คิม จอง อึน

ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม

ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อประธานาธิบดีเกาหลีใต้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเร่งคืนอำนาจควบคุมกองทัพ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจลดขนาดการซ้อมรบร่วมลง ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความมั่นคงในภูมิภาค และการที่เกาหลีใต้ต้องการผลักดันให้เกิด ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของอธิปไตยทางทหาร

สาเหตุหลักที่ทำให้นายอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ ต้องออกมาเร่งรัดกระบวนการโอนอำนาจการควบคุมปฏิบัติการทางทหารในภาวะสงคราม (Opcon) กลับคืนมาจากสหรัฐฯ นั้น สืบเนื่องมาจากนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ที่สั่งให้ลดขนาดการซ้อมรบ “Ulchi Freedom Shield” ลง ซึ่งทางสหรัฐฯ อ้างเหตุผลเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีประเด็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนไหวสำคัญของเกาหลีใต้

การตัดสินใจเร่งกระบวนการคืนอำนาจสั่งการกองทัพไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม แสดงให้เห็นว่ากรุงโซลต้องการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในอนาคตด้วยตนเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ หรือการยกระดับบุคลากรให้ก้าวทันเทคโนโลยีสงครามสมัยใหม่

  • การพึ่งพาตนเองทางการทหารมีความจำเป็นมากขึ้นในสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน
  • การเปลี่ยนแปลงยุทธวิธีทางทหารของเกาหลีเหนือที่น่ากังวลจากการใช้โดรนและเทคโนโลยีจากรัสเซีย
  • ความสัมพันธ์และการทูตระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของเกาหลีใต้

แม้ว่าการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ จะยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่การที่เกาหลีใต้ต้องการมีอำนาจสั่งการในยามสงครามด้วยตนเองนั้น สะท้อนถึงความมั่นใจและต้องการแสดงถึงอธิปไตยแห่งชาติที่สมบูรณ์ การที่ ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม คือสัญญาณเตือนว่าเกาหลีใต้พร้อมที่จะดูแลความปลอดภัยของตนเองท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของมหาอำนาจ

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งไม่ได้แปลว่าความร่วมมือจะลดลง แต่เป็นการยกระดับสู่การทำงานร่วมกันแบบเท่าเทียมและมั่นคงกว่าเดิมในระยะยาว คุณคิดว่าเกาหลีใต้จะสามารถเดินหน้าโครงการสำคัญเหล่านี้ได้สำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่? ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – ผู้นำเกาหลีใต้ เรียกร้องอิสระทางทหาร หลังทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วม

ผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ

ผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ

เป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อประธานาธิบดีอี แจ มยอง แห่งเกาหลีใต้ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการยื่นข้อเสนอให้เกาหลีเหนือหันมาจับเข่าคุยกัน เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ทั้งสองประเทศตกอยู่ในสภาวะสงครามมายาวนานกว่า 70 ปี แม้ในทางปฏิบัติจะไม่มีการปะทะด้วยกำลังรุนแรงในปัจจุบัน แต่ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีก็ยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง

ทำไมต้องเร่งผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ?

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง เน้นย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ทั้งสองฝั่งควรวางความขัดแย้งและหันหน้าเข้าหากันในฐานะคู่ขัดแย้งโดยตรง โดยเฉพาะการหามาตรการหยุดยั้งการขยายตัวของอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามหลักต่อความมั่นคงของภูมิภาค การที่รัฐบาลเกาหลีใต้เปลี่ยนท่าทีมาใช้นโยบายแบบไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะปัจจุบันทางฝั่งเปียงยางยังไม่มีท่าทีตอบรับในเชิงบวก แถมยังเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ว่า:

  • เกาหลีเหนือได้รับทั้งทรัพยากร พลังงาน และเทคโนโลยีทหารจากรัสเซีย
  • มีการแลกเปลี่ยนกำลังพลและอาวุธเพื่อสนับสนุนสงครามในยูเครน
  • สถานการณ์ซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ยังคงเป็นจุดเปราะบางที่สร้างความไม่พอใจให้กับเกาหลีเหนือ

แม้ว่าความพยายามของผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการจะยังไม่ประสบผลสำเร็จในทันที แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในเชิงการทูตที่แสดงถึงความจริงใจในการลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้ากันด้วยอาวุธสงคราม

