คะแนนเสียง

นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น

นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น

กระแสความนิยมของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะล่าสุด นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของชาวกรุงเทพมหานครที่มีต่อการทำงานของแชมป์เก่าอย่างชัดเจน จากผลสำรวจที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 3,000 หน่วยตัวอย่างทั่วทั้ง 50 เขต

เปิดผลวิเคราะห์: ทำไมกระแส “ชัชชาติ” ยังคงนำโด่ง?

ผลสำรวจระบุชัดเจนว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) มีคะแนนความนิยมนำเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ร้อยละ 73.70 ตามมาด้วยนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) ที่ร้อยละ 12.10 และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) ที่ร้อยละ 8.37 การที่ นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น เช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่านโยบายและความต่อเนื่องในการบริหารงานเป็นปัจจัยหลักที่คนกรุงให้การยอมรับ

นอกเหนือจากผลสำรวจรายบุคคลแล้ว ทางนิด้าโพลยังได้ทำการจำลองคะแนนเสียงตามจำนวนผู้มาใช้สิทธิจริง ซึ่งหากมีผู้มาใช้สิทธิสูงสุดที่ร้อยละ 65 คาดการณ์ว่าคะแนนของนายชัชชาติอาจพุ่งสูงถึงกว่า 2.1 ล้านคะแนนเลยทีเดียว นี่คือจุดที่แสดงถึงความแข็งแกร่งของฐานเสียงในปัจจุบัน

ตัวเลขที่น่าสนใจจากผลสำรวจ:

  • อันดับ 1: ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) – 73.70%
  • อันดับ 2: มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) – 12.10%
  • อันดับ 3: ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) – 8.37%
  • อันดับ 4: อนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) – 3.43%

ขณะที่สำนักโพลอื่นอย่าง KPI Poll เองก็มีผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกัน แม้สัดส่วนคะแนนจะแตกต่างกันบ้างตามระเบียบวิธีวิจัย แต่ภาพรวมที่เห็นได้ชัดคือ นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น ยังคงเป็นจุดยึดเหนี่ยวสำคัญที่ชี้วัดทิศทางการเลือกตั้งในครั้งนี้

เราคงต้องรอลุ้นกันต่อไปครับว่า เมื่อถึงวันลงคะแนนจริง ผลลัพธ์จะออกมาลอยลำตามโพลคาดการณ์หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ หากดูจากตัวเลขเหล่านี้ ผู้สมัครท่านอื่นจำต้องเร่งทำคะแนนและเข้าถึงใจชาวกรุงให้มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว หากต้องการไล่ตามผู้นำในขณะนี้ให้ทัน ความตื่นตัวของประชาชนในการออกมาใช้สิทธิครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ที่มา – นิด้าโพลชี้ “ชัชชาติ” นอนมาอันดับ 1 ทิ้งห่าง “มัลลิกา-ชัยวัฒน์” ไม่เห็นฝุ่น

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย

วันนี้เรามาส่องประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัยกันครับ ท่านนี้คือฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครชั้นใน โดยเฉพาะย่านเยาวราชที่เต็มไปด้วยชุมชนจีนโบราณและการค้าขายคึกคัก พินิจคือลูกหลานตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย

นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ หรือที่ชาวเยาวราชเรียกติดปากว่า “สก.พินิจ” อายุ 69 ปี เกิดวันที่ 17 สิงหาคม 2499 จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการบริหารทั่วไป จากมหาวิทยาลัยเกริก ท่านเป็นหลานชายของเสี่ยส่ง กาญจนชูศักดิ์ เจ้าของธุรกิจแป้งมันสำปะหลังตราปลามังกรชื่อดังในย่านเยาวราช ปทุมวัน สัมพันธวงศ์ เสี่ยส่งยังเป็นโปรโมเตอร์มวยดังและผู้จัดการทีมมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ทำให้ตระกูลนี้เป็นที่เคารพในวงการกีฬาและชุมชน

ตระกูลกาญจนชูศักดิ์: บ้านใหญ่กรุงเทพชั้นใน

ตระกูลกาญจนชูศักดิ์คือตัวอย่างของครอบครัวไทยเชื้อสายจีนที่สร้างตัวจากธุรกิจค้าขายในย่านชุมชนจีน สู่ความสำเร็จในวงการกีฬาและการเมือง ปี 2538 เสี่ยส่งส่งบุตรสาว “อรทัย กาญจนชูศักดิ์” (ฐานะจาโร) ลงสมัคร ส.ส.กทม.เขต 2 พรรคพลังธรรม ได้รับชัยชนะ สร้างชื่อให้ตระกูล

