คุณภาพชีวิตประชาชน

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่อำนาจเจริญ ติดตามการพัฒนาท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่อำนาจเจริญ ติดตามการพัฒนาท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา วงการท่องเที่ยวและกีฬาในจังหวัดอำนาจเจริญมีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เมื่อนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด นับเป็นการขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมกีฬาที่น่าจับตามองอย่างมากครับ

ก้าวใหม่ของการพัฒนาด้วย รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่อำนาจเจริญ ติดตามการพัฒนาท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ รัฐมนตรีฯ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคจากหน่วยงานท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นไปที่การยกระดับสนามกีฬาให้ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับกิจกรรมการแข่งขันระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีของพี่น้องประชาชนชาวอำนาจเจริญแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการผลักดัน Sports Tourism ให้กลายเป็นจุดขายใหม่ของการท่องเที่ยวในจังหวัดอีกด้วย

จากการตรวจเยี่ยมสถานที่สำคัญหลายแห่ง มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • โรงยิมอเนกประสงค์: มีขนาด 1,000 ที่นั่ง ซึ่งพร้อมสำหรับการปรับปรุงให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมกีฬาในร่ม
  • สระว่ายน้ำประจำจังหวัด: มุ่งเน้นการบริหารจัดการที่ดีเพื่อให้ประชาชนทุกวัยเข้าถึงได้
  • สนามกีฬากลางจังหวัดอำนาจเจริญ: จุดไฮไลท์ที่รัฐมนตรีฯ มอบนโยบายให้เร่งพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับทัวร์นาเมนต์ต่างๆ

การที่ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่อำนาจเจริญ ติดตามการพัฒนาท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐกำลังให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านอีเวนต์กีฬา หากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้รับการพัฒนาจนสมบูรณ์แบบ เราคงจะได้เห็นงานแข่งขันกีฬาระดับประเทศมาจัดที่อำนาจเจริญมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และสินค้าท้องถิ่นอย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดนี้ การพัฒนาไม่ใช่แค่เรื่องของอาคารสถานที่ แต่คือการสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่ได้มีกิจกรรมสันทนาการและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เราในฐานะคนในพื้นที่หรือนักท่องเที่ยว ก็ควรช่วยกันสนับสนุนกิจกรรมดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในจังหวัดอำนาจเจริญต่อไปครับ

ที่มา – รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่อำนาจเจริญ ติดตามการพัฒนาท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่

นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวสำคัญในแวดวงการเมืองช่วงนี้ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมภารกิจเดินสายกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย โดยมีกำหนดการนายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะมาเลเซียมีสถานะเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มอาเซียน

ความคาดหวังในการ นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้

การเดินทางในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการทั่วไป แต่หัวใจหลักคือการมุ่งเน้นความเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีตั้งใจนำคณะหารือความร่วมมือทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจชายแดน การลงทุน การเกษตร รวมไปถึงการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่จะเร่งแก้ปัญหาและลดอุปสรรคให้กับภาคธุรกิจ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

ไฮไลท์สำคัญของการ นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้

กำหนดการเดินทางที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • การลงนาม MOU เกษตร: เพื่อยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางอาหารระหว่างกัน
  • การหารือภาคธุรกิจ: พบปะนักลงทุนเพื่อรับฟังข้อเสนอและหาโอกาสใหม่ๆ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • พิธีเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากร: ร่วมกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ณ ด่านสะเดา เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดน

นอกจากประเด็นด้านการค้าแล้ว การที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม ในวันที่ 10 กรกฎาคมนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการวางโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการขนส่งและโลจิสติกส์ในอนาคต

ในฐานะประชาชน เราคงคาดหวังว่าการเยือนมาเลเซียในครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างแท้จริง การที่ภาครัฐจับมือกับเพื่อนบ้านอย่างแน่นแฟ้น จะช่วยเปิดประตูโอกาสใหม่ๆ และสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะหมุนเวียนกลับมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน เรามาตั้งตารอข่าวความสำเร็จหลังปิดภารกิจกันครับ!

