คุรุสภา

นฤมล ชงปรับเกณฑ์ใบอนุญาตครู ใช้ประสบการณ์สอน

สวัสดีค่ะทุกท่านที่สนใจเรื่องการศึกษาและอาชีพครู! วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกัน เมื่อนฤมล ชงปรับเกณฑ์ใบอนุญาตครู ใช้ประสบการณ์สอน เพื่อให้ครูผู้ช่วยและครูหลายกลุ่มเข้าถึงใบอนุญาตวิชาชีพได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะครูการศึกษาพิเศษที่มักเจอปัญหาคะแนนสอบไม่ถึงเกณฑ์ ลองมาดูรายละเอียดกันเลยนะคะ

นฤมล ชงปรับเกณฑ์ใบอนุญาตครู ใช้ประสบการณ์สอน

วันที่ 11 มีนาคม 2567 ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 3/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมด้วย ที่ประชุมมีมติสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการปรับเกณฑ์ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูใหม่ ชงโดยดร.นฤมลเอง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลักคือ นฤมล ชงปรับเกณฑ์ใบอนุญาตครู ใช้ประสบการณ์สอน โดยนำประสบการณ์ปฏิบัติงานสอนจริงของครูผู้ช่วยมาบวกกับคะแนนสอบภาคทฤษฎี หากรวมกันแล้วได้เกิน 60% ก็รับใบอนุญาตได้ทันที! ไม่ต้องลุ้นสอบใหม่ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ถ้าทำงานสอนมา 2 ปี จะนำคะแนนประเมินจากต้นสังกัดมาใช้ได้ไม่เกิน 20% ถ้า 3-4 ปี ใช้ได้ 30% เป็นต้น ช่วยลดอุปสรรคให้ครูที่มีประสบการณ์จริงแต่สอบไม่ผ่าน

นฤมล ชงปรับเกณฑ์ใบอนุญาตครู ใช้ประสบการณ์สอน ตอบโจทย์ครูพิเศษ

ดร.นฤมล กล่าวว่า แนวทางนี้ตอบโจทย์ครูหลายกลุ่ม โดยเฉพาะครูการศึกษาพิเศษที่ต้องใช้ทักษะปฏิบัติสูง แทนที่จะพึ่งคะแนนสอบอย่างเดียว นอกจากนี้ ภายในเดือนมีนาคมนี้ จะทบทวนระบบสอบใบอนุญาตทั้งหมด อาจให้จบตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย เหมือนใบประกอบวิชาชีพแพทย์ที่สอบตามชั้นปี ทำให้ผลิตครูตรง需求 มหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกับคุรุสภาใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ครูจบมาแล้วยังลุ้นใบอนุญาต ส่วนจำนวนใบอนุญาตที่เหลือ จะสรุปสิ้นเดือนมีนาคมเช่นกัน

ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางการพัฒนาการทดสอบความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามมาตรฐานครู รวมถึงรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศ 311 ราย และร่างประกาศหลักเกณฑ์ทดสอบใหม่ นอกจากนี้ ยังกำหนดกรอบพัฒนาการผลิตครูเชิงระบบยั่งยืน 9 ประเด็นหลัก ดังนี้

  • ปรับปรุงคุณภาพคัดเลือกผู้เรียนเข้าสถาบันผลิตครู
  • ตรวจสอบความพร้อมและมาตรฐานสถาบันผลิตครู
  • ตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรการผลิตครู
  • ตรวจสอบคุณภาพอาจารย์ผู้สอนในสถาบัน
  • สนับสนุนกระบวนการผลิตและบ่มเพาะครูคุณภาพ
  • ตรวจสอบสมรรถนะก่อนสำเร็จการศึกษา
  • กำหนดคุณสมบัติผู้สอบใบอนุญาตชั้นต้น
  • ทบทวนผังแบบทดสอบให้สอดคล้องบริบทปัจจุบัน
  • จัดทำฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างสถาบัน สป.อว. คุรุสภา กคศ. และท้องถิ่น