ตามด้วยปี 2541 นายพินิจลงสมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตสัมพันธวงศ์ พรรคประชาธิปัตย์ และชนะเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง 5 สมัย! ทำให้ท่านครองใจชาวเขตนี้มานานกว่า 20 ปี ด้วยการคลุกคลีแก้ปัญหาชุมชน เช่น ปัญหาการจราจร ความสะอาด และการค้าขาย

ปี 2544 น้องสาว “น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์” ได้เป็นสก.เขตปทุมวัน พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนขยับไปเป็น ส.ส.กทม.เขตปทุมวัน-สัมพันธวงศ์ พรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม 2 สมัย (2550, 2554) แม้บางช่วงจะแข่งกับญาติในพรรคไทยรักไทย แต่ตระกูลนี้ยังคงแข็งแกร่ง

ชัยชนะถล่มทลายในศึกเลือกตั้งล่าสุด

ในการเลือกตั้งสก.ปี 2566 เขตสัมพันธวงศ์ พินิจ กาญจนชูศักดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ คว้าคะแนน 4,613 เสียง ทิ้งห่างนายจักรกฤช ธนดิตถ์ จากพรรคก้าวไกล (1,672 เสียง) เกือบ 3,000 คะแนน! แสดงถึงฐานเสียงที่เหนียวแน่น แม้กระแสสีส้มจะมาแรง แต่พินิจก็ดับกระแสได้สบาย

ปัจจุบัน น.ส.อรอนงค์ยังเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคในกทม.

ผลงานเด่นในสภากรุงเทพฯ

  • คณะกรรมการสามัญ 2565-ปัจจุบัน: ประธานคณะกรรมการการวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการกีฬา, กรรมการสาธารณสุข, กรรมการปกครองและความสงบ
  • คณะกรรมการวิสามัญ: พิจารณางบประมาณ 2566, ทุนวิจัยแพทย์, ถ่ายโอนกิจการจราจร
  • ปี 2566: รองประธานคณะวิสามัญประมวลจริยธรรมสก., โฆษกสภากรุงเทพฯ, กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

ผลงานเหล่านี้ช่วยพัฒนาเขตสัมพันธวงศ์ให้เป็นย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่คึกคัก ส่งเสริมวัฒนธรรมจีนและกีฬาในชุมชน

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย แสดงให้เห็นถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่เข้าใจชุมชนจริงๆ จากรากเหง้าธุรกิจและกีฬา สู่การเมืองที่ยั่งยืน ด้วยความทุ่มเท ท่านไม่เพียงรักษาเก้าอี้ได้ แต่ยังพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ในมุมมองผม พินิจคือแบบอย่างของนักการเมืองรุ่นเก่าที่มีฐานะมั่นคงและทำงานจริงจัง หากเลือกตั้งรอบใหม่ ท่านน่าจะยังคงเป็นแชมป์ต่อไป คุณคิดเห็นอย่างไรกับเส้นทางของสก.พินิจ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองกทม.เพิ่มเติมได้เลยครับ!

ที่มา – ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย ฐานเสียงสำคัญพรรคประชาธิปัตย์

“กังฟู” ชูประชาชนมอบ สส. พรรคเล็กไม่ต่อรอง

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวที่น่าสนใจมากสำหรับแฟนข่าวการเมือง โดยเฉพาะเรื่องของพรรคเล็กที่กำลังมาแรง นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กังฟู” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้เดินทางไปรับหนังสือรับรอง ส.ส. จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา และได้ชูแนวคิดสำคัญที่ว่า “กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจนของพรรคในการสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่

“กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง

ระหว่างพิธีรับหนังสือรับรอง “กังฟู” ได้ยกหนังสือขึ้นเหนือศีรษะอย่างภูมิใจ พร้อมย้ำว่าตำแหน่ง ส.ส. นี้มาจากอำนาจสูงสุดของประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้าที่ปกป้องแผ่นดิน โดยเฉพาะจากพื้นที่ชายแดน จ.อุบลราชธานี แม้พรรคไทรวมพลังจะได้คะแนนจากระบบบัญชีรายชื่อไม่มาก แต่ก็ทำให้เสียงของชาวชายแดนดังขึ้นในสภา ในฐานะหัวหน้าพรรค เขาสัญญาว่าจะไม่ลืมปัญหาชายแดน พืชผลเกษตร และสิทธิประโยชน์ของทหารกล้า

