คุกคามทางเพศ

“แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

“แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีของ “แก้วตา” หรือ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน กับเหตุการณ์ที่เธอออกมาเปิดเผยเรื่องราวการคุกคามทางเพศและการจัดการภายในองค์กร ล่าสุดเมื่อทางพรรคประชาชนได้ออกหนังสือเชิญให้เธอไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมนั้น ทางด้านคุณแก้วตากลับตอบโต้ทันควันว่า “แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ เพราะทุกอย่างได้ผ่านจุดที่จะแก้ไขไปนานแล้ว

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียถึงการเตรียมดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ท่าทีของทางพรรคฯ กลับไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งคลี่คลายลงในมุมมองของผู้เสียหาย เพราะคุณแก้วตาได้ระบุชัดเจนถึง 4 ข้อหลักที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงปฏิเสธการเข้าให้ข้อมูลครั้งนี้

เปิดเหตุผลสำคัญทำไม “แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

  • เธอได้เคยพูดคุยกับผู้บริหารพรรคเรื่องนี้ไปหมดแล้วตั้งแต่แรก
  • ในขณะที่เกิดเรื่องกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผู้กระทำผิดยังคงได้รับการสนับสนุนให้ลงสมัคร สส. ต่อ และได้รับตำแหน่งสำคัญในองค์กรแม้จะมีคนทราบเรื่องแล้ว
  • การเยียวยาด้วยเงินหรือสิ่งของไม่สามารถชดเชยการถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้

คุณแก้วตาย้ำด้วยความรู้สึกที่ชัดเจนว่า การกระทำของพรรคที่ผ่านมาเปรียบเสมือนการเลือกปกป้องผู้กระทำผิดมากกว่าที่จะรักษาความถูกต้อง จนทำให้เธอตั้งคำถามกลับว่า แล้วตอนนี้จะให้เธอไปคุยอะไรในเมื่อความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน การออกมาเคลื่อนไหวของ “แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบาดแผลและความผิดหวังของอดีตคนในพรรคที่มีต่อระบบการจัดการองค์กรที่ล้มเหลวในการรับมือกับประเด็นละเอียดอ่อนเช่นนี้

ในโลกโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจคุณแก้วตาเป็นจำนวนมาก หลายคนมองว่านี่คือบทเรียนสำคัญที่พรรคการเมืองต้องตระหนักถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่การออกมาแสดงความรับผิดชอบเชิงพิธีการเมื่อเรื่องกลายเป็นข่าวใหญ่เท่านั้น การรักษามาตรฐานทางจริยธรรมภายในองค์กรควรเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำตั้งแต่วันแรกที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ไม่ใช่รอให้สายเกินไปจนผู้เสียหายหมดความเชื่อมั่นเช่นนี้

ที่มา – “แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

มอบตัวแล้ว อดีตแฟนสาว 19 เป็นศพที่แม่น้ำมูล รับกดดันจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว

มอบตัวแล้ว อดีตแฟนสาว 19 เป็นศพที่แม่น้ำมูล รับกดดันจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก สำหรับเหตุการณ์สลดใจกรณีนักศึกษาสาววัย 19 ปี หรือ “น้องวา” ตัดสินใจจบชีวิตที่สะพานข้ามแม่น้ำมูล ล่าสุด นายอนุชา หรือ “ปอนด์” อดีตแฟนหนุ่มวัย 23 ปี ได้เดินเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว หลังจากที่ตกเป็นข่าวใหญ่กรณี มอบตัวแล้ว อดีตแฟนสาว 19 เป็นศพที่แม่น้ำมูล รับกดดันจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว โดยเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าพฤติกรรมการข่มขู่ของตนคือสาเหตุหลักที่ทำให้ฝ่ายหญิงรับแรงกดดันไม่ไหว

เปิดสาเหตุจากความหึงหวงและการคุกคาม

นายปอนด์ เปิดเผยภายหลังการมอบตัวว่า ตนและน้องวาคบหากันได้ประมาณ 5 เดือน ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะขอเลิกราด้วยเหตุผลที่ว่าหมดรัก แต่ด้วยความหึงหวงและทำใจไม่ได้ ทำให้เขาเลือกใช้วิธีการส่งข้อความข่มขู่และคุกคามด้วยการนำภาพลับมาประจาน แม้ฝ่ายชายจะอ้างว่าได้ลบภาพเหล่านั้นไปแล้ว แต่ครอบครัวของผู้สูญเสียยังคงคาใจและเชื่อว่านี่คือปมปัญหาที่ทำให้น้องต้องแบกรับความเครียดมาโดยตลอด