ส่วนเรื่องรับรองหลักสูตร ที่ประชุมรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรจาก 18 สถาบัน รวม 29 หลักสูตร เช่น ป.ตรีทางการศึกษา 18 หลักสูตร, ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 6 หลักสูตร, ป.โทวิชาชีพครู 1 หลักสูตร, ป.โทบริหารการศึกษา 4 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังปรับแผนรับนักเรียน 3 สถาบัน 12 หลักสูตร

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับวิชาชีพครูไทย ทำให้ครูที่มีใจรักและประสบการณ์จริงไม่ถูกกีดกันด้วยคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว สุดท้ายแล้ว คุรุสภาจะผลิตครูคุณภาพออกสู่ระบบการศึกษาได้มากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายศธ.ที่ต้องการครูดีเพื่อเด็กไทย

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? ถ้าเป็นครูผู้ช่วย ลองแชร์ประสบการณ์ขอใบอนุญาตของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะคะ และอย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการศึกษา สมัครรับข่าวสารฟรีได้เลยวันนี้!

ที่มา – “นฤมล”ประชุมบอร์ดคุรุสภา ชงปรับเกณฑ์ขอใบอนุญาตวิชาชีพ เปิดทางใช้ประสบการณ์สอนร่วมคะแนนสอบ

“ธรรมนัส-นฤมล” นำจัดงานวันครู 2569

“ร.อ.ธรรมนัส-รมว.นฤมล” นำจัดงานวันครูครั้งที่ 70 ที่หอประชุมคุรุสภา พร้อมรำลึกพระคุณครูและเทิดพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแม่และครูของแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดงานวันครู 2569 ครั้งที่ 70 พ.ศ.2569 ขึ้น ณ หอประชุมคุรุสภา กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้แทนครูและบุคลากรทางการศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมพิธี โดยการจัดงานวันครู 2569 ในปีนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเป็นผู้รับผิดชอบหลักจัดขึ้นพร้อมกันทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน

สำหรับบรรยากาศในช่วงเช้ามีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 93 รูป และพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รวมถึงพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ครูผู้วายชนม์และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนเข้าสู่พิธีการอย่างเป็นทางการ

โอกาสเดียวกันนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา รวม 11 รางวัล จำนวน 232 คน เช่น รางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ รางวัลคุรุสภา รางวัลครูผู้สอนดีเด่น รางวัลผลงานหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม รางวัล Next Generation Teacher Award รางวัลสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี รางวัลพระพฤหัสบดี และรางวัลครูดีในดวงใจ สะท้อนถึงความสำคัญและคุณค่าของครูในฐานะกำลังหลักในการพัฒนาการศึกษาและอนาคตของประเทศชาติอย่างยั่งยืน 

ต่อมา นางนฤมล กล่าวว่า วันครูจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ม.ค.2500 และในปีนี้ นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 70 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมความสามัคคีระหว่างครูกับประชาชน ยกย่องเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สร้างคุณงามความดีและคุณประโยชน์ต่อการศึกษาของชาติ 

“ตั้งแต่ดิฉันเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้การกำกับดูแลของท่านรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้ขับเคลื่อนนโยบายที่ให้ความสำคัญกับครูในฐานะหัวใจของการยกระดับคุณภาพการศึกษา ทั้งในเรื่องความก้าวหน้าในวิชาชีพ การปรับเกณฑ์ขอวิทยฐานะให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น การดูแลสวัสดิการ โดยเฉพาะโครงการบ้านพักครูและการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูผ่านการรวมและปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเปิดงานว่า วันครูเป็นวันสำคัญยิ่งในการร่วมกันรำลึกถึงคุณค่าของครู เปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของชีวิต อย่างไรก็ตาม ขอเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยติดตามเสด็จฯ ในอดีต ทำให้ประจักษ์ถึงพระเมตตาและพระราชกรณียกิจที่ทรงอุทิศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ มีความผูกพันและความสำนึกในพระคุณครูตั้งแต่วัยเยาว์ ขณะที่ปัญหาคุณภาพชีวิตของครู โดยเฉพาะเรื่องที่พักอาศัยและภาระหนี้สินนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากครูมีความเป็นอยู่ที่ดี ย่อมสามารถทำหน้าที่พ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติได้อย่างสมศักดิ์ศรี โดยขอให้กำลังใจครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ขอให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ ไม่ท้อถอยและยืนยันจะเดินหน้าผลักดันนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตครูอย่างต่อเนื่อง