ที่มา – นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้ หารือความร่วมมือทุกมิติ

นายกฯ ตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งประธาน OECD ผลักดันเป็นสมาชิกในปี 71

นายกฯ ตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งประธาน OECD ผลักดันเป็นสมาชิกในปี 71

ถือเป็นข่าวใหญ่และก้าวสำคัญของประเทศไทยสำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยมีการตั้งให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเข้ามานั่งแท่นประธาน ซึ่งภารกิจหลักคือการผลักดันให้นายกฯ ตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งประธาน OECD ผลักดันเป็นสมาชิกในปี 71 ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายของรัฐบาลที่วางไว้

การที่นายกฯ ตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งประธาน OECD ผลักดันเป็นสมาชิกในปี 71 นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างภายในของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก ซึ่งองค์การ OECD นี้เป็นแหล่งรวมมาตรฐานนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาลที่เป็นจุดหมายปลายทางของประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก

ทำไมต้องเร่งเครื่องเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571?

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่นายกฯ ตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งประธาน OECD ผลักดันเป็นสมาชิกในปี 71 นั้นส่งผลดีต่อประชาชนอย่างไร คำตอบคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและการแข่งขันของประเทศอย่างก้าวกระโดด โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ: เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุนและสอดคล้องกับสากล
  • ธรรมาภิบาลภาครัฐ: เพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน
  • การเติบโตที่ยั่งยืน: สนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดความเหลื่อมล้ำในทุกพื้นที่

ในบทบาทประธานคณะกรรมการชุดนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทยจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ ประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้กลไกการดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศไทย

ท้ายที่สุด การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพของนโยบายสาธารณะของไทย หากเราสามารถก้าวข้ามผ่านเกณฑ์มาตรฐานนี้ไปได้ จะไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น แต่คือคุณภาพชีวิตของคนไทยในระดับภูมิภาคที่จะได้รับบริการภาครัฐที่ดีขึ้น มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และมีการลงทุนที่ยั่งยืน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างยิ่งว่าความมุ่งมั่นของภาครัฐในครั้งนี้ จะนำพาประเทศไทยไปสู่ระดับสากลได้สำเร็จหรือไม่

ที่มา – นายกฯ ตั้ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งประธาน OECD ผลักดันเป็นสมาชิกในปี 71

รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่

รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่

กลายเป็นข่าวดีต้อนรับเดือนกรกฎาคม สำหรับพี่น้องประชาชนชาวเชียงใหม่ เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่เพื่อทำภารกิจสำคัญในการมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ อส.12 ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ 49 หมู่บ้าน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนที่อาศัยอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน หลายครัวเรือนต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกังวลใจมาตลอดว่าจะถูกขับไล่หรือถูกกฎหมายกดดัน แต่หลังจากนี้ชีวิตของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

ก้าวสำคัญสู่ “คนอยู่กับป่า” อย่างยั่งยืน

การแจกเอกสาร รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่ ในครั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,700 ไร่ ในเขตป่าอนุรักษ์ 8 แห่งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้ชาวบ้านมีสิทธิ์ในการทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิต และเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา และเส้นทางคมนาคมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเฝ้ารอคอยมานานหลายสิบปี

  • ช่วยเหลือประชาชนรวม 49 หมู่บ้าน ในจังหวัดเชียงใหม่
  • มอบหนังสือ อส.12 ให้เกษตรกรกว่า 1,594 ครัวเรือน
  • จัดสรรพื้นที่ทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายรวมกว่า 7,700 ไร่
  • เปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมมือกับรัฐในการดูแลฟื้นฟูป่าไม้