จุดยืนพรรคไทรวมพลังต่อการร่วมรัฐบาล

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย “กังฟู” ยอมรับว่าพรรคมี ส.ส. เพียง 6 คน ถือเป็นพรรคเล็ก แต่ยืนยันว่าจะไม่รีบร้อนวิ่งต่อรองตำแหน่ง รอให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เชิญอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกียรติพรรคใหญ่ การพูดคุยก่อนหน้าเป็นเพียงไม่เป็นทางการเท่านั้น พรรคไทรวมพลังต้องการสร้างบรรทัดฐานการเมืองใหม่ ที่พรรคเล็กมีศักดิ์ศรี ไม่แย่งชิงเก้าอี้หรือผลประโยชน์

“กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง เป็นคำประกาศที่สะท้อนปรัชญาการเมืองของพรรค ซึ่งพร้อมสนับสนุนรัฐบาลหากเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ว่าจะเรื่องชายแดนหรือสงครามตะวันออกกลาง และสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายค้านได้เช่นกัน พรรคนี้คือพรรคสุดท้ายที่ยังไม่ชัดเจนเรื่องรัฐบาล แต่ยืนหยัดในหลักการ

ห่วงใยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ “กังฟู” ยังแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนที่กัมพูชาสร้างแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงปะทะรอบ 3 ชาวพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบหนักสุดในชีวิต เขาเรียกร้องอย่าลืมวีรบุรุษทหาร โดยเฉพาะเงินเยียวยาที่บางคนยังไม่ได้รับ ต้องใช้เงินงบกลางช่วยเหลือทหารชั้นผู้น้อย และตั้งงบประมาณประจำปี 2569-2571 จนกว่าจะแก้ปัญหาการรุกล้ำได้ถาวร

  • จุดเด่นของพรรคไทรวมพลัง:
  • ยืนหยัดศักดิ์ศรีพรรคเล็ก ไม่วิ่งต่อรองอำนาจ
  • เน้นแก้ปัญหาชายแดนและสนับสนุนทหารกล้า
  • สร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ มีมารยาท รอเชิญอย่างเป็นทางการ
  • พร้อมทำงานข้ามฝ่ายเพื่อประโยชน์ประชาชน
  • มาจากฐานเสียงพื้นที่ชายแดน จ.อุบลราชธานี

ในวันเดียวกัน นายกฤษดา หลีนวรัตน์ หรือ “นายกฯเบี้ยว” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ก็มารับหนังสือรับรองเป็นรายสุดท้าย โดยไม่ให้สัมภาษณ์ ก่อนเดินทางไปรายงานตัวที่รัฐสภา สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้มข้น พรรคเล็กอย่างไทรวมพลังอาจมีบทบาทสำคัญในการโหวต組成รัฐบาล

การเคลื่อนไหวของ “กังฟู” แสดงให้เห็นว่าพรรคเล็กก็มีคุณค่า หากยึดหลักประชาชนเป็นที่ตั้ง ในยุคที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยการต่อรอง “กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง อาจเป็นต้นแบบใหม่ที่นักการเมืองรุ่นใหม่ควรศึกษา

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของพรรคไทรวมพลัง? การไม่วิ่งต่อรองจะช่วยยกระดับการเมืองไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “กังฟู” ชูประชาชนและวีรบุรุษทหารกล้ามอบตำแหน่งสส. ยอมรับเป็นพรรคเล็กไม่วิ่งต่อรอง

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ในการประชุมวุฒิสภา สภาสูงได้ลงมติเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยผลปรากฏว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 144 เสียง ขณะที่นายมณฑล สุดประเสริฐ ได้รับคะแนนเห็นชอบเพียง 9 เสียงเท่านั้น ส่งผลให้พลาดโอกาสนั่งเก้าอี้สำคัญนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ ซึ่งมีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ถูกเสนอชื่อ กกต. คะแนนเสียงที่ถล่มทลายของนายจิรุตม์ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากสมาชิกวุฒิสภา ส่วนนายมณฑลนั้น แม้จะมีประสบการณ์ยาวนาน แต่กลับไม่ผ่านด่านนี้ โดยมีผู้ไม่เห็นชอบถึง 102 เสียง และงดออกเสียง 57 เสียง ทำให้ไม่ถึงเกณฑ์กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา

เส้นทางอาชีพสุดโชกโชนของ “จิรุตม์ วิศาลจิตร”

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ถือเป็นบุคลากรลูกหม้อกระทรวงคมนาคมตัวจริง เขาเริ่มต้นจากสายงานกรมการขนส่งทางบก ก้าวขึ้นสู่อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และรองปลัดกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ยังเคยเป็นประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คุณสมบัติหลักที่ทำให้ผ่านการคัดเลือกคือการดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่าไม่น้อยกว่า 5 ปี จุดแข็งของเขาคือการบริหารองค์กรขนาดใหญ่และความเชี่ยวชาญด้านระเบียบราชการ ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ของสำนักงาน กกต. โดยตรง