ในมุมมองของเรา สันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีอาจต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน ทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจและการปรับตัวของแต่ละฝ่าย หากปราศจากการยอมถอยคนละก้าว สงครามที่ยังคงค้างคาในเชิงเทคนิคนี้ก็อาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุขึ้นมาอีกครั้ง การเจรจาจึงเป็นทางเลือกเดียวที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ

ที่มา – ผู้นำเกาหลีใต้ชวนเกาหลีเหนือเจรจา ยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

เรียกได้ว่าสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อล่าสุดเกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือนกรุงเปียงยางเพียงไม่กี่ชั่วโมง ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างเลี่ยงไม่ได้

เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

ทางด้าน คิม โย จอง น้องสาวผู้นำสูงสุด คิม จอง อึน ได้ออกมาเน้นย้ำผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) ว่าประเทศของเธอจะไม่มีวันยอมโอนอ่อนหรือทอดทิ้งสถานะการเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด โดยเธอระบุชัดเจนว่าแรงกดดันจากภายนอกไม่สามารถทำให้เปียงยางถอยหลังได้ นี่คือทัศนคติที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือยึดมั่นในนโยบายการป้องกันตนเองอย่างถึงที่สุด

เหตุผลเบื้องหลังจุดยืนที่แข็งกร้าวของเกาหลีเหนือ

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างมองว่าการที่ เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน นั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนยุทธศาสตร์ที่แยบยล เพื่อส่งสารถึงนานาประเทศโดยเฉพาะสหรัฐฯ ว่าการเจรจาใดๆ ในอนาคตจะต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่เกาหลีเหนือถือไพ่เหนือกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเผยโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์แห่งใหม่ก่อนการพบกันของผู้นำจีนและผู้นำเกาหลีเหนือ

หากเราวิเคราะห์ถึงความท้าทายในครั้งนี้ จะพบประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์แบบก้าวกระโดดตามคำสั่งของ คิม จอง อึน
  • เป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตขีปนาวุธถึง 2.5 เท่าภายใน 5 ปี
  • การปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ เรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์
  • การกระชับมิตรกับจีนเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางการเมือง

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งนัก เพราะจีนถือเป็นพันธมิตรคนสำคัญเพียงไม่กี่ประเทศของโสมแดง การเยือนครั้งแรกของ สี จิ้นผิง ในรอบ 7 ปีจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพยายามของปักกิ่งในการเข้ามามีบทบาทในคาบสมุทรแห่งนี้อีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นรายวัน

ในมุมมองของผู้เขียน การขยับหมากรุกทางการเมืองในครั้งนี้ของเกาหลีเหนือ คือการสร้างอำนาจต่อรองขั้นสูงสุด ซึ่งโลกต้องติดตามกันต่อไปว่า การมาเยือนของผู้นำจีนจะสามารถโน้มน้าวหรือหาทางออกที่ยั่งยืนได้หรือไม่ หรือสถานการณ์จะกลับกลายเป็นความซับซ้อนที่ยากจะไขปริศนาได้ในเร็ววัน

ที่มา – เกาหลีเหนือประกาศกร้าว ไม่ทิ้งสถานะรัฐนิวเคลียร์ ก่อนหน้าสี จิ้นผิง เดินทางเยือน

สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด สำหรับข่าวที่ว่า สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของผู้นำแดนมังกรท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกที่กำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนที่การเยือนครั้งนี้จะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้หารือกับผู้นำระดับโลกทั้งจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซียมาแล้ว

สถานการณ์ที่น่าจับตา: สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

การเดินทางไปเยือนกรุงเปียงยางในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการออกนอกประเทศครั้งแรกของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในปีนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า จีนต้องการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบและสร้างสมดุลบนคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง การพูดคุยกับทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ และ วลาดิเมียร์ ปูติน ก่อนหน้านี้ คือการเตรียมความพร้อมทางยุทธศาสตร์เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับใช้ในการเจรจากับ คิม จองอึน

เหตุผลเบื้องหลังทำไม สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือมีความหมายมากกว่าเรื่องของการค้าหรือการทหารทั่วไป แต่เป็นการตอกย้ำพันธมิตรในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับการแข่งขันมหาอำนาจ โดยมีปัจจัยน่าสนใจดังนี้:

  • การปรับยุทธศาสตร์: จีนต้องการรักษาอิทธิพลของตนไม่ให้ถูกลดทอนลงจากการเข้ามามีบทบาทของสหรัฐฯ
  • ความมั่นคงในคาบสมุทร: การเจรจาระหว่างสี จิ้นผิง และคิม จองอึน จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างเสถียรภาพที่จีนพอใจ
  • การคานอำนาจ: หลังจากการพบกับทรัมป์และปูติน จีนต้องการโชว์จุดยืนว่าตนเองคือตัวกลางที่ขาดไม่ได้

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในปี 2019 ที่สี จิ้นผิง เคยเดินทางไปเยือนเปียงยาง เราจะเห็นได้ว่ามีการต้อนรับอย่างสมเกียรติและยิ่งใหญ่ การเยือนรอบนี้จึงไม่น่าจะต่างกันมากนัก ทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ผู้นำทั้งสองจะได้กระชับความสัมพันธ์ส่วนตัวและวางแผนอนาคตร่วมกันท่ามกลางความท้าทายจากกระแสเศรษฐกิจและการเมืองโลก

ทุกสายตาในเวทีโลกกำลังจ้องมองว่าผลลัพธ์จากการหารือครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร จะมีการตกลงเรื่องมาตรการคว่ำบาตร หรือความร่วมมือในโครงการใหม่ๆ หรือไม่? ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนี้จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ใช้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกต่อไป ในมุมมองของผม นี่คือหมากเกมการเมืองที่คลาสสิกที่สุดที่เรากำลังจะได้เห็นกันในรอบหลายปีครับ

ที่มา – สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้

ในเหตุการณ์สำคัญล่าสุดของคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้ อย่างชัดเจน โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สะท้อนนโยบายของผู้นำคิม จอง อึน ที่ต้องการตอกย้ำความเป็นอิสระและการแยกตัวจากเกาหลีใต้แบบถาวร

เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้

สำนักข่าว Reuters ได้ตรวจสอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของเกาหลีเหนือ พบว่ามีการลบถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับ “การรวมชาติ” ออกไปทั้งหมด ซึ่งน่าจะได้รับการอนุมัติจากสภาประชาชนสูงสุดของเปียงยางในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เกาหลีเหนือกำหนด “ขอบเขตดินแดน” อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าดินแดนครอบคลุมพื้นที่ติดพรมแดนกับจีนและรัสเซียทางเหนือ และติดกับเกาหลีใต้ทางใต้ รวมถึงน่านน้ำและน่านฟ้าที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในรัฐธรรมนูญ

ศาสตราจารย์อี จอง ชอล จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล วิเคราะห์ว่ามาตราใหม่นี้กำหนดสถานะดินแดนอย่างเป็นทางการ แต่ยังไม่ระบุแนวเส้นแบ่งเขตแดนชายแดนหรือพื้นที่พิพาททางทะเล เช่น เส้นแบ่งเขตทางทะเลทางตอนเหนือในทะเลเหลือง นอกจากนี้ ยังมีการปรับถ้อยคำเกี่ยวกับตำแหน่งผู้นำ โดยกำหนดให้คิม จอง อึน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการรัฐ เป็นประมุขแห่งรัฐอย่างเป็นทางการ และมีอำนาจควบคุมกองกำลังนิวเคลียร์โดยตรง

  • การตัด “การรวมชาติ”: ลบแนวคิดรวมสองเกาหลีออกจากรัฐธรรมนูญ สะท้อนท่าทีแข็งกร้าว
  • กำหนดพรมแดน: ยืนยันขอบเขตติดเกาหลีใต้ จีน รัสเซีย
  • สถานะนิวเคลียร์: ประกาศตัวเป็นรัฐอาวุธนิวเคลียร์อย่างรับผิดชอบ พัฒนาต่อเพื่อปกป้องชาติ
  • อำนาจผู้นำ: คิม จอง อึน ควบคุมนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเน้นในหมวดกลาโหมว่าการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นหน้าที่เพื่อยับยั้งสงครามและรักษาเสถียรภาพภูมิภาค สื่อเกาหลีใต้รายงานว่าการไม่กำหนดแนวเขตแดนชัดเจนอาจเป็นกลยุทธ์หลีกเลี่ยงความตึงเครียดทันที แม้จะผลักดันแนวคิด “สองรัฐศัตรู” ให้เป็นกฎหมายสูงสุด

