คามาลา แฮร์ริส

“คามาลา แฮร์ริส” คิดลง ปธน. 2028 อีกครั้ง

คามาลา แฮร์ริส ลงสมัครประธานาธิบดี 2028 กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเมืองสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังจากอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเผยว่ากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการกลับมาลงชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 2028 ท่ามกลางกระแสตอบรับจากแฟนคลับและนักการเมืองเดโมแครต

คามาลา แฮร์ริส ลงสมัครประธานาธิบดี 2028

วันที่ 10 เมษายน 2569 หรือตรงกับปี 2026 ในปฏิทินสากล คามาลา แฮร์ริส ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างเข้าร่วมงานของ National Action Network ในนครนิวยอร์ก โดยเธอระบุชัดเจนว่า “กำลังคิดอยู่” เกี่ยวกับการลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้ง แม้จะยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่คำพูดนี้ทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะหลังจากที่เธอเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตในศึกใหญ่ปี 2024 แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเส้นทางการเมืองของเธออาจสิ้นสุดลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวล่าสุดของแฮร์ริสแสดงให้เห็นว่าเธอยังคงมีความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ เสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงานดังกึกก้อง แสดงถึงฐานเสียงที่ยังเหนียวแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นกลางและคนผิวสีที่เคยสนับสนุนเธออย่างล้นหลาม

ประวัติและเส้นทางสู่การเมืองของคามาลา แฮร์ริส

คามาลา แฮร์ริส เกิดเมื่อปี 1964 ที่โอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นบุตรของพ่อแม่ชาวอินเดียและจาเมกา เธอเติบโตมาในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง ก่อนจะก้าวสู่วงการอัยการนิติกร และกลายเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียคนแรกที่เป็นผู้หญิงและชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย จากนั้นในปี 2017 เธอได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ และในที่สุดก็กลายเป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐฯ ในสมัยโจ ไบเดน

  • ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย (2011-2017)
  • วุฒิสมาชิกแคลิฟอร์เนีย (2017-2021)
  • รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ (2021-2025)
  • ตัวแทนเดโมแครตชิงประธานาธิบดี 2024

เส้นทางของเธอเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคม สิทธิสตรี และการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งเป็นจุดขายหลักที่ทำให้เธอมีฐานเสียงกว้างขวาง

สาเหตุที่แพ้เลือกตั้ง 2024 และบทเรียนสู่ปี 2028

ในการเลือกตั้งปี 2024 คามาลา แฮร์ริส ลงสมัครแทนโจ ไบเดนที่ถอนตัว แต่ต้องเผชิญกับคู่แข่งตัวฉกาจอย่างทรัมป์ ปัจจัยหลักที่ทำให้เธอแพ้ ได้แก่ เศรษฐกิจที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อสูง และประเด็นชายแดนที่ถูกวิจารณ์หนัก นอกจากนี้ การหาเสียงที่เน้นประเด็นเพศและเชื้อชาติมากเกินไป ทำให้สูญเสียคะแนนจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชายผิวขาวและชนชั้นแรงงาน

แต่ปี 2028 เป็นโอกาสใหม่ พรรคเดโมแครตอาจปรับตัว โดยมีชื่ออย่าง Gavin Newsom หรือ Gretchen Whitmer เป็นคู่แข่ง แต่แฮร์ริสมีประสบการณ์และชื่อเสียงระดับชาติ ทำให้เธอยังคงเป็นตัวเต็ง

โอกาสและความท้าทายหากคามาลา แฮร์ริส ลงสมัครประธานาธิบดี 2028

ในทางบวก แฮร์ริสมีอายุเพียง 64 ปีในปี 2028 ยังอยู่ในวัยที่เหมาะสม และมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งในพรรค แต่ความท้าทายคือต้องปรับภาพลักษณ์ให้ดึงดูดผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอิสระมากขึ้น รวมถึงจัดการประเด็นเศรษฐกิจให้ดี นักวิเคราะห์บางคนมองว่า หากทรัมป์ชนะสมัยสอง เธอจะมีโอกาสโต้กลับในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน

การเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คามาลา แฮร์ริส ลงสมัครประธานาธิบดี 2028 จะเป็นการกลับมาที่น่าจับตา คุณคิดว่าเธอจะประสบความสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองโลกกับเราต่อไปเพื่ออัปเดตล่าสุด!