“ธรรมนัส-นฤมล” นำจัดงานวันครู 2569

ความสำคัญของงานวันครู 2569

งานวันครู 2569 ไม่เพียงแต่เป็นการจัดงานเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสสำคัญในการรำลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ ผู้เป็นแม่พิมพ์ของชาติ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ การจัดงานในปีนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตครู เพื่อให้ครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพและสร้างสรรค์อนาคตของชาติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้การมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ยังเป็นแรงจูงใจให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามุ่งมั่นพัฒนาตนเองและสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และเป็นการส่งเสริมความสามัคคีระหว่างครูกับประชาชน

การจัดงานในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการให้ความสำคัญกับการศึกษาและครู ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โครงการบ้านพักครู และนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความตั้งใจจริงในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครู เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพและสร้างสรรค์อนาคตของชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ธรรมนัส-นฤมล” นำจัดงาน “วันครู 2569” ยันผลักดันยกระดับคุณภาพชีวิตครู

“นฤมล” เปิดงานวันทวี บุณยเกตุ รำลึกคุณูปการ

“นฤมล” รมว.ศึกษาธิการ เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ประจำปี 2568 รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา ย้ำ คนดีไม่มีวันตาย พร้อมมอบทุนการศึกษาส่งต่อเจตนารมณ์สร้างครูคุณภาพสู่อนาคต

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสที่ ท่านทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรมมาแล้วครบ 54 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมีนายสุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค., ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

นางนฤมล กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2568 ให้แก่เด็กนักเรียนว่า ขออนุญาตเรียกท่านว่าอาจารย์ทวี เพราะท่านสร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติไทยไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะด้านการศึกษา นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเมืองของประเทศ และถึงแม้ว่าท่านจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงระยะสั้นๆ แต่ก็ถือว่าได้สร้างคุณูปการที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตนอยากให้นักเรียนนักศึกษาทุกคนได้ตระหนักและภาคภูมิใจในทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ ซึ่งตั้งขึ้นตามชื่อของท่าน ทั้งนี้ คุรุสภาให้ความสำคัญกับมรดกทางความคิดของอาจารย์ทวีมาโดยตลอด เพราะท่านคือผู้วางรากฐานของสภาวิชาชีพครูที่ได้มาตรฐาน ไม่เพียงทำหน้าที่คัดกรองผู้มีคุณภาพเข้าสู่วิชาชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี

“ดิฉันอยากฝากทางคุรุสภา และ สกสค. ว่า ในโอกาสต่อไปหากมีกิจกรรมเช่นนี้อีก ขอให้ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและผู้สนใจได้เข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้ให้มากที่สุด ปัจจุบันเรามีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกว่า 500,000 คน จึงอยากให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ แม้ไม่ได้รับชมสดก็สามารถนำคลิปเผยแพร่ต่อได้เพื่อให้ความรู้ส่งต่อไปได้มากที่สุด”

ในช่วงท้าย นางนฤมล กล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้ร่วมงานทุกฝ่ายที่ช่วยกันจัดงานในครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของอาจารย์ทวี บุณยเกตุ พร้อมระบุว่า “คนดีไม่มีวันตาย อาจารย์ทวีคือผู้วางรากฐานการพัฒนาวิชาชีพครูให้ได้มาตรฐานสากล และมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ดิฉันหวังว่าคุรุสภาและมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จะยังคงร่วมกันจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เช่นนี้ต่อไปในอนาคต”