นายสุชาติได้เน้นย้ำในระหว่างพิธีว่า นี่ไม่ใช่เพียงแค่การมอบเอกสารสิทธิ์ แต่คือการเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความเกื้อกูล เมื่อประชาชนมีความมั่นคงในถิ่นที่อยู่ พวกเขาก็จะเป็นอาสาสมัครชั้นดีในการช่วยกันดูแลรักษาป่า เพราะนี่คือบ้านและแหล่งทำมาหากินของพวกเขาและลูกหลานในอนาคต

แน่นอนว่าการดำเนินงาน รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่ ยังมีความท้าทายในเรื่องของงบประมาณและการตรวจสอบที่ดินในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ แต่ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่น่าสนใจมาก หากมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบจ. ก็จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ป่า ถือเป็นก้าวที่ถูกต้องและน่าชื่นชม เพราะป่าไม้จะสมบูรณ์ได้ไม่ได้อยู่ที่รั้วกั้น แต่ขี้นอยู่กับว่าคนในพื้นที่นั้นมีความสุขและมีความมั่นคงเพียงพอที่จะช่วยดูแลป่าให้เราได้หรือไม่ หวังว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวเชียงใหม่ทุกคนครับ

ที่มา – “รมว.สุชาติ” ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่า 49 หมู่บ้าน กว่า 7,700 ไร่

ธนกรจี้รัฐกำกับดูแลมาตรฐานร้านอาหารออนไลน์

ในยุคที่การสั่งอาหารเดลิเวอรี่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ธนกรจี้รัฐกำกับดูแลมาตรฐานร้านอาหารออนไลน์ อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เนื่องจากปัจจุบันเรามีร้านค้าจำนวนมากที่ไม่มีหน้าร้าน ทำให้การตรวจสอบสุขอนามัยเบื้องต้นกลายเป็นเรื่องยากสำหรับประชาชน

ปัญหาความปลอดภัยจาก ธนกรจี้รัฐกำกับดูแลมาตรฐานร้านอาหารออนไลน์

นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้เปิดเผยถึงความเป็นห่วงในประเด็นนี้ว่า การที่ร้านอาหารออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจ แต่ในทางกลับกัน ความปลอดภัยของผู้บริโภคต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เราไม่ทราบเลยว่าครัวของร้านค้าเหล่านั้นสะอาดเพียงใดหรือมีการจัดเก็บวัตถุดิบที่ถูกสุขลักษณะหรือไม่

แนวทางปฏิบัติในต่างประเทศกับการเปรียบเทียบในไทย

หากเรามองไปที่สหราชอาณาจักร เขาใช้ระบบการให้คะแนนสุขอนามัยตั้งแต่ 0-5 ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบได้ก่อนสั่งอาหาร ดังนั้นการที่ ธนกรจี้รัฐกำกับดูแลมาตรฐานร้านอาหารออนไลน์ จึงเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจเพื่อยกระดับมาตรฐานอาหารไทย โดยมีประเด็นสำคัญที่ควรผลักดันดังนี้:

  • การลงทะเบียนร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ
  • การตรวจประเมินสุขอนามัยในครัวโดยเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ
  • การเปิดเผยผลคะแนนความสะอาดให้ผู้บริโภคทราบก่อนตัดสินใจซื้อ
  • บทลงโทษสำหรับร้านค้าที่ละเลยสุขอนามัยจนเสี่ยงต่อสุขภาพ

ภาครัฐไม่ควรจำกัดการดูแลแค่ร้านที่มีหน้าร้านเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงร้านอาหารริมทางและร้านเดลิเวอรี่ทุกประเภท เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องอาหารคือเรื่องของสุขภาพผู้บริโภค หากภาครัฐสามารถสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส และเข้าถึงง่าย จะถือเป็นการปฏิรูปคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทสรุปคือ ความสะดวกสบายควรมาพร้อมกับความปลอดภัย หากคุณเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ อย่าลืมเลือกสั่งร้านที่มีความน่าเชื่อถือ และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการเพื่อเป็นเกราะป้องกันสุขภาพของคนในชาติก่อนที่จะสายเกินไป