ที่มา – “คามาลา แฮร์ริส” เผยกำลังคิดว่าจะลงสมัครเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2028

โจ ไบเดน เริ่มรับการฉายรังสีรักษามะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว

โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มรับการฉายรังสีและฮอร์โมนบำบัด เพื่อรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว หลังจากได้รับการวินิจฉัยเมื่อเดือนพฤษภาคม นี่เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ติดตามสุขภาพของอดีตผู้นำสหรัฐฯ

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 โฆษกของ โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ วัย 82 ปี ระบุว่า อดีตผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ เริ่มรับการฉายรังสีและฮอร์โมนบำบัด เพื่อรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองเรื่องสุขภาพของเขา การตัดสินใจเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับโรคนี้

เมื่อเดือนพฤษภาคม สำนักงานของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศว่า นายไบเดนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรงที่แพร่กระจายไปยังกระดูก หลังจากเขาเข้ารับการตรวจเนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและพบก้อนเนื้อที่ต่อมลูกหมาก ข่าวนี้สร้างความตกใจให้กับหลายฝ่าย แต่ก็ได้รับกำลังใจจากผู้คนมากมาย

“มะเร็งสัมผัสเราทุกคน” นายไบเดนระบุในโพสต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ในตอนนั้น “เหมือนกับพวกคุณหลายคน จิลกับผมได้เรียนรู้ว่าเราแข็งแกร่งที่สุดในสถานที่ที่พังทลาย ขอบคุณที่ดึงพวกเราขึ้นมาด้วยความรักและการสนับสนุน” ข้อความนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความหวังของเขาในการต่อสู้กับโรคร้าย

ทั้งนี้ เรื่องสุขภาพของนายไบเดนกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจากหนังสือเล่มใหม่ของนายไบเดนให้รายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพที่ทรุดโทรมของเขา ในตอนที่เขากำลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเมื่อปีก่อน เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองกับ โดนัลด์ ทรัมป์ สุขภาพของผู้นำประเทศ เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญเสมอมา

ไบเดนประกาศถอนตัวจากการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนกรกฎาคม 2567 หลังจากการดีเบตกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งไบเดนแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมอย่างสิ้นเชิง และเขาประกาศสนับสนุนนาง คามาลา แฮร์ริส ผู้เป็นรองประธานาธิบดีในขณะนั้น ลงชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ แทน แม้สุดท้ายเธอจะพ่ายแพ้ให้นายทรัมป์ การตัดสินใจครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ

อนึ่ง ข้อมูลของสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในหมู่ผู้ชาย และพบบ่อยเป็นพิเศษในผู้สูงอายุ โดยผู้ชายที่มีอายุเกิน 80 ปี ประมาณ 80% มีเซลล์มะเร็งอยู่ในต่อมลูกหมาก สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุด้วยว่า แม้ว่ามะเร็งต่อมลูกหมากจะมีโอกาสรักษาให้หายได้สูงหากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งอันดับสองในผู้ชาย ดังนั้นการตรวจคัดกรองมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ฮอร์โมนบำบัดเป็นวิธีการรักษาที่พบบ่อย ซึ่งสามารถช่วยทำให้ก้อนเนื้อหดตัวลงและชะลอการเติบโตของมะเร็งได้ แต่ไม่ใช่การรักษาให้หายขาด การรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรงของโรค

โจ ไบเดน เริ่มรับการฉายรังสีรักษามะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว

การที่อดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เริ่มรับการฉายรังสีรักษามะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพ และการตรวจคัดกรองมะเร็งอย่างสม่ำเสมอ

การฉายรังสีรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก: ทางเลือกในการรักษา

การรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากนั้นมีหลายวิธี การฉายรังสีถือเป็นหนึ่งในวิธีที่แพทย์เลือกใช้ในการรักษา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งและควบคุมการแพร่กระจายของโรค นอกจากนี้ การรักษาด้วยฮอร์โมนก็เป็นอีกวิธีที่ใช้ควบคู่กันไป เพื่อลดระดับฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

สำหรับ โจ ไบเดน เริ่มรับการฉายรังสีรักษามะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับโรคนี้ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น

การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการตรวจคัดกรองโรคอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีและวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายจากโรคและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

การเปิดเผยข้อมูลสุขภาพของบุคคลสาธารณะอย่าง โจ ไบเดน มีส่วนช่วยสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในวงกว้าง และส่งเสริมให้ผู้ชายหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น

ดังนั้น การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการตรวจสุขภาพประจำปี จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – โจ ไบเดน เริ่มรับการฉายรังสี-ฮอร์โมนบำบัด รักษามะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว

Scroll to top