ย้อนกลับไปเดือนมกราคม 2024 คิม จอง อึน เรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ กำหนดเกาหลีใต้เป็นศัตรูหลัก และย้ำว่าดินแดนแยกสิ้นเชิง ในช่วงปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมีท่าทีแข็งกร้าว ปฏิเสธข้อเสนอเจรจาจากประธานาธิบดีอี แจ มยอง และคณะผู้แทนถาวรต่อสหประชาชาติยังเงียบต่อรายงานนี้

ผลกระทบต่อสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี

การ เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้ นี้ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงเอกสารกฎหมาย แต่ยังส่งสัญญาณถึงนโยบายใหม่ที่มุ่งเน้นความเป็นอิสระทางทหารและการเมือง โดยเฉพาะการยึดมั่นในโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์สองเกาหลีตึงเครียดยิ่งขึ้น ในขณะที่นานาชาติจับตาการตอบสนองจากวอชิงตันและโซล

จากมุมมองนักวิเคราะห์ การแก้ไขนี้ช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมภายในให้คิม จอง อึน ขณะที่ปิดประตูการรวมชาติที่เคยเป็นวาทกรรมหลักมานานกว่า 70 ปี สถานการณ์นี้ชวนให้คิดถึงอนาคตของคาบสมุทรเกาหลีที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการทูตและทหารมากขึ้น

เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศล่าสุด แนะนำให้ติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแสดงความเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณมองการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร

ที่มา – เกาหลีเหนือแก้รธน. ตัดทิ้ง “การรวมชาติ” ตอกย้ำสถานะแยกเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ

เกาหลีเหนือกำลังเผชิญกับ เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายปี สื่อทางการของเปียงยางรายงานว่ารัฐบาลกำลังเร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อปกป้องพืชผลทางการเกษตร ท่ามกลางความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารที่รุนแรงยิ่งขึ้น

เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ระบุว่าภัยแล้งครั้งนี้แผ่ปกคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้แรงงานเกษตรกรต้องระดมกำลังคนเพื่อรักษาพืชผลฤดูแรกเอาไว้ให้ได้มากที่สุด สถานการณ์นี้ยิ่งน่ากังวลเพราะเกาหลีเหนือมีปัญหาการขาดแคลนอาหารเรื้อรังอยู่แล้ว ดังที่เอลิซาเบธ แซลมอน ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ประจำเกาหลีเหนือ เคยเตือนไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์

เกาหลีเหนือมักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติมากกว่าประเทศอื่น ๆ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลัง เศรษฐกิจที่ถูกคว่ำบาตร และการโดดเดี่ยวทางการทูต นายกรัฐมนตรี พัค แท ซอง ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมฟาร์มในจังหวัดพยองอันใต้และฮวังแฮเหนือ เพื่อกำชับมาตรการรับมือ โดยสั่งให้ใช้แหล่งน้ำทุกแห่งอย่างมีประสิทธิภาพ และย้ำว่าความสำเร็จของการเก็บเกี่ยวปีนี้ขึ้นอยู่กับการต่อสู้กับภัยแล้งนี้

มาตรการเร่งด่วนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ

ทั่วประเทศกำลังเร่งซ่อมแซมประตูระบายน้ำและระบบชลประทาน ขณะที่เจ้าหน้าที่เกษตรนำเทคนิคทางวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อเพิ่มความทนทานของพืชหลักอย่างข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขาดแคลนพลังงาน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ส่งผลให้คลื่นความร้อนยิ่งอันตราย

ย้อนดูปี 2024 เกาหลีเหนือเพิ่งเจอน้ำท่วมใหญ่ทางตอนเหนือใกล้ชายแดนจีน สื่อเกาหลีใต้รายงานผู้เสียชีวิตและสูญหายนับพัน แต่ทางการปฏิเสธ สถานการณ์ภัยแล้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแนวโน้มสภาพอากาศสุดขั้วในเอเชีย เกาหลีใต้เองก็เคยภัยแล้งยาวนานในเมืองคังนึง และทั้งสองเกาหลีเจอมิถุนายนที่ร้อนที่สุด