ที่มา – “ธนกร” จี้รัฐกำกับดูแลมาตรฐานร้านอาหารออนไลน์ ชี้ไม่มีหน้าร้านตรวจสอบมาตรฐานยาก

“อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2570 กันอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างเต็มตัว โดยเน้นย้ำว่านี่คือโอกาสทองที่จะใช้ “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง

“อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

เหตุผลหลักที่นายอัครเดชให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะมองว่าเศรษฐกิจฐานรากคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนระดับรากหญ้าได้ลืมตาอ้าปาก หากเราสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนได้ ก็เท่ากับว่าเรากำลังเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ทำไมต้องเน้น OTOP และวิสาหกิจชุมชน?

การที่ “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการดึงศักยภาพที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น ทั้งภูมิปัญญา วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ มาใส่มาตรฐานใหม่เข้าไป โดยรัฐบาลมีแผนงานที่ชัดเจน ดังนี้:

  • โครงการ OTOP Skill: ยกระดับทักษะผู้ประกอบการ ให้พัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ตลาดโลก
  • การพัฒนาบรรจุภัณฑ์: ช่วยให้สินค้าชุมชนดูดี มีมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าทางการตลาด
  • การขยายช่องทางจำหน่าย: สนับสนุนทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: เพิ่มสภาพคล่องให้วิสาหกิจชุมชนได้นำไปขยายกำลังการผลิต

นายอัครเดชยังชี้ให้เห็นว่า หากเราขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศคึกคักขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนี่คือสัญญาณบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเติบโตจากฐานรากคือรากฐานที่มั่นคงที่สุด การที่ภาครัฐหันมาผลักดัน “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ จึงเป็นแนวทางที่คุ้มค่าและควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ทุกคนในชาติอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

รัฐบาล ย้ำ งบประมาณปี 70 พร้อมชี้แจงสภาฯ จัดสรร 3 เป้าหมาย

รัฐบาล ย้ำ งบประมาณปี 70 พร้อมชี้แจงสภาฯ จัดสรร 3 เป้าหมาย

เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจ สำหรับเรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี เมื่อล่าสุดทางโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาล ย้ำ งบประมาณปี 70 พร้อมชี้แจงสภาฯ ในวันพรุ่งนี้ โดยเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพเพื่อตอบโจทย์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความท้าทายในปัจจุบัน

วงเงินงบประมาณในปีนี้ถูกกำหนดไว้ไม่เกิน 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้จะมีการเสนอขอจากหลายหน่วยงานสูงถึง 5.97 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลก็ได้คัดกรองอย่างเข้มข้นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่า รัฐบาล ย้ำ งบประมาณปี 70 พร้อมชี้แจงสภาฯ เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนทุกคนเข้าใจถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศ

เปิดกลยุทธ์การลงทุนแบบ “ลงทุน พลัส” เพื่ออนาคตไทย

นอกจากจะมีงบประมาณแผ่นดินเป็นตัวตั้งต้นแล้ว รัฐบาลยังมีแนวคิด “ลงทุน พลัส” เพื่อขยายขีดความสามารถทางการเงิน โดยใช้กลไกการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) กองทุน Thailand Future Fund และการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมากกว่าแค่การใช้งบประมาณรายปี โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการคือ:

  • ความมั่นคงและภูมิคุ้มกันของประเทศ: เน้นทั้งด้านความมั่นคงชายแดน การจัดการน้ำ พลังงาน และการรับมือภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ๆ
  • การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รถยนต์ไฟฟ้า และโลจิสติกส์
  • การดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน: เพิ่มโอกาสที่เท่าเทียมผ่านสวัสดิการ การศึกษา และระบบสาธารณสุข