ที่สำคัญ นายจิรุตม์ถูกมองว่าเป็นตัวแทน “สายสีน้ำเงิน” หรือกลุ่มพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจน เขาเคยเป็นมือขวาของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในสมัยอธิบดีกรมการขนส่งทางบก การได้รับคะแนนเสียงมากมายครั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าเป็นผลจากการรวมตัวของ สว. สายภูมิใจไทย ที่โหวตให้อย่างเป็นเอกภาพ ชื่นชมนายจิรุตม์ในฐานะนักบริหารมืออาชีพที่น่าเชื่อถือ

ทำไม “มณฑล สุดประเสริฐ” ถึงวืดเก้าอี้ กกต.

นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตข้าราชการบิ๊กจากกระทรวงมหาดไทย เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองนาน 7 ปี และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขามีประสบการณ์กว้างขวางในการประสานงานกับฝ่ายปกครองทั่วประเทศ รวมถึงคอนเน็กชันในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาฯ แต่ในการโหวตครั้งนี้ กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้นายมณฑลจะมาจาก “สายสิงห์มหาดไทย” ที่มีบารมี แต่กลุ่มเสียงข้างมากในวุฒิสภาชุดนี้ไม่ให้ไฟเขียว สัญญาณชัดเจนว่าคอนเน็กชันสายมหาดไทยไม่อาจฝ่าด่านขั้วอำนาจการเมืองปัจจุบันได้ ส่งผลให้คะแนนเห็นชอบต่ำติดดินเพียง 9 เสียง

ความสำคัญของตำแหน่ง กกต. และผลกระทบต่อการเมืองไทย

สำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกระดับ ให้โปร่งใสและเป็นธรรม การเลือกนายจิรุตม์เข้ามาใหม่นี้ จะช่วยเสริมทีมบริหารให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการจัดการองค์กรขนาดใหญ่ ในขณะที่การตัดนายมณฑลออกไป อาจสะท้อนการเมืองเบื้องหลังระหว่างกลุ่มอิทธิพลต่างๆ

  • จุดเด่นของนายจิรุตม์: ประสบการณ์บริหารกระทรวงคมนาคม, ความใกล้ชิดพรรคภูมิใจไทย, ทักษะราชการสูง
  • บทเรียนจากนายมณฑล: คอนเน็กชันไม่ใช่ทุกอย่าง ต้องได้รับการยอมรับจากสภาสูง
  • ผลกระทบ: เสริมความมั่นคงให้ กกต. ชุดใหม่ เตรียมรับมือเลือกตั้งใหญ่

การตัดสินใจของวุฒิสภาในครั้งนี้ ไม่เพียงกำหนดผู้เข้ารับตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนพลวัตการเมืองไทยที่กลุ่มพรรคและอิทธิพลต่างๆ ยังคงมีบทบาทสำคัญ ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกนายจิรุตม์คือตัวอย่างของนักบริหารที่ใช่ในเวลาที่ใช่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดกับเรา!

ที่มา – วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

พรรคเพื่อไทยเห็นตรง ปชช. เลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบ

หลังจากเกิดเหตุการณ์เลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบ ทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจน โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าพรรคเห็นตรงกับความรู้สึกของประชาชนที่รู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ผิดปกติอย่างมาก มีข้อพิรุธมากมายที่บั่นทอนความเชื่อมั่น

เลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบ

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเต็มไปด้วยข้อกังขา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกมองว่าขาดความเที่ยงธรรม รวมถึงบทบาทของกลไกรัฐต่าง ๆ เช่น ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อสม. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีชลบุรี ซึ่งเป็นเพียง iceberg tip ของปัญหาที่สะสมมา

ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและยุติธรรม สิ่งนี้ทำให้เกิดความคลางแคลงใจต่อระบบประชาธิปไตยทั้งหมด หากปล่อยไว้โดยไม่มีผู้รับผิดชอบ อนาคตของการเมืองไทยจะยิ่งมืดมน

พรรคเพื่อไทยเห็นตรงกับประชาชน

พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาเลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบ โดยเรียกร้องให้ กกต. อย่าลอยตัวเหนือปัญหา ต้องตรวจสอบข้อพิรุธทั้งหมดอย่างเร่งด่วน หากพบการกระทำผิดกฎหมาย ผู้เกี่ยวข้องต้องถูกดำเนินคดีเพื่อคืนความยุติธรรมให้ประชาชน