ในส่วนของความคืบหน้าทางคดี พ.ต.อ.ศักดิ์ศรี ไกรราช ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ระบุว่า ขณะนี้ตำรวจได้เตรียมแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ได้แก่:

  • ความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ
  • ความผิดฐานคุกคามทางเพศผู้อื่น
  • ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น

จากคำให้การของนายปอนด์ที่ว่า มอบตัวแล้ว อดีตแฟนสาว 19 เป็นศพที่แม่น้ำมูล รับกดดันจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว เขายังยอมรับด้วยความโศกเศร้าว่าภาพขณะที่น้องวากระโดดสะพานยังคงติดตาเขาอยู่ตลอดเวลา และหากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่ทำเรื่องผิดพลาดเช่นนี้อีก พร้อมทั้งก้มกราบขอโทษครอบครัวฝ่ายหญิงซึ่งแสดงท่าทีเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เสียงสะท้อนจากครอบครัวผู้สูญเสีย

ด้านครอบครัวของน้องวา รวมถึงพ่อน้องวา และน้าสาว ต่างยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้า โดยพี่สาวของน้องวาเปิดเผยว่า น้องเป็นเด็กที่เข้มแข็งและไม่เคยนำเรื่องความรักที่ขมขื่นมาปรึกษาครอบครัวเพราะไม่อยากให้คนข้างหลังเป็นห่วง สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวที่ยากเกินจะทำใจ

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับคู่รักทุกคน ว่าการจบความสัมพันธ์ด้วยการใช้ความรุนแรงหรือการคุกคามทางออนไลน์ (Cyber Bullying) อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่แก้ไขไม่ได้ ความรักที่จบลงควรจบลงด้วยความเข้าใจและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน มากกว่าการใช้แรงกดดันบีบคั้นให้อีกฝ่ายต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่น่าเสียใจ หากคุณหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญกับสภาวะกดดันหรือการถูกคุกคาม ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที อย่าเก็บไว้จนเกินกำลังที่จะรับไหว

ที่มา – มอบตัวแล้ว อดีตแฟนสาว 19 เป็นศพที่แม่น้ำมูล รับกดดันจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว

จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดที่สร้างความสะเทือนใจในสังคมไทยอยู่บ่อยครั้ง แต่กรณีล่าสุดที่เป็นประเด็นใหญ่และสร้างความตกใจให้กับคนในโซเชียลมีเดียอย่างมาก คือเหตุการณ์ จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมอันดีและแสดงให้เห็นถึงพิษภัยร้ายแรงของสารเสพติดที่ทำลายสติสัมปชัญญะของมนุษย์จนไม่สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้

จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อทางเพจเฟซบุ๊กชื่อดังอย่าง “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” ได้ออกมาตีแผ่เรื่องราวของลูกชายวัย 38 ปี ที่นอกจากจะเสพยาจนหลอนแล้ว ยังมีพฤติกรรมคุกคามแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองอย่างรุนแรง โดยการส่งข้อความทางไลน์เพื่อขอมีเพศสัมพันธ์ และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือการกล่าวอ้างกับเพื่อนบ้านว่าตนกับแม่เป็นสามีภรรยากัน สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้เป็นแม่อย่างมาก จนต้องร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เปิดเบื้องหลังคดี จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป

หลังจากเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไป เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งดำเนินการสืบสวนจนสามารถจับกุมตัวนายหนึ่ง (นามสมมติ) ผู้ก่อเหตุได้ในที่สุด โดยพบตัวในพื้นที่ซอยอ่อนนุช 49 ในขณะที่ยังมีอาการคล้ายคนหลอนยาอยู่ตลอดเวลา และเมื่อสอบปากคำ นายหนึ่งก็ได้ให้การรับสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป จริงๆ ตามที่ถูกกล่าวหา

จากการกระทำดังกล่าว กฎหมายได้ระบุฐานความผิดไว้ดังนี้:

  • เข้าข่ายความผิดฐานคุกคามทางเพศต่อผู้อื่น
  • เป็นการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข
  • มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ายาเสพติดไม่ได้ทำลายแค่เพียงร่างกายของผู้เสพเท่านั้น แต่มันสามารถทำลายสถาบันครอบครัวและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร้เยื่อใย การนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพื่อให้ผู้เป็นแม่ได้กลับมามีความปลอดภัยในชีวิตอีกครั้ง และเป็นการหยุดยั้งพฤติกรรมที่สั่นคลอนความรู้สึกของสังคมเช่นนี้ให้หมดไป

เราในฐานะคนในสังคมควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นความผิดปกติหรือเหตุการณ์คุกคามในลักษณะนี้ การรีบแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือคือทางออกที่ดีที่สุดก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายแรงเกินกว่าจะแก้ไขได้ทัน หากครอบครัวไหนมีสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยาเสพติด ควรปรึกษาหน่วยงานทางสาธารณสุขเพื่อบำบัดรักษาโดยเร่งด่วน

ที่มา – จับแล้วหนุ่มวัย 38 แชตไลน์ขอมีอะไรกับแม่ รับเพิ่งเสพยาบ้าไป

ระวังเจอคุก เล่นน้ำสงกรานต์ลวนลามผิดกฎหมาย

เทศกาลสงกรานต์กำลังมาเยือนอีกครั้ง แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ระวังเจอคุก เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ “ลวนลาม-คุกคามทางเพศ” ผิดกฎหมาย นะครับ โฆษกศาลยุติธรรมออกมาเตือนแล้วว่าการเล่นน้ำสาดน้ำประแป้งต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เคารพสิทธิผู้อื่น โดยเฉพาะเรื่องการสัมผัสเนื้อตัวต้องได้รับความยินยอมชัดเจน ไม่ใช่แค่เห็นคนอื่นเล่นแล้วทำตามได้เลย

ระวังเจอคุก เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ “ลวนลาม-คุกคามทางเพศ” ผิดกฎหมาย

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 ว่า สงกรานต์เป็นประเพณีสวยงามของไทย แต่หากเกิดพฤติกรรมลวนลาม ล้วงจับอวัยวะเพศชายหญิงในความชุลมุน จะเข้าข่ายกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว

เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ ลวนลามผิดกฎหมาย

โทษหนักหากลวนลามเด็ก

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ากระทำอนาจารต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่ายินยอมหรือไม่ก็ผิดทันที โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 200,000 บาท สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี โทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท หากใช้กำลังประทุษร้ายหรือทำให้เด็กขัดขืนไม่ได้ โทษพุ่งไปถึงจำคุก 1-15 ปี ปรับ 20,000-300,000 บาท

ไม่ใช่แค่การสัมผัสเท่านั้นนะครับ แม้ไม่แตะตัวแต่พูดจาแทะโลม แสดงท่าทางลามก จ้องมอง ติดตามรังควาน หรือโพสต์ออนไลน์ให้อับอาย ก็เข้าข่าย คุกคามทางเพศ ตามกฎหมายใหม่ที่บังคับใช้ 30 ธ.ค. 2568 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท

  • กระทำซ้ำหรือทำให้เสียชีวิตปกติไม่ได้: จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ 40,000 บาท
  • ในที่สาธารณะหรือออนไลน์: จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 60,000 บาท
  • ต่อเด็กไม่เกิน 15 ปี: จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 100,000 บาท
  • ผู้มีอำนาจเหนือกว่า: จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

ช่องทางร้องเรียนคุกคามทางเพศออนไลน์

สำหรับคุกคามผ่านแอปหรือคอมพิวเตอร์ สามารถยื่นศาล CIOS ออนไลน์ 24 ชม. เพื่อสั่ง take it down ลบเนื้อหาได้ทันที พร้อมให้ตำรวจดำเนินคดี

สรุปคือ การเล่นน้ำประแป้งต้องมีสติ เช่น สาดน้ำไม่แรงเกิน ประแป้งหน้าขออนุญาต อย่าสัมผัสจุดอื่นเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ ระวังเจอคุก เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ “ลวนลาม-คุกคามทางเพศ” ผิดกฎหมาย กลายเป็นจริง

ขอให้ทุกคนสนุกกับสงกรานต์อย่างปลอดภัย ร่วมกันสร้างบรรยากาศดีๆ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน หากเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย รายงานเจ้าหน้าที่ทันที จะได้ป้องกันก่อนเกิดเหตุ

เล่นน้ำสงกรานต์อย่างมีสติ เพื่อเทศกาลแห่งความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่คดีความ!

ที่มา – ระวังเจอคุก เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ “ลวนลาม-คุกคามทางเพศ” ผิดกฎหมาย

“คุณหญิงสุดารัตน์” เอาผิด “โดม” แม้ขอโทษ!

