยนอร์ทรอป สหรัฐอเมริกา และกำลังศึกษาปริญญาเอกพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ประวัติการทำงานในภาคเอกชนของศุภจี

เส้นทางอาชีพของนางศุภจีเริ่มจากกรรมการผู้จัดการ IBM (ประเทศไทย) ก้าวสู่รองประธานฝ่ายธุรกิจทั่วไป ดูแลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย จากนั้นเป็นผู้ช่วยผู้บริหารของประธาน IBM ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นคนอาเซียนคนแรกในตำแหน่งนี้ ก่อนกลับมาดูแลบริการเทคโนโลยีระดับโลกประจำอาเซียน

ปี 2554 เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยคม พลิกบริษัทจากขาดทุนสะสมเป็นกำไร และฟื้นภาพลักษณ์ในเอเชีย ปี 2559 เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารนอกตระกูลผู้ก่อตั้งคนแรก ขับเคลื่อนโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และดุสิต ฟู้ดส์ จนติดอันดับ Forbes’ 50 Over 50 Asia 2024 นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการอิสระธนาคารกสิกรไทยและ SCG Packaging ก่อนลาออกในเดือนกันยายน 2568

เส้นทางการทำงาน ศุภจี สุธรรมพันธุ์

เส้นทางการเมืองและผลงานเด่น

นางศุภจีเข้าสู่วงการเมืองในครม.อนุทิน 1 เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ชี้แจงอภิปรายครั้งแรกได้赞赏จาก ส.ส.พรรคประชาชน ผลงานสำคัญคือ นโยบาย “ข้าวแลกอาวุธ” หรือ Barter Trade สมัยใหม่ เจรจาคู่ค้าซื้ออาวุธไทยต้องรับซื้อข้าวและมันสำปะหลัง 10-20% แก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ภาพลักษณ์ดี พูดจาเป๊ะ ทำให้คะแนนนิยมพุ่ง นายอนุทินเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่เธอปฏิเสธ

เธอปฏิเสธฉายา “นางแบก” ในเวทีปราศรัยสวนลุมพินี 30 ม.ค. 2569 ว่า “ไม่ได้ทำเพื่อพรรคหรือนายกฯ แต่ทำเพื่อคนไทยทุกคน” ในครม.อนุทิน 2 เธอได้ตำแหน่งตามสัญญาเลือกตั้ง

  • จุดเด่น: ผู้บริหารหญิงเก่งจาก IBM สู่การเมือง
  • นโยบายหลัก: Barter Trade ข้าวแลกอาวุธ
  • บทบาทใหม่: รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในเวทีการเมือง

ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเทคโนแครตที่เข้ามาเสริมพลังการเมืองไทย นโยบายของเธอมีศักยภาพแก้ปัญหาเศรษฐกิจเกษตรได้จริง คุณคิดว่านโยบายข้าวแลกอาวุธจะสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

ประวัติ สส.เดือน มนพร เจริญศรี รองประธานสภาฯ

ประวัติ สส.เดือน “มนพร เจริญศรี” สะพัดนั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โควตาเพื่อไทย กำลังเป็นข่าวร้อนในวงการเมืองไทยช่วงนี้! หลังจากสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลมีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ร่วมกับเพื่อไทย พลังประชารัฐ และพรรคอื่นๆ ชื่อของ ดร.มนพร เจริญศรี หรือที่ชาวนครพนมเรียกติดปากว่า สส.เดือน ก็ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2

ประวัติ สส.เดือน “มนพร เจริญศรี” สะพัดนั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โควตาเพื่อไทย

ข่าวนี้เริ่มสะพัดตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 หลังแบ่งโควตาตำแหน่งชัดเจนแล้ว ดร.มนพร สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นชื่อที่โดดเด่นที่สุดสำหรับเก้าอี้ดังกล่าว ก่อนหน้านี้เธอเคยให้สัมภาษณ์วันที่ 4 มีนาคม 2569 หลังรับหนังสือรายงานตัวที่ กกต. ว่า “ตกใจที่ชื่อตัวเองถูกพูดถึง ทางพรรคยังไม่พูดอะไรเรื่องตำแหน่ง” แต่กระแสข่าวแรงมาก!