  • ข้อพิรุธด้านการนับคะแนนที่ไม่โปร่งใส
  • การแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่รัฐในบางพื้นที่
  • ปัญหาการลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ผิดปกติ
  • กรณีตัวอย่างชลบุรีและพื้นที่อื่น ๆ
  • ขาดกลไกตรวจสอบอิสระ

นอกจากนี้ พรรคยังชี้ว่าประชาธิปไตยไทยไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้บนฐานความคลางแคลงใจเช่นนี้ ความโปร่งใสคือรากฐานของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์เลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่แก้ไขอย่างจริงจัง ประชาชนอาจสูญเสียศรัทธาในระบบเลือกตั้งไปโดยสิ้นเชิง เราควรสนับสนุนการตรวจสอบที่เข้มข้นเพื่อปกป้องคะแนนเสียงทุกเสียงให้ศักดิ์ศรี

สุดท้ายนี้ อย่าปล่อยให้ปัญหานี้จบลงด้วยความเงียบงัน สนับสนุนให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และติดตามข่าวสารเพื่อปกป้องสิทธิเลือกตั้งของคุณ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – พรรคเพื่อไทย เห็นตรงกับ ปชช. หลังเลือกตั้ง 69 พิรุธเพียบ ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบ

ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ พบพิรุธนับคะแนนหลายเขต

ผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดสร้างความฮือฮาในวงการเมืองไทย เมื่อ ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ อย่างนอบน้อม แม้จะมีรายงานความผิดปกติในการนับคะแนนหลายเขต นี่คือประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้แถลงเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคคาดการณ์ว่าจะได้ ส.ส. รวม 116 ที่นั่ง แบ่งเป็น ส.ส. เขต 85 ที่นั่ง และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 31 ที่นั่ง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนสนใจคือข้อสังเกตต่อกระบวนการนับคะแนนที่ดูผิดปกติในหลายพื้นที่

ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ ท่ามกลางพิรุธนับคะแนนหลายเขต

แม้ ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ แต่พรรคไม่ได้นิ่งนอนใจกับข้อมูลที่ได้รับจากทีมงาน พบปัญหาบัตรเสียและบัตรเขย่งจำนวนมากในเขตที่คะแนนสูสี โดยเฉพาะพื้นที่ที่ส่วนต่างคะแนนแพ้ชนะเพียงหลักร้อยหรือพัน แต่บัตรเสียกลับพุ่งสูงผิดปกติ นี่อาจเป็นสัญญาณของความไม่โปร่งใสที่ต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พรรคได้ส่งทีมกฎหมายลงพื้นที่ทันที เพื่อขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนใหม่ในจุดที่สงสัย

ตัวอย่างเขตเลือกตั้งที่มีพิรุธนับคะแนนชัดเจน

  • ลำปาง เขต 2: บัตรเสียกว่า 7,000 ใบ ทั้งที่ส่วนต่างคะแนนแพ้ชนะมีเพียง 2,000 คะแนน สถิติบัตรเสียสูงขนาดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เกิดคำถามถึงความถูกต้อง
  • ขอนแก่น เขต 3: พบปัญหาบัตรเขย่งและบัตรเสียจำนวนมาก ในขณะที่คะแนนระหว่างผู้สมัครใกล้เคียงกันสุดๆ ทีมงานพรรคยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจน
  • ปทุมธานี: มีรายงานเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย (กปน.) ปิดห้องนับคะแนนอย่างกะทันหัน สร้างความไม่ไว้วางใจให้กับผู้สังเกตการณ์

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่集中在เขตที่พรรคประชาชนมีโอกาสชนะสูง สะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งให้โปร่งใสยิ่งขึ้น การเลือกตั้งปี 2569 ถือเป็นสนามรบทางการเมืองที่เข้มข้น พรรคต่างๆ ใช้กลยุทธ์หลากหลาย รวมถึงการ “หลบเขต” หรือย้ายฐานเสียงไปสู้ในพื้นที่ที่อ่อนแอของคู่แข่ง ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลงจากปี 2566 แม้คะแนนรวมของพรรคประชาชนจะไม่ลดลง แต่บริบทใหม่นี้ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์

นายณัฐพงษ์ ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า พรรคน้อมรับมติมหาชน และเคารพสิทธิของพรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งอย่างพรรคภูมิใจไทยให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลที่มีภูมิใจไทยเป็นหัวใจหลัก แทนที่จะเป็นรัฐบาล พรรคพร้อมสวมบทฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง เพื่อตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง นี่คือหลักการที่พรรคยึดมั่นมาตลอด