  • ภัยแล้งรุนแรงปกคลุมหลายจังหวัด
  • รัฐบาลเร่งซ่อมระบบชลประทาน
  • เสี่ยงขาดแคลนอาหารทั้งประเทศ
  • เอลนีโญอาจกลับมาทำให้สถานการณ์แย่ลง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ภัยแล้งและคลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น ปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะกลับมาในปีนี้ อาจนำพาความร้อนจัด ภัยแล้ง และฝนตกหนักมาสู่เอเชีย

สถานการณ์ เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ นี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศที่ถูกโดดเดี่ยว หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ อาจนำไปสู่วิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่

ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ที่มา – เกาหลีเหนือเผชิญภัยแล้งรุนแรงผิดปกติ เสี่ยงกระทบแหล่งอาหารทั้งประเทศ

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 5 ลูก ทดสอบหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์

ในช่วงที่ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลียังคงรุนแรง เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 5 ลูก ทดสอบหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์ เพื่อแสดงศักยภาพทางทหารที่ก้าวล้ำ โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า การทดสอบนี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และถูกเผยแพร่ในวันจันทร์ตามปกติของสื่อรัฐ

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 5 ลูก ทดสอบหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์

การทดสอบครั้งนี้มุ่งตรวจสอบคุณสมบัติและพลังทำลายของหัวรบคลัสเตอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อระเบิดลูกปราย ซึ่งเป็นอาวุธที่ปล่อยระเบิดย่อยกระจายไปทั่วพื้นที่กว้าง สร้างความเสียหายรุนแรงทั้งต่อเป้าหมายทางทหารและพลเรือน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ได้ตรวจจับการยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้เชิงยุทธวิธีเหล่านี้ตั้งแต่วันอาทิตย์ สะท้อนถึงการจับตาอย่างใกล้ชิดจากชาติมหาอำนาจ

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 5 ลูก ทดสอบหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์

ภาพจาก KCNA แสดงผู้นำคิม จอง อึน ร่วมด้วยบุตรสาวคิม จู แอ และเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูง ณ พื้นที่ทดสอบ การปรากฏตัวของคิม จู แอ ในกิจกรรมกลาโหมสำคัญบ่อยครั้ง ทำให้เหล่านักวิเคราะห์สงสัยถึงบทบาทอนาคตของเธอในระบอบปกครอง

คิม จอง อึน และคิม จู แอ ดูการทดสอบ

หัวรบคลัสเตอร์บอมบ์คืออาวุธอะไร

หัวรบคลัสเตอร์บอมบ์ หรือคลัสเตอร์มูนนิชัน คืออาวุธที่บรรจุระเบิดย่อยจำนวนมาก เมื่อระเบิดหลักทำงาน ระเบิดย่อยจะกระจายออกไปครอบคลุมพื้นที่ وسی่าราว กับฝนระเบิด ทำให้ยากต่อการป้องกัน

  • สร้างความเสียหายวงกว้างต่อกำลังพลและยานพาหนะ
  • เสี่ยงสูงต่อพลเรือน เนื่องจากระเบิดย่อยบางลูกไม่ระเบิดทันที ทิ้งดักซุ่มไว้
  • ถูกวิจารณ์จากนานาชาติ หลายประเทศลงนามในอนุสัญญาห้ามคลัสเตอร์บอมบ์ตั้งแต่ปี 2551

ภาพการทดสอบเผยแรงระเบิดบนเกาะเล็ก น้ำกระเซ็นกระจาย แสดงพลังกระจายของหัวรบ ขณะที่ภาพอื่นแสดงการยิงจากท่าเรือยื่นสู่ทะเล

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 5 ลูก ทดสอบหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์ ครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาอาวุธเพื่อตอบโต้การซ้อมรบร่วมของเกาหลีใต้-สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดลง ทำให้ปักกิ่งและวอชิงตันกังวลยิ่งขึ้น

ในบริบทกว้าง การทดสอบอาวุธของเกาหลีเหนือเกิดขึ้นบ่อยครั้งตั้งแต่ปี 2565 โดยเฉพาะขีปนาวุธข้ามทวีปและนิวเคลียร์ แต่ครั้งนี้เน้นอาวุธเชิงยุทธวิธีที่ใช้ในสนามรบจริง นักวิเคราะห์มองว่านี่คือสัญญาณเตือนถึงความสามารถในการโจมตีแบบ asymmetric warfare

ผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกอาจรุนแรง หากนำไปสู่การแข่งขันด้านอาวุธ เกาหลีใต้ประกาศเพิ่มงบกลาโหม ขณะที่ญี่ปุ่นเร่งติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ

สุดท้าย การทดสอบนี้อาจยืดเยื้อการเจรจาสันติภาพ และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางทหาร ผู้นำโลกควรรีบหาทางออกร่วมกันเพื่อลดความตึงเครียด คลิกอ่านข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อติดตามสถานการณ์

ที่มา – เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 5 ลูก ทดสอบหัวรบคลัสเตอร์บอมบ์ อวดศักยภาพอาวุธ

“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างผู้นำประเทศที่ถูกชาติตะวันตกจับตา นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส เดินทางถึงกรุงเปียงยางอย่างเป็นทางการ สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก

“ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่านายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ออกต้อนรับนายลูคาเชนโกอย่างยิ่งใหญ่ ณ จัตุรัสคิมอิลซุง ท่ามกลางฝูงชนที่โบกธงและตะโกนเชียร์ สร้างภาพลักษณ์ของมิตรภาพอันแนบแน่นระหว่างสองชาติ

กิจกรรมหลักระหว่างการเยือน

  • เยือนวังสุริยะกึมซูซาน เพื่อเคารพศพคิม อิลซุง และคิม จองอิล พร้อมวางช่อดอกไม้ในนามประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย
  • ร่วมวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ปลดแอก เพื่อรำลึกทหารโซเวียตผู้เสียสละในสงครามปลดแอกเกาหลีจากญี่ปุ่นปี 1945
  • หารือเรื่องกระชับความร่วมมือทวิภาคี โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า และเทคโนโลยี

การกระทำเหล่านี้ไม่เพียงย้ำถึงรากฐานทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นสัญญาณของการขยายอิทธิพลกลุ่มพันธมิตรรัสเซีย ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งในยูเครน

บริบททาง geopolitics ของ “ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก

เบลารุสและเกาหลีเหนือต่างเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับรัสเซีย โดยเกาหลีเหนือถูกกล่าวหาว่าส่งอาวุธ ขีปนาวุธ ลูกปืนใหญ่ และกำลังพลไปช่วยรัสเซียในภูมิภาคเคิร์สก์ ขณะที่เบลารุสอนุญาตให้รัสเซียใช้ดินแดนเป็นฐานบุกยูเครนตั้งแต่ปี 2022 การเยือน “ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก จึงเป็นการเสริมสร้างแกนนำต่อต้านนาโต้และชาติตะวันตก

นักวิเคราะห์ชี้ว่า เกาหลีเหนือได้ประโยชน์จากการลดการพึ่งพาจีน โดยแลกกับความช่วยเหลือจากรัสเซีย เช่น เงินทุน เทคโนโลยีทหาร อาหาร และพลังงาน หลังจากปูตินเยือนเปียงยางเมื่อปีก่อน สร้างโมเมนตัมใหม่ให้ความสัมพันธ์สามฝ่าย

ประเด็นสิทธิมนุษยชนและการคว่ำบาตร

แม้จะอบอุ่น แต่ทั้งสองชาติยังเผชิญแรงกดดันจากตะวันตก เกาหลีเหนือถูกวิจารณ์เรื่องการทรมาน บังคับใช้แรงงาน และละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนลูคาเชนโกถูกกล่าวหาการปราบปรามฝ่ายค้านหลังเลือกตั้ง 2020 แม้จะปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 250 รายตามแรงกดสหรัฐฯ แต่ยังมีผู้ถูกคุมขังจำนวนมาก

การเยือนครั้งนี้ยิ่งทำให้ชาติตะวันตกกังวลถึงการขยายเครือข่ายของกลุ่มประเทศที่ท้าทายระเบียบโลกเดิม ส่งผลต่อการคว่ำบาตรที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเยือน “ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของชาติเหล่านี้ในยุคสงครามเย็นใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทาง geopolitics มากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – “ลูคาเชนโก” เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก “คิม จองอึน” ต้อนรับอบอุ่น

เกาหลีเหนือทดสอบเครื่องยิงจรวด คิม จอง อึน ควงลูกสาว

เกาหลีเหนือทดสอบ “เครื่องยิงจรวด” ด้าน “คิม จอง อึน” ควงลูกสาวคุมเข้มซ้อมยิง เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงข่าวต่างประเทศ ล่าสุดเกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างมาก