คุณหญิงสุดารัตน์” ยืนยันเดินหน้าเอาผิดทางกฎหมายกับ “โดม ปกรณ์ ลัม” แม้จะเข้ามาขอโทษแล้วก็ตาม ด้าน “จินนี่” พร้อมให้ปากคำตำรวจ แต่จะไม่เผชิญหน้า ย้ำเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองในการเปลี่ยนแนวคิดและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 เวลา 15:30 น. ที่ลิโด้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมแคนดิเดตนายกของพรรค ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี โดม ปกรณ์ ลัม นักร้อง นักแสดงชื่อดังที่แสดงความคิดเห็นคุกคาม นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ บุตรสาว ว่า โดม ปกรณ์ ลัม ได้ติดต่อมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ แต่ไม่ได้ติดต่อโดยตรง แต่ติดต่อผ่านคนรอบข้าง เพื่อขอเข้าพบ ซึ่งในวันที่ข่าวออกว่าโดมได้เดินทางมาที่ทำการพรรค แต่พวกเราไม่ได้อยู่ที่ทำการพรรค โดมจึงฝากกระเช้าไว้กับ รปภ. และแจ้งผ่านคนที่ติดต่อมาว่าหลังปีใหม่ค่อยพูดคุยกัน ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เพื่อต้องการให้สังคมหยุดมองผู้หญิงเป็นวัตถุ และหันมาเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ทั้งผู้หญิง, ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ, ผู้ชาย, คนพิการ และเด็ก

“วันนี้มีการแสดงเจตจำนงชัดเจนในการดำเนินคดี เพื่อให้สังคมตระหนักว่าการมองผู้หญิงเป็นวัตถุ ในปี พ.ศ.นี้ ควรจบได้แล้ว” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

พรรคไทยสร้างไทยเป็นพรรคการเมือง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราจึงต้องปกป้องในกรณีอื่นๆ และกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ต้องทำเพื่อเปลี่ยนความคิดของคนในสังคม ให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากใครโดนแบบนี้ ไม่ใช่แค่ลูกสาวตน แต่เป็นลูกหลานใครก็ควรได้รับการเคารพเช่นกัน

“คุณหญิงสุดารัตน์” เดินหน้าเอาผิด “โดม” แม้จะมาขอโทษ

เมื่อถูกถามถึงแนวคิดในการเพิ่มโทษสำหรับการคุกคามทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า กฎหมายนี้เพิ่งประกาศใช้ และกำลังพิจารณาช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อให้เกิดความรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นนโยบายที่สำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ทั้งด้านการกดขี่ทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

เมื่อถามว่า หากโดมเข้ามาขอโทษ จะรับคำขอโทษหรือไม่? คุณหญิงสุดารัตน์ ตอบว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความแค้น แต่ต้องสื่อสารให้เข้าใจว่าสังคมควรมองกันอย่างเป็นพี่น้อง ครอบครัวเดียวกัน และเอื้ออาทรต่อกัน ไม่ใช่ดูหมิ่นหรือดูถูกใคร ไม่ว่าเขาจะยากจนแค่ไหน แต่ต้องมีการพูดคุยกันก่อน และในช่วงหลังปีใหม่นี้ยังไม่ได้ติดต่อจาก โดม ปกรณ์ ลัม

ส่วนเรื่องการให้ปากคำกับตำรวจ สน.พหลโยธิน และโอกาสที่จะเผชิญหน้ากับคู่กรณี คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ในทางกฎหมายคงไม่มีการเผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน จินนี่เองตอนแรกรู้สึกเสียใจ แต่เมื่อตั้งสติได้ก็เข้มแข็ง และสามารถแก้ปัญหาและไตร่ตรองทุกอย่างด้วยสติ

สำหรับการดำเนินการหลังจากนี้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งจินนี่เองต้องเข้าให้ปากคำตามกฎหมาย ส่วนจะเข้าไปวันไหนนั้นยังไม่มีการนัดหมาย

น.ส.ยศสุดา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องนัดหมายกับทีมทนายอีกครั้ง หลังจากผ่านช่วงปีใหม่ หลังจากนั้นจะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

ทำไม “คุณหญิงสุดารัตน์” ถึงยังยืนยันที่จะดำเนินคดี?