เส้นทางชีวิตและการศึกษา

ดร.มนพร เจริญศรี อายุ 60 ปี เกิดและเติบโตที่นครพนม พื้นฐานการศึกษาจากโรงเรียนสุนทรวิจิตรและนครพนมวิทยาคม จากนั้นเรียนเลขานุการที่วิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซา ปริญญาตรีและโท สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาเอก สาขาสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ทำให้เธอมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านการเมืองและการสื่อสาร

ประวัติ สส.เดือน มนพร เจริญศรี

ประวัติ สส.เดือน “มนพร เจริญศรี” สะพัดนั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โควตาเพื่อไทย ยังรวมถึงประสบการณ์ยาวนานในวงการท้องถิ่น เธอเคยเป็นสมาชิกสภาอบต.นครพนม 2 สมัย รองนายก อบจ. 2 สมัย นายก อบจ. 1 สมัย ก่อนก้าวสู่ สส. 4 สมัยติด!

ผลงานเด่นในสภาและพรรค

  • โฆษกกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • โฆษกกรรมาธิการพุทธศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
  • เลขานุการกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค
  • รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย
  • เลขานุการวิปฝ่ายค้าน
  • ประธาน กพสจ.นครพนม

สส.เดือนเป็นที่รักของชาวบ้านเพราะอ่อนน้อม ซื่อสัตย์ ไม่เคยเปลี่ยนข้าง เน้นแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน สร้างงาน สร้างอาชีพ และช่วยเกษตรกรเรื่องราคาสินค้า โดยเฉพาะในช่วงทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เธอผลักดันประเด็นยาเสพติด ลดค่าครองชีพ และราคาพืชผลตกต่ำ

เส้นทางการเมือง สส.มนพร เจริญศรี

ในการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 เธอสู้กับคู่แข่งหนักอย่าง “ครูแก้ว” ศุภชัย โพธิ์สุ จากภูมิใจไทยที่ยอมข้ามเขต แต่สส.เดือนรักษาแชมป์ได้ด้วยคะแนน 39,800 เสียง ชนะขาดลอยเกือบ 10,000 เสียง บวกคะแนนพรรคเพื่อไทยกว่า 50,000!

ปี 2566 ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เธอได้เป็น รมช.คมนาคม คนแรกที่เป็นหญิงจากนครพนม สร้างประวัติศาสตร์ ล่าสุดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ชนะขาดลอยอีกสมัย

ผลงาน สส.เดือน นครพนม

ด้วยประสบการณ์และความนิยมแบบนี้ การได้รองประธานสภาฯ คนที่ 2 จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นก้าวสำคัญของนักการเมืองหญิงจากอีสาน

ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! คุณคิดว่าสส.เดือนเหมาะกับตำแหน่งนี้ไหม?

ที่มา – ประวัติ สส.เดือน “มนพร เจริญศรี” สะพัดนั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โควตาเพื่อไทย

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองยุโรป เมื่อนางสาวเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ประกาศยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ โดยใช้โมเมนตัมจากประเด็นกรีนแลนด์ที่เธอยืนกรานปกป้องอธิปไตยของชาติ

นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสคะแนนนิยมที่พุ่งสูงของเธอ หลังจากแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อแรงกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่เคยเสนอซื้อกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้อธิปไตยเดนมาร์ก เฟรเดอริกเซนยืนยันว่าจะไม่ยอมให้กรีนแลนด์ตกเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และได้ประสานงานกับผู้นำยุโรปเพื่อต่อต้านแรงกดดันดังกล่าว

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการรัฐบาล ทำให้คะแนนนิยมของเธอเคยตกต่ำ แต่ประเด็นกรีนแลนด์กลับช่วยพลิกเกม โดยเธอกล่าวว่า “นี่จะเป็นการเลือกตั้งที่ตัดสินอนาคต เพราะ 4 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่ชาวเดนมาร์กและชาวยุโรปต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง เราต้องกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และเสริมสร้างกำลังทหารเพื่อสันติภาพในยุโรป”

สาเหตุที่นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากปัจจัยหลายประการที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเธอ:

  • คะแนนนิยมพุ่งจากกรีนแลนด์: การยืนหยัดปกป้องดินแดนนี้ ทำให้ประชาชนเห็นถึงความเป็นผู้นำที่เด็ดเดี่ยว
  • ความสำเร็จจากโควิด-19: การตอบสนองรวดเร็วต่อการระบาดใหญ่ สร้างความเชื่อมั่น
  • สนับสนุนยูเครน: การระดมทุนจากยุโรปช่วยยูเครน ยกระดับบทบาทบนเวทีโลก
  • ปัญหาภายในประเทศ: ใช้โอกาสนี้เบี่ยงเบนจากค่าครองชีพและสวัสดิการที่ถูกวิจารณ์