เกาหลีเหนือทดสอบ “เครื่องยิงจรวด” ด้าน “คิม จอง อึน” ควงลูกสาวคุมเข้มซ้อมยิง

ตามรายงานจากสื่อทางการเกาหลีเหนือ สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ระบุว่า การทดสอบเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม โดยมีนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เป็นผู้ควบคุมการทดสอบด้วยตัวเอง เขาควงบุตรสาว คิม จู แอ มาด้วย ซึ่งเป็นครั้งที่เธอปรากฏตัวในที่สาธารณะบ่อยครั้ง สะท้อนบทบาทที่อาจเป็นทายาทในอนาคต ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง (MRLS) ขนาด 600 มิลลิเมตรนี้ มีความแม่นยำสูง สามารถยิงได้ไกลถึง 420 กิโลเมตร และติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีได้

รายละเอียดการทดสอบเครื่องยิงจรวดของเกาหลีเหนือ

ในการทดสอบ เกาหลีเหนือใช้เครื่องยิงจรวด 12 ลำกล้อง จากหน่วยปืนใหญ่สองกองร้อย จรวดยิงตรงเป้าหมายบนเกาะในทะเลตะวันออก ห่างกว่า 360 กิโลเมตร คิม จอง อึน กล่าวชื่นชมว่าอาวุธนี้เป็น “อาวุธที่อันตรายถึงชีวิตแต่ทรงพลัง” และเป็นสัญญาณเตือนให้ศัตรูในระยะพิสัยรับรู้ถึงพลังทำลายล้าง โดยเฉพาะหัวรบนิวเคลียร์

  • ขนาดลำกล้อง: 600 มิลลิเมตร
  • พิสัยยิง: 420 กิโลเมตร
  • สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้
  • ใช้กำลังจากหน่วยปืนใหญ่สองกองร้อย
  • แม่นยำสูง โจมตีเป้าหมายไกลได้แม่นยำ

เกาหลีใต้ตรวจพบการยิงขีปนาวุธประมาณ 10 ลูกลงทะเลตะวันออก และประณามว่าเป็นการยั่วยุละเมิดมติ UN ขณะที่การทดสอบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการซ้อมรบร่วม “ฟรีดอม ชิลด์” ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ที่มีทหารเกาหลีใต้ 18,000 นายเข้าร่วม จนถึง 19 มีนาคม

บริบททางการเมืองและการตอบโต้

เกาหลีเหนือมองว่าการซ้อมรบนี้เป็นภัยคุกคาม จึงใช้การทดสอบเกาหลีเหนือทดสอบ “เครื่องยิงจรวด” ด้าน “คิม จอง อึน” ควงลูกสาวคุมเข้มซ้อมยิง เพื่อแสดงแสนยานุภาพ นักวิเคราะห์จากสถาบันเกาหลีเพื่อการรวมชาติ ชี้ว่ารูปแบบการยิงสอดคล้องกับกำหนดการซ้อมรบของพันธมิตร เป็นเครื่องมือยับยั้งนิวเคลียร์ คิม โย จอง น้องสาวของคิม จอง อึน เตือนว่าการซ้อมรบอาจนำผลลัพธ์เลวร้าย นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังประณามสหรัฐฯ เรื่องโจมตีอิหร่าน และทดสอบขีปนาวุธจากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” ล่าสุด

แม้สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ จะผลักดันเจรจา คิม จอง อึน ยังยืนยันสถานะนิวเคลียร์ สถานการณ์ตึงเครียดนี้แสดงให้เห็นว่า เกาหลีเหนือพร้อมใช้กำลังทหารตอบโต้ทุกภัยคุกคาม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรากฏตัวของคิม จู แอ ครั้งนี้ ยืนยันการสืบทอดอำนาจในตระกูลคิม ขณะที่อาวุธใหม่นี้เพิ่มขีดความสามารถทางทหารของเปียงยางอย่างมาก สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลียังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

คุณคิดอย่างไรกับการทดสอบครั้งนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – เกาหลีเหนือทดสอบ “เครื่องยิงจรวด” ด้าน “คิม จอง อึน” ควงลูกสาวคุมเข้มซ้อมยิง

Scroll to top