รัฐบาลยืนยันว่าทุกการใช้จ่ายจะอยู่ภายใต้หลักวินัยการเงินการคลังที่เคร่งครัด เพื่อให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมงบรองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเงินสมทบกองทุนประกันสังคมเพื่อดูแลผู้มีรายได้น้อยอย่างทั่วถึง การที่ รัฐบาล ย้ำ งบประมาณปี 70 พร้อมชี้แจงสภาฯ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประชาชนจะได้เห็นความตั้งใจจริงในการจัดสรรเม็ดเงินเพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว

ในมุมมองของผม การจัดทำงบประมาณปี 2570 นี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าภาครัฐจะสามารถประคับประคองเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของโลกได้ดีเพียงใด หากการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามแผนและมีความโปร่งใส เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดได้ด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณครับ

ที่มา – รัฐบาล ย้ำ งบประมาณปี 70 พร้อมชี้แจงสภาฯ พรุ่งนี้ จัดสรรครอบคลุม 3 เป้าหมาย

“ธนกร” แนะฝ่ายค้านติเพื่อก่อ ไม่ใช่สาดโคลน มั่นใจ งบฯ 70 ทุกบาทใช้ยกระดับประชาชน

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการอภิปรายในรัฐสภาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งล่าสุด “ธนกร” แนะฝ่ายค้านติเพื่อก่อ ไม่ใช่สาดโคลน มั่นใจ งบฯ 70 ทุกบาทใช้ยกระดับประชาชน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดตามเป้าหมายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล

“ธนกร” แนะฝ่ายค้านติเพื่อก่อ ไม่ใช่สาดโคลน มั่นใจ งบฯ 70 ทุกบาทใช้ยกระดับประชาชน

นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารงบประมาณแผ่นดินที่เน้นย้ำความโปร่งใสและคุ้มค่า โดยระบุว่ารัฐบาลมีคำสั่งชัดเจนให้รัฐมนตรีทุกคนพร้อมตอบทุกข้อซักถามอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า เงินภาษีของพี่น้องประชาชนจะไม่สูญเปล่า หัวใจสำคัญคือการ “ธนกร” แนะฝ่ายค้านติเพื่อก่อ ไม่ใช่สาดโคลน มั่นใจ งบฯ 70 ทุกบาทใช้ยกระดับประชาชน ผ่านโครงการที่ตอบโจทย์ความจำเป็นเร่งด่วน มากกว่าการทุ่มงบไร้ทิศทาง

เหตุผลที่ควรเน้นอภิปรายด้วยข้อเท็จจริง

การเมืองในระบบรัฐสภาควรเป็นเวทีแห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งการที่ “ธนกร” แนะฝ่ายค้านติเพื่อก่อ ไม่ใช่สาดโคลน มั่นใจ งบฯ 70 ทุกบาทใช้ยกระดับประชาชน นั้น ถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการให้นักการเมืองหันมาให้ความสำคัญกับ:

  • การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการตั้งคำถาม
  • การเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาตามหลักวิชาการ
  • การคำนึงถึงความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ
  • การปฏิบัติตามกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

หากฝ่ายค้านพุ่งเป้าไปที่การใช้อารมณ์เพื่อหวังผลเพียงแค่ความสะใจ ประโยชน์ย่อมไม่ตกแก่ประชาชนอย่างแน่นอน แต่หากเลือกใช้วิธีการชี้จุดบกพร่องแล้วแนะทางแก้ไข ย่อมทำให้กลไกการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ในมุมมองของเรา สิ่งสำคัญที่สุดในยุคเศรษฐกิจฟื้นตัวเช่นนี้ คือความเป็นเอกภาพในการทำงานเพื่อส่วนรวม การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการจำกัดงบโครงการที่ไม่จำเป็น ทั้งการอบรมสัมมนานอกสถานที่หรือการก่อสร้างอาคารสำนักงานที่ฟุ่มเฟือย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแสดงความจริงใจต่อผู้เสียภาษี หากทุกฝ่ายร่วมมือกันตรวจสอบด้วยเหตุผล ไม่ใช่เพื่อทำลายล้าง มั่นใจได้ว่าประเทศจะก้าวข้ามผ่านทุกวิกฤตไปได้อย่างเข้มแข็งแน่นอน