เฟรเดอริกเซน ซึ่งนำพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยที่เป็นแกนนำรัฐบาลผสม กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบททดสอบว่าประชาชนจะให้ฉันทามติกับพรรคของเธอหรือไม่ เพื่อสานต่อนโยบายที่แข็งแกร่ง

วิกฤตกรีนแลนด์เริ่มเดือดตั้งแต่ทรัมป์แสดงความสนใจซื้อเมื่อปีก่อน โดยอ้างเหตุผลด้านยุทธศาสตร์ทางทหารและทรัพยากร แต่เดนมาร์กปฏิเสธอย่างหนักแน่น ส่งผลให้เธอได้รับการยกย่องจากสื่อโลก และช่วยกอบกู้คะแนนจากปัญหาเศรษฐกิจภายใน

นอกจากนี้ การเลือกตั้งก่อนกำหนดยังเป็นกลยุทธ์การเมืองที่ชาญฉลาด เพราะคู่แข่งยังไม่ทันตั้งตัว และเธอสามารถใช้ประเด็นนานาชาติเป็นจุดขายหลัก ผู้วิเคราะห์คาดว่าพรรคของเธอมีโอกาสชนะ หากพลเมืองเดนมาร์กให้ความสำคัญกับอธิปไตยและความมั่นคงมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจ

การเมืองเดนมาร์กในปัจจุบันมีพรรคหลายสิบพรรค รัฐบาลต้องรวมเสียงเพื่อบริหารประเทศ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงอาจนำไปสู่รัฐบาลผสมชุดใหม่ที่เน้นนโยบายยุโรปนิยมและการป้องกันชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน ถือเป็นตัวอย่างของผู้นำที่เก่งในการใช้วิกฤตินานาชาติเปลี่ยนเป็นโอกาสทางการเมือง หากเธอชนะ จะเป็นสัญญาณบวกต่อความเป็นเอกภาพของยุโรปในการรับมือมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ สนใจติดตามผลการเลือกตั้งและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – นายกฯ เดนมาร์ก ประกาศจัดเลือกตั้งก่อนกำหนด หวังปมกรีนแลนด์โกยคะแนน

อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ

อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ

“อนุทิน” เย้ย “โรม” กลัวภูมิใจไทย ไล่ไปดูตัวเองก่อน หลังกล่าวหาโหนคำพูด รมต.กัมพูชา เรียกคะแนนนิยม ย้อนอย่าว่าพรรคอื่นด้อยค่า ประเดิมหาเสียงใต้ ชาวบ้านคล้องพวงสะตอ อวยพรนั่งนายกฯ ต่อ

วันที่ 13 ม.ค. 2569 เวลา 19.10 น. ที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอคลองท่อม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน พาดพิงว่านายอนุทินโหนกระแส คำพูด รัฐมนตรีของกัมพูชา มาเรียกคะแนนนิยมให้ตนเอง ว่า นายรังสิมันต์ โรม คงรู้สึกหวั่นไหว แต่ถ้าหากมั่นใจว่า ทำทุกอย่างเพื่อประเทศไทย ประชาชนคนไทย ก็อย่าไปหวั่นไหวเลย ทั้งที่เวลาอยู่ในสภาพูดเก่งพูดกาจ แต่เรื่องนี้กลับหวั่นไหว ขอให้เอาแบบอย่างพรรคภูมิใจไทยบ้าง ที่พูดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่จำเป็นต้องไปพูดอะไรที่ว่าคนอื่น หรือพรรคอื่น ให้เปลืองพื้นที่สมองของประชาชนเปล่าๆ ควรจะพูดว่า จะทำอะไรให้กับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ดีควรจะทำ และนายรังสิมันต์ ควรจะทำตามแบบอย่างของพวกตน

เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ โรม บอกว่ารู้สึกผิดหวังที่นำเรื่องนี้มาใช้เรียกคะแนนนิยม นายอนุทิน กล่าวว่า ให้ไปดูตัวเองให้ดีก่อน ตัวเองทำอะไร สนิทกับใครตั้งเยอะแยะ ตนไม่เคยไปพูดอะไรที่ดิสเครดิตเลย วันนี้ต่างคนต่างทำงานให้กับประชาชน และเอาสิ่งที่อยากทำงานให้ประชาชนมาพูด แล้วไม่ต้องไปให้ร้าย ว่ากล่าวด้อยค่าคนอื่น ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับมารยาทด้วย