หลังจากนี้ พรรคจะเก็บความผิดหวังไว้ ถอดบทเรียนจากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ โดยเน้นการทำงานเชิงเครือข่ายในพื้นที่ให้แน่นหนากว่าเดิม รู้เท่าทันกลยุทธ์การเมืองแบบเก่าๆ ที่ล้าสมัย และมุ่งนำวาระก้าวหน้าอย่างประชาธิปไตย การปฏิรูปสังคม และสิทธิประชาชน มาชนะใจมวลชนในอนาคต การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากกกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบพิรุธเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบประชาธิปไตยได้มาก

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ แบบนี้ แสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง แม้จะมีพิรุธ แต่การเลือกทางสายกลางโดยไม่ฟ้องร้องวุ่นวาย แต่เน้นถอดบทเรียนและทำฝ่ายค้านแทน เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? ฝ่ายค้านเข้มแข็งจะเปลี่ยนเกมการเมืองไทยได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนไทยทุกคน!

ที่มา – ปชน. น้อมรับความพ่ายแพ้ แม้หลายเขตพบพิรุธนับคะแนน “เท้ง” บอกเก็บความผิดหวังไปถอดบทเรียน

“อนุทิน” โผกอดภรรยาหลังภูมิใจไทยกวาด สส. ถล่มทลาย

คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 บรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทยคึกคักสุดๆ เมื่อ “อนุทิน” โผกอดภรรยาหลังภูมิใจไทยกวาด สส. ถล่มทลาย ยกมือไหว้ท่วมหัวขอบคุณประชาชน กลายเป็นภาพประทับใจที่ใครๆ ก็พูดถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาถึงพรรคตอน 21.05 น. ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกระหึ่ม สีหน้าของคุณอนุทินเต็มไปด้วยรอยยิ้มและแววตาตื้นตันใจ เห็นแล้วรู้เลยว่าผลเลือกตั้งรอบนี้ พรรคภูมิใจไทยมาแรงจริงๆ

“อนุทิน” โผกอดภรรยาหลังภูมิใจไทยกวาด สส. ถล่มทลาย ยกมือไหว้ท่วมหัวขอบคุณประชาชน

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา คุณอนุทินไม่รอช้า รีบเดินตรงไปสวมกอดนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ก่อนจะหันไปกอดแกนนำและผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อคนสำคัญๆ เช่น นายสันติ พร้อมพัฒน์, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์, นายศุภชัย ใจสมุทร และนายเกรียงยศ สุดลาภา ทุกคนยิ้มแก้มปริเพราะคะแนนเบื้องต้นนำโด่งในหลายเขตเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยกำลังกวาดที่นั่ง สส. แบบถล่มทลายจริงๆ

ช็อตเด็ด! โผกอดภรรยาแบบสุดซึ้ง

แต่ที่แฟนๆ ชอบที่สุดคือช็อตที่ “อนุทิน” โผกอดภรรยาหลังภูมิใจไทยกวาด สส. ถล่มทลาย ยกมือไหว้ท่วมหัวขอบคุณประชาชน คุณอนุทินตรงดิ่งไปที่ร้านกาแฟบาริสต้าเพื่อกอด น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยาสุดที่รัก ท่ามกลางกำลังใจจากลูกสาว น.ส.นัยน์ภัค ชาญวีรกูล และลูกชาย นายเศรณี ชาญวีรกูล ที่มาร่วมลุ้นผลด้วยกัน บรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัวการเมืองที่แท้ทรู เห็นแล้วน้ำตาซึมเลยนะ

เมื่อนักข่าวถามถึงกระแสข่าวที่พรรคอาจได้ถึง 200 ที่นั่ง สส. คุณอนุทินถึงกับร้อง “โห” ด้วยความตกใจดีใจ ก่อนยกมือไหว้เหนือหัวแบบท่วมท้น แล้วพูดว่า “อยากกราบขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ขอบคุณจริงๆ ครับ” คำขอบคุณนี้มาจากใจจริงๆ เลย

ทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงมาแรงขนาดนี้?

ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคกลางที่เป็นฐานเสียงหลัก นโยบายที่ชัดเจนเรื่องสาธารณสุข การเกษตร และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้พรรคกวาดคะแนนถล่มทลาย กลายเป็นม้ามืดตัวใหม่ของเวทีการเมืองไทย

  • คะแนนนำโด่งในหลายเขต
  • แกนนำสู้เต็มที่ทั้งวัน
  • ครอบครัวอนุทินร่วมลุ้นจนสุดท้าย
  • ขอบคุณประชาชนทุกเสียง

นอกจากนี้ การบริหารพรรคที่โปร่งใสและเข้าถึงประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้นมาก คุณอนุทินเองก็เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนาน แต่ยังคงความเป็นกันเองแบบนี้แหละที่ทำให้คนรัก

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะของพรรค แต่เป็นสัญญาณว่าประชาชนต้องการการเมืองที่มั่นคงและใกล้ชิด การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์แล้วว่าความทุ่มเทมีค่า

คุณคิดยังไงกับโมเมนต์สุดซึ้งของ “เสี่ยหนู” ล่ะ? คอมเมนต์บอกเราหน่อยสิ และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” โผกอดภรรยาหลังภูมิใจไทยกวาด สส. ถล่มทลาย ยกมือไหว้ท่วมหัวขอบคุณประชาชน

กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลังภูมิใจไทยนำอันดับ 1

ผลการเลือกตั้ง สส. ครั้งล่าสุดสร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองไทย เมื่อ กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลัง “ภูมิใจไทย” คะแนนพุ่งขึ้นอันดับ 1 ทั่วประเทศ บรรยากาศที่ทำการพรรคเปลี่ยนจากเสียงเชียร์คึกคักเป็นความเงียบสงัดในชั่วพริบตา

กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลัง “ภูมิใจไทย” คะแนนพุ่งขึ้นอันดับ 1 ทั่วประเทศ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 หลังปิดหีบเลือกตั้ง ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนมารวมตัวกันที่ทำการพรรคอย่างคึกคัก ในช่วงนับคะแนน 10% แรก พรรคประชาชนยังนำในหลายเขต มีเสียงเฮดังลั่น แต่พอคะแนนอัปเดตช่วงค่ำ ภูมิใจไทยแซงขึ้นนำแบบก้าวกระโดด ทิ้งห่างพรรคอื่นๆ ทั่วประเทศ

กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย

แฟนคลับที่เฝ้าดูผลคะแนนหน้าจอใหญ่ชั้นล่างเริ่มเงียบกริบ สีหน้าครึ้มเครียด บางคนลุกเดินทางกลับบ้าน บรรยากาศบางตา ขณะที่ชั้นบน แกนนำพรรคประชาชนประชุมลับเพื่อวิเคราะห์คะแนนเขตที่ยังสูสี

สาเหตุที่ทำให้ “ภูมิใจไทย” พุ่งขึ้นอันดับ 1

กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลัง “ภูมิใจไทย” คะแนนพุ่งขึ้นอันดับ 1 ทั่วประเทศ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากปัจจัยหลายประการ

  • ฐานเสียงเหนียวแน่น: พรรคภูมิใจไทยมีฐานในภาคอีสานและตะวันออก ทวงคะแนนคืนได้ดี
  • นโยบายโดนใจ: สัญญาเรื่องเศรษฐกิจ สุขภาพ และแก้ปัญหาน้ำท่วม ดึงดูดผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมาก
  • กลยุทธ์หาเสียง: ลงพื้นที่หนัก ใช้โซเชียลมีเดียเก่ง สร้างกระแสไวรัล
  • คู่แข่งสะดุด: พรรคประชาชนเจอปัญหาภายในและคดีความคลุมเครือ ส่งผลต่อคะแนน

ผลคะแนนไม่เป็นทางการชี้ชัด ภูมิใจไทยได้เก้าอี้ สส. กว่า 140 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่เคยนำช่วงแรก สถานการณ์พลิกผันแบบนี้ สะท้อนความผันผวนของการเมืองไทยที่คาดเดายาก

ผลกระทบต่อพรรคประชาชน

แม้หลายเขตยังเบียดเสียด แต่แนวโน้มชัดเจน พรรคประชาชนอาจได้ที่นั่งน้อยกว่าคาด แกนนำต้องปรับกลยุทธ์ด่วนเพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นจากกองเชียร์ที่กำลังหงอย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อน เช่น การนับคะแนนในเขตกรุงเทพฯ และภาคเหนือที่ยังลุ้น นักวิเคราะห์ชี้ว่าผลนี้จะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า พรรคภูมิใจไทยอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญ

การเมืองไทยปีนี้เต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ พรรคเล็กพรรคใหญ่ผลัดกันขึ้นลง ผู้สมัครอิสระบางคนก็คว้าชัยในเขตเดือด ติดตามต่อได้ที่เว็บเรา

ความเห็นส่วนตัว: กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลัง “ภูมิใจไทย” คะแนนพุ่งขึ้นอันดับ 1 ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งไทยต้องอาศัยมากกว่าแค่กระแส ต้องมีนโยบายจริงจังและฐานเสียงแข็งแรง คุณคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – กองเชียร์พรรคประชาชนหงอย หลัง “ภูมิใจไทย” คะแนนพุ่งขึ้นอันดับ 1 ทั่วประเทศ