งานวัน “ทวี บุณยเกตุ” เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงคุณูปการของท่านผู้ที่วางรากฐานการศึกษาไทย และเป็นแบบอย่างให้แก่คนรุ่นหลังได้เดินตาม

“นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการศึกษาของประเทศไทย

ทำไมต้องรำลึกถึง ทวี บุณยเกตุ

การจัดงาน “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการส่งเสริมให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของบุคคลที่ได้สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา ท่านทวี บุณยเกตุ เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและได้วางรากฐานที่มั่นคงให้กับการศึกษาไทย ทำให้การศึกษาไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

คุณูปการของท่านทวี บุณยเกตุ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ด้านการศึกษาเท่านั้น แต่ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเมืองและสังคมของประเทศไทยอีกด้วย แม้ว่าท่านจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ได้สร้างผลงานที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมากมาย

การจัดงาน “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา จึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านทวี บุณยเกตุ และเป็นการส่งเสริมให้คนรุ่นหลังได้ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และความเสียสละ เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

หวังว่าการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมกันพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา – “นฤมล” เปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” รำลึกคุณูปการผู้วางรากฐานคุรุสภา

สอบตั๋วครู: คุรุสภาเคาะเกณฑ์ใหม่ เริ่ม ม.ค. 69

ข่าวดีสำหรับผู้ที่อยากเป็นครู! บอร์ดคุรุสภาอนุมัติเกณฑ์ใหม่ในการ สอบตั๋วครู โดยจะเริ่มใช้ในเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การลดภาระของผู้สอบ และเชื่อมั่นในคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาครั้งที่ 11/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมีคณะกรรมการและผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมการประชุม

สาระสำคัญของการประชุมคือ การเห็นชอบในหลักการของหลักเกณฑ์การทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครูใหม่ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนจากการสอบทั้งวิชาครูและวิชาเอก มาเป็นการสอบเน้นเฉพาะวิชาครูเท่านั้น

สอบตั๋วครู เกณฑ์ใหม่ เริ่ม ม.ค. 69

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาอย่างรอบด้านและเห็นพ้องกันว่าควรปรับการสอบให้เน้นที่วิชาครูเป็นหลัก และยกเลิกการสอบวิชาเอก เนื่องจากคุณภาพของวิชาเอกนั้นอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมอยู่แล้ว

การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดภาระของผู้ที่ต้องการ สอบตั๋วครู เนื่องจากในการสอบบรรจุเข้ารับราชการครูนั้น ผู้สอบจะต้องสอบตามสาขาวิชาที่หน่วยงานต้องการอยู่แล้ว ดังนั้น การสอบวิชาเอกในการสอบใบประกอบวิชาชีพครูจึงซ้ำซ้อน

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สอบตั๋วครู

ทางคุรุสภาจะดำเนินการจัดทำประกาศเพื่อเสนอให้รัฐมนตรีลงนาม เพื่อให้การยกเลิกการสอบกลุ่มวิชาในการ สอบตั๋วครู รอบต่อไปที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2569 มีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ คุรุสภายังคงเปิดโอกาสให้ครูที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ สามารถเข้าร่วมเรียนในหลักสูตร 7 โมดูล เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู (P-License) หรือ พรีไลเซน ซึ่งเป็นใบอนุญาตชั่วคราวสำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่คุรุสภารับรอง แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบสมรรถนะทางวิชาชีพ

ในการประชุมครั้งนี้ ยังได้มีการเห็นชอบรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการประเมินระดับคุณภาพของมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู จำนวน 13 ราย และอนุมัติการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาให้กับมหาวิทยาลัย 17 แห่ง จำนวน 23 หลักสูตร ครอบคลุมทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท และประกาศนียบัตรบัณฑิต

  • ปริญญาตรีทางการศึกษา 11 หลักสูตร
  • ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 5 หลักสูตร
  • ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพบริหารการศึกษา 1 หลักสูตร
  • ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 1 หลักสูตร
  • ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 5 หลักสูตร

นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติการปรับแผนการรับนักศึกษาปริญญาโททางการศึกษาของ 5 แห่ง รวม 5 หลักสูตร และรับทราบการอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่มีคุณวุฒิในกลุ่มวิชาที่มีความจำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอน หรือกลุ่มวิชาในประเภทวิชาและสาขาวิชาขาดแคลน เป็นเวลา 2 ปี

การเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การ สอบตั๋วครู ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงระบบการคัดเลือกครูให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การวัดความรู้ความสามารถในด้านวิชาชีพครูโดยตรง และลดภาระที่ไม่จำเป็นของผู้สอบ หวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ได้ครูที่มีคุณภาพและมีความพร้อมในการพัฒนาการศึกษาของชาติมากยิ่งขึ้น

ที่มา – บอร์ดคุรุสภา เคาะเกณฑ์ใหม่ “สอบตั๋วครู” ยกเลิกวิชาเอกเหลือเฉพาะวิชาครู มีผล ม.ค. 69

คุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการต่อการศึกษา “ทิดจอร์จ-ทิดแย้ม”

วงการสงฆ์และการศึกษาไทยต้องเผชิญกับข่าวที่น่าตกใจ เมื่อ “คุรุสภา” มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยึดคืนรางวัลพระสงฆ์ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาชาติที่เคยให้กับ “ทิดจอร์จ” หรืออดีตพระอลงกต และ “ทิดแย้ม” หรืออดีตพระธรรมวชิรานุวัตร ภายหลังทั้งสองท่านถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เปิดเผยถึงการประชุมกับคุรุสภาเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าก่อนหน้านี้ คุรุสภาได้มอบรางวัลอันทรงเกียรติแก่ อดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ในฐานะพระสงฆ์ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาชาติ ประจำปี 2563 เนื่องจากการที่ท่านมีจิตสาธารณะอันแรงกล้าในการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์มาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่ออดีตพระอลงกตต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรง นำไปสู่การถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาที่ร้ายแรง คุรุสภาจึงพิจารณาเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของรางวัลที่เคยได้รับ ดังนั้นจึงมีมติให้ยึดคืนรางวัลคุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการต่อการศึกษา

ไม่เพียงแต่ทิดจอร์จเท่านั้นที่ถูกยึดคืนรางวัล อดีตพระธรรมวชิรานุวัตร หรือ ทิดแย้ม อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม ซึ่งเคยได้รับรางวัลเดียวกันนี้ ก็ถูกพิจารณาให้ถูกยึดคืนรางวัลด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีเหตุผลและข้อพิจารณาในทำนองเดียวกัน

คุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการต่อการศึกษา “ทิดจอร์จ-ทิดแย้ม”

การตัดสินใจของคุรุสภาในครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม หลายคนเห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการรักษาสักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของรางวัล และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ผู้ที่ได้รับรางวัลจะต้องประพฤติตนให้เหมาะสมกับเกียรติที่ได้รับ

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ที่แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยมองว่า การยึดคืนรางวัลเป็นเรื่องที่รุนแรงเกินไป และควรพิจารณาถึงคุณงามความดีที่ทั้งสองท่านได้เคยทำไว้ในอดีตประกอบด้วย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องกระบวนการในการพิจารณาและการตัดสินใจของคุรุสภาว่ามีความเป็นธรรมและโปร่งใสเพียงใด

ผลกระทบต่อวงการสงฆ์และการศึกษา: การที่คุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการต่อการศึกษา ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวงการสงฆ์และการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนอาจรู้สึกผิดหวังและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสที่จะได้ทบทวนและปรับปรุงระบบการพิจารณาและมอบรางวัลให้มีความรัดกุมและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในวงการต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับรางวัลหรือตำแหน่งอันทรงเกียรติ ว่าจะต้องประพฤติตนให้เหมาะสมกับสถานะและเกียรติที่ได้รับ และจะต้องตระหนักเสมอว่า การกระทำของตนเองย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรและสังคมโดยรวม

บทเรียนจากกรณี คุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการต่อการศึกษา

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ทิดจอร์จ” และ “ทิดแย้ม” เป็นเครื่องเตือนใจให้กับทุกคนว่า คุณงามความดีที่เคยทำมา ไม่สามารถลบล้างความผิดที่ได้กระทำลงไปได้ และการได้รับรางวัลหรือตำแหน่งอันทรงเกียรติ ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิพิเศษเหนือกฎหมายหรือศีลธรรม

  • ความสำคัญของการตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับ
  • รางวัลการสร้างกลไกในการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ที่ได้รับรางวัล
  • การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยึดคืนรางวัลที่ชัดเจนและเป็นธรรม

กรณีคุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการต่อการศึกษา ให้ข้อคิดว่า การมอบรางวัลและการเชิดชูเกียรติบุคคล ควรทำด้วยความรอบคอบ และมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้ที่ได้รับรางวัลเป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรมอย่างแท้จริง และสมควรที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

ที่มา – คุรุสภา ยึดคืนรางวัลคุณูปการต่อการศึกษา “ทิดจอร์จ-ทิดแย้ม” หลังถูกดำเนินคดี

คุรุสภาจ่อพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.

คุรุสภา เตรียมสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง 7 ขวบ 3 คน ซ้ำข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์ หากผลสอบสวนผิดจริง เพิกถอนใบอนุญาตพร้อมดำเนินคดี

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา กรณีครูชายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หนองแค จ.สระบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงอายุ 7 ขวบ จำนวน 3 ราย และข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์นั้น

ทั้งนี้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่นักเรียนทุกคน สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของบุคคลที่เป็นข่าว พบว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู มีใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู

“การดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว ซึ่งการกระทำผิดดังกล่าวนั้นเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง โดยในเบื้องต้น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน ทั้งนี้ หากการสอบสวนแล้วเสร็จ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งกรณีความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง มีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ”

นายอนุกูล กล่าวย้ำด้วยว่า ครูต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู มีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้และปกป้องลูกศิษย์ การที่ครูประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นเรื่องร้ายแรง จะต้องเร่งจัดการทันที โรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน ซึ่งในขั้นแรกคุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตฯ ไว้ก่อน แต่หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป พร้อมทั้งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

คุรุสภาจ่อสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.

ความคืบหน้ากรณีครูสระบุรี ล่วงละเมิดนักเรียนหญิง

จากกรณีข่าวสะเทือนใจ ครูชายในจังหวัดสระบุรีถูกจับกุมข้อหาล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงวัย 7 ขวบถึง 3 ราย และข่มขู่ด้วยการถ่ายภาพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเบื้องต้นพบว่าครูผู้ถูกกล่าวหามีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจริง

ขณะนี้เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว เนื่องจากเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้พิจารณาพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน หากผลการสอบสวนแล้วเสร็จและพบว่ามีความผิดจริง จะมีการพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ผลกระทบต่อวิชาชีพครู

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพครู ครูมีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้และปกป้องลูกศิษย์ การประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อครู โรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน

กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวิชาชีพครูโดยรวม ครูทุกคนควรตระหนักถึงความรับผิดชอบและหน้าที่ของตนเองในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน และรักษาจรรยาบรรณของวิชาชีพ

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดของคุรุสภาในกรณีนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการกระทำผิดทางจรรยาบรรณวิชาชีพครูจะไม่ได้รับการปล่อยปละละเลย และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ขั้นตอนการดำเนินการต่อไป

ในขั้นแรก คุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป พร้อมทั้งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การดำเนินการนี้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและปกป้องสิทธิของเด็กนักเรียน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนในการตระหนักถึงความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพ และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน

เราต้องร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนของเรา

ที่มา – คุรุสภาจ่อสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.หญิง 7 ขวบ 3 คน ถ่ายภาพข่มขู่

Scroll to top