คูเลต

F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูกที่ตราด: รายงานล่าสุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.ตราด ตึงเครียด หลังมีรายงานว่าเครื่องบิน F-16 บินทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ มาติดตามรายละเอียดของเหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด กัน

F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด โดยมีรายงานว่าเครื่องบิน F-16 ซึ่งสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพเรือ ได้ทำการทิ้งระเบิดจำนวน 4 ลูก ลงบนแนวคูที่ทหารกัมพูชาขุดไว้ บริเวณใกล้เคียงกับบ้านเรือนประชาชนในตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.55 น. โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายแนวป้องกันที่ทหารกัมพูชาสร้างขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้ายึดพื้นที่ของนาวิกโยธินไทย หลังจากเครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิดแล้ว เรือรบและปืนใหญ่ภาคพื้นดินก็ได้ทำการยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

รายละเอียดเหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ที่ตราด

หลังจากการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดิน ช่วงเวลาประมาณ 16.10 น. ได้มีการปะทะกันด้วยปืนเล็กเป็นเวลาประมาณ 1 นาที ก่อนที่เสียงปืนใหญ่จะดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายนาที สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงตึงเครียด และมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

เหตุการณ์ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด นี้ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง ทางหน่วยงานภาครัฐได้เร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การเจรจาและการใช้สันติวิธีเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในภูมิภาค

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

การที่ F-16 ทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด ถือเป็นเหตุการณ์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – F-16 บินทิ้งไข่ 4 ลูก ใส่แนวคูทหารกัมพูชา บริเวณบ้าน 3 หลัง ใน จ.ตราด

กัมพูชายอมรื้อบ้าน! แต่ปฏิเสธ 2 หลังที่ตราด

ความคืบหน้าล่าสุดในประเด็นปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดตราด เมื่อกองป้องกันชายแดนที่ 501 ของกัมพูชาได้ส่งหนังสือตอบกลับอย่างเป็นทางการถึงหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด โดยในหนังสือฉบับดังกล่าว กัมพูชายินยอมที่จะรื้อบ้าน 1 หลัง และกลบคูสนามตามข้อเสนอของฝ่ายไทย แต่ยังคงปฏิเสธที่จะรื้อบ้านอีก 2 หลังที่อยู่ในสวนยางพารา โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของประชาชนและเสนอให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นผู้ตัดสินใจในประเด็นนี้ต่อไป ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่ายและเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

กัมพูชา ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้านให้ 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อ 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด

หนังสือตอบกลับดังกล่าวลงวันที่ 22 กันยายน 2568 โดยพันเอก จัน บุนดี ผู้บังคับกองป้องกันชายแดนที่ 501 ภูมิภาคทหารที่ 5 กองทัพกัมพูชา ได้ส่งถึง นาวาเอก ภริศวร์ วงษ์เพ็ญศรี ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เพื่อตอบข้อเสนอจากการประชุมหารือระหว่างรองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา และเสนาธิการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดของไทย ณ จุดตรวจร้อย.ทพ.นย.531 บ้านท่าเส้น จ.ตราด เนื้อหาในหนังสือได้ระบุถึงข้อเสนอ 3 ข้อที่ฝ่ายไทยได้ยื่นต่อฝ่ายกัมพูชา และการพิจารณาตอบกลับของฝ่ายกัมพูชาอย่างละเอียด

ข้อเสนอที่ไทยยื่นต่อกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาที่ดินชายแดน

ข้อเสนอหลัก ๆ ที่ฝ่ายไทยได้ยื่นต่อกัมพูชามีดังนี้:

  • ปัญหาบ้าน 5 หลัง ที่โอร์พลุกด็อมเรย: ไทยเสนอให้กัมพูชารื้อถอนบ้าน 2 หลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว แต่ฝ่ายกัมพูชาเห็นชอบให้รื้อถอนเพียง 1 หลัง
  • ปัญหาแนวคูสนามของจุดตรวจตำรวจตระเวนชายแดน ช่องทางเจยจุมเนียะ (จอมวย): ไทยเสนอให้กัมพูชากลบคูสนามดังกล่าวเพื่อให้พื้นที่กลับสู่สภาพเดิม ซึ่งกัมพูชาได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงด้านเทคนิคคูสนามตามข้อเสนอ
  • ปัญหาบ้านประชาชน 2 หลัง ในสวนยางพารา จุดบ้านชำราก: ไทยเสนอให้กัมพูชารื้อถอนบ้านทั้ง 2 หลัง แต่กัมพูชาปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าเป็นของประชาชนและเสนอให้ JBC พิจารณา

การที่กัมพูชาตอบรับข้อเสนอในบางส่วนและปฏิเสธในบางส่วนนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาเขตแดนที่ยังคงคั่งค้างและการหาจุดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้นั้นต้องอาศัยการเจรจาและพิจารณาอย่างรอบคอบ การที่กัมพูชา กัมพูชา ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้านให้ 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อ 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แต่ก็ยังคงต้องมีการหารือกันต่อไปในระดับ JBC เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน

ในหนังสือทางการของกัมพูชายังระบุอีกว่า ปัญหาที่ฝ่ายไทยเสนอนั้นเป็นปัญหาเก่าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และเนื่องจากรัฐบาลทั้งสองประเทศได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ขึ้นมาแล้ว ดังนั้นปัญหาที่ยังไม่มีความชัดเจนจึงสมควรให้เป็นหน้าที่ของ JBC เป็นผู้แก้ไขตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้เอกสารยังได้ย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ ที่มีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิดและร่วมมือแก้ไขปัญหาโดยยึดหลักสันติวิธีมาโดยตลอด โดยหนังสือฉบับนี้ได้ถูกส่งต่อเพื่อให้ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดได้รับทราบต่อไป สถานการณ์ กัมพูชา ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้านให้ 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อ 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ถึงแม้ว่าการเจรจาครั้งนี้จะมีความคืบหน้าไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีประเด็นที่ต้องแก้ไขกันต่อไป การที่กัมพูชายินยอมที่จะรื้อบ้าน 1 หลังและกลบคูเลตนั้นเป็นสัญญาณที่ดี แต่การปฏิเสธที่จะรื้อบ้านอีก 2 หลังก็แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการหาจุดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ การแก้ไขปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความอดทน การเจรจาและการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต การที่ กัมพูชา ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้านให้ 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อ 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด นั้นเป็นเพียงก้าวแรกของการแก้ไขปัญหาทั้งหมด

ที่มา – กัมพูชา ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้านให้ 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อ 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด

ทร.ลั่น! กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต

โฆษกกองทัพเรือ ลั่น กัมพูชาสร้างกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน ก็ต้องเป็นฝ่ายรื้อถอน ปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพเดิม เผย ตอบรับขั้นต้นแล้ว

วันที่ 23 กันยายน 2568 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ ให้สัมภาษณ์ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ถึงประเด็นบ่อนกาสิโนรุกล้ำพื้นที่ดินแดนไทย ว่า กาสิโนที่เป็นประเด็นอยู่ เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างบริเวณด่านท่าเส้น อ.เมือง จ.ตราด ก่อนหน้านี้ผู้บัญชาการทหารเรือได้ให้ข้อมูลไปแล้วว่าจะต้องดำเนินการตามกติกากฎหมายระหว่างประเทศ คือมีการประท้วงไปตั้งแต่ตรวจพบว่ากัมพูชาสร้างอาคารอยู่ในพื้นที่ที่เราอ้างสิทธิทับซ้อน 

จากการตรวจสอบอาคารที่สร้างปัจจุบันยังไม่มีการใช้งานและไม่มีผู้อยู่อาศัย ซึ่งเจตนารมณ์ของฝ่ายไทยคือการผลักดันให้ฝ่ายตรงข้ามที่รุกล้ำเข้ามายังเขตแดนอธิปไตยของไทยในพื้นที่อ้างสิทธิให้ออกไปจากพื้นที่ทั้งหมด โดยขณะนี้ทั้ง 17 จุด และกาสิโน ไม่ปรากฏว่ามีการเข้าใช้ประโยชน์ ทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน 

ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน เราจะดำเนินการจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากการเจรจารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใช่แค่กาสิโน แต่รวมไปถึงคูเลตและฐานปฏิบัติการของฝั่งตรงข้ามทั้งหมด จะต้องปรับพื้นที่ให้อยู่ในสภาพเดิม จากการพูดคุยท่าทีของฝั่งกัมพูชาก็มีการตอบรับในขั้นต้น ซึ่งก็เข้าใจว่าตามระบบของกัมพูชาจะต้องดำเนินการตั้งแต่ทหารระดับพื้นที่รายงานไปตามชั้นภูมิภาค ก่อนจะรายงานกลับไปที่พนมเปญ

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวอีกว่า ในวันนี้ทางกองทัพเรือ และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีตราด (กปช.จต.) ก็ได้ติดตามทวงถามอย่างใกล้ชิดว่าฝั่งกัมพูชาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไรบ้าง แต่ยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีกำหนดระยะเวลาว่าจะต้องทำการรื้อถอนและผลักดันให้กลับไปสู่สภาพเดิมเมื่อไหร่ ทางฝั่งไทยไม่อยากพูดคำว่ากดดัน แต่จะใช้ช่องทางเจรจาดำเนินการให้เป็นไปตามกติกา 

เมื่อถามว่าฝั่งไทยมีโอกาสจะทุบสิ่งปลูกสร้างที่กัมพูชารุกล้ำได้หรือไม่ พล.ร.ต.ปารัช เผยว่า ฝั่งกัมพูชาเป็นผู้ดำเนินการสร้าง ก็ต้องเป็นฝ่ายรื้อถอนและปรับให้อยู่ในสภาพเดิม เนื่องจากพื้นที่นั้นเป็นอธิปไตยของไทย แต่ถ้ายังดื้อดึงไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามที่พูดคุยตกลงกันไว้ไทยก็อาจจะมีการยกระดับต่อไป

ทร. ลั่น กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการ ปรับพื้นที่เป็นสภาพเดิม

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนในพื้นที่บางส่วน ซึ่งล่าสุดกองทัพเรือไทยได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนว่า กัมพูชาจะต้องดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นกาสิโน คูเลต หรือฐานปฏิบัติการต่างๆ เพื่อให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนที่จะมีการก่อสร้างใดๆ ทั้งสิ้น

ความคืบหน้าล่าสุดในการเจรจา

ถึงแม้ว่าทางกัมพูชาจะตอบรับในหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการรื้อถอน แต่ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อใด ทางกองทัพเรือไทยยืนยันว่าจะใช้ช่องทางการเจรจาเป็นหลักในการผลักดันให้กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง โดยจะติดตามสถานการณ์และทวงถามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

การเจรจาเป็นแนวทางที่ต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการเผชิญหน้า แต่หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และกัมพูชายังคงดื้อดึงไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ฝ่ายไทยก็อาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการที่เข้มข้นขึ้นเพื่อรักษาสิทธิอธิปไตยของประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ประเด็นการรุกล้ำพื้นที่อธิปไตยและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม การดำเนินการตามกฎหมายและหลักสากลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

การเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตยและเขตแดนเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ หากทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยความเข้าใจและเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและความร่วมมือในภูมิภาคในระยะยาว

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การเจรจาและการทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ในฐานะประชาชนคนไทย พวกเราควรติดตามข่าวสารและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและกองทัพเรือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน

ทร. ลั่น กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการ ปรับพื้นที่เป็นสภาพเดิม เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การดำเนินการของทั้งสองฝ่ายจะส่งผลต่อความสัมพันธ์และเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

ที่มา – ทร. ลั่น กัมพูชาต้องรื้อถอนกาสิโน-คูเลต-ฐานปฏิบัติการ ปรับพื้นที่เป็นสภาพเดิม

Scroll to top