ที่มา – “ธนกร” แนะฝ่ายค้านติเพื่อก่อ ไม่ใช่สาดโคลน มั่นใจ งบฯ 70 ทุกบาทใช้ยกระดับประชาชน

ไอซ์-หัทกร ผู้สมัคร สก. ลุยหาเสียงชูกลไกข้อกฎหมาย “สร้าง-ปรับปรุง-ยกเลิก”

เชื่อว่าเพื่อนๆ ชาวเขตยานนาวาหลายคนคงกำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการพัฒนาพื้นที่ของเราอยู่นะครับ วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ “ไอซ์-หัทกร โกศลจิตร์” ผู้สมัคร สก. อิสระ ที่มาพร้อมกับแนวคิดที่น่าสนใจอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ

ไอซ์-หัทกร ผู้สมัคร สก. ลุยหาเสียงชูกลไกข้อกฎหมาย “สร้าง-ปรับปรุง-ยกเลิก”

การลงพื้นที่ของไอซ์-หัทกร ผู้สมัคร สก. ลุยหาเสียงชูกลไกข้อกฎหมาย “สร้าง-ปรับปรุง-ยกเลิก” ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่เป็นการใช้ความรู้ด้านนิติศาสตร์มาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการจัดการพื้นที่ทับซ้อนและปัญหาเรื้อรังในเขตยานนาวาที่มีความซับซ้อนสูง

แก้ปัญหาน้ำท่วมและโครงสร้างพื้นฐานด้วยหลักกฎหมาย

ไอซ์-หัทกร ผู้สมัคร สก. ลุยหาเสียงชูกลไกข้อกฎหมาย “สร้าง-ปรับปรุง-ยกเลิก” ได้นำเสนอนโยบายที่จับต้องได้จริง เช่น:

  • การจัดการน้ำท่วม: เน้นการสร้างเขื่อนในจุดเสี่ยง เช่น ชุมชนโรงสี เพื่อป้องกันน้ำหนุนและน้ำท่วมขัง
  • ปลดล็อกถนนส่วนบุคคล: ผลักดันให้ กทม. สามารถเข้าไปดูแลสาธารณูปโภคในถนนที่ชาวบ้านใช้สัญจรแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นทางสาธารณะ
  • คุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง: เพิ่มพื้นที่สีเขียวและการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้สัตว์เลี้ยงในชุมชน
  • พัฒนาศูนย์เด็กเล็ก: เพิ่มงบประมาณอาหารกลางวันเพื่อโภชนาการที่ดีขึ้นของเด็กๆ

ด้วยจุดยืนความเป็นผู้สมัครอิสระ ทำให้ไอซ์-หัทกรสามารถทำงานได้อย่างโปร่งใส ไม่ขึ้นตรงกับพรรคการเมืองใด ทำให้มั่นใจได้ว่าเสียงของพี่น้องประชาชนจะถูกนำไปขับเคลื่อนในสภา กทม. อย่างตรงไปตรงมาที่สุด

ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะมาช่วยกันกำหนดอนาคตของเขตยานนาวาให้ดีขึ้นกว่าเดิม การเลือกคนที่มีความมุ่งมั่นและมีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน จะช่วยให้กรุงเทพฯ ของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น ใครที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ก. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ เพื่อสนับสนุนตัวแทนที่พร้อมทำงานเพื่อคนในพื้นที่อย่างจริงใจครับ

ที่มา – “ไอซ์-หัทกร” ผู้สมัคร สก. ลุยหาเสียงชูกลไกข้อกฎหมาย “สร้าง-ปรับปรุง-ยกเลิก”

Scroll to top