แม้ว่าโดม ปกรณ์ ลัม จะออกมาขอโทษแล้ว แต่คุณหญิงสุดารัตน์ยังคงยืนยันที่จะดำเนินคดีต่อไป เหตุผลสำคัญไม่ใช่เรื่องความแค้นส่วนตัว แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังสังคมว่าการคุกคามทางเพศและการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การดำเนินคดีนี้จึงเป็นเหมือนการสร้างบรรทัดฐานใหม่ เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกัน

การตัดสินใจของคุณหญิงสุดารัตน์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิสตรีและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในสังคม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ และการกระทำใดๆ ที่เป็นการลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่ควรถูกมองข้าม

ที่มา – “คุณหญิงสุดารัตน์” เดินหน้าเอาผิด “โดม” แม้จะมาขอโทษ เดือดต้องหยุดมองผู้หญิงเป็นวัตถุ

“แม่หน่อย” ปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่นไม่ควรถูกดูหมิ่น

“คุณหญิงสุดารัตน์” ปกป้องศักดิ์ศรีลูกสาว “จินนี่ ยศสุดา” หลังโดนคอมเมนต์คุกคามทางเพศ ลั่น ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันส่งเสียง ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ก่อไว้

เมื่อเวลา 13.13 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และเป็นมารดาของ น.ส.ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ ระบุถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับลูกสาวหลังโดนข้อความในเชิงคุกคามทางเพศ ผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่า ในฐานะแม่ ขอแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นต่อกรณีการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นกับลูกสาว แม้ในช่วงนี้สภาพร่างกายของตนเองจะไม่แข็งแรงนัก แต่จะนิ่งเฉยไม่ได้ เมื่อแม่เจ็บป่วยลูกก็ช่วยไปทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้พรรคและเป็นกำลังใจให้ทีมงานด้วยความตั้งใจที่ดีต่อประเทศและองค์กร แต่กลับมาเกิดเหตุการณ์เช่นนี้

“ดิฉันต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่แม่ ปกป้องศักดิ์ศรีของลูกสาวของดิฉัน และลูกผู้หญิงทุกคนอย่างถึงที่สุด ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ไม่ควรถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กันเช่นนี้ การแสดงความคิดเห็นที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องล้อเล่น แต่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมทางเพศ และเข้าข่ายการละเมิดและกระทำผิดกฎหมาย”

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุในช่วงท้ายว่า ขอขอบพระคุณพี่น้องทุกท่านที่ช่วยกันส่งเสียงปกป้องจินนี่ และแสดงจุดยืนเคียงข้างความถูกต้อง การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อจินนี่คนเดียว แต่เพื่อยืนยันว่าการคุกคามทางเพศไม่ว่าจะในรูปแบบใดหรือกับใครก็ตาม เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในสังคมไทย และผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองก่อไว้ทั้งทางสังคมและกฎหมายอย่างยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 15.30 น. ทนายความของ น.ส.ยศสุดา จะเดินทางไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่ สน.พหลโยธิน

(ภาพจากเฟซบุ๊ก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan)

“แม่หน่อย” ขอปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่น เพศใดก็ไม่ควรถูกดูหมิ่น ขอบคุณช่วยกันส่งเสียง

จากกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ออกมาปกป้องลูกสาว จินนี่ ยศสุดา จากการถูกคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมไทย การออกมาแสดงจุดยืนของคุณหญิงสุดารัตน์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการต่อต้านการคุกคามทางเพศในทุกรูปแบบ

ทำไม “แม่หน่อย” ถึงต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่”?

การคุกคามทางเพศไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และสร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงต่อผู้ถูกกระทำ ในกรณีของจินนี่ ยศสุดา การที่คุณหญิงสุดารัตน์ ผู้เป็นมารดา ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของลูกสาวอย่างแข็งขัน เป็นการแสดงให้เห็นว่าการคุกคามทางเพศเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่น แต่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สังคมควรมีบทบาทอย่างไรในการปกป้องศักดิ์ศรี

สังคมมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการคุกคามทางเพศ และส่งเสริมค่านิยมของการเคารพซึ่งกันและกัน การให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ถูกคุกคามสามารถออกมาพูดได้อย่างเปิดเผย เป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศอย่างยั่งยืน

ทุกภาคส่วนในสังคมควรช่วยกันส่งเสียงดังๆ เพื่อต่อต้านการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ และสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

การที่ “แม่หน่อย” ออกมาปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” อย่างเด็ดขาด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง และเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคนที่ถูกคุกคาม กล้าที่จะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม

เรื่องราวของ “แม่หน่อย” ขอปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่น เพศใดก็ไม่ควรถูกดูหมิ่น ขอบคุณช่วยกันส่งเสียง เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงปัญหาการคุกคามทางเพศ และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเคารพซึ่งกันและกัน

ที่มา – “แม่หน่อย” ขอปกป้องศักดิ์ศรี “จินนี่” ลั่น เพศใดก็ไม่ควรถูกดูหมิ่น ขอบคุณช่วยกันส่งเสียง

Scroll to top