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้น New High 75%

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท สร้างความฮือฮาในวันเลือกตั้ง เมื่อน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และว่าที่นายกรัฐมนตรี เดินทางมาลงคะแนนเสียงที่หน่วยเลือกตั้งย่านสามเสนในพื้นที่พญาไท ด้วยรอยยิ้มสดใสและความมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอเผยสัญญาณดีตั้งแต่เช้า หลังพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิถึง 40% แล้ว และลุ้นสุดตัวให้ทั้งประเทศทุบสถิติเดิมเกิน 75% ซึ่งถือเป็น New High ใหม่ของการเลือกตั้งไทย

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งคึกคักสุดๆ โดยเฉพาะย่านพญาไทที่ ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท อย่างเป็นทางการ หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) พบว่าช่วงเช้ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิแล้วกว่า 40% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมาก แม้จะต้องลงคะแนนทั้งเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติพร้อมกันในวันเดียวกัน แต่ระบบที่รวมหน่วยไว้ที่เดียวกันช่วยให้กระบวนการรวดเร็ว ไม่สับสน และลดความแออัดได้ดีเยี่ยม

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีความน่าสนใจเพราะเป็นการทดสอบพลังประชาชนอย่างแท้จริง ศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งเป็นนักกิจกรรมรุ่นใหม่และแกนนำสำคัญของพรรคประชาชน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วม โดยวอนให้ประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อสร้างสถิติใหม่ที่ผู้มาใช้สิทธิเกิน 75% ซึ่งจะเป็นสัญญาณบวกต่ออนาคตการเมืองไทย

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

สัญญาณดีจากหน่วยเลือกตั้งและความโปร่งใส

เรื่องความโปร่งใสเป็นประเด็นที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด ศิริกัญญาเปิดเผยว่ามีรายงานความผิดปกติเข้ามาต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการติดประกาศข้อมูลหน้าหน่วยไม่ครบถ้วน ซึ่งเจ้าหน้าที่แก้ไขได้ทันทีหลังได้รับแจ้ง นี่แสดงให้เห็นว่าระบบการเลือกตั้งไทยมีกลไกตรวจสอบที่ทำงานได้ดี หากทุกคนช่วยกันเฝ้าระวัง

  • ผู้มาใช้สิทธิเช้า 40%: สูงกว่าที่คาด สร้างความมั่นใจ
  • รวมหน่วยเลือกตั้งและประชามติ: รวดเร็ว สะดวก ลดสับสน
  • รายงานผิดปกติแก้ไขทันที: ยืนยันความโปร่งใส
  • ลุ้นเกิน 75%: ทุบสถิติเก่า สร้าง New High

เธอยังฝากถึงประชาชนที่บ้านใกล้หน่วยเลือกตั้ง โดยเชิญชวนให้มาเป็นอาสาสมัครเฝ้าหีบหลังปิดโหวต เพื่อป้องกันความผิดพลาดและพิทักษ์คะแนนเสียงของทุกคนให้สมบูรณ์แบบ

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

แผนหลังปิดหีบและพลังปลายปากกา

เมื่อถามถึงการจัดตั้งรัฐบาล ผู้บริหารพรรคประชาชนมีแผนชัดเจน โดยจะนัดประชุมกันอีกครั้งก่อนปิดหีบ เพื่อติดตามผลและวางแนวทางต่อไปตามสถานการณ์จริง ศิริกัญญาทิ้งท้ายด้วยคำคมสุดประทับใจว่า "อยากให้ทุกคนตระหนักถึงพลังของปลายปากกาในการกำหนดการเปลี่ยนแปลง" ซึ่งสะท้อนถึงความหวังที่เธอมีต่อประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโหวต แต่เป็นการแสดงพลังของประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะกับพรรคประชาชนที่เน้นนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เช่น การปฏิรูปโครงสร้าง การศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจ หากยอดผู้มาใช้สิทธิพุ่งสูงแบบนี้ แสดงว่าประชาชนพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว

ในมุมมองของผู้เขียน สถิติ New High เกิน 75% จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ลุ้นกันต่อว่าผลจะออกมายังไง ชวนทุกท่านติดตามอัปเดตผลเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อกระตุ้นให้คนอื่นออกมาใช้สิทธิด้วยนะครับ!

ที่มา – “ไหม ศิริกัญญา” ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High คนออกมาใช้สิทธิเกิน 75%

Scroll to top