เมื่อถามว่าที่นายรังสิมันต์ โรม พูดลักษณะนี้เพราะกลัวพรรคภูมิใจไทย ใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบเพียงสั้น ๆ ว่า ก็คงเป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ ภายหลังการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมวันนี้ถึงให้สัมภาษณ์ดุดันจัง นายอนุทิน บอกว่า ไม่ได้ดุ ผู้สื่อข่าวถามย้ำต่อว่า นึกว่ากินสะตอมาแล้วดุ นายอนุทิน จึงบอกว่า กินสะตอ ไม่ได้ดุ แต่ต้องยืนห่างกัน 2 เมตร

ประเดิมหาเสียงใต้ ชาวบ้านคล้องพวงสะตอ อวยพรนั่งนายกฯ ต่อ

ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น. นายอนุทิน พร้อมด้วยแกนนำพรรคภท. เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในฐานะแม่ทัพภาคใต้พรรค นายชาดา ไทยเศรษฐ์ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และนางศศิธร กิตติธรกุล ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่เดินหาเสียงที่ตลาดต้นปาล์ม ต.คลองท่อม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เพื่อช่วยหาเสียงให้นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน ผู้สมัครสส.กระบี่ เขต 3 พรรคภท.

บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้าตื่นเต้นที่ได้พบนายอนุทิน และเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยจำนวนมาก

บางจังหวะพ่อค้าแม่ค้าไม่กล้าเข้ามาขอนายอนุทินถ่ายรูป โดยน.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายอนุทิน ซึ่งเดินทางมาลงพื้นที่ด้วยได้พูดเป็นภาษาใต้ว่า “เดี๋ยวถ่ายให้ค่ะ” พร้อมกับนำโทรศัพท์ของพ่อค้าแม่ค้า ช่วยถ่ายรูปให้

ขณะที่ นายอนุทิน ได้ขอบคุณระหว่างทางมีพ่อค้านำลองกองมาให้และปอกลองกองกินทันที และยังมีชาวบ้านมามอบสะตอมาคล้องคอนายอนุทิน พร้อมบอกว่า “ขอให้ได้ไปต่อ”

จากนั้นนายอนุทิน ยังแวะร้านผัดซีอิ๊ว และซื้อโกยซีหมี่ โรยด้วยหนังไก่ทอด ก่อนจะชิมทันที พร้อมแวะร้านหมึกย่างข้างๆ พร้อมซื้อหมึกย่างแจกคณะผู้ติดตาม ต่อมานายอนุทิน เดินมายังร้านฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นร้านขายผลไม้ โดยแม่ค้าพยายามชวนให้ซื้อ และชิมส้ม แต่นายอนุทิน ส่ายหน้า เลือกชิม และซื้อชมพู่แทน

ขณะที่มีแม่ค้ามุสลิมในตลาด ได้อวยพรนายอนุทิน ขอให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ ต่อ ทำให้นายอนุทินได้อามีนรับพร ด้วยการใช้มือลูบไปที่ใบหน้า และตบศีรษะตัวเองเป็นการรับพร เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการลงพื้นที่ที่เข้าถึงประชาชนของนายอนุทิน และการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนในพื้นที่

เรื่องราวของ อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการทำงานของพรรคภูมิใจไทย และการตอบโต้ทางการเมืองที่น่าสนใจ อีกทั้งยังสะท้อนภาพลักษณ์ที่เป็นกันเองและเข้าถึงประชาชนของนายอนุทินได้เป็นอย่างดี การที่ชาวบ้านอวยพรให้นั่งนายกฯ ต่อ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความนิยมที่นายอนุทินได้รับจากประชาชน

อนุทิน ชาญวีรกูล ยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา การลงพื้นที่พบปะประชาชนและการตอบโต้ประเด็นทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เขาเป็นที่จับตามองของสังคม

อนุทิน ไล่ โรม: ดูตัวเองก่อน! ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯต่อ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าสนใจในการเมืองไทย และแสดงให้เห็นถึงสีสันของการแข่งขันทางการเมืองในปัจจุบัน

ที่มา – “อนุทิน” ไล่ “โรม” ดูตัวเองก่อน อย่าว่าพรรคอื่น ดิสเครดิตด้อยค่า-ชาวบ้านอวยพรนั่งนายกฯ ต่อ

Scroll to top